Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล

    โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล

    โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล’ภูมิใจไทย’มาแรง ปชช.เชื่อมั่น ยก’ปชน.’ตัวตึงฝ่ายค้าน

    วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.09 น.

    15 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาล ในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952738&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qjnRUUew3NIIW9IU4r2j8

  • โรงเรียนเลยพิทยาคม จัดโครงการ “จิตสาธารณะประโยชน์ เพื่อพัฒนาห้องเรียนคุณภาพ” | เดลินิวส์

    โรงเรียนเลยพิทยาคม จัดโครงการ “จิตสาธารณะประโยชน์ เพื่อพัฒนาห้องเรียนคุณภาพ” | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ดร.จิตติศักดิ์ นามวงษา ผู้อำนวยการโรงเรียนเลยพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ตนพร้อมคณะผู้บริหาร และครูงานแนะแนว กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ฝ่ายบริหารวิชาการ นำคณะนักเรียนจิตอาสาโรงเรียนเลยพิทยาคม จำนวนกว่า 300 คน จัดโครงการ “จิตสาธารณะประโยชน์ เพื่อพัฒนาห้องเรียนคุณภาพ” ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีจิตอาสาที่ดี มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนปลูกฝังความเสียสละ ณ โรงเรียนบ้านนาสีสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 59 ต.จอมศรี อ.เชียงคาน จ.เลย

    โดยมีนายนพรินทร์ สุบินรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาสีสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 59 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 คณะครู นักเรียน และนายพีรพจน์ หมื่นหาวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจอมศรี นายอุบล สมเพชร กำนันตำบลจอมศรี ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้นำชุมชน ได้ให้ความร่วมมือ อำนวยความสะดวก พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เกิดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการทุกประการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5688011/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K2VSOh8ULC4eb-26XrZZg

  • หอการค้าอุดรธานี ห่วงวิกฤตน้ำมันกดดันเศรษฐกิจฐานราก ต้นทุนธุรกิจพุ่ง เกษตรกรเสี่ยงผลกระทบจากน้ำมันไม่เพียงพอ

    หอการค้าอุดรธานี ห่วงวิกฤตน้ำมันกดดันเศรษฐกิจฐานราก ต้นทุนธุรกิจพุ่ง เกษตรกรเสี่ยงผลกระทบจากน้ำมันไม่เพียงพอ

    วันที่ 15 มี.ค.69 นายกัณฑ์พงศ์ สุระวรรณวิจิตร ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ให้สัมภาษณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนและปริมาณน้ำมันที่เริ่มตึงตัว ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ระบุว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการหลายภาคส่วนต้องเผชิญต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10–20% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีการปรับราคาสูงขึ้นแล้วประมาณ 5–15% ส่งผลต่อราคาสินค้าในห่วงโซ่การผลิตและมีแนวโน้มกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง “สถานการณ์พลังงานในปัจจุบันถือเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจภูมิภาค หากไม่มีมาตรการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอและรักษาเสถียรภาพด้านราคา อาจทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างและกระทบต่อประชาชนโดยตรง“ พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งกำหนด แผนสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 60–90 วัน ควบคู่กับมาตรการพยุงราคาพลังงานในช่วงภาวะวิกฤติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในภูมิภาค

    ด้าน นายจิณณ์ ชัยรัตน์ รองประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ฝ่ายพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาปริมาณน้ำมันที่ไม่เพียงพอเริ่มส่งผลต่อ การขนส่งผลผลิตทางการเกษตร อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรหลักของจังหวัด เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบขนส่งต่อเนื่องไปยังตลาดปลายทาง “ขณะนี้เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการด้านการขนส่งบางส่วนเริ่มประสบปัญหา น้ำมันไม่เพียงพอต่อการลำเลียงผลผลิต ทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นแล้วไม่น้อยกว่า 15% และมีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะตกค้างหรือส่งมอบล่าช้า ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง”

