Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อรรถกร” บอกแนวทางโหวต ปธ.สภา “กล้าธรรม” กลางๆ เผย “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้เป็นเอกภาพ

    “อรรถกร” บอกแนวทางโหวต ปธ.สภา “กล้าธรรม” กลางๆ เผย “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้เป็นเอกภาพ

    “อรรถกร” บอกแนวทางโหวต ปธ.สภา “กล้าธรรม” กลางๆ เผย “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้เป็นเอกภาพ

    วันที่ 15 มี.ค. 2569 เมื่อเวลา 08.05 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม เปิดเผยก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงทิศทางการโหวตตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ ว่า วันนี้จะมีการหารือต่อในช่วงเช้า หลังจากเมื่อวานนี้ได้มีการหารือกันไปแล้ว ว่าอยากจะทำงานและมีแนวทางอย่างไร

    ส่วนแนวทางการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะงดออกเสียงหรือไม่เห็นด้วย นาย อรรถกร ย้อนถามสื่อทีเล่นทีจริงว่า “มีให้เลือกสองทางหรือ”

    ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าหรือพรรคกล้าธรรมจะโหวตเห็นด้วย นาย อรรถกร กล่าวว่าขอเวลา จะสรุปกันก่อนประชุม โดยมติจะเป็นเอกภาพ

    และเมื่อถามย้ำอีกว่าจากการหารือในเบื้องต้นเมื่อวานนี้ ทิศทางสส. นั้นไปทางไหนระหว่างเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย นาย อรรถกร กล่าวว่า “กลางๆ ”

    ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่ากลางๆหมายถึงงดออกเสียงใช่หรือไม่ นาย อรรถกร กล่าวว่ายังไม่ได้พูดนะครับแต่ก็กลางๆ เพราะมีความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่หลากหลาย ก็เลยได้ให้การบ้านกลับไปคิดหนึ่งคืน

    นาย อรรถกร ยังเปิดเผยด้วยว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และนาง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ไม่ได้บังคับ แต่ถามใจตั้งแต่วันแรก ก็อยากให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OCrviQWHp2kMK8XkHUkG1

  • เทรนด์ใหม่ “น็อคทัวริซึม” เที่ยวหลบลมร้อนยามค่ำคืน | เดลินิวส์

    เทรนด์ใหม่ “น็อคทัวริซึม” เที่ยวหลบลมร้อนยามค่ำคืน | เดลินิวส์

    มุ่งเน้นการสัมผัสบรรยากาศยามราตรี เช่น การดูดาว ชมแสงเหนือ เดินชมเมืองยามค่ำคืน หรือซาฟารีตอนกลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนในตอนกลางวันและหาประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากช่วงกลางวัน

    และนี่คือหนึ่งในสินค้าทางการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่นำเสนอการท่องเที่ยวในภาคกลางคืนแบบหลบเลี่ยงความร้อนแรงของแสงแดดในช่วงกลางวัน และฟินกับยามค่ำคืนอันสงบเงียบกับ FROM DUSK TILL DAWN” 60 เส้นทางท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่มีความพิเศษภายใต้แนวคิด An Unforgettable Magical Night” มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับกิจกรรมท่องเที่ยวยามค่ำคืนและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อาทิ โรงแรมระดับลักชัวรีที่มีการจัดกิจกรรมยามค่ำคืน ทั้งดูดาว ชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ ส่องสัตว์ ดินเนอร์ใต้แสงไฟพร่วงพราว ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งช่วงพระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า มนต์เสน่ห์แห่งแสงจันทร์ แสงดาว ค่ำคืนชวนฝัน ไปจนถึงเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด กับ 5 เส้นทาง ตัวอย่างที่เหมาะสำหรับกลุ่มคู่รักและครอบครัว

    ออกสตาร์ทด้วย Radiant Sunset family Voyage, Pattaya” เส้นทางพัทยา 2 วัน 1 คืน จุดหมายที่รวมความสุขของคนทุกวัย ทั้งธรรมชาติ ศิลปะ กิจกรรมสร้างสรรค์ และบรรยากาศริมทะเล เริ่มที่ “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” พบสัตว์กว่า 300 ชนิดที่มีดาวเด่นอย่าง “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระขวัญใจใครหลายคน ยามค่ำคืนมีกิจกรรมส่องสัตว์ในบรรยากาศเร้นลับน่าตื่นเต้น เข้าพักที่ “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา” โรงแรมธีมอวกาศแห่งแรกของไทย มาพร้อมสวนน้ำและแอสโตรคลับ แล้วออกมาท่าเรือบาลีฮายขึ้นเรือ “โอเชียน สกาย พัทยา” ชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ไฮไลต์ตกหมึกสด ๆ และดินเนอร์ซีฟู้ดบนดาดฟ้าเรือท่ามกลางแสงดาวนับพัน

