Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สอวช. ชูยุทธศาสตร์ Future Food ปั้น ‘อาหารแห่งอนาคต’ เป็นอาวุธภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ เสริมความมั่นคงไทยรับมือวิกฤตโลก

    สอวช. ชูยุทธศาสตร์ Future Food ปั้น ‘อาหารแห่งอนาคต’ เป็นอาวุธภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ เสริมความมั่นคงไทยรับมือวิกฤตโลก


    สอวช. เผยทิศทางยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่กลุ่มมูลค่าสูง เน้น “Plant-Rich Food” พึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ 100% ลดความเสี่ยงขาดแคลนจากสงคราม พร้อมกางแผนดันมูลค่าตลาดทะลุ 5 แสนล้านบาทในปี 2570

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้านเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต หลายภูมิภาคทั่วโลกต่างเร่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ที่ถือเป็นหนึ่งในอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ และตัวชี้วัดความอยู่รอดทางเศรษฐกิจระดับมหภาค เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

    ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก จึงจำเป็นต้องยกระดับอุตสาหกรรมอาหารจากระบบการผลิตแบบดั้งเดิม สู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเสริมความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ตระหนักถึงความสำคัญของการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนดังกล่าว จึงได้มีการผลักดันยุทธศาสตร์ “Future Food” หรือ อาหารแห่งอนาคต ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ และอาหารเฉพาะบุคคล รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนของประเทศ (Protein Transition) เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงจาก Supply Chain Disruption ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติหรือสงคราม ซึ่งอาจทำให้การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพดจากต่างประเทศขาดแคลน หรือมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “Plant-Rich Food System” หรือระบบอาหารพืชนำ ที่สามารถพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศได้เกือบทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดการนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรของไทย

    ดร.สุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ Future Food สอวช. ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ อาหารเฉพาะบุคคล โปรตีนทางเลือก รวมถึงอาหารพืชนำ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

    หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ การจัดทำบัญชีสารสำคัญ (Positive List) สำหรับรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพบนฉลากอาหาร ซึ่งช่วยสร้างมาตรฐานและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมทั้งพัฒนากลไกแซนด์บ็อกซ์ด้านอาหารอนาคต เพื่อสนับสนุนการทดสอบและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน สอวช. ยังผลักดันแนวคิด Plant-Rich Diet เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ โดยมุ่งพัฒนาพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ ให้เป็นคลังอาหารสำรองของประเทศ นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยหากประชากรไทยเพียง 10% ปรับพฤติกรรมมาบริโภคอาหารแบบ Plant-Rich Diet จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตอาหาร

    ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า ในระยะต่อไป สอวช. มีแผนเร่งขยาย Positive List เพิ่มกว่า 20 รายการ พร้อมพัฒนากลไก คอนซอร์เทียมด้านเทคโนโลยีการสกัดและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนด้านอาหารอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่เข้มแข็งของประเทศ

    “ปัจจุบันอุตสาหกรรม Future Food ของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดภายในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี 2570 จะเพิ่มเป็น 220,000 ล้านบาท และ 280,000 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค การขับเคลื่อน Future Food จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของโลกในยุควิกฤติ ทั้งจากสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต” ดร.สุรชัย กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41060&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wqos1Ivc12XzY220g0gCi

  • เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

    วันที่ 14 มี.ค.69 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  ร่วมแถลงถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ ประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    เพื่อไทย

    หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม 

    ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

    1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

    2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

    3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

    4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    เพื่อไทย

    นายจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

    จากนั้น นายยศชนัน ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทย

    นายยศชนันกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

    สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

    1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

    2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

    3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

    4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

    นายยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    เพื่อไทย

    “การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” นายยศชนัน กล่าว

    ด้านนายประเสริฐ ได้กล่าวสรุปว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    เพื่อไทย

    พร้อมระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน และ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

    “พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐกล่าว

    เพื่อไทย

    เพื่อไทย

    เพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952660&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zwIZk5IS-1sVN3kj3Ln_1

  • เพื่อไทย ติวเข้ม สส. ก่อนเปิดสภา จ่อผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทย ติวเข้ม สส. ก่อนเปิดสภา จ่อผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทย ติวเข้ม สส. ก่อนเปิดสภา จ่อผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

    วันที่ 14 มี.ค.69 เวลา 10.25 น. ที่พรรคเพื่อไทย นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในช่วงเย็น 