    รองประธานหอการค้าฯ ยังเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือในภาคการเกษตร เช่น การจัดสรรน้ำมันสำหรับภาคการขนส่งสินค้าเกษตร การสนับสนุนค่าขนส่ง และการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวลุกลามกระทบต่อกำลังซื้อและเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ ทั้งนี้เห็นว่าการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ จะมีส่วนสำคัญในการประคองเศรษฐกิจฐานราก ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเกษตรกร และสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจจังหวัดในระยะต่อไป

    ภูมิภาค-66

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/134943&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Iz8o6XUPtz4oWmjHiS__g

  • “นิพนธ์” เปิดมหกรรมไท้เก๊กมังกรหาดใหญ่ ดึงกว่า 2,000 คนร่วมฟื้นพลังเมืองท่องเที่ยว

    “นิพนธ์” เปิดมหกรรมไท้เก๊กมังกรหาดใหญ่ ดึงกว่า 2,000 คนร่วมฟื้นพลังเมืองท่องเที่ยว

    นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงาน มหกรรมไท้เก๊กมังกรหาดใหญ่ ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมวัฒนธรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

    พร้อมทั้งสร้างพื้นที่ให้ประชาชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และเชื่อมโยงสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

    ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน จากทั่วประเทศ รวมถึงผู้ร่วมกิจกรรมจากประเทศมาเลเซีย สะท้อนให้เห็นถึงพลังของกิจกรรมสร้างสุขภาพที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนและสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่หาดใหญ่ได้อย่างคึกคัก

    นายนิพนธ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันในช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากอำเภอหาดใหญ่และหลายพื้นที่ของจังหวัดสงขลาเผชิญเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่

    ซึ่งทุกฝ่ายได้ร่วมกันฟื้นฟูและช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ จนสถานการณ์กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

    “การจัดกิจกรรมในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญว่า หาดใหญ่กลับมาพร้อมแล้ว ทั้งในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ การต้อนรับนักท่องเที่ยวและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจของจังหวัดสงขลากลับมาคึกคัก และเดินหน้าต่อในฐานะเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้”นายนิพนธ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/739406&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lc7Lury_CwQ2CNbSCtj9C

  • สอวช.ดันนวัตกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    สอวช.ดันนวัตกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

    สอวช.ดันนวัตกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้านเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต หลายภูมิภาคทั่วโลกต่างเร่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ที่ถือเป็นหนึ่งในอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ และตัวชี้วัดความอยู่รอดทางเศรษฐกิจระดับมหภาค เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

    ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก จึงจำเป็นต้องยกระดับอุตสาหกรรมอาหารจากระบบการผลิตแบบดั้งเดิม สู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเสริมความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ตระหนักถึงความสำคัญของการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนดังกล่าว จึงได้มีการผลักดันยุทธศาสตร์ “Future Food” หรือ อาหารแห่งอนาคต ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ และอาหารเฉพาะบุคคล รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนของประเทศ (Protein Transition) เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงจาก Supply Chain Disruption ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติหรือสงคราม ซึ่งอาจทำให้การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพดจากต่างประเทศขาดแคลน หรือมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “Plant-Rich Food System” หรือระบบอาหารพืชนำ ที่สามารถพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศได้เกือบทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดการนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรของไทย

    ดร.สุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ Future Food สอวช. ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ อาหารเฉพาะบุคคล โปรตีนทางเลือก รวมถึงอาหารพืชนำ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

    หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ การจัดทำบัญชีสารสำคัญ (Positive List) สำหรับรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพบนฉลากอาหาร ซึ่งช่วยสร้างมาตรฐานและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมทั้งพัฒนากลไกแซนด์บ็อกซ์ด้านอาหารอนาคต เพื่อสนับสนุนการทดสอบและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน สอวช. ยังผลักดันแนวคิด Plant-Rich Diet เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ โดยมุ่งพัฒนาพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ ให้เป็นคลังอาหารสำรองของประเทศ นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยหากประชากรไทยเพียง 10% ปรับพฤติกรรมมาบริโภคอาหารแบบ Plant-Rich Diet จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตอาหาร

    ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า ในระยะต่อไป สอวช. มีแผนเร่งขยาย Positive List เพิ่มกว่า 20 รายการ พร้อมพัฒนากลไก คอนซอร์เทียมด้านเทคโนโลยีการสกัดและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนด้านอาหารอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่เข้มแข็งของประเทศ

