Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กองทุน ววน. ผนึก 8 PMU ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยอาศัยวิจัยและนวัตกรรม | เดลินิวส์

    กองทุน ววน. ผนึก 8 PMU ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยอาศัยวิจัยและนวัตกรรม | เดลินิวส์

    สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุม “PMU Retreat 2569” ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ทั้ง 8 หน่วย เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ให้มีความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งสร้าง Alignment ของการดำเนินงานทั้งระบบ ตั้งแต่การกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย การบริหารจัดการทุนวิจัย ไปจนถึงการผลักดันผลลัพธ์สู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    การหารือครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการปรับบทบาทของระบบกองทุน ววน. ไปสู่การดำเนินงานแบบ Agenda-based โดยยึดเป้าหมายการพัฒนาประเทศเป็นตัวตั้ง และเชื่อมโยงการดำเนินงานตาม แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) ให้สามารถต่อยอดไปสู่ทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund; SF) จนถึงการวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์ (Research Utilization: RU) เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของห่วงโซ่การพัฒนาความรู้สู่ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยชูกลไก Policy Sandbox และการจัดสรรงบประมาณเชิงรุก (Agenda-based) เพื่อตอบโจทย์วิกฤตและความต้องการของประเทศอย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดันการร่วมลงทุน (Co-investment) กับภาคเอกชนและต่างประเทศ รวมถึงการสื่อสารแบบ Single Communication เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของกองทุน ววน. ในการยกระดับเศรษฐกิจไทยบนฐานความรู้และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

    รวมถึงการยกระดับการบริหารจัดการทุนวิจัยสู่ยุคดิจิทัลด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ Automation เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพระบบ NRIIS ให้สามารถแสดงผลข้อมูลแบบ Real-time Dashboard และมีระบบ Similarity Check เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการวิจัยตั้งแต่ต้นทาง โดยเน้นการออกแบบระบบที่ใช้งานง่าย นอกจากนี้ยังเตรียมจัดตั้งคณะทำงานร่วมจาก PMU เพื่อรับฟังเสียงสะท้อน (Feedback) มาพัฒนาระบบข้อมูลให้เป็นกลไกหลักในการสื่อสารผลกระทบ (Impact) ต่อภาคประชาคมด้วยหลักการ “เปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก” เพื่อความโปร่งใสสูงสุด

    การประชุม PMU Retreat ในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้การลงทุนด้านวิจัยของประเทศไทยสามารถดำเนินไปอย่างเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยบนฐานความรู้และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5683849/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yoa5FvcVBod6U3dm-_MXg

  • CREDIT ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ในงาน “มหกรรมการออม 52 ปี” กรมการพัฒนาชุมชน รุกเติมความรู้ทางการเงิน เสริมแกร่งชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CREDIT ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ในงาน “มหกรรมการออม 52 ปี” กรมการพัฒนาชุมชน รุกเติมความรู้ทางการเงิน เสริมแกร่งชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เดินหน้าส่งต่อความรู้ทางการเงิน มุ่งมั่นเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและปลูกฝังวินัยการออม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน ในงาน “มหกรรมการออม 52 ปี ทุนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก (ระดับกรม)” ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด และเยี่ยมชมบูธของธนาคารภายใต้หัวข้อ “ความรู้ทางการเงิน (Financial Knowledge)” ตอกย้ำพันธกิจการมุ่งมั่นสร้างวินัยการออมเพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแกร่ง

    ในโอกาสนี้ ธนาคารไทยเครดิต นำโดย นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ และนางสาวรตินันทน์ วงศ์วัชรานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยคณะ ได้เข้าร่วมจัดกิจกรรมและถ่ายทอดแนวทางการบริหารจัดการเงินฉบับเข้าใจง่ายและสามารถประยุกต์ใช้งานได้จริง เพื่อสร้างความตระหนักถึงการมีพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง พร้อมเน้นย้ำว่า ‘วินัยทางการเงินที่ดี’ คือจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างยั่งยืนจากระดับครัวเรือนสู่ชุมชน สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของธนาคารที่ว่า พื้นฐานทางการเงินที่มั่นคงคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มั่งคั่งและยั่งยืนสำหรับทุกคน

    ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยเครดิตและกรมการพัฒนาชุมชนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 6 ปี ผ่านการจัดอบรมให้ความรู้ทางการเงินใน “โครงการตังค์โต Know-how” โดยได้จัดอบรมแก่กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตรวม 47 ครั้ง มีผู้เข้าอบรม 1,964 คน และหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้กรมการพัฒนาชุมชนอีกกว่า 198 ครั้ง สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชนสะสมแล้วทั้งสิ้น 11,654 คน ทั้งนี้ ธนาคารไทยเครดิตยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขยายผลการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในฐานะพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการออมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/13/625394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IDflmc7gp7Ax9bna47BTG

  • “ศุภจี” ถกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    “ศุภจี” ถกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    วันนี้ (13 มี.ค.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    โดยปีนี้กระทรวงพาณิชย์ประชุมทูตพาณิชย์ปี 2569 จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกพบความท้าทายสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ การกระจุกตัวของตลาดส่งออก ปัจจุบันไทยพึ่งพาตลาดหลักกว่า 30% ของการส่งออกทั้งหมด และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ติดตามอย่างใกล้ชิด และพยายามผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ

    กระทรวงพาณิชย์ประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกปี 2569 จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    กระทรวงพาณิชย์ประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกปี 2569 จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    การกระจุกตัวของผู้ส่งออก ประเทศไทยมีผู้ประกอบการส่งออกกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงประมาณ 7,000 ราย มีสัดส่วนการส่งออกถึง 84% ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs มีเพียง 16% จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ SMEs และช่วยหาตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดโลก และโครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสูง จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วน Local Content และส่งเสริมสินค้า Made in Thailand เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ

    รมว.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World  มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว)

    รับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big – Act Small – Move Right คือคิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้น รักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ (Market Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    สำหรับตลาดสำคัญที่ต้องเร่งขยาย เช่น อินเดียและเอเชียใต้ มุ่งเน้นสินค้าอาหาร วัตถุดิบอุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ เช่นเรื่อง การสนับสนุนวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเมืองรองที่มีชนชั้นกลางและกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ตลาดจีน เร่งรุกตลาดสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมขยายตลาดสู่จีนตะวันตกและจีนชั้นในรวมทั้งใช้ช่องทางออนไลน์และ KOL ในการทำตลาด

    ส่วนตลาดตะวันออกกลาง ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมหาเส้นทางโลจิสติกส์สำรองและรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน  ในขณะที่ตลาดญี่ปุ่น โอกาสที่ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ร่วมกันกำหนดทิศทางความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ภาพประกอบข่าว “ศุภจี” ถกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    สำหรับตลาดยุโรป ในปีนี้ ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 170 ปี ไทยและฝรั่งเศส ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีในการต่อยอดส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทยในภูมิภาคยุโรป นอกจากนี้ ยังกำชับให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก เร่งผลักดัน สินค้าเกษตรและผลไม้ไทย สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมเตรียมรองรับฤดูกาลผลไม้ไทยที่กำลังจะออกสู่ตลาด

    ขณะเดียวกันกระทรวงยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม ธุรกิจบริการของไทย อาทิ ดิจิทัลคอนเทนต์ เกม ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ ร้านอาหารไทย และธุรกิจสุขภาพและเวลเนส ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ในตลาดโลก

    ทั้งนี้การส่งออกยังคงเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย ที่ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการขยายตลาดใหม่ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า สนค. คาดว่าจะปรับเป้าส่งออกปี 2569 นี้ใหม่ โดยอิงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ซึ่งสนค.จะประเมินทุกด้านเพื่อให้เห็นตัวเลขที่แท้จริง โดยการส่งออกของไทยปี 2568 ขยายตัว 12.9% ทำมูลค่าสูงสุดใหม่ถึง 11 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564

    อ่านข่าว:

    “ศุภจี”  สั่งตั้งทีมรับมือสหรัฐฯ เปิดไต่สวน มาตรา 301 เผย 3 สินค้าไทยกระทบ

    “ข้าวอินทรีย์ไทย” ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ตลาดจีน อานิสงส์เทรนด์ รักสุขภาพ-กำลังซื้อสูง

    สรท. จับมือ EXIM BANK ช่วยผู้ส่งออกไทย รับมือปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503318&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mzFFFpuFjlYhYeKjaACtT

  • ดัชนีเชื่อมั่น เดือน ก.พ. 69 พุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือน แตะระดับ 53.7

    ดัชนีเชื่อมั่น เดือน ก.พ. 69 พุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือน แตะระดับ 53.7

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นมีการปรับตัวดีขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 53.7 ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดยการสำรวจ ในครั้งนี้ ยังไม่นับรวมผลกระทบจากสงครามระหว่าง สหรัฐอิสราเอล และอิหร่านลงไปในการสำรวจ

