Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 13/03/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 13/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/134556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WEhOBxOV6oV8uu7LmI03

  • 5 มือถือตกรุ่นที่ยังคุ้มที่สุดในงาน Mobile Expo 2026

    5 มือถือตกรุ่นที่ยังคุ้มที่สุดในงาน Mobile Expo 2026

    แม้ในงาน Thailand Mobile Expo 2026 จะมีสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่อย่าง Galaxy S26 และ iPhone 17 เปิดตัว แต่หนึ่งในกลยุทธ์ของนักช้อปสายไอทีคือการมองหา มือถือรุ่นก่อนหน้า ที่ถูกนำมาลดราคาพิเศษภายในงาน

    แต่จะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจวันนี้ Sanook Hitech พาคุณมาดูกับ 5 รุุ่นนี้

    5 มือถือตกรุ่นที่น่าสนใจงาน Thailand Mobile Expo 2026

    apple-iphone-15-1 

    1. iPhone 15 

    แม้ iPhone 17 จะมาพร้อมชิปใหม่ แต่ iPhone 15 ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่อยากได้ iPhone ที่ทันสมัยในราคาที่เข้าถึงง่าย ครื่องตัวโชว์บางบูธลดเหลือประมาณ 12,900 บาท ได้ กล้องหลัก 48MP พร้อม Dynamic Island รองรับพอร์ต USB-C ใช้งานกับอุปกรณ์หลายแพลตฟอร์มได้สะดวก แต่อาจจะเหลือเครื่องใหม่ไม่มากน้ัก

    honor-magic7-pro-1 

    2. Honor Magic 7 Pro 

    สำหรับสายถ่ายภาพ Honor Magic 7 Pro ยังเป็นมือถือที่น่าสนใจ แม้จะไม่ใช่รุ่นล่าสุดแล้วก็ตาม

    • ระบบกล้อง Falcon Camera ที่เด่นเรื่องการจับภาพเคลื่อนไหว
    • หน้าจอถนอมสายตา ที่หลายรุ่นระดับกลางยังทำได้ไม่ดีเท่า
    • ราคาภายในงานลดลงมาอยู่ระดับ หมื่นกลาง

    apple-iphone-16e-1

    3. iPhone 16e 

    iPhone 16e เป็นรุ่นที่เน้นความคุ้มค่าตั้งแต่เปิดตัว และเมื่อกลายเป็นรุ่นก่อนหน้า ราคาก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น ราคาในงานบางบูธอยู่ที่ประมาณ 15,500 บาท แม้จะมีอะไรด้อยแต่ก็ยังรองรับฟีเจอร์ AI พื้นฐานของระบบ แถมยังมีระยะเวลาการอัปเดต iOS อีกหลายปี

    samsung-galaxy-s24-fe-1

    4. Samsung Galaxy S24 FE 

    ก่อนที่ Galaxy S26 FE จะเปิดตัว Galaxy S24 FE ยังเป็นมือถือ Android ที่ให้ฟีเจอร์ระดับเรือธงครบ รองรับ Galaxy AI เช่น Circle to Search และ Live Translate ได้หน้าจอขนาดใหญ่ เหมาะกับการดูคอนเทนต์ และโปรโมชันในงานทำให้ราคาลดลงมาอยู่ระดับ หมื่นต้น ในโซนล้างสต็อก

     oppo-reno14-0

    5. OPPO Reno 14 5G

    เมื่อ Reno 15 เริ่มวางขาย OPPO Reno 14 5G ก็ถูกปรับราคาลงมา ทำให้กลายเป็นมือถือที่คุ้มค่าในกลุ่มระดับกลาง เด่นเรื่อง การถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ระบบชาร์จไว SuperVOOC และในงาน Mobile Expo มักมี ของแถมชุดใหญ่ เช่น ประกันจอแตกหรืออุปกรณ์เสริม แต่อาจจะต้องหากันหน่อย หรือถ้าไม่ได้ก็ Reno 15F 5G ดีกว่า

