Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รวมพลังน้ำใจ! ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา-สร้างอนาคตใหม่ให้เด็กเพชรบูรณ์

    รวมพลังน้ำใจ! ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา-สร้างอนาคตใหม่ให้เด็กเพชรบูรณ์

    รวมพลังน้ำใจ! ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา-สร้างอนาคตใหม่ให้เด็กเพชรบูรณ์

    วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

    รวมพลังน้ำใจ! เชิญร่วมทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา ซ่อมอาคารเรียน-สนามเด็กเล่น โรงเรียนบ้านพรหมยาม สร้างอนาคตใหม่ให้เด็กเพชรบูรณ์

    วันที่ 13 มี.ค. 69 ภาพความชำรุดทรุดโทรมของอาคารเรียนและเครื่องเล่นสนามที่เสียหายตามกาลเวลา กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งความสุขและปลอดภัย ด้วยพลังศรัทธาของชุมชนและผู้ใจบุญ โดยล่าสุดมีการประกาศเชิญชวนร่วมงาน ‘ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา’ เพื่อระดมทุนพัฒนาโรงเรียนบ้านพรหมยาม ต.สามแยก อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์

    วัตถุประสงค์หลักของการระดมทุนในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การซ่อมแซมโครงสร้างอาคารเรียนให้มีความมั่นคงแข็งแรงตามมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมจัดซื้อสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยเพื่อให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการปรับปรุงสนามเด็กเล่นที่ทรุดโทรมให้มีสภาพที่เหมาะสมกับพัฒนาการทางกายภาพของนักเรียน

    สำหรับกำหนดการงานบุญครั้งนี้จะจัดขึ้นใน วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ณ โรงเรียนบ้านพรหมยาม ผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการร่วมสนับสนุนสามารถทำบุญได้อย่างสะดวกผ่านระบบ e-Donation เพียงสแกน QR Code บนใบฎีกาของโรงเรียน ข้อมูลการบริจาคจะถูกส่งตรงไปยังกรมสรรพากร ทำให้สามารถนำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้โดยไม่ต้องเก็บใบเสร็จ

    การรวมพลังในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การซ่อมแซมอาคารไม้หรือเครื่องเล่นเหล็ก แต่คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของชาติในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้เด็กๆได้เติบโตและเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างยั่งยืน

    /////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/952560&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08cUK5IoX6n6J2KTQcMrxs

  • “ชัชชาติ” สั่งเก็บมือถือ 437 รร.กทม. ดีเดย์ 18 พ.ค. 69 เน้นเรียนรู้

    “ชัชชาติ” สั่งเก็บมือถือ 437 รร.กทม. ดีเดย์ 18 พ.ค. 69 เน้นเรียนรู้

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับการศึกษาและสุขภาวะของเยาวชน ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู”

     โดยมีเป้าหมายควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 แห่ง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
     

    เปิดเหตุผลสำคัญ “ดึงเด็กจากโลกเสมือน” นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของมาตรการนี้ว่า “เด็กรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีความสำคัญในชีวิต กรุงเทพมหานครเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการวางรากฐานในการใช้งานอย่างเหมาะสม จึงได้กำหนด ‘มาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล’ ซึ่งโรงเรียนในหลายๆ ประเทศก็มีมาตรการแบบนี้เช่นกัน”

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุเพิ่มเติมถึงผลกระทบที่พบว่า “เหตุผลสำคัญที่เราต้องควบคุมการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ คือ เยาวชนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนน้อยลง สนใจในการเรียนน้อยลง เด็กใช้ชีวิตในโลกเสมือนเยอะ มีภาวะอ้วนมากขึ้นเนื่องจากไม่ออกกำลังกาย และเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงได้เกิดมาตรการเหล่านี้ขึ้นมา โดยในรายวิชาที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดิจิทัลครูในแต่ละวิชาก็จะเป็นผู้อนุญาต ส่วนในกรณีฉุกเฉินก็มีไลน์หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ผู้ปกครองสามารถติดต่อในกรณีที่จำเป็นได้”

    หลักการ 3 ประการ เพื่อความสมดุล

    มาตรการนี้มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว โดยยึดหลักสำคัญ 3 ด้าน คือ:

    การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย: สนับสนุนการใช้อุปกรณ์เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ภายใต้การดูแลของครู ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง

    สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม: กำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone) ในช่วงพักเที่ยงหรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อให้เด็กได้พูดคุย ออกกำลังกาย และพักสายตา

    ความปลอดภัยทางไซเบอร์: สร้างระบบเฝ้าระวังป้องกันการกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyberbullying) และเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
     

