Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กำเนิด โลกาภิวัฒน์ใหม่ เมื่อระเบียบโลกตะวันตกกำลังพังทลาย

    กำเนิด โลกาภิวัฒน์ใหม่ เมื่อระเบียบโลกตะวันตกกำลังพังทลาย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03h2_BKlaSuDiMNdBkoEEO

  • ‘จุลพันธ์’ ย้ำ ยังไม่คุยโควตา ‘รมต.’ เป็นแค่กระแสคาดการณ์

    ‘จุลพันธ์’ ย้ำ ยังไม่คุยโควตา ‘รมต.’ เป็นแค่กระแสคาดการณ์

    จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงสะท้อนของสส.พรรคในการจัดสรรโควตารัฐมนตรีของพรรค ว่า ในการประชุมวันนี้ไม่มีการพูดถึงประเด็นนี้ เป็นการพูดถึงการทำงานไปข้างหน้า การจะผลักดันนโยบายของพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากมีข้อจำกัดเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ ซึ่งทุกคนมีเป้าหมายตรงกันคือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน การจะทำให้พรรคแข็งแรงขึ้น มีความนิยมมากขึ้นคือการทำงานแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนเป็นจุดร่วมของทุกคน ไม่ได้มีการถกเรื่องของบุคลากร เพราะทุกคนรับทราบกระบวนการ

    จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ได้พูดกับสมาชิกทุกคนว่าเราจะเปิดช่องทางในการสื่อสารว่าใครที่จะประสงค์เข้ามาทำงานการเมืองในบทบาทใด เช่นกรรมาธิการ รัฐมนตรี หรือเป็นวิป เราก็จะรับฟังความเห็น แต่สุดท้ายกระบวนการในการตัดสินใจ อยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งได้มอบหมายให้คณะชุดเล็ก ซึ่งมีจุลพันธ์และประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เป็นผู้ดำเนินการ

    ส่วนความคืบหน้าการจัดสรรรัฐมนตรีของพรรค จุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูด สิ่งที่ปรากฏในสื่อเป็นแค่การคาดการณ์ อาจจะเป็นการหารือนอกรอบยังไม่ใช่เรื่องทางการ เพราะเรื่องของการเข้าร่วมรัฐบาลวันนี้ มีความชัดเจนตั้งแต่พรรคอันดับหนึ่ง มีคะแนนแตกต่างจากพรรคอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเขาเชิญมาเราก็เข้าไปพูดคุยถึงกรอบความคิด เมื่อตรงกันก็ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งวันนี้และวันที่ 15 มีนาคม มีกระบวนการทางรัฐสภา เราก็คงลงมติไปในทิศทางเดียวกัน เพราะมีการพูดคุยกันเสร็จสิ้นแล้ว แต่ในเรื่องตำแหน่งและการแบ่งกระทรวงอาจจะเป็นเรื่องของการคาดเดามากกว่า เนื่องจากยังไม่มีกระบวนการหารือ ซึ่งเดี๋ยวคงคุยกันเพื่อหาจุดร่วมที่เหมาะสมและสามารถเดินหน้าให้กับประชาชนได้ แต่ไม่ใช่เรื่องหลักที่พวกเราคิด

    เมื่อถามถึงมองว่านโยบายด้านการศึกษาของพรรคเพื่อไทยจะสามารถเรียกคะแนนนิยมของพรรคกลับมาได้หรือไม่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรามุ่งเน้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หากสามารถผลักดันนโยบายได้จะเปลี่ยนแปลงคะแนนได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลงาน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากทุกคนเห็นผลงานที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันจะส่งผลต่อประชาชนและเปลี่ยนแปลงประเทศ นี่คือคะแนนที่ประชาชนน่าจะมอบให้พรรคเพื่อไทยในกับการเลือกตั้งครั้งหน้า

    ส่วนมองว่ากระทรวงที่ได้มาจะทำคะแนนได้ยากกว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงหรือไม่ ยศชนัน กล่าวว่า ในอดีตนั้นไม่แน่ แต่ปัจจุบันมีเรื่องของความเชื่อมโยง ซึ่งกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งไม่สามารถทำงานได้เพียงกระทรวงเดียว ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่กระทรวงใดก็สามารถทำผลงานแบบเดียวกันได้ และน่าจะหมดยุคต่างคนต่างทำ ฉะนั้นทุกกระทรวงมีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน ไม่ว่ากระทรวงนี้จะอยู่กับพรรคใด ประเทศเราต้องเดินไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี

    ด้านประเสริฐ กล่าวถึงความมั่นใจที่จะใช้เวลา 4 ปีเพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยกลับคืนมาว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยกันเบื้องต้น 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องทำงานอย่างจริงจัง และเราจะใช้อายุรัฐบาลชุดนี้อย่างคุ้มค่า โดยได้กำชับสส.เรื่องการลงพื้นที่ว่าการเมืองวันนี้ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน และต้องสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างแท้จริง