    อย่างไรก็ตาม หากเลือกซื้อเครื่องตัวโชว์ในงาน ควรตรวจสอบ สภาพเครื่อง อุปกรณ์ในกล่อง และเงื่อนไขการรับประกัน ให้เรียบร้อยก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้ดีลที่คุ้มค่าที่สุดในงาน Mobile Expo ปีนี้ แต่ใครอยากมาดูงานนี้จริงๆ แวะมาได้ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ เริ่ม 12 – 15 มีนาคมนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1622898/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oeE_DzRIo-_xkW4Lad9K8

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 13/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 13/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/134552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tDqSLJ2f-wZoUB9zAML32

  • โพสต์วิเคราะห์: ฮอร์มุซระอุเมื่อเรือธงไทยถูกโจมตีบทเรียนราคาแพงสหรัฐฯ

    โพสต์วิเคราะห์: ฮอร์มุซระอุเมื่อเรือธงไทยถูกโจมตีบทเรียนราคาแพงสหรัฐฯ

    โพสต์วิเคราะห์: ฮอร์มุซระอุเมื่อเรือธงไทยถูกโจมตีบทเรียนราคาแพงสหรัฐฯ

    การโจมตีเรือ “มยุรีนารี” เรือสินค้าสัญชาติไทยในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เพียงแต่เป็นวิกฤตการณ์ทางทะเล แต่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ สถานการณ์ปัจจุบันบ่งชี้ชัดเจนว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการเปลี่ยนระบอบปกครอง (Regime Change) ในอิหร่านได้ ซ้ำร้ายยังทำให้อิหร่านใช้ชัยภูมิที่ได้เปรียบควบคุมเส้นทางลำเลียงน้ำมันโลกเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง จนราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกลายเป็นอาวุธย้อนกลับมาทำลายเศรษฐกิจโลก

    ความล้มเหลวของทรัมป์และทฤษฎี TACO

    บทวิเคราะห์จาก พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย มองว่ายุทธศาสตร์ของทรัมป์ที่หวังใช้ความรุนแรงสยบอิหร่านผ่านการสังหารผู้นำเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะเปลี่ยนระบอบปกครองไม่ได้ยังเป็นการ “จุดไฟ” ให้ภูมิภาค และสร้างความแค้นเคืองแก่คนรุ่นใหม่ในอิหร่าน

    อดีตทูตพิศาลยังให้นิยามพฤติกรรมของทรัมป์ว่า “TACO” (Trump Always Chickens Out) หรือพฤติกรรมที่มักประกาศกร้าวแต่พร้อมจะถอยทัพทันทีเมื่อเห็นว่าสถานการณ์กระทบต่อตลาดหุ้นหรือคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งมิดเทอม เนื่องจากกลัวว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและยอดสูญเสียของทหารอเมริกันจะทำให้เขาพ่ายแพ้ในสนามการเมือง

    อธิปไตยเคลื่อนที่ และชัยภูมิที่เหนือกว่าของอิหร่าน

    ในมุมมองด้านความมั่นคง พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุว่ากรณีเรือมยุรีนารีต้องถือเป็นเรื่อง “อธิปไตย” เพราะเรือที่จดทะเบียนและชักธงไทยคือแผ่นดินไทยที่เคลื่อนที่ไปในทะเล การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าอิหร่านมีความสามารถในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จ โดยใช้ “อาวุธไร้คนขับ” (Unmanned Systems) และทุ่นระเบิด ซึ่งยากจะป้องกันแม้จะมีเรือรบคุ้มกัน

    เป้าหมายของอิหร่านชัดเจนคือการผลักดันราคาน้ำมันให้แตะระดับ 150-200 เหรียญต่อบาร์เรล เพื่อใช้เป็นไม้ตายสุดท้ายในการรักษาประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะการยึดพื้นที่คืนต้องใช้การรบยกพลขึ้นบกเต็มรูปแบบซึ่งมีความเสี่ยงสูงเกินรับได้

    ทางออกประเทศไทย: เลิก ‘หน่อมแนม’ ชูไพ่ตาย ‘อู่ตะเภา’