    ที่มา : หอการค้าไทย
    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปัจจุบันปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกัน จากระดับ 32.9 ในเดือนก่อนมาอยู่ที่ระดับ 34.0  ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต (ใน 6 เดือนข้างหน้า) ของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็ปรับตัวดีขึ้นจาก 59.9 อยู่ที่ระดับ 60.6 

    สำหรับการปรับตัวดีขึ้นดังกล่าวมีปัจจัยบวก จากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศตัวเลข GDP ไทย ปี 2568 ขยายตัว 2.4% ที่ดีกว่าที่คาด และปรับเป้าหมายแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สูงกว่าเดิมเป็น 2% อีกทั้งนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจนขึ้น และเสถียรภาพและทิศทางทางการเมืองเริ่มดีขึ้น

    รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เป็น 1% ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อคุมการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น  อีกทั้งสถานการณ์สู่รบตามแนวชายแดนกัมพูชายุติและสงบลงตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงปัจจุบัน  

    นอกจากนี้การส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 ก็เพิ่มขึ้น 24.44%  มีมูลค่า 31,573.06 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 202.64 จุด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มาหนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้ปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม ระบุว่า แม้ดัชนีจะปรับตัวดีขึ้น แต่การที่ทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ที่ระดับ 100 นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันมีภาวะที่แย่ อีกทั้งผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีความรู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจในอนาคตยังฟื้นตัวไม่ดีขึ้นมากนัก

    โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง มีทั้งสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อยังคงเป็นปัจจัยลบที่สร้างความกังวล ต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และอาจส่งผลต่อราคา น้ำมันและพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเดือนมีนาคมนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาที่ยังคงมีอยู่ 

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่มีการปรับแข็งค่าขึ้น และผู้บริโภคยังมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงผู้บริโภคยังรู้สึกว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น  รวมถึงราคาผลการผลิตภาคการเกษตรในบางรายการ อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก เป็นต้น

    ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดการณ์ว่าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ผู้บริโภคจะยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย เพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบายและเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ รวมถึงทิศทางของสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว

    ส่วนข้อเสนอของภาคเอกชนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่มีต่อภาครัฐ ระบุว่า ภาครัฐควรมีแนวทางรับมือกับวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณ และราคาพลังงานโลก จัดทำแนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว ควรสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ
      
    ควบคู่กับการเร่งสนับสนุน SMEs  แก้ปัญหาหนี้สินที่จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงยาว  ช่วยจัดการสินค้าเกษตรที่มีผลผลิตออกมา และดูแลราคาสินค้าเกษตร 

    รวมถึงควรออกมาตรการสกัดกั้นสินค้าด้อยคุณภาพ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานและบังคับใช้ภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/270753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y4E37Z6pfoA0TT7DZ9XJ4

  • “รองฯ ดวงดาว” ลงพื้นที่โคราช เยี่ยมผู้ประกอบการดาวเด่น ชูต้นแบบเอสเอ็มอีสู่ 7-11 สป.อุตฯ กาง 5 โครงการปี 69 สร้างมูลเศรษฐกิจ 465 ล้านบาท

    “รองฯ ดวงดาว” ลงพื้นที่โคราช เยี่ยมผู้ประกอบการดาวเด่น ชูต้นแบบเอสเอ็มอีสู่ 7-11 สป.อุตฯ กาง 5 โครงการปี 69 สร้างมูลเศรษฐกิจ 465 ล้านบาท

    นครราชสีมา – นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประกอบการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีสถานประกอบการหลายรายเข้าร่วมโครงการกับสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (สปอ.) และมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดกับ เซเว่น-อีเลฟเว่น ซึ่งกระทรวงฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและมีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของศูนย์เซเว่น อีเลฟเว่น สนับสนุนเอสเอ็มอี โดยรายแรกคือ ผู้ประกอบการที่พัฒนาจากวิสาหกิจผลิตหมี่โคราช สู่เอสเอ็มอี ตั้งโรงงานและพัฒนาสินค้าหลายรายการที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และรายที่สองคือผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรม ที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมดีเด่น และรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