    เปิดโลกแห่งจินตนาการที่ “อาร์ต อิน พาราไดซ์ พัทยา” พิพิธภัณฑ์ภาพสามมิติแห่งแรกของไทย ที่ทำให้ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของผลงานศิลป์ ก่อนปิดทริปด้วยการออกอจญภัยบนเรือ “แบล็กเพิร์ล พัทยา” เรือท่องเที่ยวธีมโจรสลัดที่มีการแสดงบนเรือ พร้อมผจญภัยกับโลกใต้ทะเลหรือพายคยัค

    Enchanted Sky Family Adventure, Khao Yai” เส้นทางเขาใหญ่พาครอบครัวผจญภัย 2 วัน 1 คืน ท่ามกลางป่าไม้และทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เริ่มต้นที่ “หอศิลป์ทิพย์พิมาน” แกลเลอรีศิลปะที่เต็มไปด้วยสีสันและแรงบันดาลใจ เช็กอินที่ “เม มาต้า แกลมปิ้ง” วิลล่าไพรเวทที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่มีกิจกรรมเด่นยามค่ำคืนอย่างล้อมวงรอบกองไฟ จิบชาอุ่น ๆ ระหว่างปิ้งมาร์ชเมลโล่ ชมท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว แล้วออกไปอจญภัยที่ “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” ร่วมกิจกรรมส่องสัตว์เรียนรู้วิถีชีวิตสัตว์ป่าในธรรมชาติ

    เช้าวันรุ่งขึ้นมุ่งหน้าสู่ “รูทเซอร์ เขาใหญ่” สวนสนุกสำหรับเด็กและครอบครัวที่เต็มไปด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ ปิดท้ายที่ “ไทรสุก เขาใหญ่” ลิ้มลองไอศครีมโฮมเมดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและสัตว์ป่า พร้อมพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าและธรรมชาติ

    Nightfall Serenity, Chiang Mai- Chiang Rai” เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย 4 วัน 3 คืน ดินแดนแห่งขุนเขา หมอกบาง และแมกไม้เขียวขจี ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโรแมนติกท่ามกลางธรรมชาติและฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว แถมด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เริ่มต้นที่เชียงรายกับ “วัดร่องเสือเต้น” วัดสีน้ำเงินสุดวิจิตร แล้วออกไป “สวรรค์บนดิน” เพลินกับการชงชาแบบดั้งเดิมและจิบชาอุ่น ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบ ต่อด้วย “สตาร์ดอย คอฟฟี่ แอนด์ ฟาร์มสเตย์” บ้านพักท่ามกลางขุนเขาที่มีดวงดาวนับพันให้ชื่นชมยามค่ำคืน

    ทักทายเช้าวันใหม่ด้วยการ “นั่งรถชมเมืองเชียงแสน” สัมผัสเส้นทางปรัวะติศาสตร์และวัฒนธรรมเก่าแก่ผ่านวัด วิถีชีวิตชาวบ้าน และตลาดท้องถิ่น แล้วไปเข้าพักที่ “ไร่รื่นรมย์” บ้านพักท่ามกลางไร่ออร์แกนิก ขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้ารอเวลาพระอาทิตย์ตกและค่ำคืนแห่งดวงดาว

    สัมผัสวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของ “หมู่บ้านแม่กำปอง” ชุมชนที่อยู่ท่ามกลางป่าที่โอบล้อมด้วยสายหมอกและเสียงน้ำตก เช็คอินที่ “ละ ลานนา” รีสอร์ทสไตล์ล้านนาที่ผสมผสานความเรียบง่ายและหรูหรา เพลิดเพลินกับดินเนอร์ใต้แสงดาว รุ่งขึ้นไปเสริมสิริมงคลที่ “วัดโลกโมฬี” วัดเก่าแก่กลางเมืองเชียงใหม่ ปิดท้ายด้วย “ข้าวโซอิ” ข้าวซอยในสไตล์ฟิวชั่นที่นำเมนูอาหารเหนือมาเล่าเรื่องใหม่

    Seaside Starlight Escape, Phuket – Phang Nga” เส้นทางภูเก็ต-พังงา 3 วัน 2 คืน ที่จะพาไปดื่มด่ำความรักท่ามกลางคลื่นและดวงดาว ณ ดินแดนแห่งทะเลสีคราม หาดทรายขาวละเอียด และทิวทัศน์อันงดงาม ของภูเก็ตและพังงา เหมาะสำหรับคู่รักที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ใช้เวลาส่วนตัวร่วมกันเติมเต็มเวลาดี ๆ