    อ้างอิงระดับโลก UNESCO ชี้มือถือทำลายสมาธิ

    มาตรการนี้ยังสอดคล้องกับรายงาน UNESCO GEM 2023 ที่ระบุว่าการใช้เทคโนโลยีมากเกินไปส่งผลเสียต่อการเรียน โดยเฉพาะในห้องเรียนที่สมาร์ทโฟนสามารถรบกวนสมาธิ 

    ซึ่งหากนักเรียนถูกรบกวนจากการแจ้งเตือน อาจต้องใช้เวลาถึง 20 นาทีในการกลับมาโฟกัสกับการเรียนอีกครั้ง นอกจากนี้ในประเทศเบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร พบว่าการนำสมาร์ทโฟนออกจากโรงเรียนช่วยให้ผลการเรียนของกลุ่มนักเรียนที่มีคะแนนต่ำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ผลสำเร็จจาก 10 โรงเรียนนำร่อง
     
    ที่ผ่านมา กทม. ได้ทดลองใช้มาตรการนี้ใน 10 โรงเรียน อาทิ รร.มัธยมประชานิเวศน์, รร.มัธยมบ้านบางกะปิ และ รร.นาหลวง เป็นต้น 

    ซึ่งผลลัพธ์เบื้องต้นน่าพึงพอใจอย่างมาก ผู้ปกครองมีความพึงพอใจสูง นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น มีสมาธิและผลการเรียนดีขึ้น รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การสนทนาและการเข้าห้องสมุดแทนการก้มหน้ามองจอ

    ทั้งนี้ กทม. อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ก่อนจะดีเดย์เริ่มใช้จริงพร้อมกันทั่วกรุงเทพฯ ในภาคเรียนหน้า
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739366&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZtePLoqqre5H-dkDb41iA

  • ยืนยกฟ้อง! ‘เสรีพิศุทธ์’ ฟ้อง ‘สิระ’ หมิ่นฯ คดีสิ่งก่อสร้างล้ำน้ำเจ้าพระยา | เดลินิวส์

    ยืนยกฟ้อง! ‘เสรีพิศุทธ์’ ฟ้อง ‘สิระ’ หมิ่นฯ คดีสิ่งก่อสร้างล้ำน้ำเจ้าพระยา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.951/2564 ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นโจทก์ฟ้อง นายสิระ เจนจาคะ อดีต สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ และเป็นประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ อดีต สส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ปัจจุบันอยู่พรรคภูมิใจไทย เป็นโฆษกและกรรมาธิการการกฎหมายฯ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

    กรณีเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ดร.สิระ กับ นายชัยยันต์ ร่วมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำนองว่า โจทก์รุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะเพื่อก่อสร้างท่าเทียบเรือของบ้านบริเวณบ้านริมน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ย่าน ต.บางกระบือ บางซื่อ กทม. ทั้งที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า ก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

    โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษพวกจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328 ประกอบมาตรา 83, 86 ด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

    ข่วงเช้าวันนี้ นายสิระ กับนายชัยยันต์ จำเลยที่ 1-2 พร้อมทนายความมาฟังคำพิพากษา ขณะที่ผู้รับมอบฉันทะโจทก์มาศาลตามนัด

    คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2566 ว่า จากพยานหลักฐานที่สื่อแต่ละสำนักรายงานข่าว มีรายละเอียดแตกต่างกันไป แต่มีทิศทางเดียวกันว่า สิ่งก่อสร้างของโจทก์ล่วงล้ำพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยา แม้จะมีการฟ้องร้องแต่คดียุติไปแล้วก็ตาม แต่ต่อมาก็ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างดังกล่าวอยู่ ดังนั้นเพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 1-2 ซึ่งให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนเป็นไปด้วยความสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท พิพากษายกฟ้อง

    ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์

    ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นเป็นประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และจำเลยที่ 2 เป็นโฆษกและกรรมาธิการการกฎหมายฯ ซึ่งเรื่องดังกล่าว นายสนธิญา สวัสดี ได้ร้องเรียนให้ตรวจสอบ จำเลยทั้งสองจึงดำเนินการตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างในลำน้ำเจ้าพระยาตามข้อมูลข้อเท็จจริง และเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานกรรมาธิการฯ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรค 6 ดังนั้นการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

    ภายหลังฟังคำพิพากษา นายสิระ กับนายชัยยันต์ มีสีหน้าดีใจ ก่อนจะพากันเดินทางกลับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5683446/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EHASye4zvPUrlAt0vfr77

  • นี่มันเมืองแล้ว! เปิด 5 อันดับ “มหาวิทยาลัยใหญ่ที่สุดในไทย” อันดับ 1 ใหญ่จนหลายคนคาดไม่ถึง