    โดยรายแรกเยี่ยมชม บริษัท โรงหมี่หนองหัวฟาน 99 จำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายอาหารกึ่งสำเร็จรูป ได้แก่ เส้นหมี่โคราชพร้อมน้ำปรุง ผัดหมี่โคราช ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยว กุ้งอบวุ้นเส้น และสุกี้ ซึ่งบริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มมูลค่าพืชเศรษฐกิจใหม่และสินค้าเกษตรอัตลักษณ์สู่เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยได้พัฒนาเป็นสินค้า food function ในรูปแบบซอสหมี่โคราชกี่งสำเร็จรูป สูตร “ลดหวาน 50%” “ลดโซเดียม” ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารที่สะดวก ง่าย รวดเร็ว และมีคุณค่าโภชนาการที่เหมาะสม และบริษัทฯ ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการสร้างโอกาสด้านการตลาดร่วมกับศูนย์เซเว่น อีเลฟเว่น สนับสนุนเอสเอ็มอี โดยสินค้าที่นำเข้าไปจำหน่าย มีจำนวนทั้งสิ้น 6 รายการ คือ 1) ผัดหมี่โคราชกึ่งสำเร็จรูป รสต้นตำรับ 2) ผัดหมี่โคราชกึ่งสำเร็จรูป รสเผ็ดจัดจ้าน 3) ผัดไทยกึ่งสำเร็จรูป 4) ก๋วยเตี๋ยวเรือกึ่งสำเร็จรูป เส้นหมี่โคราช 5) ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกึ่งสำเร็จรูป เส้นหมี่โคราช และ 6) เย็นตาโฟกึ่งสำเร็จรูป เส้นหมี่โคราช ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความเหมาะสม และยังมีความต้องการขยายกำลังการผลิตสำหรับรองรับคำสั่งซื้อในอนาคต จึงต้องการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาใช้ในการลงทุนและเป็นทุนหมุนเวียน ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงฯ ได้แนะนำการยื่นขอสินเชื่อกับกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้พิจารณาและเตรียมความพร้อมในการยื่นคำขอสินเชื่อ

    “ที่ผ่านมา ได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อจัดจำหน่ายในเซเว่น-อีเลฟเว่น แล้ว 5 ราย ส่วนใหญ่วางจำหน่าย จำนวน 25-50 สาขา สร้างรายรวมแล้วกว่า 5,764,000 บาท และในปีนี้มีสินค้าของจังหวัดนครราชสีมา อีก 3 รายคือ 1) หมี่โคราช 2) น้ำพริก และ 3) กล้วยเบรกแตก สำหรับหมี่โคราช คือ บริษัท โรงหมี่หนองหัวฟาน 99 จำกัด ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2499 ซึ่งเริ่มจากโรงเส้นหมี่ ที่ใช้มือทำทุกขั้นตอน ต่อมาดำเนินการตั้งโรงงานนำเครื่องจักรมาใช้ผลิตเส้นหมี่และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย จนถึงผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน การได้รับเลือกเข้า เซเว่น-อีเลฟเว่น แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทั้งสถานประกอบการและตัวผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยสร้างจุดขายและความแตกต่าง รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารพื้นถิ่นของไทยอย่างผัดหมี่โคราช ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวพร้อมปรุง ในรูปแบบคัพ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ประกอบการที่สามารถผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับการพัฒนาแบบอุตสาหกรรม การเข้าร่วมโครงการกับกระทรวงฯ นอกจากจะได้รับการพัฒนาต่อยอดในทุกด้านแล้ว กระทรวงฯ จะช่วยหาช่องทางทางการตลาดสู่โมเดิร์นเทรด ซึ่งนับว่าเป็นโมเดลสำคัญให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ต่อไป” รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

    บริษัทที่สองได้เข้าเยี่ยมชม บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งเป็นฟาร์มโคนมออร์แกนิครายแรกของไทย ทึ่ผลิตและจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิค ได้แก่ น้ำนมพร้อมดื่ม โยเกิร์ต นมเปรี้ยว และนมอัดเม็ด ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรและผู้บริโภคไปสู่การผลิตและบริโภคสินค้าออร์แกนิค เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ผลิต ผู้บริโภค และลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้เคมีเกษตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งบริษัทฯ ได้รับรางวัลอุตสาหกรรม ด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขยาดย่อมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2566 ประเภทการจัดการเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม และได้รับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) รวมทั้งการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry : GI) ระดับ 5 เครือข่ายสีเขียว ที่เป็นระดับสูงสุด นั่นหมายถึงการขยายความร่วมมือออกสู่ภายนอกตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยสนับสนุนคู่ค้าและพันธมิตรให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย ซึ่งมีเพียง 113 สถานประกอบการเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์จาก 64,000 ราย

