Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ถึงขั้นนี้แล้ว? ชาวบ้านแห่จับบัตรคิว แย่งกันซื้อน้ำมันดีเซลแน่นปั๊ม | เดลินิวส์

    ถึงขั้นนี้แล้ว? ชาวบ้านแห่จับบัตรคิว แย่งกันซื้อน้ำมันดีเซลแน่นปั๊ม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ จ.อุทัยธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีประชาชนจำนวนมาก ได้นำทั้งรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถกระบะ ถจักรยานยนต์ รถสามล้อแดงบรรทุกแกลลอนนํ้ามัน รวมถึงเครื่องมือการเกษตร มาซื้อน้ำมันดีเซล ยังสถานีน้ำมันแห่งหนึ่ง ในเขต อ.ทัพทัน

    ภายหลังทราบว่าจะมีรถบรรทุกน้ำมัน นำน้ำมันมาส่งให้ที่ปั๊มเมื่อช่วงเวลา 15.00 น. ทำให้พนักงานต้องทำบัตรคิวจัดระเบียบให้กับให้ผู้ที่จะมาซื้อน้ำมัน โดยพบว่ามากันอย่างเนืองแน่นปั๊มและจอดรถทั้งสองฟากฝั่งของถนนยาวเหยียด โดยส่วนใหญ่ต้องการซื้อน้ำมันดีเซล ซึ่งทางพนักงานจำกัดให้แค่รายละ 40 ลิตรเท่านั้น เป็นการแบ่งปันและบรรเทาความเดือดร้อน ในช่วงน้ำมันขาดแคลน โดยขายในราคาลิตรละ 30.30 บาท

    สำหรับน้ำมันดีเซล แต่ละรายมีทั้งนำไปใช้กับรถบรรทุกสิบล้อ รถดั๊ม รถไถนา รถตักดิน ซึ่งแต่ละรายยอมรับว่า แม้จะได้น้อย ไม่เพียงพอ แต่ก็ยังได้ เพื่อนำไปใช้ในภาคเกษตร สูบน้ำเข้านา ใช้ในการเตรียมดิน

    ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งด้วยว่า มีชาวบ้านรายหนึ่งนำแกลลอนมาใส่น้ำมัน ในขณะที่วางไว้ที่รถจยย.และเผลอตัว ได้มีขโมยลักเอาแกลลอนน้ำมันไปด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5688112/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TtQS5aTdw7JWFkJPvSxpo

  • ทำไมสงครามตะวันออกกลางรอบนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวสูง 1.1% นักเศรษฐศาสตร์มอง 3 ฉากทัศน์

    ทำไมสงครามตะวันออกกลางรอบนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวสูง 1.1% นักเศรษฐศาสตร์มอง 3 ฉากทัศน์

    นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียได้ทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรือปฏิบัติการในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ ถูกอิหร่านโจมตีแล้วอย่างน้อย 17 ลำ หนึ่งในนั้นคือเรือสินค้าไทย “มยุรี นารี”

    ขณะเดียวกัน โมจตาบา คาเมเนอี ได้ประกาศท่าทีแข็งกร้าว ยืนยันว่าจะเดินหน้าปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวต่อไป ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด วิกฤตครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญของโลก

    ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 1

    แม้หลายประเทศจะตัดสินใจปล่อย น้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านอุปทาน แต่ราคาน้ำมันกลับยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

    นับตั้งแต่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศปล่อยน้ำมันดิบสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นแล้วกว่า 17% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานของตลาดโลก ปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ปัจจัยสำคัญคือการทยอยนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาดต้องใช้เวลา ขณะที่ปริมาณน้ำมันดังกล่าวยังห่างไกลจากปริมาณอุปทานที่อาจหายไป หากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อ ส่งผลให้ความกังวลด้านพลังงานยังคงกดดันตลาดโลกและเศรษฐกิจไทย ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า เหตุการณ์ตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเริ่มส่งผลกระทบคนไทยแล้ว

    ชี้สงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงฉุด GDP ไทยร่วง -1.1% ต้นทุนพลังงาน-ท่องเที่ยวทรุดหนัก

    ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลประเมินวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ‘อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้’

    แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์จะปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 9 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 53.7 แต่สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นภาย หลังการสำรวจได้กลายเป็นปัจจัยลบใหม่ที่สร้างความกังวลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต

    ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 2

    เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบ GDP

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ของสงครามไว้ 3 ระดับ

    1.ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดกระทบ GDP -0.35% ซึ่งมีโอกาสเกิด 45%

    2. สงครามยืดเยื้อ (3 เดือน) ราคาน้ำมันทรงตัวที่ 90 ดอลลาร์ แต่ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น คาดกระทบ GDP -1.1% มีโอกาสเกิด 45%

    3.สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือนขึ้นไป) ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยในปีนี้มีโอกาสติดลบ ซึ่งมีโอกาสเกิด 10%

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ‘ท่องเที่ยว-ส่งออก’ ชะงัก

    โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็น ‘เครื่องยนต์หลัก’ ของไทยได้รับผลกระทบในทันที โดยในสัปดาห์แรกนักท่องเที่ยวจาก ยุโรปและตะวันออกกลางหายไปถึง 18% หรือประมาณ 60,000 คน เนื่องจากปัญหาการปรับปรุงเส้นทางบินและค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น 30-80% จังหวัดภูเก็ตได้รับความเสียหายหนักที่สุด

    โดยมีการแจ้งยกเลิกห้องพักแล้วกว่า 1,311 คืน คิดเป็นรายได้ที่หายไปกว่า 8 ล้านบาทในเบื้องต้น หากสงครามยืดเยื้อถึง 6 เดือน คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมจะสูญเสียถึง 29,250 ล้านบาท