    นี่มันเมืองแล้ว! เปิด 5 อันดับ “มหาวิทยาลัยใหญ่ที่สุดในไทย” อันดับ 1 ใหญ่จนหลายคนคาดไม่ถึง

    เปิด 5 อันดับมหาวิทยาลัยพื้นที่กว้างที่สุดในไทย วิทยาเขตใหญ่ระดับเมืองย่อมๆ

    หลายคนอาจคุ้นเคยกับมหาวิทยาลัยชื่อดังของไทยจากชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนหรือประวัติความเป็นมา แต่รู้หรือไม่ว่า มหาวิทยาลัยบางแห่งมีพื้นที่กว้างขวางระดับ “เมืองย่อมๆ” รองรับทั้งอาคารเรียน หอพัก ศูนย์วิจัย ฟาร์มทดลอง และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่

    จากข้อมูลการรวบรวมพื้นที่ของสถาบันการศึกษาในประเทศไทย พบว่า มีหลายมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่กว้างหลายพันไร่ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งสามารถขยายพื้นที่เพื่อการเรียนรู้และการวิจัยได้อย่างเต็มที่

    Sanook รวบรวม 5 อันดับมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย จากข้อมูลโดยประมาณ ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีขนาดพื้นที่มหาศาล และมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาของประเทศ

    อันดับ 1 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่กว้างที่สุดในประเทศไทย โดยมีพื้นที่รวมประมาณ 10,800 ไร่ หรือราว 17.28 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช

    พื้นที่ของมหาวิทยาลัยถูกออกแบบให้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ รองรับทั้งอาคารเรียน ศูนย์วิจัย หอพักนักศึกษา และพื้นที่ธรรมชาติขนาดกว้าง ทำให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีสภาพแวดล้อมด้านการเรียนรู้ที่โดดเด่นของภาคใต้

    อันดับ 2 มหาวิทยาลัยแม่โจ้

    มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยเก่าแก่ด้านการเกษตรของไทย มีพื้นที่รวมมากกว่า 8,000 ไร่ เมื่อรวมทุกวิทยาเขตและฟาร์มทดลอง

    พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อการเรียนการสอนด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การเกษตร ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีพื้นที่ฟาร์มทดลองและพื้นที่การเรียนรู้กลางแจ้งขนาดใหญ่

    อันดับ 3 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ของภาคเหนือ โดยมีพื้นที่รวมทุกศูนย์การศึกษาประมาณ 7,000 – 8,000 ไร่

    จุดเด่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คือทำเลที่ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ ทำให้มีบรรยากาศร่มรื่นและพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก พร้อมทั้งมีศูนย์วิจัยและสถานีศึกษาภาคสนามกระจายอยู่ในหลายพื้นที่

    อันดับ 4 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นวิทยาเขตที่มีพื้นที่มากที่สุดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีพื้นที่ประมาณ 7,951 ไร่

    พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้สำหรับการเรียนการสอนด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์ และงานวิจัยต่างๆ รวมถึงฟาร์มทดลองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศ

    อันดับ 5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ประมาณ 7,000 ไร่ ถือเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่กว้างขวางมากของไทย

    มหาวิทยาลัยแห่งนี้เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีพื้นที่รองรับทั้งอาคารเรียน ศูนย์วิจัย และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยครบวงจร

    มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งมีพื้นที่ระดับเมืองย่อมๆ

    จะเห็นได้ว่า มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งของประเทศไทยมีพื้นที่ขนาดใหญ่ระดับหลายพันไร่ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเกษตรกรรม วิทยาศาสตร์ และการวิจัย ซึ่งต้องใช้พื้นที่สำหรับห้องปฏิบัติการภาคสนามและฟาร์มทดลองจำนวนมาก

    การมีพื้นที่กว้างขวางไม่เพียงช่วยรองรับการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์วิจัย และพื้นที่สีเขียวเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในระยะยาว

    1. Walailak University
    2. Maejo University
    3. Suranaree University of Technologyhttps
    4. kps.ku.ac.th
    5. Chiang Mai University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9878210/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V8DnPlHHjjwOdIvi0gUh-

  • เปิดโปรเจกต์รถไฟฟ้ารางเบาก้าวใหม่ ดัน ‘ขอนแก่น’ ขึ้นเป็นฮับ ระบบรางแบบครบวงจร

    เปิดโปรเจกต์รถไฟฟ้ารางเบาก้าวใหม่ ดัน ‘ขอนแก่น’ ขึ้นเป็นฮับ ระบบรางแบบครบวงจร

    กว่า 7 ปี ที่โครงการวิจัยรถไฟฟ้ารางเบาคันต้นแบบดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี ผศ.ดร.ไพวรรณ เกิดตรวจ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) วิทยาเขตขอนแก่น เป็นหัวหน้าโครงการ จากจุดเริ่มต้นงานวิจัยที่ต้องการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบาเพื่อให้ภาคเอกชนนำไปต่อยอดผลิตใช้ในการคมนาคมในหัวเมืองใหญ่ เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับต่างประเทศ