    เมื่อถามว่า มั่นใจว่าสามารถทำให้พรรคกลับมาได้ใช่หรือไม่ ประเสริฐ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทั้งสมาชิกและพรรคต้องช่วยกัน ทุกพรรครวมถึงพรรคเพื่อไทยก็หวังที่จะการเมืองในอนาคตให้พรรคเติบโตขึ้น และเราก็หวังว่าเราเคยพรรคใหญ่ในอดีต วันนี้ก็มีความมุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรให้พรรคมีพัฒนาการที่จะเติบโตขึ้นในอนาคตภายใน 4 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/junlapan-14mar2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WSjqS57uyWWSDX8SkMhPd

  • จับตา ‘รถไฟฟ้า 40 บาท’ นโยบายแรกรัฐบาลใหม่ เดิมพันค่าครองชีพคนกรุง

    จับตา ‘รถไฟฟ้า 40 บาท’ นโยบายแรกรัฐบาลใหม่ เดิมพันค่าครองชีพคนกรุง

    นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน” ของพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นสัญญาณที่ประชาชนจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า หลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น กระทรวงฯ ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันนโยบายนี้ออกมาทันทีเป็นวาระแรก 

    โมเดลเบื้องต้นที่วางไว้คือการคิดค่าโดยสารแบบแบ่งโซน ไม่เกิน 40 บาทสำหรับการเดินทางในโซนที่กำหนด และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากข้ามโซน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ขณะเดียวกันก็บริหารภาระค่าใช้จ่ายของรัฐได้อย่างสมดุล

    สำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านที่แบกค่าเดินทางมานานหลายปี คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “นโยบายนี้ดีแค่ไหน” แต่คือ “ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร” หากราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยปรับลดลงเพื่อลดค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกัน

    คนกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ได้อะไรจากนโยบายนี้

    แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุชัดว่า “คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มาก โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางในโซนที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเส้นทางไปกลับอยู่แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางลดลงจากเดิมพอสมควร”

    สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ที่มองว่าหากค่าใช้จ่ายโดยรวมถูกลง ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์โดยตรง “ถ้าค่าใช้จ่ายโดยรวมมันถูกกว่าเดิม ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์จากตรงนี้อยู่แล้ว มันก็เป็นข้อดี มันก็ช่วยได้เยอะ” 

    ทั้งนี้หากการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมดสำเร็จ กรมการขนส่งทางราง ประมินว่าผู้ที่เดินทางไกลจะเหลือค่าใช้จ่ายเพียง 50-80 บาทต่อวัน จากเดิมที่ต้องแบกรับสูงถึง 130-200 บาท ซึ่งถือเป็นการลดภาระได้อย่างมีนัยสำคัญ

    แผน Single Ownership และตั๋วร่วม

    อย่างไรก็ดีการผลักดันนโยบายราคา 40 บาทเดินได้จริงในทุกสาย ล่าสุด กระทรวงคมนาคม ได้วางแผนเร่งเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าให้ครบทุกสาย ตามหลักการจัดทำการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) เพื่อให้รัฐสามารถกำหนดราคาได้อย่างเหมาะสม 
    โดยจะให้เอกชนคู่สัญญาเดิมเป็นผู้กู้เงินมาใช้เป็นค่าซื้อคืนสัมปทาน รัฐไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้ใดๆ จึงไม่กระทบหนี้สาธารณะของประเทศ และจะมีสถาบันการเงินทำหน้าที่ดูแลการจัดสรรรายได้

    ควบคู่กันนี้ กระทรวงฯ จะเร่งผลักดันระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสารในบัตรใบเดียว เพิ่มความสะดวกสบายให้คนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างเป็นรูปธรรม

    ศึกษาโมเดล ‘โซนนิ่ง’ เสนอปลายปีนี้

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ระบุว่า กรมฯ อยู่ระหว่างการศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารรูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดเก็บค่าโดยสารแบบ Zonal Fare เพื่อให้ครอบคลุมเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้ง 8 เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยตั้งเป้าสรุปผลการศึกษาเสนอต่อกระทรวงคมนาคม ภายในปลายปี 2569

    โมเดลที่กำลังศึกษาแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การแบ่งโซนตามพื้นที่หรือสถานี (Area-based Zone) และการคิดค่าโดยสารตามระยะเวลาการเดินทาง (Time-based Zone) โดยรูปแบบหลังนายพิเชฐมองว่ามีความเป็นธรรมและเข้าใจง่ายที่สุด เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งในเรื่องระยะทาง 

    ทั้งนี้ข้อมูลสถิติพบว่าคนกรุงเทพฯ เดินทางด้วยรถไฟฟ้าเฉลี่ยเพียง 8 สถานี หรือราว 11.25 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่เกิน 20-25 นาที ดังนั้นหากกำหนดฐานเวลาไว้ที่ 1 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