    นายจุลพันธ์ กล่าวในที่ประชุมว่า การทำงานในมิติของพรรค ไม่สามารถนำพาสมาชิกเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเพียงพอ ขึ้นอยู่กับการทำงานของตัวผู้สมัคร ขอบคุณในความพยายามทุ่มเทโดยเฉพาะผู้สมัครเขตเลือกตั้งที่นั่งอยู่ตรงนี้ เก่งมาก ด้วยการฟันฝ่าพายุอุปสรรค การแข่งขันที่หนักหน่วง ด้วยปัจจัยในเรื่องของโครงสร้างทางด้านการเมืองที่ไม่เอื้อต่อพรรคเรา แต่สามารถฟันฝ่าการต่อสู้เข้ามาได้ 

    พรรคเพื่อไทย

    ในส่วนพรรคเอง เรายังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงยกเครื่อง ก็คงจะต้องทำต่อไป สิ่งที่พวกเราทำงานกันในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคได้มีการจัดเวิร์กช็อป มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่ผ่านการเลือกตั้งและไม่ผ่านการเลือกตั้ง รวมถึงผู้บริหารพรรคเข้ามาประชุมกันหลายรอบ เป็นการถอดบทเรียน ซึ่งสิ่งที่ได้เป็นประโยชน์กับพรรคมาก เราจะนำเอาข้อมูลไปปรับปรุงพัฒนา เพื่อให้พรรคมีความเข้มแข็งขึ้น มีความเป็นสถาบันการเมืองมากขึ้น และสามารถเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า

    นายจุลพันธ์ กล่าวกับ สส.เพื่อไทยว่า ต้องเรียนต่อทุกท่าน วันนี้เรามีความชัดเจนว่า เรากำลังจะเดินหน้าเข้าสู่การร่วมรัฐบาล ณ จุดนี้ การเจรจาในเรื่องของการร่วมรัฐบาลถือว่าจบสิ้นสมบูรณ์ เรื่องของกระทรวงเรายังไม่พูดกัน เรื่องของการทำงานไปข้างหน้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ การทำงานให้กับประชาชน ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ ด้วยความรู้ความสามารถของพวกเราทุกคน จะสามารถผลักดันขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาล การทำงานในสภา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พวกท่านที่เป็นตัวแทนที่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ภารกิจครั้งนี้ของท่านอาจจะหนักกว่าเก่า ทางพรรคคาดหวังว่าการทำงานในฐานะนิติบัญญัติของเราในครั้งนี้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกว่าในอดีต คาดหวังว่าเราจะเห็นการประชุมสภาที่ครบถ้วน จะเห็นการลงมติที่ครบ 100%

    พรรคเพื่อไทย

    ในส่วนการขับเคลื่อนในเรื่องของกฎหมาย วันนี้มีวาระการประชุมในเรื่องของการนำเสนอกฎหมายหลายฉบับ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะเรายังคงยึดมั่นในเรื่องของการสร้างให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูง กฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อนได้มีการเตรียมความพร้อมในฐานะพรรคการเมือง ตั้งแต่สมัยที่แล้วที่เราเป็นรัฐบาล ต่อเนื่องมาจนครั้งนี้ ก็มีกฎหมายหลายฉบับที่เรามีความจำเป็นต้องผลักดัน วันนี้จะให้สมาชิกได้ร่วมกันลงชื่อในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันกฎหมายเข้าสู่สภา

    แน่นอนว่าเราเป็นพรรคการเมืองที่เปิดกว้าง ในส่วนของสมาชิกเอง อำนาจและสิทธิในเรื่องของการผลักดันกฎหมายเป็นของท่าน หากท่านมีกฎหมาย หรือมีญัตติเห็นสมควรในสภา เราก็จะนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยน เพื่อที่จะช่วยกันสนับสนุนในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเชิงพื้นที่ หรือในการแก้ไขปัญหาของประเทศต่อไป

    พรรคเพื่อไทย

    การทำงานของพวกเราจะเป็นตัวชี้ชะตาพรรคในการเลือกตั้งครั้งถัดไปด้วย เพราะฉะนั้น การทำงานอย่างเข้มแข็งของพวกเราทุกคน จะเป็นตัวช่วยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็จะเบาลง และที่สำคัญคือจะเป็นการช่วยให้พรรคกลับมาแข็งแรง ช่วยเพื่อนของพวกเราหลายคนที่พลาดหวัง ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในสภาอย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้ง