    “บริษัท แดรี่โฮมฯ นับว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีการดำเนินกิจการสอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่เน้นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ออร์แกนิก และยังเป็นผู้ประกอบการที่ได้รางวัลรางวัลอุตสาหกรรมด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2566 ซึ่งกระทรวงฯ เล็งเห็นว่าผู้ประกอบการมีคุณสมบัติที่พร้อมในการสมัครเข้าร่วมประกวดรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นในสาขาอื่นๆ ได้อีก การได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น นอกจากจะได้พัฒนาองค์กรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์แล้ว ยังมีคำแนะนำจากคณะผู้ตรวจประเมินของกระทรวงอุตสาหกรรม และได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีกมากมาย อาทิ การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ (DIPROM Pay/SME Bank/กองทุนเอสเอ็มอีฯ) สิทธิลดหย่อนค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตต่างๆ และการลดค่าธรรมเนียมตามกฎหมายแร่ การปรับลดระยะเวลาตรวจติดตามใบรับรอง มอก. ตลอดจนโอกาสในการประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์รางวัลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือระดับสากล จึงเชิญชวนเข้าสมัครในครั้งต่อไป และหากมีผู้ประกอบการรายใดสนใจสามารถติดตามรายละเอียดการสมัครรางวัลอุตสาหกรรม ในปี 2570 ได้ที่เว็บไซต์กระทรวงอุตสาหกรรม” นางดวงดาวกล่าว

    สำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการ ของ สปอ. ในปี 2569 จะเน้น “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ” ที่เติบโตอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน” โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมจากการผลิตแบบเก่า สู่การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพ มูลค่า และมาตรฐานที่ดีขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 สปอ. มีโครงการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ รวม 5 โครงการสำคัญ อาทิ 1) การยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมสู่ธุรกิจตลาดสมัยใหม่ 2) การปั้นผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน 3) การยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 5.0 4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมฮาลาลของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ และ 5) การพัฒนาหัตถกรรมสิ่งทอแม่โขง-ล้านช้าง งบประมาณรวมทั้งสิ้น 51 ล้านบาท มีเป้าหมายการพัฒนาฯ จำนวน 4,630 คน 168 กิจการ 446 ผลิตภัณฑ์ และคาดว่าจะเกิดมูลค่าทางเศรษกิจ เป็นเงินกว่า 465 ล้านบาท คิดเป็น 9 เท่าของงบประมาณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1003920&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09wCicShhwdk__LDAEyucl

  • รอง นรม. นายพิพัฒน์ฯ ให้ความมั่นใจ ศบก. เตรียมมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ ราคาสินค้า และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

    รอง นรม. นายพิพัฒน์ฯ ให้ความมั่นใจ ศบก. เตรียมมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ ราคาสินค้า และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

    รอง นรม. นายพิพัฒน์ฯ ให้ความมั่นใจ ศบก. เตรียมมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ ราคาสินค้า และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง


    13/03/2569 | 106 |

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในมิติต่าง ๆ

    ที่ประชุมฯ ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจ ได้แก่ ผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงแนวทางการดูแลราคาน้ำมันและการหาแหล่งพลังงานทางเลือกนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง การป้องกันการกักตุนน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิง และมาตรการประหยัดพลังงาน ประเด็นเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรีนารี” ถูกโจมตีและได้รับความเสียหายบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ การช่วยเหลือลูกเรือไทย การอพยพคนไทยในตะวันออกกลางออกจากพื้นที่เสี่ยง และการป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน

    กระทรวงการต่างประเทศ รายงานสถานการณ์การสู้รบ และสถานการณ์การช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งการโจมตีระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป โดยอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ ระบบไซเบอร์ ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดขยายไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

    สำหรับกรณีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 สะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์ซึ่งคุกคามความปลอดภัยของพลเรือนทั้งในและนอกภูมิภาค รวมถึงคนไทย พร้อมเรียกร้องให้มีการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและขอให้ทุกฝ่ายกลับสู่การเจรจา ขณะเดียวกัน วานนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยมาพบ และได้ประท้วงอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทย พร้อมขอให้ทางอิหร่านออกแถลงการณ์ขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเอกอัครราชทูตอิหร่านฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรับจะไปรายงานการประท้วงของไทยให้เมืองหลวงทราบต่อไป  และในวันเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน โดยขอบคุณโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจำนวน 20 คน ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้ประสานพูดคุยกับเจ้าของเรือ และพร้อมดำเนินการนำลูกเรือไทยออกจากพื้นที่ ขณะที่ลูกเรืออีก 3 คนที่สูญหาย กระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งประสานเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไป

    กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยสถานการณ์การใช้น้ำมันในประเทศไทยช่วง 2 วันที่ผ่านมา กลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ซึ่งในวันนี้ กรมธุรกิจพลังงานและพลังงานจังหวัดทั่วประเทศตรวจสำรองน้ำมันในคลังทั้ง 122 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ

    สำหรับการจัดหาปริมาณน้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง ขณะนี้มีปริมาณน้ำมันที่จัดหาไว้เพียงพอต่อการใช้งานรวม 98 วัน พร้อมหารือเพื่อสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานสำรองอื่น ๆ ให้กับประเทศไทย รวมถึงแนวทางลดผลกระทบต่อราคาน้ำมัน และมาตรการลดใช้พลังงาน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว และได้แจ้งขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะมีแคมเปญต่าง ๆ เกิดขึ้นในช่วงต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อรับมือสถานการณ์ด้านพลังงานต่อไป

    กระทรวงพาณิชย์ รายงานสถานการณ์ด้านราคาสินค้าและภาวะการค้า พร้อมประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้ง และผลกระทบทั้งทางตรง ทางอ้อม และผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานมาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ การตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าที่เชื่อมโยงกับพลังงาน ขณะที่การขอปรับราคาสินค้าจะพิจารณาอนุญาตตามต้นทุนที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น และหากพบการฉวยโอกาสหรือกักตุน จะมีบทลงโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีมาตรการดูแลปัจจัยการผลิต (ปุ๋ยเคมี) โดยสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการกักตุนและฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา รวมถึงโครงการธงเขียวช่วยเหลือต้นทุนปุ๋ย และการช่วยเหลือเรื่องอาหารสัตว์ ขณะที่การช่วยเหลือเรื่องค่าระวางเรือและค่าประกัน กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันวางแนวทางช่วยเหลือต่อไป

    กระทรวงคมนาคม รายงานสถานการณ์การช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง และสถานการณ์การปิดสนามบินในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินที่บินมาประเทศไทยใน 5 สนามบินหลัก ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และกระบี่ เฉลี่ยกว่า 60 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารได้รับผลกระทบกว่า 6,000 คน และตัวเลขสะสมที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินรวมกว่าแสนคน อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้เร่งประสานและให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่ตกค้างอย่างเร่งด่วน

    ในช่วงท้าย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รายงานสถานการณ์ด้านความมั่นคงภายในประเทศ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162299


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/485124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zNfQfXirzdDjBX38tbWcG

  • พาณิชย์เรียกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประชุมปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน สั่งลุยตลาดใหม่ ดันสินค้าเกษตรและบริการสู่ตลาดโลก

    พาณิชย์เรียกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประชุมปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน สั่งลุยตลาดใหม่ ดันสินค้าเกษตรและบริการสู่ตลาดโลก

    พาณิชย์เรียกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประชุมปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน สั่งลุยตลาดใหม่ ดันสินค้าเกษตรและบริการสู่ตลาดโลก


    13/03/2569 | 68 |

    (13 มี.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 ร่วมกับนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท

    นางศุภจี กล่าวว่า ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World  มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว) รับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big – Act Small – Move Right คือคิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้น รักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ (Market Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/485248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bfuJiUvYwYYu98JSEvBLe

  • ‘อี๊ด โปงลางสะออน’ ทุ่มเวลา 2 ปี ปั้นหนังเรื่องแรกในชีวิต – แนวหน้า

    ‘อี๊ด โปงลางสะออน’ ทุ่มเวลา 2 ปี ปั้นหนังเรื่องแรกในชีวิต – แนวหน้า

    ฟิล์ม” กำกับโดยศิลปินลูกอีสาน อี๊ด โปงลางสะออน ที่สร้างจากเรื่องจริงของชีวิตหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องพลัดถิ่นไปทำงานไกลบ้านเพื่อความสุขของครอบครัว …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/952528&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EFh_XOGIUMC8q3iapHkkg

  • มก. ขับเคลื่อนโมเดลการศึกษาใหม่ “คุ้งบางกะเจ้า” เปลี่ยนโรงเรียนเป็นฟาร์มเรียนรู้ยั่งยืน

    มก. ขับเคลื่อนโมเดลการศึกษาใหม่ “คุ้งบางกะเจ้า” เปลี่ยนโรงเรียนเป็นฟาร์มเรียนรู้ยั่งยืน