    สำหรับบทบาทของรัฐบาลไทย อดีตทูตพิศาลวิจารณ์ว่าที่ผ่านมาไทยดำเนินนโยบายแบบ “หน่อมแนม” เน้นเพียงการแสดงความห่วงใยจนขาดจุดยืนที่สง่างาม ข้อเสนอแนะคือไทยต้องใช้การทูตเชิงรุกบนหลักมนุษยธรรม เช่น การส่งเวชภัณฑ์ช่วยเหลืออิหร่านเพื่อแสดงความเป็นมิตร

    ขณะเดียวกัน พล.ร.อ.จุมพล ชี้ว่าไทยยังมี “ไพ่ต่อรอง” ระดับทองคำคือสนามบินอู่ตะเภาและชัยภูมิขวานทองที่อยู่กึ่งกลางสองมหาสมุทร ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ขาดไม่ได้ในการดำเนินนโยบายอินโด-แปซิฟิก รัฐบาลจึงควรนำจุดแข็งนี้มาเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ แทนการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่รอรับผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

    เรียบเรียง: อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
    แหล่งที่มา: รายการคมชัดลึก(คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/739296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pQjNyLzWtrvLzcG6W3TPC

  • “สุวัฒน์” แนะลงทุนแบบ “Selective Buy” คัด 7 หุ้นพื้นฐานเด่น

    “สุวัฒน์” แนะลงทุนแบบ “Selective Buy” คัด 7 หุ้นพื้นฐานเด่น

    นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการสายงานวิจัย ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 12 มี.ค.69 ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและตลาดหุ้นไทย โดยระดับราคาน้ำมันที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งจะกำหนดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของกลุ่มพลังงานกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

    ทั้งนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ประเมินว่าหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นเพียงภาวะตื่นตระหนกระยะสั้น (Panic) เนื่องจากปัจจุบันตลาดพลังงานโลกยังมีอุปทานส่วนเกิน และยังมีเส้นทางการขนส่งสำรองที่สามารถรองรับได้

    สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าดัชนีมีแนวรับสำคัญบริเวณ 1,380 จุด โดยแรงกดดันหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีแหล่งพลังงานภายในประเทศ

    ในด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ ปัจจุบันนักลงทุนอยู่ในภาวะลดความเสี่ยง (Risk-off) มากกว่าการถอนการลงทุนอย่างถาวร โดยหากสถานการณ์ราคาน้ำมันคลี่คลาย รวมถึงปัจจัยภายในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น เสถียรภาพทางการเมือง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ มีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

    กลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมัน กลุ่มที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต รวมถึงหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมากเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจากความตื่นตระหนกของตลาด

    สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่
    กลุ่มพลังงาน เช่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันในระดับสูง
    กลุ่มปิโตรเคมี เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการใช้ก๊าซในประเทศเป็นวัตถุดิบ
    กลุ่มโรงพยาบาล เช่น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงราว 15% แม้มีสัดส่วนผู้ป่วยจากตะวันออกกลางเพียงประมาณ 2%
    กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งมีโครงสร้างรายได้มั่นคง และยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
    กลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
    ขณะที่กลุ่มสื่อสาร มองว่าเป็นกลุ่มปลอดภัย (Safe Haven) เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงลึกเกินกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

    นอกจากนี้ ภาคการเดินเรือยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในสองมิติ โดยในระยะสั้นเป็นปัจจัยลบเชิงจิตวิทยาจากความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีที่มีเหตุการณ์กระทบต่อเรือไทยโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางอาจกลายเป็นโอกาส หากค่าระวางเรือ (Freight Rate) ปรับตัวสูงขึ้นจากข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือและภาวะตึงตัวของอุปทานการขนส่ง ซึ่งอาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้บริการในอนาคต

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/818896&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30j5XtlhQkhnI7kO7P_0Db

  • สมาคมอสังหาฯ ยกระดับผู้นำอุตสาหกรรม หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    สมาคมอสังหาฯ ยกระดับผู้นำอุตสาหกรรม หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    สมาคมอสังหาฯ ยกระดับผู้นำอุตสาหกรรม หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    สมาคมอสังหาฯ ยกระดับผู้นำอุตสาหกรรม หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารในอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาวะดอกเบี้ยและการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

    รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเปิด 2 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ RAPTOR รุ่นที่ 2 – AI Edition และ REAL Hotel รุ่นที่ 3 ซึ่งเริ่มอบรมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ

    นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน ทั้งก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง การเงิน การท่องเที่ยว และการจ้างงานจำนวนมาก การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการจึงไม่เพียงส่งผลต่อธุรกิจรายบริษัท แต่ยังมีผลต่อความสามารถการแข่งขันของประเทศในภาพรวม

    “ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวน ผู้บริหารต้องมีความเข้าใจเชิงลึกทั้งด้านกลไกตลาด การเงิน เทคโนโลยี และทิศทางการพัฒนาเมือง เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม” นายพรนริศกล่าว

    พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์

    หลักสูตร RAPTOR (Real Asset Program for Technological Optimization and Residential Development)รุ่นที่ 2 ถูกออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้บริหารและเจ้าของกิจการที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการในยุคดิจิทัล

    โดยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน การบริหารที่ดิน การจัดโครงสร้างเงินทุน ตลาดทุน ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI, Data และ Automation ในกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ พร้อมวิเคราะห์ภาพรวมตลาดในระดับเมือง ภูมิภาค และแนวโน้มการใช้ประโยชน์พื้นที่ในยุค Hybrid Work

    นายวรยุทธ กิตติอุดม อุปนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ผู้ดูแลหลักสูตร RAPTOR กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันเป็นการแข่งขันด้านประสิทธิภาพและข้อมูล ผู้ประกอบการต้องสามารถวิเคราะห์ความต้องการตลาดได้แม่นยำ บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ AI และ Data จะกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของผู้พัฒนาโครงการในอนาคต การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก พร้อมย้ำว่าการสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน หลักสูตร REAL Hotel รุ่นที่ 3 ภายใต้การดูแลของ ดร.วรพจน์ กันติพิพัฒน์ มุ่งตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ และ Hospitality ที่กำลังเติบโตตามภาคการท่องเที่ยว โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงการ การบริหารจัดการ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน หลักสูตรรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ 16 ท่าน จากองค์กรชั้นนำ ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง พร้อมจัดการเรียนรู้ในสถานประกอบการจริง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจทั้งมิติการลงทุนและการดำเนินงาน

    ดร.วรพจน์ กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมต้องเข้าใจทั้งมิติการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการบริหาร Hospitality ควบคู่กัน การเรียนรู้จากสถานการณ์จริงจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสและความท้าทายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ในวันเปิดหลักสูตร ได้รับเกียรติจากผู้บริหารภาครัฐและเอกชนร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรม อาทิ นายไพสิฐ แก่นจันทน์ ประธานบริษัท แมกโนเลีย ไฟน์เนสท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการท่องเที่ยว และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารในแวดวงโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เข้าร่วมอบรม อาทิ มาริสา สุโกศล ผู้บริหารโรงแรม สุโกศล และนายกสมาคมโรงแรมไทย ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่าผู้ประกอบการแม้มีประสบการณ์ยาวนาน ก็ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

    “การเปิดหลักสูตรทั้งสองจึงสะท้อนบทบาทของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยในการทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาทุนมนุษย์ของอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/653715&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AhqPjIMHn5P6WMSFcc14a

  • เปิดเทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด ครั้งที่ 25 กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวระยอง

    เปิดเทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด ครั้งที่ 25 กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวระยอง

    เปิดงานเทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด ครั้งที่ 25 กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวระยอง 11-15 มี.ค. 69 ภายในงานมีอาหารทะเลสดๆ และร้านค้ากว่า 300 ร้านค้ามาจำหน่าย

    เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่บริเวณลานกิจกรรมท่าเทียบเรือเทศบาลตำบลบ้านเพ อ.เมือง จ.ระยอง นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผวจ.ระยอง เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง “เทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ–เกาะเสม็ด” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีนายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง พร้อมด้วย นายยานยนต์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพ นางวันดี เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานระยอง นายปรีดี วริลุน ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และประชาชนร่วมงานจำนวนมาก