    “ปัจจุบันอุตสาหกรรม Future Food ของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดภายในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี 2570 จะเพิ่มเป็น 220,000 ล้านบาท และ 280,000 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค การขับเคลื่อน Future Food จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของโลกในยุควิกฤติ ทั้งจากสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต” ดร.สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/952749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10kNj5W50L6Ogz-demxlzG

  • Fed สหรัฐฯ คาดคงดอกเบี้ยเดิม ท่ามกลางสงครามอิหร่านส่งกระทบเศรษฐกิจ

    Fed สหรัฐฯ คาดคงดอกเบี้ยเดิม ท่ามกลางสงครามอิหร่านส่งกระทบเศรษฐกิจ

    ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์หน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านที่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดการเงินโลก ขณะเดียวกันข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ก็เริ่มสะท้อนสัญญาณชะลอตัวมากขึ้น

    Fed มีกำหนดเริ่มการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเป็นเวลา 2 วันในวันอังคารหน้า ก่อนประกาศอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในวันถัดไป โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้ง ก่อนจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    ภารกิจคู่ของธนาคารกลาง

    ภารกิจหลักของ Fed คือการรักษาเสถียรภาพเงินเฟ้อให้อยู่ใกล้ระดับเป้าหมายระยะยาวที่ 2% ควบคู่กับการสนับสนุนการจ้างงานให้สูงสุด

    เกรกอรี ดาโค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ EY-Parthenon ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับ Fed “นี่เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับ Fed เพราะแรงกระแทกจากฝั่งอุปทานเป็นสิ่งที่จัดการได้ยาก และมักทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นพร้อมกับการลดลงของผลผลิต”

    ทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักดันราคาน้ำมันโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อโดยรวม และกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่านโยบายการเงินของ Fed มีแนวโน้มจะยังไม่เปลี่ยนแปลงในระยะสั้น

    ความท้าทายด้านการเมือง

    ประเด็นค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนยังคงเป็นวาระการเมืองสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งระบุว่าราคาสินค้าเริ่มปรับตัวลดลง แม้ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงกังวลต่อราคาสินค้าจำเป็นที่อยู่ในระดับสูง

    ทรัมป์ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed อย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยังส่งสัญญาณอาจดำเนินคดีทางอาญากับพาวเวลล์ จากกรณีการตรวจสอบค่าใช้จ่ายในโครงการปรับปรุงอาคารของ Fed ที่มีมูลค่าเกินงบประมาณ

    ข้อมูลเศรษฐกิจน่าเป็นห่วง

    แม้เงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ จะลดลงจากระดับสูงสุดที่ 9.1% ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ

    ไดแอน สวองค์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ KPMG ระบุว่า “ต่างจากหลายประเทศที่สามารถนำเงินเฟ้อกลับสู่เสถียรภาพได้แล้ว สหรัฐฯ ผ่านมาเกือบ 5 ปี แต่ยังไม่สามารถกลับสู่เสถียรภาพด้านราคาได้อย่างแท้จริง”

    ขณะเดียวกัน ข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดยังสร้างความกังวล หลังสหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานกว่า 92,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.4%

    นักวิเคราะห์มองว่า แม้อัตราการว่างงานโดยรวมยังดูค่อนข้างทรงตัว แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจซ่อนความผันผวนที่กำลังก่อตัวอยู่ในตลาดแรงงาน

    แนวโน้มอนาคต

    ดาโคประเมินว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ มีแนวโน้มทำให้ Fed เลือกคงอัตราดอกเบี้ยต่อไป “เป็นระยะเวลานาน” ขณะที่นักลงทุนในตลาดเริ่มปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในปีนี้

    อย่างไรก็ตาม สวองค์ชี้ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ยังไม่ถูกตัดออกจากความเป็นไปได้ หากแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

    “นี่ไม่ใช่เส้นทางแบบทิศทางเดียว” สวองค์กล่าว พร้อมเปรียบสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ว่า
    “เราเหมือนกำลังยืนอยู่ที่สี่แยกที่วุ่นวาย และสัญญาณไฟจราจรก็ยังใช้การไม่ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fed-expected-hold-rates-iran-war-impact-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TNqQtSsaK6GMmxuMA6qnk