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เดินหน้าสร้างต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ผ่านการพัฒนา “แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งกำลังกลายเป็นโมเดลสำคัญของการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

    เมื่อวันที่ 12 มี.ค.69 ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานเปิดงาน “บ้านวิชาการ 2569 แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ภายใต้โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ณ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม  รศ.ดร.วันชัย ปลื้มภาณุภัทร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ นายศาสตรา ปาสาบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 พร้อมด้วย ศึกษานิเทศก์ นายสมปอง รัศมิทัต (นายกตุ้ม) นายก อบต.บางยอ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักวิจัย ผู้อำนวยการโรงเรียนในเครือข่าย ครู นักเรียน และชุมชนเข้าร่วมจำนวนมาก

    โครงการดังกล่าวเกิดจากการผลักดันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีคณาจารย์และนักวิจัยจากหลายคณะ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเกษตร คณะประมง คณะศึกษาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น ร่วมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมสู่โรงเรียนและชุมชน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเยาวชน

    กิจกรรมการเรียนรู้ในโครงการครอบคลุมตั้งแต่การจัดการทรัพยากร การผลิตอาหาร ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต เช่น การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยแมลง Black Soldier Fly (BSF) การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลา การปลูกผักสวนครัว การเพาะเห็ด การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งช่วยให้โรงเรียนสามารถสร้างระบบเกษตรและระบบอาหารที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ภายในงาน เปิด“บ้านวิชาการ 2569” นักเรียนโรงเรียนในเครือข่ายคุ้งบางกะเจ้าได้นำเสนอผลงานและแหล่งเรียนรู้ของตนเอง เช่น การปลูกผักสวนครัวแบบแนวตั้งของโรงเรียนวัดบางขมิ้น การปลูกผักไฮโดรพอนิกส์ร่วมกับการเลี้ยงปลาในระบบอควาพอนิกส์ของโรงเรียนวัดคันลัด การปลูกผักเลื้อยแบบอุโมงค์ของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน รวมถึงกิจกรรมการเลี้ยงแมลง BSF ครบวงจร การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักแบบยกพื้น และการเพาะเห็ดนางฟ้าของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก

    นอกจากความรู้ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการยังมุ่งพัฒนาทักษะชีวิตของเยาวชน โดยมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

    อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าแปรรูปและผลผลิตจากกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียนและชุมชน ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาแบรนด์ ไปจนถึงการนำเสนอสินค้าในตลาด

    ภายในงานยังมีการมอบรางวัลการประกวดสื่อสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ภายใต้หัวข้อ “BCG–SDGs” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้การใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง สามารถนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่านมุมมองของเยาวชน และต่อยอดสู่การสร้างผลงานที่เป็นที่รู้จัก รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคต

    ผลการประกวด ได้แก่

    รางวัลดีเด่น มูลค่า 3,000 บาท โรงเรียนวัดคันลัด จังหวัดสมุทรปราการ

    รางวัลดี มูลค่า 2,000 บาท โรงเรียนวัดราษฎร์รังสรรค์ จังหวัดสมุทรปราการ

    รางวัลชมเชย มูลค่า 500 บาท ได้แก่ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก โรงเรียนวัดบางกระสอบ โรงเรียนวัดกองแก้ว โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน และโรงเรียนวัดบางกะเจ้ากลาง จังหวัดสมุทรปราการ

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาสำหรับอนาคตจำเป็นต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับบริบทของพื้นที่จริง เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เข้าใจระบบอาหารและสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    “การศึกษาสำหรับอนาคตต้องไม่อยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ด้วยตนเอง”

    โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้า จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางการศึกษา แต่ยังเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ที่ร่วมกันสร้างระบบการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

    เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้ และชุมชนกลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ โมเดลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังขับเคลื่อนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า คือภาพสะท้อนแนวทางการศึกษาใหม่ของประเทศ ที่เชื่อมโยง องค์ความรู้ นวัตกรรม และความยั่งยืน เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/134603&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dKYD2I3TiaFjV03iL7wm7

  • HR ถามชวนงง “เมื่อไหร่ที่ 1 + 1 = 1” นศ.สาวตอบประโยคเดียว ผ่านสัมภาษณ์งานทันที!!

    HR ถามชวนงง “เมื่อไหร่ที่ 1 + 1 = 1” นศ.สาวตอบประโยคเดียว ผ่านสัมภาษณ์งานทันที!!