    ขณะที่ด้านการส่งออก สินค้ากลุ่มรถยนต์และเครื่องจักรกลมีความเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะตลาดหลักในตะวันออกกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

    ภาคพลังงานกับแรงกดดันเศรษฐกิจ แนะขยายเพดานตรึงดีเซล

    มากไปกว่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปราะบางสูง เพราะนำเข้าน้ำมันและพลังงานคิดเป็นมูลค่าถึง 5% ของ GDP (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) ก็อยากเสนอให้รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต ในการตรึงราคาน้ำมัน โดยอาจจำเป็นต้องขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 35 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระการอุดหนุนของรัฐและป้องกันภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ

    มองทางออก 5 แนวทาง

    1. บริหารราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่น แม้กองทุนน้ำมันจะเริ่มติดลบอีกครั้ง แต่รัฐควรพิจารณาใช้ “ภาษีสรรพสามิต” เข้ามาชดเชย และอาจจำเป็นต้องขยับเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 32-35 บาทแบบเป็นขั้นบันไดเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะ “ช็อก” ต่อต้นทุนการผลิต

    2. ดูแลภาคขนส่ง รัฐต้องเข้าไปดูแลราคาพลังงานสำหรับผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาหน้าปั๊ม เพื่อป้องกันการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่รุนแรง

    3. แคมเปญ “ไทยปลอดภัย” (Thailand is Safe) เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย (จีน มาเลเซีย อินเดีย) เข้ามาทดแทนตลาดยุโรปที่หายไป โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความปลอดภัยสูงสุด

    4. รณรงค์ประหยัดพลังงานระดับชาติ รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการรณรงค์ให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมถึงพิจารณามาตรการ Work From Home ในช่วงวิกฤตเพื่อลดการใช้น้ำมันและลดปัญหาการจราจร

    5. อัดฉีดสภาพคล่องผ่าน SFI ใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (เช่น ธนาคารออมสิน, SME Bank) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคองสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ป้องกันการเลิกจ้างงาน

    ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 3

    พลังงานโลกสะดุดเศรษฐกิจเสี่ยงเจอภาวะ stagflation

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า ช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันไปในตลาดโลกและไทย คิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการผลิตของโลกต่อวัน (ทั่วโลกผลิตน้ำมันวันละ 100 ล้านบาร์เรล) ปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งออกน้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะกระทบการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซาอุฯ UAE และกาต้าร์

    เมื่อเส้นทางนี้ชะงัก ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับขึ้น 50-140%

    จึงกระทบเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเอเซียและอาเซียน คือ เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าปรับสูงขึ้น

    “หากไม่ผ่านทะเลแดง จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น เรือต้องอ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของแอฟริกา ทำให้ระยะทางเพิ่ม 3,000-5,000 กม. ใช้เวลาเพิ่ม 10-14 วันต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าระวางเพิ่ม และราคาสินค้าปลายทางแพงขึ้น

    ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มสูง จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย”

    ดังนั้น จึงเกิดความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก เพราะดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักของการค้าโลก การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของดอลลาร์ย่อมส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า เมื่อราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวล ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนของแรงกระแทกทาง เศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เตือน ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างวิกฤติด้านอุปทานพลังงาน ซึ่งอาจผลักดันให้เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น

    ขณะเดียวกันเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้เกิดความเสี่ยงของภาวะ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแต่เงินเฟ้อยังเพิ่มสูง

    แม้สงครามจะยุติลง ราคาน้ำมันก็อาจไม่กลับไปสู่ระดับต่ำเหมือนก่อนสงคราม เนื่องจากตลาดจะเพิ่มค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไปในราคาหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

    ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามการประเมินของ Goldman Sachs และหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงสามเดือน ราคาน้ำมันอาจสูงถึง 185 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะถดถอยทั่วโลก

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/middle-east-war-thai-economy-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hRrB_FUfyk8nip_X4461T

  • ด่วน! ก.พลังงานแจ้งจับตา 15-17 มี.ค. ประชาชนแห่เติม แนะให้คันละไม่เกิน 500 บาท | เดลินิวส์

    ด่วน! ก.พลังงานแจ้งจับตา 15-17 มี.ค. ประชาชนแห่เติม แนะให้คันละไม่เกิน 500 บาท | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การแก้ปัญหาราคาพลังงาน จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลต่อราคาพลังงาน ทั่วโลก แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ “เดลินิวส์” ว่า ล่าสุดกระทรวงพลังงาน ได้แจ้งไปยังพลังงานจังหวัด ขอความร่วมมือพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด ช่วยตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่รับผิดชอบว่า แต่ละสถานีมีปริมาณน้ำมันคงเหลือเพียงพอต่อการจำหน่ายหรือไม่ และขอให้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน คาดว่าประชาชนอาจเดินทางไปเติมน้ำมันเป็นจำนวนมากในช่วงวันที่ 15-17 มี.ค. ภายหลังจากที่รัฐบาลมีการประกาศปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน

    ทั้งนี้ขอให้พลังงานจังหวัดช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการนำเข้าและผลิตน้ำมันตามปกติ ปริมาณน้ำมันในระบบยังมีเพียงพอ แต่ช่วงนี้มีประชาชนเดินทางไปเติมน้ำมันพร้อมกันจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้บางสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันหมดเร็วกว่าปกติ ดังนั้นการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันในช่วงนี้ จึงเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อป้องกันการกักตุน และเพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างทั่วถึง จนกว่าสถานการณ์การเติมน้ำมันจะกลับสู่ภาวะปกติ