  • ปั๊มบางจาก ยกเลิกจำกัดเติม 700 บาทแล้ว เปิดทางเลือกปั๊มราคาถูกกว่า 30 สตางค์ | เดลินิวส์

    ปั๊มบางจาก ยกเลิกจำกัดเติม 700 บาทแล้ว เปิดทางเลือกปั๊มราคาถูกกว่า 30 สตางค์ | เดลินิวส์

    หลังจากวานนี้ (13 มี.ค.) ปั๊มน้ำมันบางจาก ได้แจ้งปริมาณน้ำมันยังมีเพียงพอ แต่เพื่อให้บริการได้อย่างทั่วถึงระยะยาว จึงขอความร่วมมือ จำกัดการเติมน้ำมันรถ 4 ล้อ ไม่เกิน 700 บาท/คัน/วัน ส่วนรถ 6 ล้อขึ้นไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน และของดเติมน้ำมันใส่ภาชนะบรรจุ (ยกเว้นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องนำภาชนะบรรจุมาเติมน้ำมัน ไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน)

    ส่วนปั๊มน้ำมันแบรนด์อื่นๆ แม้ยังไม่มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ทางผู้ให้บริการปั๊มน้ำมันแต่ละสาขา จะใช้วิธีการขอความร่วมมือกับผู้เข้ามาใช้บริการ ขอให้เติมไม่เกิน 500-1,000 บาท เพื่อกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

    ล่าสุด (14 มี.ค.) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศใหม่ ขอแจ้งว่า บริษัทฯ ยังคงมีน้ำมันจำหน่ายในสถานีบริการตามปกติ ในกรณีที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน สมาชิกบางจาก กรีนไมลส์ ที่รับบริการในวันรุ่งขึ้น จะได้รับ “พอยท์เพิ่ม” เท่ากับส่วนต่างของราคาที่ปรับขึ้น โดยยึดหลัก “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เพื่อช่วยดูแลสมาชิกในช่วงที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัว

    ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงมีผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ E85 พลังงานทางเลือก ราคาประหยัด ให้บริการในหลายพื้นที่ สำหรับผู้ใช้รถที่รองรับเชื้อเพลิงประเภทดังกล่าว

    นอกจากนี้ บางจากฯ ยังมีสถานีบริการแบบ Self-Service ซึ่งมีราคาต่ำกว่าสถานีบริการน้ำมันทั่วไป 30 สตางค์ต่อลิตร ให้บริการใน 40 สาขา เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ใช้รถที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมัน

    บริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการการจัดหาผลิตภัณฑ์และการให้บริการในสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าและพี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5687202/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hqB3sPwHBQbEJyhUlgrW-

  • ประวัติ “บิ๊กดุลย์” นักรบอีสานใต้ เลื่อนจาก รมช. สู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    ประวัติ “บิ๊กดุลย์” นักรบอีสานใต้ เลื่อนจาก รมช. สู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    เปิดประวัติ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เจ้าของฉายา “นักรบแห่งอีสานใต้” จากที่นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐบาลชุดที่แล้ว ผงาดขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นที่จับตาในครม.อนุทิน 2 ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คนต่อไป หลังมีข่าวสะพัดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเป็นคนนั่งควบกระทรวงดังกล่าวเอง เพื่อดูแลฝ่ายความมั่นคง ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และสงครามในตะวันออกกลาง แต่แล้วในช่วงโค้งสุดท้าย ก็หลุดชื่อ บิ๊ก ด. ออกมา จนเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า จะวางตัว พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปัจจุบันนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในครม.อนุทิน 1 ขึ้นเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในครม.อนุทิน 2 แทน

    ประวัติ “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

    สำหรับ พl.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุลย์” เกิดเมื่อ 2 มิถุนายน 2507 ปัจจุบันอายุ 61 ปี เป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ โดยกำเนิด และเป็นบุตรของนายอุดม บุญธรรมเจริญ และนางทองอยู่ บุญธรรมเจริญ (เสียชีวิตแล้วเมื่อปี 2561 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดกลาง (พระอารามหลวง) จังหวัดบุรีรัมย์)