    นายยานยนต์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพ กล่าวว่า พื้นที่ตำบลบ้านเพถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดระยอง มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม อาหารทะเลสดอุดมสมบูรณ์ และการเดินทางสะดวก จึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการสร้างรายได้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    เทศบาลตำบลบ้านเพจึงได้จัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง “เทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด” ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 11–15 มีนาคม 2569 ณ บริเวณลานกิจกรรมท่าเทียบเรือเทศบาลตำบลบ้านเพ

    สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านเพ กระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับร้านค้า รวมถึงร้านอาหารทะเลสดให้เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดระยองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดระยองให้คึกคักต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2919606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17hiDGOSlRN3U9WP9vKE7V

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินสายทั่วประเทศ ติดอาวุธ IP ให้คนไทย พร้อมเปิดคลังความรู้ออนไลน์ เสริมกลยุทธ์สร้างแต้มต่อธุรกิจยุคใหม่ เข้าถึงง่าย ครบวงจร

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินสายทั่วประเทศ ติดอาวุธ IP ให้คนไทย พร้อมเปิดคลังความรู้ออนไลน์ เสริมกลยุทธ์สร้างแต้มต่อธุรกิจยุคใหม่ เข้าถึงง่าย ครบวงจร

    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าเสิร์ฟความรู้ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ถึงมือคนไทยทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาคลังความรู้ออนไลน์ DIP e-Learning เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงองค์ความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาที่ตอบโ ทย์การค้ายุคใหม่ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และครบวงจร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างแต้มต่อในการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล สอดรับเป้าหมาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์

    ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เพียงเครื่องมือคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่ช่วยต่อยอดสร้างมูลค่าและรายได้ในระยะยาว ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและมีการบริหารจัดการสิทธิอย่างเป็นระบบ จะสามารถเปลี่ยนไอเดียความคิดให้เป็นแต้มต่อทางการแข่งขันได้ ทั้งในด้านการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ การขยายโอกาสทางการค้า การสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและนักลงทุน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการเจรจาธุรกิจในเวทีการค้า ด้วยเหตุนี้ การติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีกลยุทธ์ รวมทั้งการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลักดันภาคธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ​นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม – กุมภาพันธ์) ของปี 2569 กรมฯ ได้สนับสนุนวิทยากรลงพื้นที่ส่งเสริมความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศแล้ว 32 ครั้ง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรวม 2,205 คน โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้แก่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างเครือข่ายหน่วยงานสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Unit) ภายในองค์กร ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ส่งต่อความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่นักวิจัย นักศึกษา และบุคลากรภายในหน่วยงาน พร้อมทั้งช่วยตรวจสอบรายละเอียดคำขอเบื้องต้นก่อนยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญากับกรมฯ ซึ่งจะช่วยให้คำขอมีความครบถ้วนสมบูรณ์ ลดขั้นตอนการแก้ไข และเพิ่มโอกาสในการได้รับความคุ้มครองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนให้หน่วยงานมีระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ชัดเจน เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ​ทั้งนี้ จากสถิติในปี 2568 กรมฯ ได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 195 ครั้ง มีผู้ได้รับการเสริมสร้างศักยภาพกว่า 14,000 คน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและกระแสความสนใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน โดยกรมฯ ได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ให้ครอบคลุมหัวข้อที่ทันสมัยและสอดรับกับการค้าในยุคดิจิทัล อาทิ การร่างคำขอและขั้นตอนการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เทคนิคการสืบค้นและใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลสิทธิบัตร การสร้างสรรค์ผลงานด้วย AI อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ การสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งด้วยเครื่องหมายการค้า

    การวางกลยุทธ์บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ กฎหมายลิขสิทธิ์และประเภทของสัญญาลิขสิทธิ์ ความรู้ด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ซึ่งการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ในรูปแบบการลงพื้นที่ (On-Site) จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถซักถามและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละหน่วยงานเป็นรายกรณี หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่สนใจ ต้องการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาส่งวิทยากรไปช่วยอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรของหน่วยงานแบบเฉพาะกลุ่ม สามารถติดต่อได้ที่ กองส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0 2547 4664