    “ต้องกราบขอบพระคุณพวกเราในการทำงานที่มีความสุข สามัคคี และเข้มแข็ง จนกระทั่งสามารถฝ่าด่านเข้ามาได้ ก็ต้องให้กำลังใจพวกเราทุกคน ทางพรรคพร้อมที่จะเป็นลมใต้ปีกให้กับ สส. ทุกคน พร้อมที่จะสนับสนุนงานของท่านในทุกมิติ”

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vaix0KelBNi-_0SiG1n3F

  • นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน พลังงาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว “สีหศักดิ์” ประชุมอาเซียนหารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน

    นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน พลังงาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว “สีหศักดิ์” ประชุมอาเซียนหารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน

    นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน พลังงาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว “สีหศักดิ์” ประชุมอาเซียนหารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน


    14/03/2569 | 96 |

    สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ ระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จนอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับ ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด

    (13 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (Special ASEAN Foreign Ministers’ Meeting on the Situation in the Middle East) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธาน

    ที่ประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียน และหารือแนวทางการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวร่วมกัน ทั้งมาตรการระยะสั้นและการเตรียมความพร้อมของอาเซียนต่อความท้าทายจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในระยะยาว โดยเห็นพ้องว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดและความไม่แน่นอนสูง ทั้งยังย้ำความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการบินและการเดินเรือ และเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรงและกลับสู่แนวทางทางการทูตโดยเร็ว

    อีกทั้งที่ประชุมยังได้หารือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีต่ออาเซียนในหลายมิติ โดยเฉพาะการปิดกั้นเส้นทางขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตด้านเศรษฐกิจและพลังงานในอนาคต ในการนี้ ไทยจึงเสนอแนวทางรับมือโดยใช้ประโยชน์จากกลไกที่มีอยู่ของอาเซียน อาทิ (1) การกระชับความร่วมมือด้านกงสุลผ่านเครือข่ายของสถานทูตในพื้นที่ เพื่อคุ้มครอง ช่วยเหลือ และอพยพประชาชนในยามวิกฤตร่วมกัน (2) การยกระดับความร่วมมือภายใต้ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียนให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยเรื่องที่ต้องพัฒนาร่วมกันคือพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาด การหาความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เพื่อให้การช่วยเหลือสนับสนุนประเทศไทย และ (3) การเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล 

    สำหรับการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะนี้ที่อิหร่าน คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับ ได้อพยพออกหมดแล้ว จำนวน 116 คน และกลุ่มสุดท้ายจะมาถึงในวันที่ 14 มีนาคม 2569 โดยจะมีข้าราชการและครอบครัวเดินทางกลับมาด้วย แต่คนที่ยังเหลืออยู่เนื่องจากประสงค์ที่จะอยู่ต่อ ยืนยันว่าไทยพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือหากมีการร้องขอ ส่วนของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบด้วย ยูเออี บาห์เรน กาตาร์ คูเวต โอมาน อิรัก เลบานอน อิสราเอล และจอร์แดน ที่ได้อำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ มีทั้งหมด 584 คน แต่มีอีก 23 คน เดินทางต่อไปยังประเทศอื่น ขณะนี้มีแรงงานไทย อยู่ประมาณ 50,000 – 60,000 คน แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ต่อ และทางรัฐบาลอิสราเอลยังสามารถควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศได้ โดยสกัดกั้นการโจมตีต่าง ๆ และออกมาตรการดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยและต่างชาติ

    ขณะที่การสู้รบเป็นปัจจัยที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้ประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 ร่วมกับคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ โดยนางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว) รับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big – Act Small – Move Right คือคิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้นรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ (Market Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป

    ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประชุมหารือผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อพิจารณามาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยว นำเสนอต่อศูนย์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของรัฐบาล ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ศูนย์ฯ เร่งพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจใน 4 ด้าน ได้แก่ (1) น้ำมันเชื้อเพลิง (2) พลังงาน (3) การท่องเที่ยว และ (4) การขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรป ที่เดินทางเปลี่ยนเครื่องบิน ณ สนามบินในตะวันออกกลาง รวมถึงต้นทุนราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและการปรับเปลี่ยนเส้นทางบินเป็นการบินตรงหรือเส้นทางการบินเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่ง ททท. ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะสรุปประเด็นสำคัญเพื่อนำไปบูรณาการการทำงานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำไปกำหนดมาตรการด้านการท่องเที่ยวเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/485297&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rkZGC_2eZ0Xh3Y4Y62SsR