    เริ่มต้นที่ “สะพานไม้หาดในทอน” สะพานไม้ที่ทอดตัวยาวสู่ชายหาดสีขาว ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ก่อนจะไปเชคอินที่ “ทิมเบอร์ โซไซตี้” ที่พักท่ามกลางป่าสวนยางที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันผสมผสานความสะดวกสบาย เดินเล่นรอบ ๆ สวนยางซึมซับความงดงามของป่า แล้วจึงออกมาดินเนอร์ที่ “ดารา ควิซีน” สัมผัสอาหารร่วมสมัยก่อนจะขึ้นไปชมท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว โดยมีกล้องดูดาวขนาดใหญ่พร้อมวิทยากรที่จะชวนชมกลุ่มดาว

    เช้าวันใหม่เริ่มต้นที่ “ชุมชนบ้านสามช่องเหนือ” สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ดินลัดเลาะตามซอยเล็ก ๆ ท่ามกลางหมู่บ้านไม้แบบดั้งเดิม เรียนรู้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งงานฝีมือและกิจกรรมสร้างสรรค์ แล้วอย่าลืมหามุมถ่ายรูปสุดประทับใจในบรรยากาศอบอุ่น เปลี่ยนบรรยากาศไปพักที่ “บ่อแสนวิลล่า” ที่พักท่ามกลางทะเลสาบที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติแสนงดงาม

    เริ่มต้นวันสุดท้ายด้วยอาหารท้องถิ่นที่ “ครัวต้นฝนพังงา” อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นบ้านสดใหม่ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างแกงส้มปลา ใบเหลียงผัดไข่ และเมนูอาหารทะเลสดจากอ่าวพังงา แล้วออกเดินทางไป “บียอนด์ สกายวอล์ค นางชี” จุดชมวิวยอดนิยมของเสม็ดนางชี ดื่มด่ำกับทิวทัศน์หมู่เกาะหินปูนในทะเลอันดามัน

    และ Moonlit Romance in Bangkok” เส้นทางกรุงเทพ 2 วัน 1 คืน กับค่ำคืนโรมแมนติกใต้แสงจันทร์ในเมืองกรุง เริ่มต้นที่ “บ้านริมน้ำ ทรงวาด” คาเฟ่ริมน้ำบรรยากาศอบอุ่น ชมวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกับจิบเครื่องดื่มและขนมไทย ก่อนจะไปนั่งรถบัสชมวิวกรุงเทพยามค่ำคืนกับ “ไทยบัสฟู้ดทัวร์” แล้วไปเช็กอินที่ “ลอยละล่องโฮเทล”

    เริ่มต้นวันใหม่ที่ “ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ” ร่วมกิจกรรมสังเกตดวงดาวและเรียนรู้จักรวาลไปด้วยกัน แล้วไปต่อที่ “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองกรุงเทพ ชมวิวท้องฟ้าและแสงแดดยามเย็น จบที่ “อัครา สกาย หนุมาน” รูฟท็อปบาร์สุดโรแมนติก ดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ ระหว่างชมแสงไฟยามค่ำคืนท่ามกลางดวงจันทร์

    From Dusk till Dawn เป็นหนึ่งใน 11 สินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ Tourism Product Highlight 2026” ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเสนอโดยสะท้อนศักยภาพความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย Luxury Voyage Thailand เส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหรูหรา มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวผสมผสานการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบอย่างยั่งยืน Romance in Thailand เส้นทางท่องเที่ยวและสถานที่สุดโรแมนติก สำหรับคู่รักและนักท่องเที่ยวรายได้สูง โดยผสานความงดงามของธรรมชาติ บริการระดับ World-class

    Thai Craft Destination สัมผัสเสน่ห์เมืองไทยผ่าน “เครื่องดื่มคราฟต์” (Craft Drinks) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเล่าเรื่องของวัตถุดิบท้องถิ่น และความพิถีพิถันจากผู้ผลิต Local Experience เส้นทางที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง สัมผัสประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม  Worth-Life Balance ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพทั้งกายและ ใจเพื่อสร้างสมดุลชีวิตอย่างแท้จริง 5 Must Do in Thailand เส้นทางไฮไลต์สุดคลาสสิกที่สะท้อน “สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาประเทศไทย” ทั้งแบบ Iconic และ Must-experience

    Travel with Care เส้นทางเที่ยวกระบี่รูปแบบใหม่ที่จะได้ทั้งดูแลทั้งโลกและกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง ที่ไม่ได้จะมาเจอแค่แค่ทะเลสวย ผ่านวิถีธรรมชาติ และสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรม ผ่าน 3 เส้นทาง Self Care, Nature Care และ Culture Care ต่อด้วย UNESCO Thailand 7 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองสร้างสรรค์ตามเครือข่าย UNESCO Creative Cities ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล Krabi Prototype โมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของจังหวัดกระบี่ ที่ผสมผสานการท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และกิจกรรมที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ และ Rail Rover Thailand 10 เส้นทางการท่องเที่ยวรถไฟของประเทศไทย โดยเน้นการเดินทางอย่างช้า ๆ เพื่อให้สัมผัสทิวทัศน์ วิถีชีวิต และชุมชนตลอดทาง ติดตามรายละเอียดสินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ “Tourism Product Highlight 2026” เพิ่มเติม ได้ที่ https://tourismproduct.tourismthailand.org หรือ โทร. 1672 Travel Buddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5685142/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ar6l5ZMPOZgIBcPn6j04t

  • รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

    รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

    รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

    วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.59 น.