    นอกจากนี้กรมฯ ยังทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งกำลังศึกษาเรื่องค่าธรรมเนียมการขับรถเข้าเขตพื้นที่รถติด เพื่อให้การแบ่งโซนของรถไฟฟ้าและรถยนต์ใช้มาตรฐานเดียวกัน ลดความสับสนของประชาชน และสร้างระบบขนส่งเมืองที่บูรณาการอย่างแท้จริง

    อย่าให้นโยบายดีกลายเป็นประชานิยม

    อย่างไรก็ดี ศ.ดร.อรรถกฤต เตือนว่าสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น คือนโยบายนี้กลายเป็นประชานิยมที่ปราศจากความยั่งยืนทางการคลัง กุญแจสำคัญที่จะทำให้นโยบายยืนระยะได้อยู่ที่คำถามเดียว นั่นคือ “รัฐจะมีเงินจ่ายหรือเปล่า” เพราะเมื่อรัฐเข้าซื้อคืนสัมปทานและกำหนดราคาต่ำกว่าทุน ภาระผลต่างนั้นย่อมตกอยู่บนบ่าของภาครัฐโดยสมบูรณ์ โจทย์จึงไม่ใช่แค่ดีหรือไม่ดี แต่คือยั่งยืนหรือไม่ต่างหาก

    ศ.ดร.อรรถกฤต เสนอแนวทางที่น่าสนใจในการหารายได้เพิ่มเติม โดยชี้ให้เห็นศักยภาพของ “ภาษีบาป” อย่างภาษีบุหรี่และสินค้าที่มีโทษต่อสุขภาพ ซึ่งการเก็บภาษีเหล่านี้ให้มากขึ้นไม่เพียงเพิ่มรายได้รัฐ แต่ยังช่วยลดปัญหาสาธารณสุขในเวลาเดียวกัน รวมถึงภาษีโซเดียม ที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งหากนำรายได้เหล่านี้มาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานได้ ก็อาจเป็นทางออกที่เซฟที่สุด โดยไม่กระทบประชาชนกลุ่มอื่น

    “อยากให้เป็นนโยบายที่ make sense ว่าคุณทำแล้วคุณก่อหนี้ แล้วคุณก็มีเงินที่จะสำรองมาจ่ายในระยะยาว แต่ว่าอย่าไปเพิ่มภาษีอะไรก็ตามที่กระทบต่อประชาชนในอนาคต” ศ.ดร.อรรถกฤต ระบุ

    อย่างไรก็กีในระยะเฉพาะหน้า ยังมีประเด็นสำคัญที่รอความชัดเจน นโยบาย 40 บาทตลอดวันระหว่างสายสีแดงและสายสีม่วง ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในปี 2569 นั้น ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะได้รับการต่ออายุหรือไม่ ขณะที่กระบวนการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมดก็ยังต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการตั้งคณะกรรมการเจรจาที่ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจน 

    ขณะที่อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ยอมรับว่า กระบวนการนี้ละเอียดอ่อน และเกี่ยวข้องกับงบประมาณผูกพันข้ามปี ซึ่งต้องการความรอบคอบอย่างสูง

    สุดท้ายแล้ว นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่ว่าจะสามารถลดภาระค่าครองชีพให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้จริงหรือไม่ ไม่นานจากนี้เราคงได้รู้กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653887&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F8qLOi9jiIBbonJOlIe1p

  • ‘เศรษฐกิจฐานราก’ โจทย์ใหญ่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างบนผืนดินเดียวกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ‘เศรษฐกิจฐานราก’ โจทย์ใหญ่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างบนผืนดินเดียวกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ในเวทีเสวนาว่าด้วย “เศรษฐกิจฐานรากและแนวทางการเงินยั่งยืนเพื่อเสริมศักยภาพองค์กรและเครือข่ายชุมชนเพื่อการจัดการช้างป่าอย่างสันติ” ในงานวันช้างไทย 2569 คำถามแรกที่ถูกโยนขึ้นกลางวงดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่กลับเปิดประตูสู่ความซับซ้อนของปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่

    ความท้าทายของการจัดการช้างป่าคืออะไร ?

    คำถามนี้ไม่ได้มุ่งไปที่ตัวช้างเพียงอย่างเดียว หากแต่ชวนมองเห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างช้าง ป่า คน และเศรษฐกิจชุมชนที่ซ้อนทับกันอยู่

    ดร.ขวัญข้าว สิงหเสนี ผู้อำนวยการมูลนิธิ Bring the Elephant Home ชวนให้มองปัญหานี้ในมิติที่กว้างกว่าความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เธออธิบายว่าเมื่อพูดถึง ‘ช้าง’ เราไม่ได้กำลังพูดถึงสัตว์ชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่กำลังพูดถึงทั้งระบบนิเวศผืนป่า วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และโครงสร้างเชิงนโยบายที่กำกับการใช้ทรัพยากร