    HR ถามชวนงง “เมื่อไหร่ 1 + 1 = 1?” นักศึกษาสาวตอบประโยคเดียว ได้งานทันที

    ในยุคที่การแข่งขันสมัครงานสูงขึ้นทุกวัน บริษัทจำนวนไม่น้อยเริ่มใช้คำถามแปลก ๆ ระหว่างการสัมภาษณ์งาน คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจับผิดหรือทดสอบความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นวิธีที่ช่วยให้ฝ่ายบุคคลเห็น วิธีคิด การสื่อสาร และความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา ของผู้สมัครได้อย่างรวดเร็ว

    หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจบการศึกษาใหม่ ๆ กำลังอยู่ในช่วงหางานเหมือนกับบัณฑิตคนอื่น ๆ หลังจากส่งเรซูเม่ไปหลายแห่ง ในที่สุดเธอก็ได้รับโอกาสสัมภาษณ์จากบริษัทการเงินขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

    ก่อนวันสัมภาษณ์ เธอเตรียมตัวอย่างเต็มที่ ทั้งศึกษาข้อมูลบริษัท ทบทวนความรู้ที่เกี่ยวข้อง และฝึกตอบคำถามที่มักพบในการสัมภาษณ์ เพราะหวังว่านี่อาจเป็นก้าวแรกของเส้นทางอาชีพของเธอ

    คำถามที่ทำให้ทั้งห้องเงียบ

    เมื่อถึงเวลานัด เธอมาถึงบริษัทพร้อมกับผู้สมัครอีกสองคน ช่วงแรกของการสัมภาษณ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น คำถามด้านความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ถูกตอบได้ค่อนข้างดีจากผู้สมัครทั้งสามคน

    แต่แล้วผู้สัมภาษณ์ก็ถามคำถามที่ทำให้บรรยากาศในห้องหยุดชะงักทันทีว่า “คุณคิดว่าเมื่อไหร่ 1 + 1 จะเท่ากับ 1?”

    แม้จะฟังดูเหมือนคำถามง่าย ๆ แต่ยิ่งคิดกลับยิ่งสับสน ทำให้ผู้สมัครหลายคนไม่แน่ใจว่าควรตอบอย่างไร

    คำตอบของผู้สมัครสองคนแรก

    ผู้สมัครคนแรกตอบอย่างมั่นใจว่า 1 + 1 ย่อมต้องเท่ากับ 2 หากคำตอบเป็น 1 ก็แสดงว่าการคำนวณผิดพลาด

    ส่วนผู้สมัครคนที่สองยอมรับตรง ๆ ว่าไม่เข้าใจว่ามีสถานการณ์ไหนที่ 1 + 1 จะเท่ากับ 1 และคิดว่าน่าจะเป็นคำถามหลอกเพื่อทดสอบผู้สมัคร

    คำตอบสั้น ๆ ที่ทำให้ HR พอใจ

    เมื่อถึงคิวของเธอ หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มว่า

    “ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง 1 + 1 ก็อาจเท่ากับ 1 ได้ค่ะ เช่น ถุงเท้า 1 ข้าง + ถุงเท้าอีก 1 ข้าง = ถุงเท้า 1 คู่ หรือรองเท้า 1 ข้าง + รองเท้าอีก 1 ข้าง = รองเท้าหนึ่งคู่”

    หลังจากได้ยินคำตอบ ผู้สัมภาษณ์ถึงกับยิ้มและพยักหน้าด้วยความพอใจ และไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ได้รับอีเมลตอบรับเข้าทำงานจากบริษัทดังกล่าว

    เหตุผลที่ HR ถามคำถามแบบนี้

    แท้จริงแล้ว คำถามว่า “1 + 1 = 1 ได้เมื่อไหร่” ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว จุดประสงค์ของผู้สัมภาษณ์คือการดูว่า ผู้สมัครสามารถคิดนอกกรอบ รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด และสื่อสารแนวคิดของตัวเองได้อย่างไร

    ในโลกการทำงานปัจจุบัน ทักษะสำคัญไม่ได้มีเพียงความรู้หรือ IQ เท่านั้น แต่ยังรวมถึง EQ การคิดอย่างยืดหยุ่น และความสามารถในการมองปัญหาหลายมุมมอง ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรจำนวนมากมองหาในผู้สมัครรุ่นใหม่

    เรื่องราวนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งคำถามที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับงาน อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้บริษัทมองเห็นศักยภาพของผู้สมัครได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    1. Soha
    2. VnExpress

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9878010/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06nMUQaNPwVWZ3PI4sZQdR