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    “โครงการนี้ใช้เวลาค้นคว้าวิจัยมาตั้งแต่ปี 2563 ได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน หรือ บพข. ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี รวมทั้งได้รับการสนับสนุนการก่อสร้างรางรถไฟฟ้าได้รับการอนุมัติงบประมาณจากสภามหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในจังหวัดขอนแก่น ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบขนส่งรางเบาจนเกิดเป็นรูปธรรมในวันนี้” 

    “การทดสอบการเดินรถได้ทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 แล้ว เป็นการทดสอบสมรรถนะการเดินรถ ตัวรถ ระบบรางทั้งทางตรง ทางโค้ง การจัดตั้งระบบเบรกและชุดล้อ รวมทั้งทดสอบประสิทธิภาพของส่วนประกอบที่ใช้ในระบบรางที่ถูกออกแบบดีไซน์ด้วยฝีมือคนไทย เช่น อุปกรณ์ยึดราง ยางรองราง และยางรองร่องรางรถไฟ เป็นต้น ศึกษาการใช้งานจริงร่วมกับถนนสาธารณะ เชื่อว่าผลการทดลองที่จะเกิดขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนารถไฟฟ้าระบบรางของไทยเป็นอย่างมาก”

    ผศ.ดร.ไพวรรณ กล่าวว่า สำหรับรถไฟฟ้ารางเบาคันต้นแบบสร้างโดยคนไทยมาตรฐานต่างประเทศ โดยนำจุดเด่นด้านระบบรางจาก 3 ประเทศ คือ เยอรมัน จีนและญี่ปุ่น 3 ประเทศนี้มีมาตรฐานระบบรางเป็นที่ยอมรับ มีเทคโนโลยีโดดเด่นระดับต้นๆ ของโลก

    ที่ผ่านมานักวิจัยได้เดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบราง ประเทศแรกที่ไปศึกษาคือเยอรมัน เพราะมีมาตรฐานของระบบราง หลังจากนั้นไปฝังตัวศึกษาระบบรางอยู่ที่บริษัท ฮิโรชิม่าอิเล็กทริกเรลเวย์ ประเทศญี่ปุ่น นาน 1 เดือน เพราะมีความโดดเด่นด้านการซ่อมบำรุงระบบราง โดยทำงานเหมือนพนักงานของบริษัท พร้อมกับศึกษาด้านการขนส่งมวลชนที่มีระบบรางเบาเชื่อมต่อการขนส่งกับรถไฟความเร็วสูง สำหรับจีนไปเรียนเรื่องเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง นำจุดเด่นด้านมาตรฐานระบบราง 3 ประเทศนี้ อ้างอิงนำมาสร้างเป็นรถไฟฟ้าระบบรางด้วยฝีมือคนไทย แบบมาตรฐานระดับสากล

    “ทั้ง 3 ประเทศมีมาตรฐานโดดเด่นด้านระบบรางเป็นที่ยอมรับ ซึ่งทางนักวิจัยได้นำมาอ้างอิงนำมาสร้างเป็นรถไฟฟ้าระบบรางในแบบมาตรฐานที่เทียบเท่ากับต่างประเทศ ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ใช้แบตเตอรี่รับไฟจากไฟเหนือศีรษะ อนาคตจะพัฒนาไปเป็นไฮโดรเจน มีขนาด 3 ตู้โดยสาร บรรทุกคนได้ 120 คน ความเร็วที่สามารถขับเคลื่อนได้ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การทดสอบใช้ความเร็วที่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเนื่องจากความยาวของรางมีเพียง 450 เมตร จึงยังใช้ความเร็วเต็มที่ไม่ได้ ซึ่งการทดสอบครั้งล่าสุด ระบบรางคันต้นแบบมีความสมบูรณ์”

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ผศ.ดร.ไพวรรณ กล่าวอีกว่า ก้าวต่อไปเตรียมแผนพัฒนาคุณภาพชิ้นส่วนของขบวนรถทั้งคันให้เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ทางนักวิจัยเก็บข้อมูลชิ้นส่วนแต่ละชิ้น แต่ละโบกี้ ทดสอบปรับปรุงคุณภาพชิ้นส่วนขบวนรถไฟฟ้ารางเบา เพื่อเข้าสู่คำว่ามาตรฐานและความปลอดภัย เพื่อจะผลิตชิ้นส่วนขายทั้งในและต่างประเทศในอนาคต พร้อมผลักดันให้ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางของระบบราง สามารถผลิตรถไฟฟ้ารางเบาทั้งคันโดยใช้อะไหล่ ชิ้นส่วนที่ผลิตในขอนแก่น ลดการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