    ​นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยได้พัฒนาระบบ DIP e-Learning ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และคลังข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาที่ทันสมัย เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เหมาะสำหรับนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และผู้ปฏิบัติงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ โดยมีหลักสูตรตั้งแต่ระดับความรู้พื้นฐานไปจนถึงเนื้อหาเชิงลึกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง ผู้เรียนสามารถบริหารจัดการเวลาเรียนได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งได้รับประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate) เมื่อเรียนจบหลักสูตรและผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ กรมฯ มีแผนพัฒนาหลักสูตรออนไลน์เพิ่มเติม และส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวให้แพร่หลายยิ่งขึ้น โดยจะนำหัวข้อที่ได้รับความนิยมในการขอรับการสนับสนุนวิทยากรที่ผ่านมา มาพัฒนาเป็นหลักสูตรออนไลน์ใหม่ๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยให้พร้อมก้าวสู่สนามแข่งขันได้อย่างมั่นใจ

    ​สำหรับผู้สนใจ สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบ DIP e-Learning ได้ที่ elearning.ipthailand.go.th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และหน่วยงานที่ต้องการขอรับบริการวิทยากร การจัดอบรมเชิงลึกเฉพาะด้าน หรือการขอรับคำปรึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจ สามารถติดต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ที่เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th และ Facebook กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2547 4664 หรือ สายด่วน 1368 โดยกรมฯ พร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ คุ้มครอง และต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความสำเร็จของภาคธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1003298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KT_XHzzWOeqPkdJN0OrpA

  • โลกในเงาสงคราม เศรษฐกิจในความเสี่ยง

    โลกในเงาสงคราม เศรษฐกิจในความเสี่ยง

    สถานการณ์สงครามที่กำลังทวีความรุนแรง กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กำลังกดดันเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ

        กลายเป็นแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การค้า พลังงาน และตลาดการเงินทั่วโลกอย่างรุนแรง หลายประเทศเริ่มตระหนักแล้วว่า สงครามยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสนามรบ แต่กำลังลุกลามเข้าสู่ “สนามเศรษฐกิจ” ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
        ผลกระทบที่ปรากฏชัดที่สุด คือ ความผันผวนตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญหลายชนิดเริ่มแกว่งตัวอย่างรุนแรง ขณะที่เส้นทางขนส่งสินค้าในหลายภูมิภาคตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากความไม่ปลอดภัย สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตและการดำรงชีวิตของผู้คนทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น พร้อมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังกลับมาอย่างน่ากังวลในหลายประเทศ อีกด้านหนึ่ง โลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วเศรษฐกิจและการเมืองที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ประเทศมหาอำนาจเริ่มใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ระบบการค้าเสรีที่เคยเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกสั่นคลอน หลายประเทศหันมาสร้างกำแพงทางเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และสะสมทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

        สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสร้างความกังวลอย่างลึกซึ้งต่ออนาคตเศรษฐกิจโลก หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างมากขึ้น โลกอาจต้องเผชิญภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ การลงทุนระหว่างประเทศอาจหดตัว การค้าโลกอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วโลก

        หันมามองประเทศไทย เราไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความปั่นป่วนระบบเศรษฐกิจโลกได้ เพราะพึ่งพาการค้า การท่องเที่ยว และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศอย่างสูง การเปลี่ยนแปลงราคาพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจประเทศอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายขั้นสุดอย่างจริงจัง
        ท่ามกลางความไม่แน่นอน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงความรุนแรงของสงคราม แต่คือผลกระทบเชิงระบบที่กำลังค่อยๆ สะสมและส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังเศรษฐกิจสังคมทั่วโลก หากประชาคมโลกไม่สามารถหาทางลดความตึงเครียดและสร้างกลไกความร่วมมือใหม่ได้ทันเวลา วิกฤติครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจโลก และเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ต่อความสามารถของทุกประเทศในการปกป้องความมั่นคงและความเป็นอยู่ของประชาชนของตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1224949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OQo2kRrCW6JXJ1R1Cm0MG