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ค้าน้ำมันบางรายได้เริ่มกำหนดแนวทางจำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน เพื่อป้องกันการกักตุน กรมธุรกิจพลังงานเห็นควรเสนอแนวทางให้สถานีบริการอื่น ๆ พิจารณาดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ดังนี้

    รถยนต์ 4 ล้อ แนะนำให้จำหน่ายไม่เกิน 500 บาท/คัน

    รถยนต์ 6 ล้อขึ้นไป แนะนำให้จำหน่ายไม่เกิน 1,000 บาท/คัน

    รถของหน่วยงานราชการหรือรถที่ปฏิบัติภารกิจสาธารณประโยชน์ ขอให้สถานีพิจารณาจำหน่ายตามความเหมาะสม

    การเติมน้ำมันใส่ภาชนะบรรจุ ขอให้งด เว้นแต่ เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็น โดยจำกัดไม่เกิน 3,000 บาท/ราย/วัน

    นอกจากนี้ขอความร่วมมือพลังงานจังหวัดรวบรวมข้อมูลสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ โดยเน้นสถานีบริการที่ปิดบริการ และขาดน้ำมันบางชนิดนานผิดปกติ และรายงานให้กรมธุรกิจพลังงานทราบ เพื่อจะได้ประสานซัพพลายเชนของโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ในการเร่งจัดส่งน้ำมันให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที “หากพบพฤติการณ์กักเก็บน้ำมันหรือไม่จำหน่ายตามปกติ ขอให้รายงานกรมธุรกิจพลังงานโดยเร่งด่วน เพื่อพิจารณาดำเนินตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”

    ล่าสุดปั๊ม ปตท. ได้ส่งหนังสือถึงดีลเลอร์เจ้าของปั๊ม ปตท. ขอให้แนะนำการจำหน่ายรถยนต์ 4 ล้อ ไม่เกิน 500 บาทต่อคัน และรถยนต์ 6 ล้อขึ้นไป แนะนำให้จำหน่ายไม่เกิน 1,000 บาทต่อคัน ส่วนรถใช้ฟีด การ์ด แนะนำจำหน่ายไม่เกิน 3,000-5,000 บาทต่อคัน ส่วนรถหน่วยงานราชการที่ปฏิบัติภารกิจสาธารณประโยชน์ เช่น รถดับเพลิง รถกู้ภัย รถบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน รถหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน รถพยาบาลสภากาชาดไทย หรือหน่วยงานช่วยเหลือประชาชน ให้จำหน่ายตามความเหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5687973/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fms7bSmY2jSDPWvIyDmcY

  • ไทย ติดอันดับ 3 เอเชีย ดัชนีความเป็นอยู่การเงินดี แต่อนาคตยังกังวล

    ไทย ติดอันดับ 3 เอเชีย ดัชนีความเป็นอยู่การเงินดี แต่อนาคตยังกังวล

    กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล (Prudential plc) เผยผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ “ความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิน” (Financial Wellbeing) พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย ด้วยคะแนน 60.4 จาก 100 รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย สะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากสามารถบริหารจัดการสถานะทางการเงินในชีวิตประจำวันได้ในระดับที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมค่าใช้จ่าย การวางแผนการออม หรือการตัดสินใจทางการเงินเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงลึก จะพบ “ช่องว่างสำคัญ” ระหว่างอิสรภาพทางการเงินในปัจจุบัน อยู่ที่ 59.9 กับอิสรภาพทางการเงินในอนาคต อยู่ที่ 55.5 (ลดลงถึง 7%) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการปรับลดลงมากในภูมิภาค

    งานวิจัยนี้ เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่แสดง ดัชนีชี้วัดความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิน (Financial Wellbeing Index) ฉบับแรกของกลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล ครอบคลุมประชากรกว่า 7,000 คนในภูมิภาคเอเชีย ที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ใน 8 ตลาดหลัก ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม รวมทั้ง ไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียยังมีช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างความมั่นคงทางการเงินปัจจุบัน กับความพร้อมทางการเงินในอนาคต สะท้อนว่าความมั่นใจในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะพร้อมรับมือกับอนาคตเสมอไป

    ข้อมูลการวิจัยได้ประเมินความมั่นคงทางการเงินผ่าน 4 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางการเงินในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงอิสรภาพทางการเงินในปัจจุบันและอนาคต โดยนำมุมมอง ทัศนคติ พฤติกรรม และความคาดหวัง มาประมวลผลรวมกันเป็นคะแนนเดียว เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดภาพรวมของความสามารถในการรับมือและการบริหารจัดการทางการเงิน

    นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจชี้ให้เห็นอินไซด์ที่น่าสนใจคือ แม้คนไทยจะวางแผนและใช้จ่ายอย่างมั่นใจในวันนี้ แต่ยังมีความกังวลกับการบรรลุเป้าหมายการเงินในระยะยาว ซึ่ง 3 อันดับแรกที่ทำให้คนไทยกังวลมากที่สุด คือ 1.ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น 2.ภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวน และ 3.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัว พรูเด็นเชียลฯเข้าใจถึงความกังวลและพร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างและให้คำปรึกษาแก่คนไทย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านหลักประกันทั้งชีวิตและสุขภาพในอนาคต เพราะเราเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมในวันนี้ คือรากฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนความกังวลในวันหน้าให้เป็นอิสรภาพทางการเงินที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    แม้คนไทยส่วนใหญ่จะกังวลกับการบรรลุเป้าหมายการเงินระยะยาว แต่ผลสำรวจได้เผยข้อมูลด้านบวกของคนไทยที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องการวางแผนการเงินและรู้สึกว่าตนเองมีศักยภาพในการประสบความสำเร็จทางการเงิน โดย ผลสำรวจแสดงว่า 59% มีความรู้ทางการเงินเพียงพอ 59% เข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ และ 61% มีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ

    พรูเด็นเชียลฯ มุ่งส่งเสริมให้คนไทยได้เริ่มวางแผนสร้างความพร้อมทางการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ และพร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนในช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญของชีวิต เพื่อสร้าง Financial Wellbeing ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมอิสระทางการเงินในอนาคต และสร้างความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/270869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S76O6lGSam00CHObkOkGR

  • เหตุใดสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่เกาะคาร์กของอิหร่าน  – BBC News ไทย

    เหตุใดสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่เกาะคาร์กของอิหร่าน – BBC News ไทย

    เหตุใดสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่เกาะคาร์กของอิหร่าน แต่ยังไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันบนเกาะ

    Kharg Island lies about 28km off the Iranian coast.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, เอลลิส เดวีส์
      • Author, แฟรงก์ การ์ดเนอร์
      • Role, ผู้สื่อข่าวความมั่นคงของบีบีซี
      • Reporting from, ริยาร์ด
    • เวลาอ่าน: 7 นาที

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดใส่เกาะคาร์กซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กนอกชายฝั่งอิหร่านอันเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำมันสำคัญและถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าศูนย์บัญชาการทางทหารบนเกาะดังกล่าวถูก “ทำลายจนสิ้นซาก” แต่กองทัพได้ชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะดังกล่าวไว้ก่อน

    อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เตือนว่าเขาอาจกลับไปพิจารณาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบนเกาะ หากอิหร่านหรือฝ่ายอื่น “ทำสิ่งใดที่รบกวน” ให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ซึ่งช่องแคบบริเวณนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลกทางตอนใต้ของอิหร่าน

    ฝ่ายทหารอิหร่านตอบโต้ว่าหากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์กถูกโจมตี อิหร่านจะดำเนินการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานที่เป็นของบริษัทซึ่งมีความร่วมมือกับสหรัฐฯ “ในทันที”

    ความสำคัญของเกาะคาร์กต่ออิหร่านคืออะไร

    A BBC map showing the Strait of Hormuz, off the south coast of Iran. Surrounding countries are grey. Please put your translation of all words in here for people who are sight impaired.

    เกาะคาร์กเป็นเกาะหินขนาดเล็กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียง 15 ไมล์ทะเล หรือราว 24 กิโลเมตร

    แม้มีขนาดเล็ก แต่ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน

    การที่สหรัฐฯ โจมตีเกาะขนาดเล็กแต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์แห่งนี้ในอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือ ไม่ต่างอะไรกับการโจมตี “เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ” ของอิหร่าน

    น้ำมันดิบ 90% ของอิหร่านถูกส่งผ่านท่าเทียบเรือบนเกาะแห่งนี้

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • ในหลวงและราชินี

    • Marines dressed in camouflage clothing, holding guns, walk down a sandy beach.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    แต่ละวันจะมีการลำเลียงน้ำมันดิบผ่านเครือข่ายท่อส่งน้ำมันใต้น้ำที่ซับซ้อนจากแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งหลักสามแห่งของอิหร่าน ได้แก่ อาบูซาร์, ฟอรูซาน และโดรูด มาที่ท่าเรือบนเกาะนี้ ก่อนที่ท่าเรือจะดำเนินการขนส่งน้ำมันดิบราว 1.3 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ เกาะคาร์กยังมีศักยภาพในการกักเก็บน้ำมันได้ถึง 18 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นปริมาณน้ำมันราว 10-12 วันของปริมาณการส่งออกภายใต้สถานการณ์ปกติ

    ต่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่ตื้นกว่า พื้นที่ชายฝั่งของเกาะนี้อยู่ใกล้น่านน้ำลึกทำให้เรือน้ำมันขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษที่สามารถบรรทุกน้ำมันได้สูงสุดถึง 85 ล้านแกลลอนสามารถเทียบท่าที่สะพานเทียบเรือขนาดยาวของเกาะเพื่อรับน้ำมันได้โดยตรง

    เรือน้ำมันเหล่านี้จะเดินเรือกลับลงสู่อ่าวเปอร์เซียและแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ มุ่งหน้าไปยังจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

    ในฐานะศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เกาะคาร์กยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ด้วย

    เหตุใดสหรัฐฯ ไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ

    A satellite image showing the oil terminal on Kharg Island. Please put your translation of all words in here for people who are sight impaired.

    ที่มาของภาพ, Planet Labs via Reuters

    เมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ได้ “ปฏิบัติภารกิจโจมตีด้วยระเบิดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง และทำลายเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กอันเป็นดังอัญมณีแห่งอิหร่านทุกแห่งจนราบเป็นหน้ากลอง”

    เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสม” เขาได้ “เลือกที่จะไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ”

    สื่อของรัฐอิหร่านรายงานว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะไม่ได้รับความเสียหาย ขณะที่สำนักข่าวฟาร์สระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่ระบบป้องกันทางอากาศ ฐานทัพเรือ หอบังคับการสนามบิน และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์

    กองทัพอิหร่านเตือนว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนถูกโจมตี สิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมันและพลังงานที่เป็นของบริษัทที่มีความร่วมมือกับสหรัฐฯ จะถูก “ทำลายทันทีและกลายเป็นกองขี้เถ้า”

    การใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่ออิหร่าน และยังถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ การโจมตีดังกล่าวมีแนวโน้มจะผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอีก และอาจทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในตะวันออกกลางมากขึ้น

    แม้สงครามจะดำเนินมาเป็นเวลาสองสัปดาห์ แต่อิหร่านยังมีศักยภาพในการปล่อยโดรนระเบิดราคาถูกจำนวนมากออกมาโจมตีเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับและเรือเดินสมุทร ทั้งยังอาจขยายเป้าหมายไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ ตัวอย่างเช่น โรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเลที่ผลิตน้ำดื่มให้ประชาชนหลายล้านคน

    จัสติน ครัมป์ นักวิเคราะห์ด้านการทหารและอดีตนายทหารกองทัพบกอังกฤษ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นความพยายามของทรัมป์ในการยับยั้งไม่ให้อิหร่านยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติม

    ครัมป์ ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านข่าวกรองที่ชื่อว่า ซีบิลไลน์ (Sibylline) กล่าวกับรายการทูเดย์ (Today) ของสถานีวิทยุบีบีซี 4 ว่า “เขากำลังแสดงให้เห็นว่าเขากรุณา แต่บอกได้ว่าเขาสามารถเล่นงาน IRGC ได้หนักกว่านี้” ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่าเป้าหมายของสงครามคือเพื่อให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม แม้เขาจะให้เหตุผลอื่นตามมาภายหลัง แต่ครัมป์กล่าวว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ “ยาก” เนื่องจากจะทำลายเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีนักสำหรับอนาคตของพวกเขา [ประชาชนชาวอิหร่าน]” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะถูกทำลายในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักทศวรรษ 1980 ก็ใช้เวลานานมากในการฟื้นฟู

    สหรัฐฯ จะพยายามยึดเกาะคาร์กหรือไม่

    A BBC locator map and a satellite image showing an airport, oil terminal and western and eastern jetties on Kharg Island. Please put your translation of all words in here for people who are sight impaired.

    มีการคาดการณ์ว่า กองกำลังสหรัฐฯ อาจพยายามยึดเกาะคาร์กในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือไม่

    การยึดเกาะคาร์กไม่เพียงแต่จะปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่สหรัฐฯ ยังอาจใช้เป็นฐานสำหรับปฏิบัติการโจมตีแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านได้ด้วย

    สื่อสหรัฐฯ รายงานว่ามีการส่งเรือยกพลขึ้นบกซึ่งบรรทุกนาวิกโยธินและทหารเรือได้มากถึง 5,000 นายไปยังอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งข่าวนี้ยิ่งทำให้เกิดการคาดเดามากขึ้น

    ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้

    ไมกี เคย์ นักวิเคราะห์ความมั่นคงจากรายการซีเคียวริตี บรีฟ (Security Brief) ของบีบีซีระบุว่า การยึดเกาะจะเท่ากับการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามและกระทบต่อความสามารถในการทำสงครามของฝ่ายอิหร่าน

    ประวัติศาสตร์ของเกาะคาร์ก

    Kharg Island lies about 28km off the Iranian coast.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    เกาะคาร์กมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซียมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน บนเกาะมีบ่อน้ำธรรมชาติบนเกาะทำให้ที่นี่กลายเป็นท่าเรือการค้าที่สำคัญในยุคนั้น

    เกาะแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสและเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 16 และ 17 และเคยเป็นที่ตั้งของเรือนจำความมั่นคงสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1900

    ต่อมาในทศวรรษ 1950 ระหว่างรัชสมัยของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ได้มีการเริ่มก่อสร้างศูนย์กักเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์ไฮโดรคาร์บอน ทำให้ไม่นานเกาะแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นจุดส่งออกหลักของอิหร่าน

    เกาะแห่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่ 24 ตารางกิโลเมตร มีบทบาทสำคัญในภาคการส่งออกน้ำมันของอิหร่านตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันอาโมโก (Amoco) และโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนบนเกาะยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอเมริกันที่เข้าดำเนินงานในพื้นที่จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติอิสลามในปี 1979

    Oil tanker.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)

    วิดีโอสั้น

    • Marines dressed in camouflage clothing, holding guns, walk down a sandy beach.

    • ภาพประกอบ

    • Two us cyber command officers in front of giant screens with data and information on them

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cx2g972r0m4o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nptTraIFG_gPD05_0VBkl

  • โพลช็อก! 90% “คนไทย” ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงน้ำมัน-ก๊าซด่วน หวั่นค่าครองชีพทะลัก

    โพลช็อก! 90% “คนไทย” ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงน้ำมัน-ก๊าซด่วน หวั่นค่าครองชีพทะลัก

    โพลช็อก! 90% “คนไทย” ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงน้ำมัน-ก๊าซด่วน หวั่นค่าครองชีพทะลัก

    เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับมาตรการพลังงาน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,347 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 45.88 รู้สึกกังวลมากจากข่าวการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานรองลงมาคือ ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 44.10 โดยเตรียมรับมือด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 69.93 หากราคาพลังงานสูงจนกระทบต่อค่าครองชีพจะมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 1-3 เดือน ร้อยละ 30.51 ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการตรึงราคาน้ำมัน/ก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด ร้อยละ 71.05

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า “พลังงาน” กลายเป็นความกังวลสำคัญของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแต่ก็พร้อมปรับพฤติกรรมประหยัดพลังงานแต่ด้วยเงินสำรองยังจำกัดหากราคาพลังงานปรับสูงต่อเนื่องอาจกระทบค่าครองชีพได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องบริหาร ทั้งกลไกราคาการสำรองพลังงาน สื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี รัตนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆทั่วโลก จากราคาน้ำมัน-ก๊าซที่จะปรับตัวสูงขึ้นทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่จะปรับตัวตามต้นทุนพลังงานประชาชนจึงคาดหวังมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยเฉพาะการตรึงราคาพลังงานและก๊าซหุงต้มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแต่จากผลโพลยังพบว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ ความเปราะบางทางการเงินของประชาชนซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับใช้จ่ายเพียง 1-3 เดือน หรือบางส่วนไม่มีเงินสำรองเลยโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงแค่การควบคุมราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักแต่ต้องป้องกันการปรับราคาของสินค้าและบริการเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชนซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้มาตรการตรึงราคาและต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนรับทราบก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน

    #สวนดุสิตโพล #ราคาน้ำมัน #พลังงาน #ค่าครองชีพ #เศรษฐกิจไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #ราคาพลังงาน #น้ำมันแพง #ก๊าซหุงต้ม #ค่าครองชีพสูง #เงินเฟ้อ #เศรษฐกิจ #พลังงานโลก #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #ราคาน้ำมันโลก #คนไทย #เศรษฐกิจครัวเรือน #มาตรการรัฐ #พลังงานไทย #สวนดุสิตโพล #ราคาน้ำมัน #พลังงาน #ค่าครองชีพ #เศรษฐกิจไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #ราคาพลังงาน #น้ำมันแพง #ก๊าซหุงต้ม #ค่าครองชีพสูง #เงินเฟ้อ #เศรษฐกิจ #พลังงานโลก #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #ราคาน้ำมันโลก #คนไทย #เศรษฐกิจครัวเรือน #มาตรการรัฐ #พลังงานไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/134926&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YI2ydhlMdQxfc3AGCzp8a

  • อารักชี: ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเฉพาะสำหรับเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอเมริกาและอิสราเอล ไม่ได้ปิดสำหรับประเทศอื่น

    อารักชี: ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเฉพาะสำหรับเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอเมริกาและอิสราเอล ไม่ได้ปิดสำหรับประเทศอื่น

    อารักชี: ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเฉพาะสำหรับเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอเมริกาและอิสราเอล ไม่ได้ปิดสำหรับประเทศอื่น

    รัฐมนตรีต่างประเทศให้สัมภาษณ์กับเครือข่าย MS NOW:

    🔹 ผมคิดว่ากองกำลังติดอาวุธของเราได้ประกาศอย่างชัดเจนมาก่อนแล้วว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานของเราถูกโจมตี แน่นอนว่าเราจะตอบโต้กลับ

    🔹 พวกเขาจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทุกแห่งในภูมิภาคที่เป็นของบริษัทอเมริกัน หรือที่บริษัทอเมริกันถือหุ้นอยู่ ดังนั้นปฏิกิริยาของเราจึงชัดเจนอย่างยิ่ง

    🔹 เมื่อคืนที่ผ่านมา พวกเขาได้โจมตีเกาะคาร์ก (Kharg) และเกาะอบูมูซา ด้วยระบบจรวดปืนใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ฮิมาร์ส (HIMARS)” ซึ่งเป็นระบบจรวดพิสัยใกล้ การโจมตีเหล่านี้ถูกยิงมาจากดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านของเรา

    🔹 ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าพวกเขาใช้ดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านในการยิงจรวดใส่เรา และเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง

    🔹 การโจมตีเมื่อคืนถูกกองกำลังของเราตรวจจับ และขณะนี้พบว่าจรวดเหล่านี้ถูกยิงมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากสองจุดในประเทศนั้น จุดหนึ่งในราสอัลไคมาห์ และอีกจุดหนึ่งจากสถานที่ใกล้กับเมืองดูไบมาก

    🔹 การใช้พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นเพื่อยิงจรวดใส่เราเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แน่นอนว่าเราจะตอบโต้ แต่เราจะพยายามระมัดระวังอย่างมากเพื่อไม่ให้พื้นที่อยู่อาศัยใด ๆ ถูกโจมตี

    🔹 ในความเป็นจริง ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดอยู่ เพียงแต่ถูกปิดสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันและเรือที่เป็นของศัตรูของเราเท่านั้น คือผู้ที่โจมตีเราและพันธมิตรของพวกเขา ส่วนประเทศอื่นยังสามารถผ่านได้อย่างอิสระ แม้ว่าหลายลำจะเลือกไม่ผ่านเพราะความกังวลด้านความปลอดภัย ซึ่งเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา

    🔹 ขณะเดียวกันยังมีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือจำนวนมากที่ยังคงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นผมจึงกล่าวได้ว่าช่องแคบนี้ไม่ได้ถูกปิด เพียงแต่ปิดสำหรับเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอเมริกาและอิสราเอลเท่านั้น ไม่ได้ปิดสำหรับประเทศอื่น.

  • นิด้าโพล เผยคนมั่นใจรัฐบาล “อนุทิน 2” มีเสถียรภาพ เชื่อพรรคฝ่ายค้านร่วมงานไร้ปัญหา : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยคนมั่นใจรัฐบาล “อนุทิน 2” มีเสถียรภาพ เชื่อพรรคฝ่ายค้านร่วมงานไร้ปัญหา : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed
    ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    1. ท่านคิดว่ารัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย จะมีเสถียรภาพทางการเมือง (รัฐบาลที่มั่นคง
    ยั่งยืน) แค่ไหน
    – ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง 42.82
    – ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง 25.34
    – มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก 21.07
    – ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย 10.08
    – ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 0.69

    2. ท่านรู้สึกอย่างไรกับพรรคฝ่ายค้านที่ประกอบไปด้วย 3 พรรคสำคัญ คือ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชา
    ธิปัตย์
    – ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี 54.73
    – เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 53.13
    – ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ 25.88
    – ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต 23.66
    – สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล 21.37
    – เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 17.94
    – ทั้งสามพรรคจะสร้างความกังวลให้รัฐบาล 17.71
    – พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด 17.40
    – ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย 14.66
    – พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด 6.18
    – พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด 5.11
    – ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 0.53