  • “เพื่อไทย” ประชุม สส.ก่อนเปิดประชุมสภาฯ พร้อมเดินหน้าผลักดัน 47 กฎหมายเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    “เพื่อไทย” ประชุม สส.ก่อนเปิดประชุมสภาฯ พร้อมเดินหน้าผลักดัน 47 กฎหมายเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    “เพื่อไทย” ประชุม สส.ก่อนเปิดประชุมสภาฯ พร้อมเดินหน้าผลักดัน 47 กฎหมายเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง “ยศชนัน” ให้กำลังใจ สส. ชี้ต้องเรียนรู้-ปรับยุทธศาสตร์ ทำทุกพื้นที่ไม่ใช่แค่ที่ได้เข้าสภาฯเชื่อหาก 4 ปีนี้ทำได้ดี “เพื่อไทย” กลับมาแน่นอน ด้าน “จุลพันธ์” ปลุกใจเร่งทำงานชี้ชะตาอนาคตพรรค หวังการทำงานในนิติบัญญัติครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าในอดีต

    วันนี้ (14 มี.ค.69) 10.30 น. พรรคเพื่อไทย จัดการประชุม สส.พรรคเพื่อไทยเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภาชุดที่ 27 รวมถึงการเตรียมเดินหน้าผลักดัน 47 กฎหมายเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่จะผลักดันในสภาฯและการกำหนดทิศทางในการโหวตประธานสภาและรองประธานสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคมนี้ นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี สส.ของพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    นายยศชนัน กล่าวว่า ต้องให้กำลังใจผู้สมัครทุกคนที่ครั้งนี้อาจจะไม่สามารถเข้ามากับเราได้ ตนมีความรู้สึกว่าแต่ละท่านสมควรอย่างยิ่งที่จะได้เป็นผู้แทนราษฎรของพวกเรา การมีส่วนร่วมของทุก ๆ คน ตนลงไปหลายพื้นที่ได้พูดคุยกับผู้สมัครทุกคน สิ่งที่เป็นเสียงสะท้อนในพื้นที่เราจะทยอยลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับทุกคน ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะทยอยทำตรงนี้ด้วยกลไกที่สามารถทำได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถดำเนินการและคิดเองได้ทั้งหมด ในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้จะพยายามพบปะพูดคุยกับแต่ละคนเป็นการส่วนตัวเพื่อรับฟังความเห็นของแต่ละคนและนำมาปรับในการทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งต้องเปิดใจพูดคุยด้วยกัน

    นายยศชนัน กล่าวต่อว่า หลายอย่างที่แต่ละท่านสะท้อนเข้ามา ตนรับทราบและจะพยายามปรับในอีก 4 ปีข้างหน้า เราสามารถจะกลับมาได้ สิ่งสำคัญคือการที่เราสามารถแสดงผลงานใน 4 ปีนี้อย่างเต็มที่ ตนก็เป็นหน้าใหม่ก็ต้องรับฟังความเห็นทุกคน หากมีอะไรที่คิดว่าเราควรทำสามารถเดินมาบอกได้ จะพยายามปรับตัวและทำให้ดีที่สุด ถ้าเราทำใน 4 ปีนี้ได้ดีที่สุดตนมั่นใจว่าครั้งหน้าเรากลับมาแน่นอน และพยายามมองว่าทุกวันหลังจากนี้ที่เราเริ่มพบปะประชาชนเป็นวันที่เราพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ทันที เรามีเวลา 4 ปีก็ต้องทำให้เต็มที่ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่เราได้เพียงอย่างเดียว เรียนรู้และปรับยุทธศาสตร์กันไปน่าจะทำให้เรากลับมาอีกครั้งได้

    นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า ลักษณะนิสัยของตนบางครั้งอาจจะดูหน้าตึง ยิ้มบ้างไม่ยิ้มบ้าง แต่หลังจากนี้จะเริ่มพิสูจน์ตัวเองกับแต่ละคนว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร และย้ำว่าเราสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ และในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเราไม่ได้หยุด เราเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่สภาฯ และในวันที่เริ่มเปิดสภาฯเราจะเสนอกฎหมายในแบบที่ประชาชนคิดว่านี่คือพรรคที่เป็นความหวัง และขอให้กำลังใจทุกคน