  • เมื่อพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    เมื่อพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    เศรษฐกิจโลกในช่วงปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดที่สหรัฐฯเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลาง

    สำหรับนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปมีอยู่สองประเด็นหลัก ได้แก่ ระยะเวลาของความขัดแย้ง (Duration) ว่าจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด และ ระดับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน (Energy supply disruption) ว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณอุปทานพลังงานในตลาดโลกมากน้อยเพียงใด สองปัจจัยนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อความผันผวนของตลาดการเงินในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนสมดุลของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยเฉพาะผ่านกลไกของราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก

    มิติด้านพลังงาน : จุดเริ่มต้นของการส่งผ่านแรงกระแทกเศรษฐกิจ

    ในทุกวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่านมา ราคาพลังงานมักเป็น ช่องทางหลัก (Primary transmission channel) ที่ส่งผ่านผลกระทบไปยังเศรษฐกิจโลก เมื่อเกิดความตึงเครียดในพื้นที่สำคัญ เช่น ตะวันออกกลาง หรือยุโรปตะวันออก สิ่งที่ตลาดกังวลเป็นอันดับแรกคือความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมักสะท้อนออกมาอย่างรวดเร็วผ่านการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอาจอยู่ในวงจำกัด แต่หากราคายังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในวงกว้าง ผลกระทบดังกล่าวจะรุนแรงเป็นพิเศษในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค และลดความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    ในสถานการณ์เช่นนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกมักต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากต้องเลือกระหว่างการใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หรือการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาวะดังกล่าวมักถูกเรียกว่า Inflation–Growth Trade-off ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน

    มิติด้านตลาดทุน : กลไกที่ขับเคลื่อน Yield พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

    ในตลาดการเงินโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดที่สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันทิศทางของอัตราผลตอบแทนดังกล่าวถูกกำหนดโดยกลไกหลักสามประการ ประการแรกคือ ความคาดหวังเงินเฟ้อ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยการลดลงของมูลค่าเงินในอนาคต ประการที่สองคือ ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven demand) ในช่วงที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น นักลงทุนทั่วโลกมักปรับพอร์ตการลงทุนโดยลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง และเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลง ประการสุดท้ายคือ ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากราคาพลังงานที่สูงเริ่มฉุดรั้งเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดจะเริ่มคาดการณ์ถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลง

    เนื่องจากแรงผลักทั้งสามด้านนี้อาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน ตลาดพันธบัตรจึงมักมีความผันผวนสูงในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น

    มองอดีต : บทเรียนจากสงครามยูเครน

    หากย้อนกลับไปในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2022 จะเห็นภาพการส่งผ่านผลกระทบดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ในช่วงเวลาดังกล่าว ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกเพิ่งผ่านพ้นวิกฤต Covid-19 และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในหลายประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ผลที่ตามมาคือธนาคารกลางสหรัฐต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาสั้น ๆ

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันยังแตกต่างจากปี 2022 อยู่พอสมควร กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่ในภาวะร้อนแรงเหมือนช่วงหลัง Covid-19 วัฏจักรดอกเบี้ยของหลายประเทศเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ทยอยลดลง ด้วยเหตุนี้ จึงประเมินได้ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวอาจปรับเพิ่มขึ้นได้จำกัด และไม่น่ารุนแรงเท่ากับในช่วงปี 2022 เว้นแต่ราคาพลังงานจะปรับตัวขึ้นอย่างมากและทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน

    บทสรุป : พลังงานยังคงเป็นตัวแปรชี้ขาด

    ท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางของเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อจากนี้จะยังคงขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศทางของราคาพลังงาน หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในวงจำกัด และไม่ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานในระดับรุนแรง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินอาจยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่หากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก ราคาพลังงานที่สูงและยืดเยื้ออาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่พลิกทิศทางเงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก ดังนั้น สำหรับนักลงทุน การติดตามพัฒนาการของราคาพลังงานจึงยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นปัจจุบัน พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรที่สามารถกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกได้อย่างทรงพลังที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/editorial/1224948&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ebdqsh9xjTEZ08oYnZR4G