    “เป็นการพัฒนาต่อยอดซึ่งเป็นหนึ่งในแผนที่วางไว้แล้ว โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผู้ให้ทุนในการศึกษานี้ คาดหวังว่าผลงานวิจัยและนวัตกรรมนี้สามารถนำไปต่อยอดในการผลิตขายในประเทศได้ ซึ่งทางนักวิจัยเตรียมผลักดันให้เกิดขึ้นจริง”

    “2 ประเด็นหลักที่ทางนักวิจัยได้ดำเนินการต่อเนื่อง คือการผลักดันให้ขอนแก่น เป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนทั้งคันของรถไฟฟ้ารางเบา ไปพร้อมกับแผนพัฒนาเส้นทางเดินรถซึ่งเป็นการดำเนินงานร่วมกันกับเทศบาลนครขอนแก่นในการเดินรถรอบบึงแก่นนคร ระยะทาง 4 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียด หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะนำรถรางคันต้นแบบนี้ไปทดสอบการเดินรถรอบบึงแก่นนคร”

    “ในอนาคตเมื่อการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นทางอีสานแล้วเสร็จ เชื่อว่าความต้องการใช้ระบบขนส่งรถไฟฟ้ารางเบาจะมีความชัดเจนขึ้น เพราะเหมาะสำหรับการส่งต่อผู้โดยสารจากอำเภอต่างๆ เข้ามายังสถานีรถไฟความเร็วสูง เชื่อว่าจะเป็นการพลิกโฉมด้านการคมนาคมของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตดีขึ้น มลภาวะลดลง” ผศ.ดร.ไพวรรณ กล่าว

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/light-rail-project-launched-to-propel-khon-kaen-into-a-comprehensive-rail-hub&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw066fd-xB2jYoaBgbU2i9ni

  • ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 มี.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 มี.ค. 2569

    | 37 view

    เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน (Thailand – U.S. Educational Foundation) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิฯ โดยมีนายชอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ในฐานะประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ เข้าร่วมด้วย 

    ที่ประชุมหารือแนวทางการดำเนินความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ผ่านโครงการฟุลไบรท์ ประเทศไทย รวมถึงแผนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในโอกาสครบรอบ 80 ปีของโครงการฟุลไบรท์และการเฉลิมฉลอง Freedom250 ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ โครงการฟุลไบรท์เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางด้านวิชาการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนไทยและสหรัฐฯ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/vfm-presides-as-chair-of-th-us-ed-foundation-2%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dzadhfv__0z-CBpJ9X2z5

  • สพฐ.เชิญประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6) พุทธศักราช 2568

    สพฐ.เชิญประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6) พุทธศักราช 2568

    ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6) พุทธศักราช 2568 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทาง OBEC Channel  

    ดาวน์โหลดไฟล์แนบ

    หนังสือนำ

    กำหนดการ

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93223&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wIt-F5f9K3DJ6K3CQPFEE

  • พิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนชั้นม 6 ที่สำเร็จการศึกษาโรงเรียนกีฬาประจำภาคกลาง | TOPNEWS

    พิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนชั้นม 6 ที่สำเร็จการศึกษาโรงเรียนกีฬาประจำภาคกลาง | TOPNEWS

    ที่จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 13 มีนาคม 2569 ได้จัดมอบประกาศนียบัตรนักเรียนผู้ที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนกีฬาประจำภาคกลาง สังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ขึ้นที่ อาคารเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ชั้น 3 โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี โดย ผศ.ดร.วีรศักดิ์ วิศาลาภรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี  มี ผศ.ดร. ฉัตรชัย แสงสุขีลักษณ์ ประธานกรรมการบริหารประจำภาคกลางในนามคณะกรรมการดำเนินงานพิธีมอบประกาศนียบัตร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน

    มีนางสมจิต บุญคงเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมคณะผู้บริหาร จากโรงเรียนกีฬา จังหวัดสุพรรณบุรี  โรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทอง โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครนายก โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี  นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา  แขกผู้มีเกียรติ ผู้ปกครองเข้าร่วมในพิธี

    พิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนโรงเรียนกีฬาประจำภาคกลางจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรีโดยมีโรงเรียนกีฬา 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 93 คน โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี จำนวน 46 คน โรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทอง จำนวน 57 คน และโครงการจัดตั้งโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครนายก จำนวน 19 คน รวมทั้งหมด 215 คน