    ชีวิตส่วนตัว สมรสกับ นางสุพิศ บุญธรรมเจริญ อดีตประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทโดดเด่นในการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และดูแลสวัสดิการของครอบครัวกำลังพลในพื้นที่อีสานใต้ มีบุตรด้วยกัน 2 คน

    การศึกษา “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

    พล.ท.อดุลย์ เรียนจบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 (ตท.26) โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    เริ่มรับราชการในพื้นที่อีสานใต้ (สุรินทร์-บุรีรัมย์) ส่วนตำแหน่งที่สร้างชื่อคือ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 26 (ผบ.กรม ทพ.26) ค่ายปักธงชัย/ค่ายบดินทรเดชา ซึ่งเป็นหน่วยรบหลักในการดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา และยังได้รับความไว้วางใจอย่างสูงในเรื่องการบริหารจัดการมวลชนและการข่าวในพื้นที่ชายแดน

    ในช่วงปี 2551-2554 ที่เกิดความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ได้มาดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 234 และต่อมาเป็น รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 23 เป็นผู้นำกำลังเข้าตรึงพื้นที่ในจุดวิกฤต ทั้งบริเวณ ปราสาทเขาพระวิหาร และปราสาทตาควาย-ตาเมือนธม ถือเป็นนายทหารที่ “รู้ซึ้ง” เรื่องภูมิศาสตร์และยุทธวิธีในพื้นที่นี้ดีที่สุดคนหนึ่ง จากนั้นเติบโตขึ้นเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 23 (ผบ.ร.23) ที่เป็นหน่วยรบหลักของอีสานใต้, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 (ผบ.พล.ร.6) และ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งดูแลความมั่นคงตลอดแนวชายแดนอีสานตอนล่าง ก่อนขยับขึ้นสู่ระดับบริหารของกองทัพภาค ในตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2

    ต่อมาในปี 2566 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) คุมพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด 20 จังหวัด เน้นนโยบายสกัดกั้นยาเสพติด ตามแนวลำน้ำโขง และการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตย พล.ท.อดุลย์ ยังเป็นที่เคารพรักของเหล่านักรบชุดดำ ซึ่งเป็นกำลังพลส่วนใหญ่ที่ทำหน้าที่เฝ้าชายแดน และยังได้รับฉายา “นักรบแห่งอีสานใต้” ที่มาจากการรับราชการคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มาเกือบตลอดอายุราชการ

    เส้นทางการเมือง “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

    หลังเกษียณอายุราชการ พล.ท.อดุลย์ ได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลอนุทิน 1 โดยถูกวางตัวให้ดูแลงานด้านความมั่นคงชายแดนและยุทธศาสตร์กองทัพ เนื่องจากมีความเข้าใจลึกซึ้งในปัญหาพื้นที่ไทย-กัมพูชา ทั้งในแง่ยุทธการและการเจรจา เมื่อเข้าสู่ ครม.อนุทิน 2 ชื่อของ พล.ท.อดุลย์ ยังสะพัด ติดโผในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยแหล่งข่าวระบุว่า นอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ. 61 กับนายอนุทินแล้ว ยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น กับ“บ้านใหญ่บุรีรัมย์” มาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นคนพื้นที่เดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920079&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wQ8D4gU-6-X4Y6aXAM3kW

  • ผลโพลเชื่อ เสียงโหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯสูงกว่า 291 เสียง

    ผลโพลเชื่อ เสียงโหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯสูงกว่า 291 เสียง

    Basic RGB

    15 มี.ค. 2569- ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample)ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค
    จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/963281/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Pioh8a2s6nMlwGa7Vzol

  • กรมศุลฯ ตรวจยึด “รองเท้า กางเกง กระเป๋า ถุงมือ และต่างหู ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดตปท.” มูลค่าเสียหายศก.กว่า 13 ล.

    กรมศุลฯ ตรวจยึด “รองเท้า กางเกง กระเป๋า ถุงมือ และต่างหู ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดตปท.” มูลค่าเสียหายศก.กว่า 13 ล.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/134880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UUp7EuM4WZeY9kf1L5H7q