    รัฐบาลเดินหน้าผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชีย เตรียมเข้าร่วมงาน FILMART 2026 ระหว่าง 17-20 มีนาคม ณ ฮ่องกง ตั้งเป้าดึงกองถ่ายฮ่องกง – จีน ลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 1,500 ล้านบาท

    15 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมร่วมออกคูหานิทรรศการในงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ระหว่างวันที่ 17 – 20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยตั้งเป้าดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์และซีรีส์จากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย คาดสร้างมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวจะนำเสนอข้อมูลศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ พร้อมประชาสัมพันธ์ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Cash Rebate) สูงสุด 30% รวมถึงการขออนุญาตถ่ายทำ และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ ระบบการให้บริการด้านกองถ่าย สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย สตูดิโอ อุปกรณ์การถ่ายทำ และบุคลากรด้านการผลิตภาพยนตร์ที่มีความพร้อมในการรองรับกองถ่ายจากทั่วโลก

    “สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ปี 2568 พบว่า กองถ่ายจากฮ่องกงเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเป็น อันดับที่ 7 สร้างมูลค่าการลงทุนกว่า 302 ล้านบาท ขณะที่กองถ่ายจากสาธารณรัฐประชาชนจีน อยู่ใน อันดับที่ 3 ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 372 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสนใจของผู้ผลิตคอนเทนต์จากทั้งสองตลาดที่มีต่อประเทศไทย การเข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชีย พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์ และผู้ให้บริการด้านการผลิตจากนานาประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_ayip6J16SvEmaYkqMo6u

  • เชียงใหม่สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลดวลจุดโทษ TO BE NUMBER ONE Shoot 2026

    เชียงใหม่สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลดวลจุดโทษ TO BE NUMBER ONE Shoot 2026

    วันที่ 14 มี.ค. 69 จังหวัดเชียงใหม่จัดการแข่งขันฟุตบอลดวลจุดโทษ TO BE NUMBER ONE Shoot 2026 เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายและสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนและประชาชน โดยมีทีมจากหน่วยงานและสถานศึกษาต่าง ๆ เข้าร่วมการแข่งขันอย่างคึกคัก
    .
    ผลการแข่งขันรุ่นประชาชนทั่วไป
    รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ทีมหนองตอง
    รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 6,000 บาท ได้แก่ ทีมโรงพยาบาลแม่ออน
    รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 4,000 บาท ได้แก่ ทีมสาธารณสุขอำเภอสันทราย
    รองชนะเลิศอันดับ 3 เงินรางวัล 2,000 บาท ได้แก่ ทีมเทศบาลตำบลบ่อหลวง

    ผลการแข่งขันรุ่นนักเรียนในสถานศึกษา
    รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 4,000 บาท ได้แก่ ทีมมงฟอร์ต B โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
    รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 2,000 บาท ได้แก่ ทีมโรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม
    รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 1,000 บาท ได้แก่ ทีมมงฟอร์ต A โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
    รองชนะเลิศอันดับ 3 เงินรางวัล 500 บาท ได้แก่ ทีม ABA โรงเรียนยุวทูตศึกษาพัฒนาราชพฤกษ์

    นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันดวลจุดโทษพิเศษสำหรับส่วนราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง ทีมผู้ใหญ่ใจดี สีน้ำเงิน และ ทีมผู้ใหญ่ใจดี สีแดง เพื่อสร้างสีสันและความสนุกสนานภายในงาน โดยทีมผู้ใหญ่ใจดี สีน้ำเงิน ประกอบด้วย นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, พ.ต.อ.นฤบาล จิตทยานันท์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, นายคงกระพัน เวฬุสาโรจน์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่, นายสุนทร ทองสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 และนายพรเทพ พิสุทธิ์วาณิชย์ ผู้จัดการโรงเรียนยุวทูตศึกษาพัฒนาราชพฤกษ์

    ส่วนทีมผู้ใหญ่ใจดี สีแดง ประกอบด้วย พันจ่าเอกวิทยา ลีละศาสตร์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่, นายบุรินทร์ ใจจะนะ ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่, นายแพทย์วิทิต ชูศรียิ่ง รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, นายทอง พันทอง ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขเชียงใหม่ จำกัด และอาจารย์ไอซ์ ตัวแทนคณะกรรมการฝ่ายเทคนิค จากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