    ตลอดระยะเวลาที่นักเรียนศึกษาอยู่ในโรงเรียนกีฬานักเรียนทุกคนได้รับการพัฒนาทั้งด้านวิชาการ ด้านทักษะกีฬา และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาต่อและการดำรงชีวิตในสังคม และได้เป็นตัวแทนของจังหวัด

    เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับชาติ และเป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และประเทศชาติมาโดยตลอด

    จึงได้จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรเพื่อ 1. แสดงความยินดีกับผู้สำเสร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568  2. ยกย่อง เชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณนักเรียน 3. เพื่อให้นักเรียนได้เห็นความสำคัญของการศึกษาและกีฬา เกิดความรักความผูกพันต่อสถานศึกษา

    ในการนี้ประธานในพิธีได้มอบเกียรติบัตรนักกีฬาดีเด่นจำนวน 41 คน นักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่น จำนวน 4 คน นักเรียนกิจกรรมดีเด่น จำนวน 4 คน มอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา จำนวน มีการแสดงศิลปะมวยไทย ของนักเรียนโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี และมีตัวแทนนักเรียนกีฬาประจำภาคกลาง จัด บูม ให้นักเรียนชั้น ม.6 ที่จบการศึกษาด้วย

    ภัทรพล  พรมพัก TOPNEWS ทั่วไทย จ. สุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1515503&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KvKUdf3JLOTveqgDTugB2

  • ขวัญใจชาวออฟฟิศ Post-it นวัตกรรมจากความล้มเหลวของ Dr. Spencer Silver

    ขวัญใจชาวออฟฟิศ Post-it นวัตกรรมจากความล้มเหลวของ Dr. Spencer Silver

    สำหรับคนทั่วไปแล้ว มีไม่มากนักที่จะรู้จัก “กระบวนการนวัตกรรม”

    “กระบวนการนวัตกรรม” ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้ครับ:
    1. รับรู้และเข้าใจ (Understanding/Acquiring)
    2. สร้างแนวคิด (Ideation)
    3. พัฒนาต้นแบบ (Prototyping)
    4. นำไปปฏิบัติ (Execution/Implementation)
    5. ประเมินและปรับปรุง (Evaluation/Sustaining)
    ตัวอย่างหนึ่งของ “นวัตกรรม” ที่ใกล้ตัวชาวออฟฟิศ ซึ่งบางท่านอาจมองไม่เห็น หรือมองข้ามไป แม้ว่าจะใช้งาน “นวัตกรรม” นี้ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
    นั่นคือ Post-it
    ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า “นวัตกรรม” อย่าง Post-it นั้น เกิดจาก “ความผิดพลาด” หรือพูดอีกแบบก็คือ เกิดจาก “ความล้มเหลว” ในการวิจัยและพัฒนา (R&D: Research and Development)

    จาก “กาวอากาศยาน” สู่เครื่องเขียนธรรมดาบนโต๊ะทำงาน

    ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าจุดเริ่มต้นของ Post-it เกิดจาก “ความล้มเหลว” ในการวิจัยและพัฒนา
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราย้อนกลับไปดู “กระบวนการนวัตกรรม” 5 ขั้นตอน เราจะพบว่า ในขั้นตอนที่ 1. ถึง 3. ที่ Dr. Spencer Silver ได้รับมอบหมายจากเจ้านายที่บริษัท 3M ให้คิดค้น “กาวสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอากาศยานขั้นสูง” นั้น “เกิดความผิดพลาด”
    จาก “กระบวนการนวัตกรรม” ขั้นที่ 1. คือ รับรู้และเข้าใจ ไปขั้นที่ 2. คือ สร้างแนวคิด จากนั้นเป็นการพัฒนาต้นแบบ ในขั้นที่ 3. คือ “การพัฒนาต้นแบบ” นี้เอง ที่ Dr. Spencer Silver ทำไม่สำเร็จตามโจทย์ ทำให้ “นวัตกรรม” ไม่ไปสู่ขั้นตอนที่ 4. คือ การนำไปปฏิบัติ
    เพราะผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ (ห้อง LAB) ในขั้นตอนของ “การพัฒนาต้นแบบ” ได้กลับตาลปัตร นั่นคือ แทนที่จะได้ “กาวสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอากาศยานขั้นสูง” แต่ Dr. Spencer Silver กลับได้กาวสูตรประหลาดที่ “แทบจะติดอะไรไม่ได้เลย”
    คือแปะอะไรก็หลุด แถมยังดึงออกง่าย แต่ข้อดีคือ กาวไม่ทิ้งคราบหนึบ แถมยังนำมาแปะซ้ำๆ ได้
    เจ้านายที่ 3M ของ Dr. Spencer Silver จึงมองว่า ผลการวิจัยของเขาคือขยะที่ไร้ประโยชน์!