    3. ท่านคิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า นายนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากกว่า
    291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
    – เป็นไปได้มาก 42.29
    – ค่อนข้างเป็นไปได้ 38.02
    – เป็นไปไม่ค่อยได้ 10.53
    – เป็นไปไม่ได้เลย 7.94
    – ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 1.22

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREE0IQBMGNNWKP9ENK4U1C71IXI1RBF&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dvhqHqQRKO_2dnUHgFduP

  • ไขความลับ “โลกแห่งเสียงของเม่น” เหตุใดระดับเสียงที่พวกมันได้ยินจึงเกินกว่าของมนุษย์  – BBC News ไทย

    ไขความลับ “โลกแห่งเสียงของเม่น” เหตุใดระดับเสียงที่พวกมันได้ยินจึงเกินกว่าของมนุษย์ – BBC News ไทย

    ไขความลับ “โลกแห่งเสียงของเม่น” ระดับเสียงที่มันได้ยินไกลกว่าช่วงมนุษย์ได้ยิน มีประโยชน์อย่างไร

    A hedgehog with its head pointing upwards, appearing to be alert, with a yellow flower in the green grass next to it.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันเรารับรู้แล้วว่าเม่นได้ยินเสียงที่ไกลเกินกว่าขีดจำกัดการได้ยินของมนุษย์
      • Author, จอร์จินา แรนนาร์ด
      • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์
    • เวลาอ่าน: 6 นาที

    การสื่อสารระหว่างเม่นอาจไม่ใช่เพียงใช้การดมกลิ่น การคราง และเสียงหายใจฟืดฟาดเท่านั้น ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ค้นพบช่วงการได้ยินของเม่นที่ใช้ในการสื่อสาร โดยพวกมันจะได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงกว่ามนุษย์มาก ซึ่งหมายความว่าพวกมันอาจส่งสัญญาณถึงกันด้วยเสียงที่เราไม่ได้ยิน

    การค้นพบนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” สำหรับสัตว์ชนิดนี้ ซึ่งกำลังลดจำนวนลงในสหราชอาณาจักรและยุโรป ตามที่ ดร. โซฟี ราสมุสเซน จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าว

    มันอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์หาวิธีปกป้องสัตว์เหล่านี้จากเสียงที่ทำให้พวกมันเครียดเมื่ออยู่ในศูนย์ช่วยเหลือ หรือพัฒนาสารไล่เสียงเพื่อป้องกันไม่ให้เม่นเข้าใกล้เครื่องจักรที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น รถยนต์ เครื่องตัดหญ้า หรือเครื่องเล็มหญ้า เป็นต้น

    “ฉันต้องการตรวจสอบว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างเครื่องไล่เสียงแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับเม่น เพราะจำนวนเม่นกำลังลดลงทั่วทั้งยุโรป ดังนั้นเราจึงเริ่มทำการวัดการได้ยินของเม่นยุโรปเป็นครั้งแรก” ราสมุสเซนอธิบาย

    โดยร่วมมือกับนักชีวอะคูสติกที่วัดการได้ยินในสัตว์ เธอได้พัฒนาเสียงประกอบที่มีทั้งเสียงพัลส์หรือจังหวะการสั่นสะเทือนเป็นช่วง ๆ และเสียงบี๊บ เพื่อเปิดให้เม่นที่ถูกวางยาสลบจากศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ฟัง

    นักวิจัยยังได้วัดการตอบสนองของสมองของพวกมัน เพื่อระบุความถี่ของเสียงที่พวกมันได้ยินอีกด้วย

    “เราค้นพบด้วยความประหลาดใจและความยินดีอย่างยิ่งว่า เม่นสามารถได้ยินเสียงได้สูงถึง 85 กิโลเฮิร์ตซ์” ราสมุสเซน กล่าว

    มนุษย์เราสามารถได้ยินเสียงได้ถึง 20 กิโลเฮิร์ตซ์ และเสียงทั้งหมดที่สูงกว่านั้นเรียกว่าคลื่นเสียงความถี่สูง สุนัขได้ยินได้ถึง 45 กิโลเฮิร์ตซ์ ในขณะที่แมวได้ยินได้ถึง 65 กิโลเฮิร์ตซ์

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • ในหลวงและราชินี

    • Marines dressed in camouflage clothing, holding guns, walk down a sandy beach.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หลังจากสร้างแบบจำลอง 3 มิติของหูเม่น นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันมีกระดูกที่แข็งแรงเรียงตัวเป็นห่วงโซ่ ซึ่งช่วยให้เสียงความถี่สูงผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในลักษณะเดียวกับค้างคาวที่ใช้การสะท้อนเสียงเพื่อหาตำแหน่ง

    “มันน่าทึ่งมาก เพราะสิ่งนี้ทำให้เราสามารถสร้างเครื่องไล่สัตว์ด้วยเสียงแบบเฉพาะเจาะจงได้ ซึ่งจะไม่รบกวนเราหรือสัตว์เลี้ยงของเรา” เธอกล่าว

    A hedgehog on the road with a car and bright headlight in the background

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์ต้องการหาวิธีป้องกันไม่ให้เม่นเข้าใกล้รถยนต์เพื่อความปลอดภัยของพวกมัน

    เชื่อกันว่าเม่นหลายพันตัวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในสหราชอาณาจักรรวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในยุโรปทุกปี และสัตว์ชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ ไอยูซีเอ็น (International Union for Conservation of Nature – IUCN)