    ผลการแข่งขันดวลจุดโทษพิเศษปรากฏว่า ทีมสีน้ำเงิน เอาชนะทีมสีแดง ด้วยคะแนน 3 – 2 ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานและเสียงเชียร์จากผู้เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3899261/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X-48uJCmEOXzbRNuODbiV

  • ‘ตลาดที่อยู่อาศัย’ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด

    ‘ตลาดที่อยู่อาศัย’ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด

    ซึ่งต้องอาศัยภาระทางการเงินระยะยาว ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงชะลอการตัดสินใจซื้อ หรือเลือกพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น ประเด็นดังกล่าวส่งผลอย่างมากต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างจำกัด

    ด้วยปัจจัยดังกล่าว ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 จึงยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ทั้งในด้านอุปสงค์และการเปิดตัวโครงการใหม่ ผู้ประกอบการหลายรายปรับกลยุทธ์การพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริงของตลาด รวมถึงให้ความสำคัญกับการบริหารสต๊อกและการควบคุมต้นทุนมากขึ้น เพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ ‘ปี 2569 ตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่พ้นจุดต่ำสุด’ โดยประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้จะยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยยอดการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศอาจลดลง 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเหลือเพียงประมาณ 3.0 แสนหน่วย ต่ำสุดในรอบหลายปี ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงกิจกรรมการซื้อขายที่เปราะบาง ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง คาดว่าจะหดตัว 4.7% น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ ผลักดันให้สัดส่วนหน่วยโอนฯ ที่อยู่อาศัยมือสองสูงขึ้นเป็น 64.6%

    พร้อมทั้งมองว่า แม้มาตรการรัฐและแรงซื้อคอนโดมิเนียมจากต่างชาติช่วยประคอง แต่ความสามารถในการซื้อยังเป็นปัจจัยลบสำคัญที่กดดันตลาดที่อยู่อาศัย เนื่องจากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในปี 2569 น่าจะมีจำนวน 1.52 หมื่นหน่วย หรือโตราว 1.8% ชะลอลงจากที่โต 2.2% ในปี 2568 (คิดเป็นสัดส่วน 5% ของจำนวนที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งประเทศ) และการกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดโปรโมชันของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ก็มองว่า ปัจจัยลบตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 ก็ยังมีน้ำหนักมากกว่า

    อาทิ ข้อจำกัดความสามารถในการซื้อยังคงเป็นปัญหาสำคัญ จากภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้นและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง, แรงกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มโตชะลอลง และเสี่ยงที่จะถูกกระทบเพิ่มเติมจากสงครามสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่าน ขณะที่ที่อยู่อาศัยเป็นสินทรัพย์มูลค่าต่อหน่วยสูง ระยะเวลาผ่อนนานและสภาพคล่องไม่สูง ผู้บริโภคอาจเลื่อนการตัดสินใจซื้อออกไปก่อน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น รวมถึงบางกลุ่มที่มีความต้องการแต่ขาดความพร้อมจะเลือกเช่าแทนการเป็นเจ้าของ

    เนื่องจากตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงเผชิญความเสี่ยงสูง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่า ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่คงเน้นการระบายทรัพย์เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ และเปิดตัวโครงการใหม่อย่างระมัดระวังต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากปัจจัยเสี่ยงเรื่องสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งไม่เพียงจะฉุดรั้งกำลังซื้อในประเทศและอาจมีผลต่อตลาดชาวต่างชาติให้ลดลง แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ทำให้มองว่า การลงทุนโครงการใหม่ในปี 2569 น่าจะยังคงทรงตัวในระดับต่ำใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยผู้ประกอบการคงกระจายความเสี่ยงไปในทุกเซกเมนต์ ขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพย์เหลือขายที่มีอยู่ เพื่อสร้างความสมดุลและจับจังหวะการเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อให้สามารถปิดการขายได้ตามเป้าหมาย

    อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัวและความไม่แน่นอนจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การพัฒนาโครงการและการตลาดให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาด พร้อมทั้งติดตามทิศทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับตัวและบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่ตลาดยังมีความท้าทาย.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/963588/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rNDUAPx5BrW39FXQgbLF6

  • เตรียมตัวด่วน! สภาผู้บริโภค เเจ้งประชาชน สำรองเงิน ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย และผ้าอ้อมเด็ก หลังเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    เตรียมตัวด่วน! สภาผู้บริโภค เเจ้งประชาชน สำรองเงิน ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย และผ้าอ้อมเด็ก หลังเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา นางชูเนตร ศรีเสาวชาติ อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงผันผวน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระดับสูง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการขนส่งสินค้า แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้มีมาตรการตรึงราคาน้ำมัน แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมต้นทุนทั้งหมดได้ เนื่องจากน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-20% ของต้นทุนโลจิสติกส์ดังนั้นหากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ ต้นทุนสินค้าและบริการอาจมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ประมาณ 5-10% ในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณของการปรับตัวของกลุ่มสินค้าและบริการตามกลไกตลาด โดยในปัจจุบันเมื่อไปสำรวจในตลาดสดพื้นที่ กทม. พบสถานการณ์ที่น่ากังวลคือ ราคายังคงอยู่เท่าเดิมแต่ปริมาณกลับลดลงอย่างชัดเจน ในกลุ่มสินค้าและอาหารบางประเภท