    ในอดีตการถกเถียงมักวนเวียนอยู่กับคำถามว่า “ใครอยู่ก่อนระหว่างคนกับช้าง” แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เธอเสนอว่าการย้อนกลับไปหาคำตอบนั้นอาจไม่ช่วยให้เราเดินไปข้างหน้าได้ สิ่งสำคัญกว่าคือการมองหาวิธี ‘อยู่ร่วมกัน’ ภายใต้แนวคิดเรื่อง ประโยชน์ร่วมและความเสียหายร่วม เพราะในความเป็นจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนใครมักเป็นคนในชุมชนที่อยู่ชายป่า แต่ปัญหานี้ไม่ได้เป็นภาระของพวกเขาเพียงฝ่ายเดียว

    มุมมองนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของ สยาม พูลเจริญ จากมูลนิธิ Earthworm ประเทศไทย ซึ่งทำงานเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เขาเล่าว่าความท้าทายสำคัญเกิดขึ้นในระดับเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรโดยตรง 

    ตัวอย่างเช่น ชาวสวนยางที่ต้องออกไปกรีดยางตั้งแต่เช้ามืดหรือกลางคืน หากช้างออกมาในพื้นที่ พวกเขาอาจไม่สามารถทำงานได้ และเมื่อรายได้หยุดชะงัก ปัญหาเศรษฐกิจก็ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

    นี่ทำให้เรื่องช้างไม่ใช่เพียงปัญหาด้านการอนุรักษ์อีกต่อไป แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจของคนตัวเล็กในระบบการผลิต

    คุณปีย์ชนิตว์ เกษสุวรรณ จากเครือข่ายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย จึงเสนอให้ปรับกรอบความคิดเสียใหม่ เขาเห็นว่าปัญหานี้ควรถูกมองในฐานะ ปัญหาการจัดการทรัพยากรและเศรษฐกิจของพื้นที่ มากกว่าจะเป็นเพียงปัญหาสัตว์ป่า ประการต่อมา ชุมชนที่ได้รับผลกระทบไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะ ‘เหยื่อ’ แต่ควรถูกยกระดับให้เป็นผู้ร่วมจัดการทรัพยากร รวมถึงต้องออกแบบกลไกการเงินที่ชัดเจนว่าใครจะรับผิดชอบในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาติดอยู่กับข้อจำกัดของระบบงบประมาณปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและเอ็นจีโอต่างทำงานภายใต้โครงการระยะสั้น ทำให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างยังเกิดขึ้นได้ยาก

    ในระดับพื้นที่ มุมมองนี้สะท้อนผ่านประสบการณ์ของชุมชนเอง โดยมนตรี กุญชรมณี จากกลุ่มวิสาหกิจกาแฟพิเศษ ‘ช้างยิ้ม’ ในอำเภอทองผาภูมิ เล่าว่าความท้าทายของชาวบ้านไม่ใช่การกำจัดช้าง แต่คือการหาวิธีอยู่ร่วมโดยไม่เกิดการปะทะกัน แนวทางที่กลุ่มของเขาเลือกคือการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจ จากเดิมปลูกข้าวโพดหรือมันสำปะหลัง ไปสู่การปลูกกาแฟซึ่งช้างไม่ค่อยรบกวน

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทั้งชุมชน แต่เริ่มจากเกษตรกรเพียงไม่กี่รายที่กล้าลองก่อน จนปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 66 คน และสามารถผลิตกาแฟได้ปีละกว่า 50 ตัน โดยพยายามยกระดับให้เป็นกาแฟคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า

    ประสบการณ์เช่นนี้สะท้อนว่าการเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากมีการสนับสนุนทั้งด้านความรู้ การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการตลาด จากพันธมิตรทั้งองค์กรในท้องถิ่นทุกระดับก็สามารถสร้างทางเลือกใหม่ให้กับเศรษฐกิจชุมชนได้

    ด้านอุตสาหกรรม ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ จากสมาคมโรงงานน้ำตาลทรายไทย ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอ้อยกับช้างเป็นอีกภาพหนึ่งของความซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจ เขาอธิบายว่าอ้อยเป็นพืชที่ช้างชอบ และชาวไร่อ้อยก็เป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย ดังนั้นเมื่อชาวไร่ได้รับผลกระทบ โรงงานน้ำตาลก็มีเหตุผลที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือ

    ระบบอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยมีโครงสร้างกองทุนอ้อยและน้ำตาล ซึ่งมีเงินสะสมจำนวนมากและสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือเกษตรกรได้ เพียงแต่กระบวนการอนุมัติยังต้องผ่านกลไกหลายขั้นตอนและมักเป็นงบประมาณรายปี ทำให้การจัดการระยะยาวยังมีข้อจำกัดอยู่

    ในอีกด้านหนึ่ง คุณปีย์ชนิตว์เสนอว่ากลไกทางการเงินสำหรับการอนุรักษ์อาจต้องก้าวไปไกลกว่างบประมาณแบบเดิม เขายกตัวอย่างเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ที่โลกกำลังทดลองใช้ เช่น ‘พันธบัตรอนุรักษ์สัตว์ป่า’ ที่เชื่อมผลตอบแทนการลงทุนกับความสำเร็จในการเพิ่มประชากรสัตว์ หรือระบบประกันภัยความเสียหายจากสัตว์ป่า รวมถึงกองทุนที่สนับสนุนการป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย

    แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการจ่ายเงิน ‘เยียวยา’ หลังเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนเชิงป้องกันล่วงหน้า

    อย่างไรก็ตาม เงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

    ดร.ขวัญข้าวเล่าว่าประสบการณ์ในพื้นที่กุยบุรีแสดงให้เห็นว่าการออกแบบพื้นที่การเกษตรใหม่อาจช่วยลดความขัดแย้งได้ เช่น การปลูกพืชที่ช้างไม่ชอบอย่างตะไคร้หรือพืชกลุ่มน้ำมันหอมระเหยเป็นแนวกันชน แล้วจึงปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นอยู่ด้านในพื้นที่

    แนวทางนี้ยังเชื่อมโยงกับการกระจายรายได้รูปแบบอื่น เช่น การท่องเที่ยวหรือการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว รั้วรังผึ้งยังสามารถใช้เป็นวิธีป้องกันช้างได้อีกด้วย

    สิ่งที่เธอค้นพบจากการทำงานภาคสนามคือ คนในชุมชนไม่ได้ทีความรู้สึกเกลียดชังช้างแต่อย่างใด เพียงแต่บางเวลาอาจมีความกลัวเกิดขึ้นเมื่อช้างเข้ามาใกล้ (ในตอนกลางคืน)

    ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำให้คนรักช้าง แต่คือการทำให้พวกเขา รู้สึกปลอดภัยและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ดี คำถามที่ใหญ่กว่าการจัดการช้างเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง คือ หากต้องการให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในวงกว้าง ใครควรเป็น ‘เจ้าภาพ’ ของปัญหานี้

    คุณปีย์ชนิตว์เสนอว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ ไปจนถึงมหาดไทยที่ดูแลการบริหารในระดับจังหวัด หากไม่มีหน่วยงานหลักที่มองภาพรวมและประสานการทำงานทั้งหมด การแก้ปัญหาก็จะยังคงกระจัดกระจายเหมือนที่ผ่านมา

    เขายอมรับว่านี่อาจยังเป็นเพียง ‘ภาพฝัน’ แต่ก็เป็นภาพฝันที่จำเป็น เพราะปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของช้างหรือของป่า หากเป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ชายป่าทั่วประเทศ หากคนในพื้นที่ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ช้างก็ไม่มีทางอยู่รอดเช่นกัน

    และในทางกลับกัน หากระบบนิเวศล่มสลาย ชุมชนมนุษย์ก็จะสูญเสียฐานทรัพยากรของตนไปพร้อมกัน

    โจทย์ของการอยู่ร่วมกันจึงมองไม่ควรมองเพียงมิติงานอนุรักษ์เพียงด้านเดียว แต่เป็นโจทย์ของการออกแบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ ที่ทำให้ทั้งคนและช้างสามารถมีพื้นที่ของตัวเองบนผืนแผ่นดินเดียวกันได้อย่างยั่งยืน

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-68/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e-YQAQCvAR92vOTOQBhsU

  • สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในอิรักถูกโจมตีด้วยโดรน ขณะสงครามตะวันออกกลางเข้าสัปดาห์ที่ 3

    สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในอิรักถูกโจมตีด้วยโดรน ขณะสงครามตะวันออกกลางเข้าสัปดาห์ที่ 3

    สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงแบกแดดของอิรักถูกโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันเสาร์ เป็นการโจมตีครั้งที่สองนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ทำให้ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุว่า มีควันดำหนาทึบลอยขึ้นจากอาคารสถานทูตสหรัฐฯ ในเมืองหลวงของอิรัก การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีที่มีต่อกลุ่มกาตาอิบ เฮซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งทำให้สมาชิก 2 คนเสียชีวิต รวมถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่ง ตามที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผย

    อิหร่านปิดกั้นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ

    อิหร่านได้ออกคำเตือนให้พลเมืองสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หลีกเลี่ยงพื้นที่ท่าเรือที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ ขณะเดียวกันมีควันดำปรากฏขึ้นจากฟูไจราห์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือสำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการจัดเก็บและส่งออกน้ำมัน

    แม้จะเผชิญกับอำนาจทางทหารที่เหนือกว่าจากสหรัฐฯ และอิสราเอล อิหร่านยังคงมุ่งมั่นต่อสู้โดยปล่อยขีปนาวุธและโดรนโจมตีประเทศเพื่อนบ้านอย่างน้อย 10 ประเทศ และสามารถปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นจุดผ่านที่สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันหนึ่งในห้าของโลก

    ผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก

    ประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเกาะคาร์ก ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และ “ทำลาย” เป้าหมายทางทหารในขณะที่ไว้ชีวิตสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงาน สื่ออิหร่านยืนยันว่าไม่มีความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกน้ำมันบนเกาะดังกล่าว