    นายจุลพันธ์ กล่าวเปิดการประชุมว่า ขึ้นอยู่กับการทำงานของตัวผู้สมัครโดยเฉพาะผู้สมัครเขตเลือกตั้ง ซึ่งคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ถือว่าเป็นคนที่เก่งมากในการฟันฝ่าพายุอุปสรรคและการแข่งขันที่หนักหน่วงด้วยปัจจัยและโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อพรรคเรา แต่ยังสามารถฟันฝ่าเข้ามาได้ก็ต้องขอบคุณในความทุ่มเท ขณะที่ในส่วนของพรรคยังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงหรือที่เราเรียกว่าการยกเครื่อง และเราก็ต้องทำต่อไปส่วนที่เราได้ทำงานในส่วนกลางช่วง 2-3 สัปดาห์ พรรคได้มีการจัดเวิร์กชอปและมีตัวผู้สมัคร สส.ที่ผ่านและไม่ผ่านการเลือกตั้งรวมถึงผู้บริหารพรรคได้เข้ามาประชุมหลายรอบ พร้อมทั้งถอดบทเรียนที่เป็นประโยชน์กับทางพรรคมาก ซึ่งเราจะนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้พรรคมีความเข้มแข็งขึ้น มีความเป็นสถาบันทางการเมืองมากขึ้น และสามารถเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า

    นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้เรามีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าเข้าสู่การร่วมรัฐบาล ซึ่งในเรื่องการเจรจาร่วมรัฐบาลได้จบสิ้นสมบูรณ์ ส่วนในเรื่องของการแบ่งกระทรวงเรายังไม่ได้พูดกัน ซึ่งการทำงานไปข้างหน้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญกับการทำงานให้กับประชาชน โดยตนเชื่อว่าประสบการณ์และความรู้ความสามารถของทุกคนจะสามารถผลักดันขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาลและการทำงานในสภาฯให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    “พวกท่านที่เป็นตัวแทนที่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ภารกิจครั้งนี้ของท่านอาจจะหนักกว่าเก่า ทางพรรคคาดหวังว่าการทำงานในฐานะนิติบัญญัติของเราในครั้งนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าในอดีต พวกผมคาดหวังว่าเราจะเห็นการประชุมสภาฯที่ครบถ้วน เห็นการลงมติครบร้อยเปอร์เซ็นต์ในการขับเคลื่อนในเรื่องของกฎหมาย” นายจุลพันธ์ กล่าว

    ทั้งนี้ ในช่วงท้ายการประชุมจะมีการหารือเรื่องการนำเสนอกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะเรายังคงยึดมั่นในการสร้างให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อนก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในความเป็นพรรคการเมืองตั้งแต่สมัยที่แล้วที่ได้เป็นรัฐบาลจนถึงครั้งนี้ ก็มีกฎหมายหลายฉบับที่ต้องผลักดันเข้าสู่สภาฯ

    นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า เราเป็นพรรคการเมืองที่เปิดกว้าง อำนาจและสิทธิในการผลักดันกฎหมายเป็นของท่าน หากมีกฎหมายหรือญัตติที่เห็นสมควรในสภาฯก็จะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยกันสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาพื้นที่และประเทศต่อไป

    นายจุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำงานของพวกเราจะเป็นตัวชี้ชะตาพรรคในการเลือกตั้งครั้งถัดไปด้วย ฉะนั้นการทำงานอย่างเข้มแข็งของพวกเราทุกคนจะเป็นตัวช่วยพวกเราในการเลือกตั้งครั้งหน้า และที่สำคัญจะเป็นการช่วยให้พรรคกลับมาแข็งแรง ช่วยเพื่อนของพวกเราหลายคนที่พลาดหวังได้มีโอกาสกลับมาทำงานในสภาฯ อย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทางพรรคพร้อมที่จะเป็นลมใต้ปีกให้กับ สส.ทุกคน พร้อมที่จะสนับสนุนงานของ สส.ทุกคนในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/283698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u8psWlodYCQO6eTO9T7MV

  • พรรคเพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    พรรคเพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  แถลงข่าวร่วมกันที่พรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ โดยประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    ทั้งนี้การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม
    ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

    1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ
    เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

    2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ
    เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

    3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ
    เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

    4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ
    เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    นายจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

    จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

    สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

    1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู
    ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

    2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา
    ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

    3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง
    ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

    4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ
    เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

    ศ.ดร.ยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    “ทั้งนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    ส่วนด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวสรุปรวมว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    พร้อมย้ำว่าพรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน 

    พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

    “พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐกล่าว.

    เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยอาจได้รับกระทรวงด้านสังคมเป็นหลัก เช่น กระทรวงด้านการศึกษา ซึ่งอาจสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองได้ยากกว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคง นายยศชนันมองว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน การทำงานของภาครัฐมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม เทคโนโลยี และภัยพิบัติ ทำให้ไม่มีกระทรวงใดสามารถทำงานเพียงลำพังได้  ไม่ว่าพรรคจะได้ดูแลกระทรวงใด ก็สามารถสร้างผลงานได้เช่นกัน เพราะทุกกระทรวงจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน และน่าจะหมดยุคที่แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าไปข้างหน้าด้วยความร่วมมือและความสามัคคี 

    ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลในช่วง 4 ปี ข้างหน้าว่า ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์อนาคตทางการเมืองของพรรค โดยพรรคได้หารือกันเบื้องต้นว่า ในช่วงเวลาของรัฐบาลชุดนี้ สมาชิกทุกคนต้องทำงานอย่างจริงจัง เพื่อให้การบริหารประเทศเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคได้กำชับ ส.ส. ให้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน เนื่องจากการเมืองในปัจจุบันต้องสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริง

    ระยะเวลา 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทุกฝ่ายในพรรคต้องร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับโอกาสที่ได้รับ และสร้างการเติบโตให้กับพรรคในอนาคต พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังมีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพของพรรคให้เติบโตทางการเมืองต่อไปในอนาคต หลังจากเคยเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในอดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/739393&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw128jIKoFjBs0WhtCpjNam5

  • เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร” สู่ขุนพลข้างกายหลายรัฐบาล

    เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร” สู่ขุนพลข้างกายหลายรัฐบาล

    เปิดเส้นทาง “ลูกท็อป” ลูกไม้ใต้ต้น “มังกรสุพรรณ” บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ ในการสานฝันต่อให้กับตระกูล “ศิลปอาชา”

    นายวราวุธ เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2516 เป็นบุตรชายคนเล็กของนายบรรหาร และคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา เริ่มต้นชีวิตการศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก่อนบินลัดฟ้าไปคว้าปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตจาก University College London (UCL) และปริญญาโท MBA ด้านการเงินจาก University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา รากฐานการศึกษาที่แข็งแกร่งทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่มีทักษะการสื่อสารระดับสากลและมีความคิดที่เป็นระบบ

    ก้าวย่างแรกบนเส้นทางการเมือง เขาเริ่มต้นเส้นทางตามรอยบิดาด้วยการเป็น สส. สุพรรณบุรี สังกัดพรรคชาติไทย ตั้งแต่ปี 2544 ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แม้จะเคยเผชิญมรสุมการเมืองถูกตัดสิทธิ 5 ปีจากคดียุบพรรคชาติไทย แต่เขาก็ไม่ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ โดยหันไปทำหน้าที่ประธานสโมสรฟุตบอลสุพรรณบุรี เอฟซี จนสร้างชื่อให้ทีมฟุตบอลท้องถิ่นโด่งดังไปทั่วประเทศ

    เมื่อกลับคืนสู่สังเวียนการเมืองในนาม “พรรคชาติไทยพัฒนา” นายวราวุธได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีผลงานเด่นเรื่องการรณรงค์แบนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และการแก้ปัญหาโลกร้อนในเวทีระดับโลก

    ต่อมาในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้าน การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มุ่งเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบาง เด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นภารกิจท้าทายในการวางรากฐานทางสังคมให้แข็งแกร่ง

    ด้านชีวิตส่วนตัว นายวราวุธสมรสกับนางสุวรรณา ศิลปอาชา ผู้เป็นกำลังหลักในวงการกีฬาไอซ์สเก็ตของไทย มีบุตรด้วยกัน 3 คน ซึ่งลูกสาวคนโต “น้องเทมส์” ก็ดำเนินรอยตามมารดาด้วยการเป็นนักกีฬาฟิกเกอร์สเก็ตติ้งทีมชาติไทย สะท้อนให้เห็นภาพครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับทั้งงานเมืองและงานกีฬาควบคู่กัน

    การขยับมารับตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรมของนายวราวุธในครม. “อนุทิน 2” ถูกมองว่าเป็นจังหวะสำคัญในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย โดยดึงเอาภาพลักษณ์นักการเมืองหัวสมัยใหม่และ “มือประสานสิบทิศ” มาเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างนโยบายรัฐและภาคธุรกิจเอกชน โดยมี 3 ภารกิจหลักพลิกโฉมวงการอุตสาหกรรม Industrial Green Transformation นำประสบการณ์จากกระทรวงทรัพยากรฯ มาปรับเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เข้าสู่มาตรฐาน Net Zero เพื่อรับมือกับมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อม