    ทั้งนี้ หากสถานการณ์มีความยืดเยื้ออาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซหุงต้มในอนาคต สวนทางรายได้ของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง ดังนั้นในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเตรียมความพร้อมทางการเงิน เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพในระยะต่อไป

    แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาพลังงาน แต่เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตและการขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกปรับลดปริมาณสินค้าแทนการขึ้นราคา ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ท่ามกลางผู้บริโภคที่มีรายได้เท่าเดิม

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคผนึกกำลังกับเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อร่วมแจ้งเตือนสถานการณ์ราคาสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งเตรียมจัดทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ผลักดันนโยบายใช้สินค้าไทยและสินค้าโอท็อปอย่างเร่งด่วน เพื่อนำมาเป็นสินค้าทดแทนและลดภาระจากค่าครองชีพและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งผลดีประเทศไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นสภาผู้บริโภค มีข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภค 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่

    1. วางแผนการเงินอย่างรัดกุม โดยควรจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น หรือปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสม หรือวางแผนการทำอาหารเองเพื่อร่วมลดค่าใช้จ่าย

    2. มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อรักษาสภาพคล่องในครัวเรือนและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือความไม่มั่นคงด้านรายได้

    3. สำรองสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเหมาะสม และไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า แต่สามารถสำรองเพิ่มจากปริมาณปกติประมาณ 10% พร้อมเน้นสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย หรือผ้าอ้อมเด็ก

    4. เปรียบเทียบราคาและระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยตรวจสอบราคาจากหลายแหล่งทั้งในร้านค้าและออนไลน์ และควรตรวจสอบฉลากสินค้า วันหมดอายุ และคุณภาพสินค้าอย่างละเอียด

    5. สนับสนุนสินค้าไทยและสินค้าโอท็อป โดยการเลือกใช้สินค้าไทยหรือสินค้าชุมชนสามารถช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังคือ มิจฉาชีพอาจจะฉวยโอกาสการปลอมแปลงสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นมาหลอกหลวงได้ และเน้นการปรับลดราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ไปพร้อมกัน รวมถึงควรตระหนักและรักษาสิทธิของตนเอง หากพบเหตุการณ์ที่เข้าข่ายการเอาเปรียบหรือการหลอกลวง ไม่ควรนิ่งเฉยหรือยอมตกเป็นเหยื่อ แต่ควรใช้สิทธิของผู้บริโภคในการร้องเรียนหรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/economy/40762&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ouj7qvPnjUb40ydS_FYG5

  • ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” จากครูสู่ประธานสภาฯ คนที่ 35 สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์

    ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” จากครูสู่ประธานสภาฯ คนที่ 35 สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์

    เปิดประวัติ “โสภณ ซารัมย์” จากครูสู่ประธานสภาผู้แทนราษฎร คนสนิทบ้านใหญ่บุรีรัมย์ 

    วงการการเมืองไทยจารึกชื่อ “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ หลังจากที่ประชุมสภาฯ มีมติโหวตเลือกให้ดำรงตำแหน่งประมุขนิติบัญญัติคนที่ 35 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ที่สามารถครองตำแหน่งประธานทั้งสองสภาในเวลาเดียวกัน

    ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคภูมิใจไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยการคว้าที่นั่ง สส. มาได้ถึง 193 ที่นั่ง ส่งผลให้นายโสภณซึ่งเดิมมีชื่อติดโผในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ถูกผลักดันให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเอาชนะ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชนที่เป็นคู่ชิงตำแหน่งไปได้ตามความคาดหมาย

    เส้นทางชีวิตจาก “แม่พิมพ์” สู่ “นักการเมือง”

    นายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 67 ปี เป็นชาวอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบุตรของนายสนั่น ซารัมย์ อดีตกำนันในพื้นที่ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ และเริ่มรับราชการครูเป็นอาชีพแรก ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ

    นายโสภณเริ่มเส้นทาง สส. ครั้งแรกในปี 2544 สังกัดพรรคชาติไทย ก่อนจะย้ายไปพรรคไทยรักไทยในปี 2548 และพรรคพลังประชาชนตามลำดับ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ นายโสภณในฐานะคนใกล้ชิดของ นายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นกำลังหลักในการก่อตั้งพรรคภูมิใจไทยและร่วมสนับสนุนให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

    ประสบการณ์บริหารและบทบาททางการเมืองที่สำคัญ

    ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในสภา นายโสภณผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้วมากมาย ดังนี้

    • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม: ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม: ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
    • ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม: ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
    • ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา: ในวาระการประชุมสภาฯ ก่อนการเลือกตั้งล่าสุด

    ในด้านชีวิตส่วนตัว นายโสภณสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน แม้จะต้องเผชิญกับความสูญเสียบุตรชาย นายอาณัตพณ ซารัมย์ จากอุบัติเหตุในปี 2560 แต่เขาก็ได้แปรเปลี่ยนความเศร้าเป็นการช่วยเหลือสังคมด้วยการก่อตั้งมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อช่วยเหลือประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

    บุรีรัมย์ผงาด ครองอำนาจสองสภา

    การขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายโสภณในครั้งนี้ ทำให้จังหวัดบุรีรัมย์กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจนิติบัญญัติอย่างแท้จริง เนื่องจากปัจจุบันตำแหน่งประธานวุฒิสภาเป็นของ นายมงคล สุระสัจจะ ซึ่งถือเป็นคนสนิทสายตรงจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์เช่นเดียวกัน สะท้อนถึงบารมีและคอนเนกชันทางการเมืองที่เหนียวแน่นของขั้วอำนาจนี้ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9878406/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l5wZopLr__4ntyebeMQuA

  • ‘โสภณ’สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย ฉลุยนั่ง ‘ประธานสภาผู้แทนราษฎร’ 289 : 123 งดออกเสียง 80 บัตรเสีย 5 | เดลินิวส์

    ‘โสภณ’สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย ฉลุยนั่ง ‘ประธานสภาผู้แทนราษฎร’ 289 : 123 งดออกเสียง 80 บัตรเสีย 5 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 69  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27  นัดแรก  ที่มีนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุม ได้พิจารณาเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร  ซึ่งมีผู้ถูกเสนอชื่อ จำนวน 2 คน คือ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  ซึ่งภายหลังจากที่ใช้การลงคะแนนลับในคูหานานกว่า 1 ชั่วโมง และใช้เวลาตรวจนับคะแนน อีกประมาณ 40 นาที ผลปรากฏว่า นายโสภณ ได้รับเลือก ด้วยคะแนน 289 เสียง  ขณะที่นายพริษฐ์ ได้รับคะแนน 123 เสียง  นอกจากนั้นยังพบว่ามีบัตรงดออกเสียงจำนวน 80 บัตร และมีบัตรเสีย 5 ใบ จาก สส.ที่เข้าประชุม 497 คน 

    สำหรับประวัติของนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย ชื่อเล่น “ตุ๋ง” เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบัน อายุ 67 ปี เป็นชาวลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด เป็นบุตรนายสนั่น กับนางละไม ซารัมย์

    ด้านครอบครัว  สมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตร 3 คน ได้แก่  นายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ (เสียชีวิต) นายรัฐพล ซารัมย์ ประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) และนายฉัตรพล ซารัมย์ มีพี่ชายหนึ่งคนได้แก่ สมบูรณ์ ซารัมย์  สส.บุรีรัมย์

    ทาง ด้านการศึกษา จบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง นายโสภณ รับราชการครูมาก่อน จนมีชื่อเรียก “ครูตุ๋ง”

    เริ่ม เข้าสู่สนามการเมือง ครั้งแรก ปี 2544 ได้ลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง สส. ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชนก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้งทำให้ในปี 2550 นายโสภณ ที่ถือเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ในนาม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ สส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

    ตำแหน่งทางการเมือง  เคยดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  เคยเป็น รมว.คมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และได้ฉายา “ซาเล้ง”  จากช่วงที่รถไฟยุติการวิ่งในภาคใต้ แต่นายโสภณกลับมีปฏิกิริยาที่นิ่งเฉย และตอบว่า “ไม่ตรงความสามารถของตน แต่หากเป็นเรื่องซาเล้ง ผมจะจัดการปัญหาได้ดีกว่า”

    นอกจากนี้ “โสภณ” ยังเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คมนาคม ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาธิการ ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน

    และเมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เจอ “พิษอังเคิล“ เกมการเมืองพลิก ทำให้ พรรคประชาชน หันมาโหวตหนุน “เสี่ยหนู” อนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งโค้งสุดท้ายของ ครม. “อนุทิน 1” ได้ดำรงตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี”

    เกร็ดประวัติน่าสนใจ  เป็นเรื่องจริงในวัยหนุ่มของ “ครูตุ๋ง” สมัยเรียนวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ โสภณเป็นคนสู้ชีวิต จึงถีบ “ซาเล้ง” (สามล้อถีบ) หารายได้เสริม จนเรียนจบและรับราชการครูมาแต่วัยหนุ่ม