    การคุกคามของอิหร่านต่อการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซทำให้การจราจรทางเรือหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น Trump กล่าวว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “เร็วๆ นี้” เพื่อฟื้นฟูการส่งออกน้ำมัน

    สถานการณ์ความสูญเสีย

    กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,200 คนจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สามารถยืนยันอย่างเป็นอิสระได้ หน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประเมินว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในอิหร่านถึง 3.2 ล้านคนนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น

    US Army handout photos showed HIMARS multiple rocket launchers firing from te desert during strikes on Iran

    US Army handout photos showed HIMARS multiple rocket launchers firing from te desert during strikes on Iran

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/us-embassy-iraq-drone-attack-middle-east-war-week-3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rSyJSL_cyG1xXDeAT9YNl

  • ‘มาเลเซีย’ พบ ‘แร่หายาก’ ในป่าสงวน หวังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นซัพพลายเชนโลก

    ‘มาเลเซีย’ พบ ‘แร่หายาก’ ในป่าสงวน หวังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นซัพพลายเชนโลก

    “มาเลเซีย” พบแหล่งแร่หายากปริมาณกว่า 16.2 ล้านเมตริกตัน ภายใต้พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นป่าสงวนถาวรของมาเลเซีย ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจและอำนาจของประเทศ

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย (NRES) ประกาศพบแร่แรร์เอิร์ธในรูปของดินเหนียวดูดซับอิออน (Ion-Adsorption Clays) ซึ่งกระจายตัวอยู่ใต้ชั้นดินในเขตพื้นที่ป่าครอบคลุมพื้นที่หลายรัฐในคาบสมุทรมลายู เช่น ตรังกานู กลันตัน เปรัก เกดะห์ และปะหัง

    กรมแร่และธรณีวิทยามาเลเซีย (JMG) ดำเนินการสำรวจเบื้องต้นและยืนยันว่า มีปริมาณแร่สำรองมากพอที่จะทำให้มาเลเซียขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแหล่งซัพพลายเชนหลักของโลก โดยแร่ที่พบเป็นประเภทไม่แผ่กัมมันตภาพรังสี ทำให้นักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลมองว่าเป็นทรัพยากรที่มีความปลอดภัยในการจัดการสูงกว่าแร่หายากประเภทอื่น แต่เนื่องจากแร่ซ่อนตัวอยู่ใต้ป่าสงวนถาวร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขุดแร่มาใช้ประโยชน์และการรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว รัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องหาจุดสมดุลโดยไม่ทำลายระบบนิเวศป่าไม้ที่สำคัญ

    การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมไฮเทค

    แผนการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแร่แห่งชาติปี 2021–2030 ประเมินว่าแหล่งแร่หายากเหล่านี้อาจมีมูลค่ารวมสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลตั้งเป้าว่าหากมาเลเซียสามารถสร้างระบบนิเวศแร่หายากแบบครบวงจรได้ จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 อุตสาหกรรมนี้ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแร่หายาก ยังจะทำให้เกิดการจ้างงานที่มีทักษะสูงและมีรายได้สูงให้แก่ประชาชนได้กว่า 24,800 ตำแหน่ง ภายในปี 2030 งานเหล่านี้จะครอบคลุมตั้งแต่งานในเหมืองแร่ไปจนถึงวิศวกรและนักเคมีในโรงงานแปรรูปขั้นสูง การพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีของชาติ

    มาเลเซียตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในการผลิตแร่หายากของโลกจาก 4% เป็น 9% ภายในปี 2030 สิ่งนี้จะทำให้มาเลเซียกลายเป็นผู้จัดหาทางเลือกสำคัญและเป็นแหล่งสำรองสุดท้ายสำหรับมหาอำนาจโลกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานเดิม แหล่งข้อมูลระบุว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2050 อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 37,121 ล้านดอลลาร์

    พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบบูรณาการแนวดิ่งภายใต้แนวคิด “จากเหมืองสู่แม่เหล็ก” (Mine to Magnet) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดภายในประเทศ หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการเปลี่ยนจากผู้ส่งออกวัตถุดิบมาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น แม่เหล็กกำลังสูง สำหรับมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลมผลิตไฟฟ้า 

    รัฐบาลได้ประกาศห้ามส่งออกแร่หายากในรูปแบบวัตถุดิบดิบ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2024 เป็นต้นไป ซึ่งออกแบบมาบีบให้บริษัทเอกชนต้องลงทุนสร้างโรงงานแยกและแปรรูปแร่ภายในมาเลเซียเอง รัฐบาลออกจากภาคส่วนที่มีมูลค่าต่ำสุดของห่วงโซ่อุปทาน และมุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการแยกแร่และการผลิตโลหะผสม ตอนนี้มาเลเซียมีโรงงาน Lynas Rare Earths ซึ่งเป็นโรงงานแยกแร่หายากนอกประเทศจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้มาเลเซียได้เปรียบในระดับกลางน้ำ

    นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีแผนที่จะสร้างสวนเทคโนโลยีแร่หายากมาเลเซีย (MRTP) เพื่อรวบรวมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำไว้ด้วยกัน โครงการนี้จะรวมถึงโรงงานแยกแร่ โรงหลอมโลหะ และโรงงานผลิตแม่เหล็ก เพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่ไร้รอยต่อ เป้าหมายสูงสุดคือการเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคในการผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่หายากที่พร้อมส่งต่อให้ผู้ใช้ปลายทางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด

    ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

    แม้จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ในปี 1982 ประชาชนประมาณ 11,000 คนในปาปันและบูกิตเมระฮ์ได้รับผลกระทบจากกากกัมมันตรังสีจากอิตเทรียมและทอเรียม ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร มีรายงานผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่างน้อย 8 ราย และเด็กที่เกิดมาพิการแต่กำเนิด

    เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มาเลเซียได้นำเทคโนโลยีการทำเหมืองละลายแร่ (In-situ leaching – ISL) ซึ่งเป็นการฉีดสารละลายลงใต้ดินเพื่อดึงแร่ขึ้นมาโดยไม่ต้องเปิดหน้าดินเป็นวงกว้าง มาใช้ในโครงการนำร่องที่รัฐเปรัก

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มชุมชนท้องถิ่นและชาวพื้นเมืองแสดงความกังวลอย่างมากว่าจะสูญเสียแหล่งน้ำสะอาดไปจากการปนเปื้อนของสารเคมีและแร่ธาตุจากการทำเหมือง นอกจากนี้ พื้นที่ทำเหมืองหลายแห่งยังอยู่ในเขตอ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวป่าสำคัญที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือและช้าง

    ภาคประชาสังคมเรียกร้องความโปร่งใสในการตรวจสอบความปลอดภัยและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินของชาวบ้านเพื่อทำเหมือง รวมถึงความคุ้มค่าจากการการตัดไม้ทำลายป่าอีกด้วย

    นิค นาซมี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (NRES) ระบุว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ภายใต้มาตรฐาน ESG เขาย้ำว่าการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์สุขของคนทุกรุ่น กระทรวงฯ มุ่งหวังให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับผลิตภัณฑ์จากแร่หายากที่ผลิตด้วยความรับผิดชอบ

    ทางด้านสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย (ASM) ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้เสนอรูปแบบธุรกิจที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของมาเลเซียคือจุดแข็งที่สำคัญที่สุด โดยการรักษาความสัมพันธ์ที่สมดุลกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ยุโรป และจีน จะทำให้มาเลเซียจะสามารถดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากหลากหลายแหล่งเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกฝ่าย

    มาเลเซียกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลและความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณแร่ที่อยู่ใต้ดิน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการนโยบายที่โปร่งใสและเทคโนโลยีที่ปลอดภัย หากทำได้สำเร็จ มาเลเซียจะไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตแร่เท่านั้น แต่จะเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดของโลกอนาคต

    ที่มา: EarthNRESThe Asean Frontier

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1225011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NG3Ii_nj2ft_0ucgIqW9D

  • ลามิน่าร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ … – บางกอกทูเดย์

    ลามิน่าร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ … – บางกอกทูเดย์

    บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร ลามิน่า ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkok-today.com/%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259E/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FD3YxRkqpZJLF5terx6FT

  • “สมาคมสื่อมวลชนเกษตร” มอบทุน บุตร -ธิดา ต่อยอดการศึกษามุ่งสู่ความสำเร็จ

    “สมาคมสื่อมวลชนเกษตร” มอบทุน บุตร -ธิดา ต่อยอดการศึกษามุ่งสู่ความสำเร็จ

    14 มีนาคม 2569 สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยจัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับบุตร–ธิดา ของสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง บางเขน กรุงเทพมหานคร

    นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง

    โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรมและมอบทุนการศึกษาบุตร–ธิดา ในครั้งนี้ และมีนายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เข้าร่วมมอบทุนการศึกษา พร้อมด้วย โดยมีนายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

    กิจกรรมมอบทุนการศึกษาดังกล่าวจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 โดยในปีนี้ในปี 2569 ได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตร–ธิดาของสมาชิก จำนวน 42 ทุน และมอบ ทุนพัฒนาศักยภาพสื่อมวลชน จำนวน 20 ทุน ที่ได้มาจากการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านสื่อสารมวลชนสายเกษตร

    พร้อมทั้งปลูกฝังให้เยาวชนมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม อันเป็นกำลังสำคัญและรากฐานที่มั่นคงของประเทศในอนาคต

    อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่สื่อมวลชนสายเกษตร ให้มีสวัสดิการที่ดี และสามารถปฏิบัติหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378974779&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QjYzmj5bA8QMDnerkokZa