    ต้นกำเนิด “นวัตกรพลิกโลก”

    Dr. Spencer Silver เป็นนักเคมีผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโลกของเครื่องเขียนและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
    เขาเกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1941 ที่เมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ครอบครัวของเขามีพื้นฐานเรียบง่าย บิดาเป็นนักบัญชี มารดาเป็นเลขานุการ
    การเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้เขามีความเข้าใจถึงคุณค่าของความพยายามและการทำงานหนักตั้งแต่ยังเยาว์วัย
    หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาเคมีจาก Arizona State University ในปี ค.ศ. 1962 เขาได้ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ University of Colorado at Boulder โดยทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับสาร Epoxides ภายใต้การดูแลของ Professor Dr. Henry J. Richter ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักวิทยาศาสตร์ที่ต่อมาได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลก
    เมื่อเข้าสู่การทำงานที่บริษัท 3M ในปี ค.ศ. 1966 Dr. Spencer Silver ได้รับตำแหน่งเป็นนักวิทยาศาสตร์อาวุโสในแผนกวิจัยและพัฒนา เขามีหน้าที่คิดค้นกาวชนิดใหม่ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี ค.ศ. 1968 เขาได้ค้นพบกาวอะคริลิกที่มีคุณสมบัติพิเศษซึ่งไม่เหมือนใคร!
    กาวนี้ประกอบด้วยอนุภาคทรงกลมขนาดเล็กที่สามารถสร้างแรงยึดเกาะได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยึดติดแน่นจนเกินไป
    แปลไทยเป็นไทยก็คือ กาวดังกล่าว มีคุณสมบัติ “ติดได้แต่ไม่ถาวร”
    จากที่ได้รับมอบหมายให้สร้าง “กาวสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอากาศยานขั้นสูง” แต่ Dr. Spencer Silver กลับได้กาวสูตรประหลาดที่ “แทบจะติดอะไรไม่ได้เลย”
    ทว่า มันกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่แม้ในตอนแรกจะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ “ไร้ประโยชน์” เพราะไม่สามารถใช้แทนกาวทั่วไปที่ต้องการความแข็งแรง
    แต่ Dr. Spencer Silver กลับเชื่อมั่นว่า กาวนี้มีศักยภาพที่จะนำไปใช้ในรูปแบบที่ยังไม่มีใครคาดมาก่อน!

    เผยโฉม Post-it นวัตกรรมที่อยู่ยงคงกระพันของ 3M

    ความคิดนี้ยังคงอยู่ในห้องทดลองของ 3M จนกระทั่ง Arthur Fry เพื่อนร่วมงานของ Dr. Spencer Silver ได้หยิบเอากาวชนิดนี้มาใช้ในช่วงทศวรรษ 1970
    ขณะนั้น Arthur Fry ซึ่งเป็นนักวิจัยในฝ่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาส่วนตัวในวันหยุด จากการที่ Arthur Fry เป็นนักร้องประสานเสียงในโบสถ์ และต้องการที่คั่นหนังสือที่สามารถติดอยู่กับสมุดโน้ตเพลงได้โดยไม่หลุด แต่ก็ไม่ทำลายผิวกระดาษของโน้ตเพลง
    เมื่อ Arthur Fry ได้ทดลองใช้กาวของ Dr. Spencer Silver แปะบนกระดาษโน้ตเพลง Arthur Fry พบว่ามันสามารถทำให้กระดาษติดอยู่กับหน้าได้อย่างพอดี
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามารถลอกออกแล้วนำไปติดใหม่ได้โดยตัวกาวไม่เสียหาย และกระดาษโน้ตเพลงก็ยังคงสภาพเดิม นี่คือจุดกำเนิดของ Post-it อันลือลั่นสนั่นโลก!