    หากย้อนกลับไปในวัยเด็กของ “ด.ช.ตุ๋ง” ต้องถือว่าคุณพ่อ ชัย ชิดชอบ  รักใคร่เหมือนลูกชายคนหนึ่งเพราะบิดาของ “ด.ช.ตุ๋ง” คือ กำนันสนั่น สนิทกับ “กำนันชัย” และฝากฝัง “ด.ช.ตุ๋ง” ให้มาอยู่กับครอบครัว “ชิดชอบ” จนกลายมาเป็นขุนพลคู่กาย “เนวิน ชิดชอบ” ในนาม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” นำทัพกลุ่ม สส.อีสาน 20 คนแหกค่ายทักษิณมาตั้งพรรคภูมิใจไทย

    ศึกเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.69  “โสภณ” ยังเป็นแม่ทัพอีสานกลาง  พา สส.กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และขอนแก่น เข้าสภาได้ถึง 8 คน

    “โสภณ ซารัมย์” สส. 7 สมัย  “คนบุรีรัมย์” คนที่ 2 ที่ดำรงตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศไทย รับไม้ต่อจาก “ชัย ชิดชอบ” ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา คนบุรีรัมย์ คนแรก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5689438/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20ZfEpJYok3Bvrj4PkmA2D

  • กรอ. ลงพื้นที่ อ.ปาย ศึกษาดูงานผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการ | เดลินิวส์

    กรอ. ลงพื้นที่ อ.ปาย ศึกษาดูงานผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 มีนาคม นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยนายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอปาย หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด/ระดับอำเภอ คณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน( กรอ.) จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชน โดย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาอุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และสมาคมท่องเที่ยวปาย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศึกษาดูงานผู้ประกอบการ และพบปะหารือภาคเอกชน โรงคั่วกาแฟ Roast barn อำเภอปาย, บริษัท ไวท์ ไทเกอร์ คิง จำกัด ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมถั่วลายเสือ, จานเปลือกถั่ว ฯลฯ, สัปปายยะ สปา อำเภอปาย, PaiHorizon และปายแคนยอน (กองแลน)  หาแนวทางการสนับสนุนต่อยอด พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการแก่นักท่องเที่ยว ติดตามการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในมิติด้านต่างๆ

    ประกอบด้วย ความคืบหน้าการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อเพิ่มความมั่นคงการจ่ายไฟในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน สรุปความคืบหน้าการหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางบิน เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ – ปาย  ผลความคืบหน้าของคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานสร้างความมั่นคง ด้านอาหาร ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัด สรุปผลความคืบหน้าของคณะทำงานจัดทำแนวทางการพัฒนาการค้าชายแดน รายงานภาวะการค้าชายแดนไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (ข้อมูลสินค้านำเข้า – ส่งออก) รายงานภาวะการตลาดสินค้าเกษตร และภาวะสินค้าอุปโภค – บริโภค และรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยว ตลอดจนรายงานผลการขับเคลื่อน และแก้ไขปัญหาสำคัญของจังหวัดตลอดจน  ตรวจเยี่ยมความพร้อม และความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว

    โดยในช่วงเช้ามีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 2/2569 (สัญจร) ณ ที่ว่าการอำเภอปาย เพื่อติดตามการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในมิติด้านต่างๆ พร้อมทั้งร่วมพิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ทิศทางการพัฒนาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในมุมมองของภาคเอกชน ระยะ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2571 – 2575) และร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (Logistic Road) ก่อสร้างถนน ขุดเจาะอุโมงค์สายจังหวัดเชียงใหม่ – สะเมิง – แม่ฮ่องสอน  พร้อมทั้งร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5686959/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UF-qYAzDh1jpl1dlLfPMP

  • “นิด้าโพล” ชี้ชัด! ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลภูมิใจไทย “อนุทิน” มีลุ้นเกิน 291 เสียง ยก “พรรคประชาชน” ตัวตึงฝ่ายค้าน

    “นิด้าโพล” ชี้ชัด! ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลภูมิใจไทย “อนุทิน” มีลุ้นเกิน 291 เสียง ยก “พรรคประชาชน” ตัวตึงฝ่ายค้าน

    “นิด้าโพล” ชี้ชัด! ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลภูมิใจไทย “อนุทิน” มีลุ้นเกิน 291 เสียง ยก “พรรคประชาชน” ตัวตึงฝ่ายค้าน

    เมื่อวันที่15 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาล ในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    #นิด้าโพล #NIDAPoll #การเมืองไทย #รัฐบาลใหม่ #ภูมิใจไทย #อนุทิน #อนุทินชาญวีรกูล #พรรคประชาชน #ฝ่ายค้าน #การเมือง #ข่าวการเมือง #โพลการเมือง #เลือกนายก #รัฐบาล291เสียง #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #วิเคราะห์การเมือง #สภาผู้แทนราษฎร #การเมืองไทย2569 #ข่าวการเมืองล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/134924&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j8C9AShiVbu_Dy6DfL5RG