    EV Ecosystem & Hub เร่งผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค SME Digitalization ปฏิรูปผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นการเข้ามารับหน้าที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การดูแลโรงงาน แต่เป็นการนำ “ความยั่งยืน” มาเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920027&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gzIF_MbJ9KyAXHYPDHB14

  • ด่วน! ก.พลังงานแจ้งจับตา 15-17 มี.ค. ประชาชนแห่เติม แนะให้คันละไม่เกิน 500 บาท | เดลินิวส์

    ด่วน! ก.พลังงานแจ้งจับตา 15-17 มี.ค. ประชาชนแห่เติม แนะให้คันละไม่เกิน 500 บาท | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การแก้ปัญหาราคาพลังงาน จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลต่อราคาพลังงาน ทั่วโลก แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ “เดลินิวส์” ว่า ล่าสุดกระทรวงพลังงาน ได้แจ้งไปยังพลังงานจังหวัด ขอความร่วมมือพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด ช่วยตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่รับผิดชอบว่า แต่ละสถานีมีปริมาณน้ำมันคงเหลือเพียงพอต่อการจำหน่ายหรือไม่ และขอให้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน คาดว่าประชาชนอาจเดินทางไปเติมน้ำมันเป็นจำนวนมากในช่วงวันที่ 15-17 มี.ค. ภายหลังจากที่รัฐบาลมีการประกาศปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน

    ทั้งนี้ขอให้พลังงานจังหวัดช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการนำเข้าและผลิตน้ำมันตามปกติ ปริมาณน้ำมันในระบบยังมีเพียงพอ แต่ช่วงนี้มีประชาชนเดินทางไปเติมน้ำมันพร้อมกันจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้บางสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันหมดเร็วกว่าปกติ ดังนั้นการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันในช่วงนี้ จึงเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อป้องกันการกักตุน และเพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างทั่วถึง จนกว่าสถานการณ์การเติมน้ำมันจะกลับสู่ภาวะปกติ

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ค้าน้ำมันบางรายได้เริ่มกำหนดแนวทางจำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน เพื่อป้องกันการกักตุน กรมธุรกิจพลังงานเห็นควรเสนอแนวทางให้สถานีบริการอื่น ๆ พิจารณาดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ดังนี้

    รถยนต์ 4 ล้อ แนะนำให้จำหน่ายไม่เกิน 500 บาท/คัน

    รถยนต์ 6 ล้อขึ้นไป แนะนำให้จำหน่ายไม่เกิน 1,000 บาท/คัน

    รถของหน่วยงานราชการหรือรถที่ปฏิบัติภารกิจสาธารณประโยชน์ ขอให้สถานีพิจารณาจำหน่ายตามความเหมาะสม

    การเติมน้ำมันใส่ภาชนะบรรจุ ขอให้งด เว้นแต่ เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็น โดยจำกัดไม่เกิน 3,000 บาท/ราย/วัน

    นอกจากนี้ขอความร่วมมือพลังงานจังหวัดรวบรวมข้อมูลสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ โดยเน้นสถานีบริการที่ปิดบริการ และขาดน้ำมันบางชนิดนานผิดปกติ และรายงานให้กรมธุรกิจพลังงานทราบ เพื่อจะได้ประสานซัพพลายเชนของโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ในการเร่งจัดส่งน้ำมันให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที “หากพบพฤติการณ์กักเก็บน้ำมันหรือไม่จำหน่ายตามปกติ ขอให้รายงานกรมธุรกิจพลังงานโดยเร่งด่วน เพื่อพิจารณาดำเนินตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”

    ล่าสุดปั๊ม ปตท. ได้ส่งหนังสือถึงดีลเลอร์เจ้าของปั๊ม ปตท. ขอให้แนะนำการจำหน่ายรถยนต์ 4 ล้อ ไม่เกิน 500 บาทต่อคัน และรถยนต์ 6 ล้อขึ้นไป แนะนำให้จำหน่ายไม่เกิน 1,000 บาทต่อคัน ส่วนรถใช้ฟีด การ์ด แนะนำจำหน่ายไม่เกิน 3,000-5,000 บาทต่อคัน ส่วนรถหน่วยงานราชการที่ปฏิบัติภารกิจสาธารณประโยชน์ เช่น รถดับเพลิง รถกู้ภัย รถบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน รถหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน รถพยาบาลสภากาชาดไทย หรือหน่วยงานช่วยเหลือประชาชน ให้จำหน่ายตามความเหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5687973/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fms7bSmY2jSDPWvIyDmcY