    “กระบวนการนวัตกรรม” ขั้นที่ 5

    ก่อนอื่น เรามาทบทวน “กระบวนการนวัตกรรม” กันอีกสักรอบครับ
    “กระบวนการนวัตกรรม” ประกอบด้วย:
    1. รับรู้และเข้าใจ (Understanding/Acquiring)
    2. สร้างแนวคิด (Ideation)
    3. พัฒนาต้นแบบ (Prototyping)
    4. นำไปปฏิบัติ (Execution/Implementation)
    5. ประเมินและปรับปรุง (Evaluation/Sustaining)
    โดยในขั้นตอนที่ 5. นี้เอง ที่ 3M ได้เริ่มนำ “กาวประหลาด” ของ Dr. Spencer Silver ไป “ประเมินและปรับปรุง”
    เพราะก่อนหน้านี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Post-it ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
    เห็นได้จากการที่ ทีมงานของ 3M ต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อให้กาวสามารถกระจายตัวบนกระดาษได้อย่างสม่ำเสมอ และคงคุณสมบัติการติดซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง
    ปัญหาทางเทคนิคมากมายเกิดขึ้น เช่น การทำให้กาวไม่หลุดออกจากกระดาษ การควบคุมระดับการยึดเกาะ และการสร้างเครื่องจักรที่สามารถผลิตในปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แต่ด้วยความพยายามและความเชื่อมั่นในคุณค่าของนวัตกรรมนี้ ในที่สุด Post-it ก็ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1980 และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั่วสหรัฐอเมริกา ก่อนจะขยายไปทั่วโลก
    ความสำเร็จของ Post-it ไม่เพียงสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงาน และการสื่อสารของผู้คนทั่วโลก
    เพราะ Post-it ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์ การจดบันทึกที่ยืดหยุ่น และการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการแต่ทรงพลัง
    ตั้งแต่โต๊ะทำงานของพนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงห้องประชุมของประธานบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องเรียนในมหาวิทยาลัย และ Workshop การอบรมสัมมนาทั่วทุกมุมโลก
    Post-it ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
    Dr. Spencer Silver ได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะผู้คิดค้นกาวที่เป็นหัวใจของ Post-it เขาได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่ National Inventors Hall of Fame ในปี ค.ศ. 2010 เพื่อเป็นเกียรติแก่ผลงานที่มีผลกระทบต่อโลกอย่างมหาศาล
    แม้ว่า Dr. Spencer Silver จะไม่ได้เป็นผู้คิดค้นตัวผลิตภัณฑ์ Post-it โดยตรง แต่การค้นพบของเขาเป็นรากฐานที่ทำให้ Arthur Fry สามารถสร้างสิ่งที่กลายเป็นเครื่องเขียนสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20

    Dr. Spencer Silver

    บทสรุป:

    ชีวิตส่วนตัวของ Dr. Spencer Silver สะท้อนถึงความรักในวิทยาศาสตร์และศิลปะ เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา และมีครอบครัวที่อบอุ่น
    Dr. Spencer Silver เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 2021 ด้วยวัย 80 ปี ทิ้งมรดกทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ยังคงอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก
    หากมองในเชิงวิเคราะห์ สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ Dr. Spencer Silver น่าสนใจก็คือ การที่เขาไม่ยอมแพ้ต่อการค้นพบที่ถูกมองว่า “ไม่มีประโยชน์” ในตอนแรก
    ความเชื่อมั่นในคุณค่าของสิ่งที่แตกต่าง ทำให้เขากลายเป็นตัวอย่างของนักวิทยาศาสตร์ที่มองไกลเกินกว่าขอบเขตของการใช้งานแบบดั้งเดิม
    ผลงานของเขาแสดงให้เห็นว่า “ความล้มเหลว” หรือการค้นพบที่ไม่ตรงตามเป้าหมายเดิม อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ได้นั่นเองครับ

    Post Views: 243

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/13/spencer-silver-post-it/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09okX19-sic4WeWFvWdka9

  • ครอบครัวสยามวาลา บริจาค 4.4 ล้านหนุนทุนการศึกษาแพทย์-พยาบาลมูลนิธิรามาธิบดี

    ครอบครัวสยามวาลา บริจาค 4.4 ล้านหนุนทุนการศึกษาแพทย์-พยาบาลมูลนิธิรามาธิบดี

    การศึกษา

    ครอบครัวสยามวาลา บริจาค 4.4 ล้านหนุนทุนการศึกษาแพทย์-พยาบาลมูลนิธิรามาธิบดี

    วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ครอบครัวสยามวาลา บริจาค 4.4 ล้านหนุนทุนการศึกษาแพทย์-พยาบาลมูลนิธิรามาธิบดี

    ณ สุสานมูลนิธิสุลัยมานี ถนนประชาอุทิศ : คุณพรรณี สยามวาลา ได้มอบเงินบริจาคจำนวน 4,431,169.97 บาท ให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ สมทบทุน “ทุนคุณเอก-คุณพรรณี สยามวาลา” เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาแพทย์และพยาบาล ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ คุณเอก สยามวาลา เนื่องในวาระครบรอบ 40 วันของการจากไป  โดยมี คุณมาลี สังวาลย์เล็ก รองผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นตัวแทนรับมอบเงินบริจาค  เพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาและสานต่อเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือสังคมสืบไป

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/469049&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d7jc166RQo76tj8zrtzuT