  • ไชยาจัดสอบช่างสีรถยนต์ระดับชาติ ยกระดับครูอาชีวะ

    ไชยาจัดสอบช่างสีรถยนต์ระดับชาติ ยกระดับครูอาชีวะ

    ไชยาจัดสอบช่างสีรถยนต์ระดับชาติ ยกระดับครูอาชีวะ

    ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา สาขางานเทคนิคซ่อมตัวถังและสีรถยนต์ ภายใต้การนำของ นายณรงค์ หวังอีน ผู้อำนวยการวิทยาฐานะเชี่ยวชาญ วิทยาลัยการอาชีพไชยา กรรมการและเลขานุการ อ.กรอ.อศ. กลุ่มอาชีพเทคโนโลยีอุตสาหกรรมตัวถังและสีรถยนต์ ร่วมมือกับ  อ.กรอ.อศ. กลุ่มอาชีพเทคโนโลยีอุตสาหกรรมตัวถังและสีรถยนต์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี

    ไชยาจัดสอบช่างสีรถยนต์ระดับชาติ ยกระดับครูอาชีวะ

    สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 22 นครศรีธรรมราช และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา ดำเนินการจัดทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างสีรถยนต์ ระดับ 2 ในระหว่าง  วันที่ 13 – 15 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน วิทยาลัยการอาชีพไชยา

    ไชยาจัดสอบช่างสีรถยนต์ระดับชาติ ยกระดับครูอาชีวะ

    ในการพัฒนาสมรรถนะครูที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา จากสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนสาขาตัวถังและสีรถยนต์ จากทั่วประเทศ

    เพื่อนำความรู้จากการทดสอบมาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนในการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ตอบโจทย์ผู้สำเร็จการศึกษาสมรรถนะสูง ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ และตลาดแรงงานในระดับสากล.

    ไชยาจัดสอบช่างสีรถยนต์ระดับชาติ ยกระดับครูอาชีวะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/739399&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JI41hlktwf89obfMn8Zl-

  • กทม. ส่งเสริมอาชีพอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาส “คนพิการ” สู่เส้นทางครูผู้ช่วย 20 อัตรา

    กทม. ส่งเสริมอาชีพอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาส “คนพิการ” สู่เส้นทางครูผู้ช่วย 20 อัตรา

    “กรุงเทพมหานคร” เปิดโอกาส “คนพิการ” สู่เส้นทางครู เพื่อส่งเสริมอาชีพอย่างเท่าเทียม คัดเลือกครูผู้ช่วย 20 อัตรา

    วันที่ 14 มี.ค. 2569 นายภาณุมาศ สุขอัมพร ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร และนางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ตรวจเยี่ยมการดำเนินการสอบสัมภาษณ์การคัดเลือกคนพิการเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

    ขณะที่ กรุงเทพมหานครเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้ารับราชการในสายงานครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามหลักการส่งเสริมความเสมอภาคและการเข้าถึงโอกาสทางอาชีพในภาครัฐ โดยการคัดเลือกในครั้งนี้มีคนพิการ 3 ประเภท ได้แก่ ความพิการทางการเห็น, ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย และความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย โดยเข้ารับการคัดเลือกจำนวน 34 คน จาก 7 กลุ่มวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์, ภาษาไทย, ประถมศึกษา, เทคโนโลยีทางการศึกษา, สังคมศึกษา,  คอมพิวเตอร์ และศิลปศึกษา–วาดเขียน รวมอัตราบรรจุ 20 อัตรา

    ทั้งนี้ การประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพใช้วิธีการสัมภาษณ์ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบด้านประวัติส่วนตัวและการศึกษา บุคลิกภาพ ปฏิภาณไหวพริบ ทัศนคติ และอุดมการณ์ในการประกอบวิชาชีพครู เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพและมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ทางการศึกษา

    โอกาสนี้ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองปลัดกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ได้ตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยของสถานที่สอบ พร้อมให้กำลังใจคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และผู้เข้ารับการคัดเลือก เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรม ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด 

    ขณะที่ กรุงเทพมหานครมีนโยบายส่งเสริมการจ้างงานคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 โดยเปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงานตามศักยภาพและความสามารถ ปัจจุบันกรุงเทพมหานครได้จ้างงานคนพิการในหน่วยงานสังกัดต่างๆ แล้วมากกว่า 400 คน ทั้งในตำแหน่งข้าราชการ ลูกจ้าง และอาสาสมัคร ซึ่งนับเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่มีการจ้างงานคนพิการในสัดส่วนสูงของประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครมุ่งมั่นพัฒนานโยบายด้านความเท่าเทียมและการจ้างงานที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เปิดโอกาสให้บุคคลพิการได้ใช้ศักยภาพในการประกอบอาชีพ และร่วมพัฒนาการศึกษาของกรุงเทพมหานครต่อไป.

    ขอบคุณเฟซบุ๊ก กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2919995&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T1fm9QXcirq1lq2abik5g