  • คนรักพระ : บิ๊กเซียน ‘ตี๋เหล้า ท่าพระจันทร์ ถ่ายทอดประสบการณ์พระเครื่อง | เดลินิวส์

    คนรักพระ : บิ๊กเซียน ‘ตี๋เหล้า ท่าพระจันทร์ ถ่ายทอดประสบการณ์พระเครื่อง | เดลินิวส์

    เฮียตี๋เหล้า คร่ำหวอดเรื่องพระเครื่องมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น ยามว่างก็เปิดบ้านริมน้ำท่าพระจันทร์ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์สู่นักสะสมรุ่นใหม่ แนะนำด้วยปากเปล่า สื่อด้วยตัวอักษรและภาพในรูปแบบของหนังสือ ซึ่งพิมพ์หลายเล่ม อาทิ หนังสือคู่มือเครื่องรางยอดนิยม หนังสือพระเบญจภาคีและพระเนื้อผงยอดนิยม หนังสือคู่มือการดูพระอย่างถูกวิธี เป็นต้น ล้วนมีคุณค่าแก่นักอนุรักษ์และวงการพระเครื่อง

    สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่

    “ผมภูมิใจในงานเขียนหนังสือที่สุดในชีวิต บางเล่มเรียบเรียงข้อมูลนานกว่า 2 ปี เจตนาดีและตั้งใจแนะนำแนวทางในการศึกษาและดูเครื่องรางชนิดต่าง ๆ ให้กับผู้นิยมสะสมเครื่องรางอย่างถูกต้องจริง ๆ ให้ความรู้กันตั้งแต่กรรมวิธีการสร้างแต่ละชนิด เช่น เสือ หนุมาน สิงห์ คชสีห์ มักใช้เครื่องมือในการแกะคล้าย ๆ กัน ส่วนเบี้ยแก้ หมากทุย เคล็ดลับให้สังเกตจากลายถักและรักที่แต่ละชิ้น ส่วนตะกรุดชนิดต่าง ๆ ล้วนมีกรรมวิธีการสร้างแตกต่างกัน ทั้งหมดนี้ศึกษาได้จากอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการทำ ซึ่งเป็นประโยชน์กับคนเล่นพระ ใช้ยึดถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องต่อไป” เฮียตี๋เหล้ากล่าว

    สมเด็จบางขุนพรหม
    คราบไขบางขุนพรหม

    และย้ำชัดเจนว่า ขณะนี้เว็บไซต์ท่าพระจันทร์ดอทคอมทะยานเป็นอันดับหนึ่งในใจคนเล่นพระในปัจจุบัน ยอดผู้เข้าชมวันละกว่า 1 แสนครั้งจากทั่วโลก และมาออกใบรับรองพระแท้กันทุกวัน เรามุ่งมั่นพัฒนาใช้บัตรแบบใหม่ สวยกว่าเดิม ควบคู่กันทั้งภาษาไทย-อังกฤษ เปิดบริการจันทร์-เสาร์ เวลา 10.00-18.00 น.(หยุดวันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์)ที่สำนักงานชั้น 2 ท่ามหาราช หรือบ้านริมน้ำตลาดท่าพระจันทร์ ภายใน 10 นาทีออกบัตรทันที หากตรวจสอบแล้วแท้มาตรฐาน ส่วนพวกไม่รู้วัดก็ไม่ออกบัตรและไม่คิดค่าบริการ

    สิงห์งาเเกะหลวงพ่อเดิม

    สิ่งสำคัญ เฮียตี๋เหล้า ฝากเตือน คนรุ่นใหม่เรามีแนวคิดใหม่ ๆ ตลอดเวลา เทคโนโลยีก้าวไว เราหยุดยิ่งไม่ได้ ตอนนี้เราสนับสนุนคนเล่นพระแท้ ทำโล่ประกาศเกียรติคุณมอบให้เจ้าของพระสวยที่มาออกใบรับรองกับเราด้วย.

    ซูเปอร์มู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5681760/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QQXCFm2hSDOjNlzToi9QN

  • “จุลพันธ์” เปิดเกมสภาฯ ดันกฎหมาย 47 ฉบับ ลั่นปฏิรูปประเทศ ยกระดับไทยสู่ “ประเทศรายได้สูง”

    “จุลพันธ์” เปิดเกมสภาฯ ดันกฎหมาย 47 ฉบับ ลั่นปฏิรูปประเทศ ยกระดับไทยสู่ “ประเทศรายได้สูง”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/134834&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-SHTx81QxysyEaXR88wU2