    ราสมุสเซนหวังว่าจะได้ร่วมงานกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อศึกษาว่าอุปกรณ์อุปกรณ์เสียงสามารถถูกออกแบบให้ขับไล่เม่นออกห่างจากรถยนต์ เครื่องตัดหญ้า หรือเครื่องเล็มหญ้าได้หรือไม่

    ทั้งนี้ รถยนต์บางคันมีอุปกรณ์ติดตั้งไว้แล้วเพื่อป้องกันสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น กวาง

    ด้านสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้าชิ้นส่วนยานยนต์ หรือ เอสเอ็มเอ็มที (Society of Motor Manufacturers and Traders – SMMT) กล่าวว่านกหวีดอัลตราโซนิกนั้น “มีวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย” สำหรับผู้บริโภค

    “แม้ว่าการศึกษานี้จะชี้ให้เห็นว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจช่วยปกป้องเม่นบนท้องถนนได้มากขึ้น แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยที่ละเอียดกว่านี้เพื่อทำความเข้าใจประสิทธิภาพของมัน” ไมค์ ฮอว์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SMMT กล่าวกับบีบีซีนิวส์

    ราสมุสเซนกล่าวว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจว่าเสียงแบบใดที่จะทำให้เม่นหวาดกลัว

    “พวกมันกลัวเสียงกรีดร้องหรือเสียงที่ดังเป็นจังหวะกันแน่” เธอตั้งคำถาม

    นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสัตว์เหล่านี้จะไม่หวาดกลัวที่จะเข้าไปในสวนซึ่งได้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของพวกมัน เนื่องจากพื้นที่ชนบทเริ่มมีสภาพไม่เหมาะสมมากขึ้น

    A hedgehog sits on a pile of brown leaves

    ที่มาของภาพ, Tine Reinholt Jensen

    คำบรรยายภาพ, เม่นเป็นสัตว์ป่า แต่ทุก ๆ ปีจะพบว่าเม่นที่บาดเจ็บหลายพันตัวต้องเข้ารับการดูแลในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์

    ราสมุสเซนกล่าวว่างานวิจัยนี้ เปิดโลกทัศน์ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโลกแห่งเสียงของเม่น

    ในแต่ละปี มีเม่นหลายพันตัวถูกนำตัวไปยังศูนย์ช่วยเหลือในสหราชอาณาจักร ซึ่งพวกมันก็อาจต้องเผชิญกับเสียงที่ก่อให้เกิดความเครียด เช่น เสียงเครื่องจักรที่มนุษย์ไม่ได้ยินอีกด้วย

    เม่นอาจกำลังสื่อสารกันอยู่ก็ได้

    “เมื่อเม่นเดินผ่านกัน คุณจะรู้ได้ว่าพวกมันกำลังมีปฏิสัมพันธ์กัน บางทีอาจเป็นเพียงปฏิกิริยาทางเคมีจากการได้กลิ่นกัน” เธอกล่าว

    “แต่ลองจินตนาการดูว่า ถ้าพวกมันกำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ตลอดเวลา และเราไม่ได้ยินมันล่ะ” เธอกล่าว

    ทั้งนี้ งานวิจัยเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารไบโอโลจี เลทเทอร์ส (Biology Letters)

    วิดีโอสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/crl4yrzxl5xo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sW0U_p0DRfB_G6Id9dWMK

  • เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

    เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

    ไอที

    เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

    วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี และตรวจยึดขวดหมึก

    เอปสันปลอมได้มากกว่า 58,000 ขวด ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการตรวจยึดหมึกเอปสันปลอมครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากการเข้าตรวจค้นดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลโกดังเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยผลการสืบสวนพบว่า ขวดหมึกปลอมจำนวนดังกล่าวถูกนำเข้าจากประเทศจีน และมีการกระจายสินค้าในประเทศไทยผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกรวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซ

    ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเข้าตรวจค้นโกดังอีกแห่งในจังหวัดสมุทรปราการ และสามารถตรวจยึดขวดหมึกเอปสันปลอมเพิ่มเติมได้มากกว่า 9,000 ขวด พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย ส่งผลให้การปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยึดหมึกเอปสันปลอมได้รวมกว่า 67,000 ขวด

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและรักษามาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทจะไม่ยอมรับการผลิต การนำเข้า หรือการจำหน่ายหมึกเอปสันปลอมในทุกรูปแบบ 

    โฆษกของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “หมึกปลอมไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพการพิมพ์ แต่ยังอาจทำให้เครื่องพิมพ์เกิดความเสียหาย ส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมถึงเกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน”

    ทั้งนี้ เอปสันแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหมึกจากตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตหรือร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยสามารถค้นหาร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอปสันได้ที่ https://www.epson.co.th/find-a-store พร้อมทั้งตรวจสอบเบื้องต้นจากโลโก้สามมิติบนกล่องบรรจุภัณฑ์ที่สามารถมองเห็นเมื่อกระทบแสง รวมถึงสแกนคิวอาร์โค้ดบนกล่องผ่านแอปพลิเคชัน Epson Genuine ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีจาก Apple App Store และ Google Play โดยระบบจะแสดงผลทันทีว่าสินค้าเป็นของแท้หรือของปลอม ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สามารถดูคำแนะนำขั้นตอนได้ที่ https://www.epson.co.th/genuineinks

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังได้แสดงความขอบคุณต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติสำหรับการดำเนินการอย่างเด็ดขาด และความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าปลอมในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เอปสัน คอลเซ็นเตอร์ 02-4609699, facebook.com/epsonthailand และ LINE Official Account Epson Thailand

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/469226&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BcQqIlwC4tOyM0sdHrVT_