Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจไม่แน่นอน สหรัฐเร่งปลุกขวัญคาดสงครามจบใน 4-6 สัปดาห์

    เศรษฐกิจไม่แน่นอน สหรัฐเร่งปลุกขวัญคาดสงครามจบใน 4-6 สัปดาห์

    เจ้าหน้าที่สหรัฐกำลังรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันเพิ่มสูง ด้วยการคาดการณ์ว่า สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านจะจบลงภายในไม่กี่สัปดาห์ แล้วราคาน้ำมันจะลดเอง

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขูว่าจะโจมตีเกาะคาร์ก ศูนย์ส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพิ่มอีก และว่าเขาพร้อมทำข้อตกลงยุติสงครามที่ทำให้ต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซ สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก

    วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐผู้ไม่เปิดเผยชื่อว่า รัฐบาลทรัมป์มีแผนประกาศเร็วสุดในสัปดาห์นี้ว่า หลายประเทศเห็นชอบตั้งพันธมิตรคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังอยู่ระหว่างหารือกันว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะเริ่มขึ้นก่อนหรือหลังยุติสงคราม

    ทำเนียบขาวยังไม่ให้ความเห็นในประเด็นนี้กับรอยเตอร์  ทรัมป์ ผู้เคยกล่าวว่า “เร็วๆ นี้” กองทัพเรือสหรัฐจะเริ่มคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน กล่าวในวันศุกร์ (13 มี.ค.) ว่า อิหร่านต้องการเจรจา แต่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธคำพูดของทรัมป์

    “เราไม่เคยขอหยุดยิง เราไม่เคยขอกระทั่งการเจรจา”

    “เราพร้อมปกป้องตัวเองตราบนานเท่านาน” นายอารักชีกล่าวในรายการ ”Face the Nation“ ทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส

    ด้วยราคาน้ำมันที่วนเวียนอยู่ในระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ยืนกรานว่า ทุกสัญญาณบ่งชี้ว่าความขัดแย้งจะจบลงอย่างรวดเร็ว

    “ความขัดแย้งนี้จะยุติลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าอย่างแน่นอน — อาจจะเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ…และเราจะได้เห็นอุปทานฟื้นตัวและราคาสินค้าลดลงหลังจากนั้น” นายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐ กล่าวในรายการ“This Week” ทางสถานีโทรทัศน์เอบีซี

    ในขณะเดียวกัน นายอารักชีก็พยายามแสดงภาพความแข็งแกร่งของอิหร่าน

    “มันไม่ใช่สงครามแห่งความอยู่รอด เรามั่นคงและแข็งแกร่งพอ”

    “เราไม่เห็นเหตุผลใดๆ ว่าทำไมต้องคุยกับอเมริกัน เพราะตอนที่พวกเขาโจมตีเรา เราก็กำลังคุยอยู่ เจอแบบนี้สองครั้งแล้ว”

    ด้านนายเควิน แฮสเสต หัวหน้าสภาเศรษฐกิจแห่งชาติทำเนียบขาว กล่าวในรายการ Face the Nation ทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส ในวันอาทิตย์

    “กระทรวงกลาโหมเชื่อว่าจะใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ภารกิจจึงจะเสร็จสมบูรณ์และเราทำได้เร็วก่อนกำหนดการ”

    “เราคาดว่า เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลสะเทือนในทางบวกทันทีที่มันจบลง”

    ในวันเสาร์ (14 มี.ค.) ซึ่งสงครามเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ทรัมป์กล่าวกับเอ็นบีซีนิวส์ว่า สหรัฐโจมตี “ทำลายล้าง” เกาะคาร์กเสียหายมาก พร้อมเตือนว่าจะโจมตีอีก

    “เราอาจจะโจมตีอีกเพื่อความสนุกสนาน” ทรัมป์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1225289&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WGHB6B7KjbqDOOpioeSMG

  • วิริยะประกันภัยพร้อมโต้คลื่น บ่ยั่นความท้าทายด้านเศรษฐกิจ-ภัยพิบัติ

    วิริยะประกันภัยพร้อมโต้คลื่น บ่ยั่นความท้าทายด้านเศรษฐกิจ-ภัยพิบัติ

    นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับสังคมไทยอย่างมั่นคง ภายใต้เจตนารมณ์ “วิริยะประกันภัย เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน” แม้ต้องเผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

    ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเมียนมาที่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงหลายจังหวัดของไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือทำงานในอาคารสูง ขณะเดียวกันยังเกิดเหตุอุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะมหาอุทกภัยในภาคใต้ตอนล่างที่สร้างความเสียหายหนักในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค

    นายอมรกล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 79 ปี วิริยะประกันภัยมีความพร้อมรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบ ตั้งแต่เหตุการณ์ขนาดเล็กไปจนถึงวิกฤตระดับใหญ่ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการสินไหมทดแทนจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้นำ “ปฏิบัติการ First AID” มาใช้ในการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การสำรวจและประเมินความเสียหาย การประสานเครือข่ายรถยกลากเพื่อนำรถยนต์ออกจากพื้นที่น้ำท่วม การจัดซ่อมผ่านเครือข่ายศูนย์ซ่อมมาตรฐาน ตลอดจนการให้บริการผ่านสาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนกว่า 160 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้การดูแล เยียวยา และชดเชยค่าสินไหมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และเป็นธรรม

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังผสานความร่วมมือกับเครือข่ายวิริยะจิตอาสาทั่วประเทศ รวมถึงพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ในการจัดทำถุงยังชีพและส่งมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด สะท้อนบทบาทขององค์กรที่ไม่เพียงดูแลด้านประกันภัย แต่ยังร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของสังคมในยามวิกฤต

    แม้ต้องเผชิญสถานการณ์ท้าทายดังกล่าว แต่ผลประกอบการของบริษัทในปี 2568 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 42,923 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้า แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 37,654 ล้านบาท เติบโต 3.5% และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ 5,269 ล้านบาท เติบโตถึง 17.09% พร้อมรักษาความเป็นผู้นำตลาดประกันวินาศภัยต่อเนื่องเป็นปีที่ 34 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 14.64% สะท้อนความไว้วางใจของลูกค้าและประชาชนทั่วประเทศ

    ในด้านความมั่นคงทางการเงิน บริษัทฯ ยังมีสินทรัพย์รวม 68,166 ล้านบาท และมีอัตราความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) อยู่ที่ 357.21% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ สะท้อนเสถียรภาพและศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 44,646 ล้านบาท เติบโตประมาณ 4% โดยแบ่งเป็นธุรกิจประกันภัยรถยนต์ 38,865 ล้านบาท เติบโต 3% และธุรกิจประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ 5,780 ล้านบาท เติบโต 9.7% ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการในทุกมิติ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและคู่ค้าได้ดียิ่งขึ้น

    หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนงานบริการ ทั้งระบบรับประกันภัย การเคลมสินไหม และการเชื่อมโยงข้อมูลกับคู่ค้าให้รวดเร็วและแม่นยำ พร้อมพัฒนาการให้บริการแบบ One Stop Service ผ่านศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์สายด่วน 1557 และระบบบริการออนไลน์แบบ Self Service บน LINE Official เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2919984&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RGUalIgQztRiJSaNkbQFv

  • ททท.ปรับแผนรับพิษสงครามอิหร่าน เดินหน้ารุกอเมริกา-ยุโรปต่อเนื่อง-ประคองตลาดระยะไกล

    ททท.ปรับแผนรับพิษสงครามอิหร่าน เดินหน้ารุกอเมริกา-ยุโรปต่อเนื่อง-ประคองตลาดระยะไกล

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ว่า ททท. ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และเร่งปรับแผนการตลาดต่างประเทศให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยเฉพาะในตลาดที่เชื่อมโยงกับเส้นทางบินผ่านตะวันออกกลาง เพื่อจำกัดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป

    สำหรับการดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าและเที่ยวบินยกเลิกในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลจากศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) ระบุว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-12 มีนาคม 2569 มีเที่ยวบินได้รับผลกระทบสะสม 883 เที่ยวบิน แบ่งเป็นขาออก 451 เที่ยวบิน และขาเข้า 432 เที่ยวบิน ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวที่ต้องรอเที่ยวบินเพื่อเดินทางกลับสะสมประมาณ 45,136 คน โดย ททท. ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนในการดูแลอำนวยความสะดวกในช่วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง

    น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ในระยะต่อไป ททท. จะให้น้ำหนักกับการปรับยุทธศาสตร์การทำตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการทบทวนแผนกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งงานโรดโชว์ (Roadshow) และเทรดโชว์ (Trade Show) ในตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและความไม่แน่นอนของเที่ยวบิน ซึ่งขณะนี้กิจกรรมในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาบางส่วนจำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน ได้แก่ งาน Amazing Thailand Roadshow to South Africa 2026 เดิมกำหนดวันที่ 7-10 เมษายน ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก เดอร์บัน และเคปทาวน์ ซึ่งจะมีผู้ประกอบการไทย 20 รายเข้าร่วม ได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 22, 24 และ 26 มิถุนายน 2569 ขณะที่งาน The Middle East Trade Meet (MTM) & Mega FAM Trip 2026 ซึ่งเดิมกำหนดช่วงวันที่ 20-25 เมษายน และมีแผนนำผู้ซื้อจากตะวันออกกลาง 60 ราย มาพบผู้ประกอบการไทย 80 ราย ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา กระบี่ และเชียงใหม่ ก็ต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน เช่นเดียวกับงาน Roadshow to Mid East Pre-ATM ที่ต้องชะลอออกไปก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการสะท้อนว่าการเดินทางมีข้อจำกัดและหาตั๋วเครื่องบินได้ยาก

    อย่างไรก็ตาม งาน Arabian Travel Market (ATM) ซึ่งเป็นงานแฟร์ขนาดใหญ่ ยังอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันยังคงกำหนดการเดิม ขณะที่ตลาดอเมริกาและยุโรป ททท. ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมตามแผน เนื่องจากยังมีทางเลือกด้านการเดินทางและผู้ประกอบการยังมีความพร้อมเข้าร่วม

    ทั้งนี้ งาน Amazing Thailand Roadshow to US & Canada 2026 วันที่ 7, 9 และ 13 เมษายน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ลอสแอนเจลิส และแวนคูเวอร์ ยังคงเดินหน้าตามปกติ โดยมีผู้ประกอบการไทย 31 รายเข้าร่วม เช่นเดียวกับงาน Amazing Thailand (Post-ILTM) Latin America Roadshow 2026 วันที่ 8, 11 และ 13 พฤษภาคม ที่เซาเปาลู โบโกตา และเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งยังไม่มีผู้ประกอบการยกเลิกการเดินทาง ขณะที่ตลาดยุโรปยังคงเดินหน้าจัดงานสำคัญตามกำหนด อาทิ งาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet 2026 วันที่ 23 เมษายน และงาน Amazing Thailand Roadshow to UK 2026 วันที่ 19-21 พฤษภาคม เพื่อรักษาโมเมนตัมของตลาดระยะไกลและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2919986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hUysAPDgmdPQUbMSe9Vrz

  • สงครามตะวันออกกลางสะเทือนธุรกิจโรงแรมเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวหาย-ยกเลิกห้องพัก

    สงครามตะวันออกกลางสะเทือนธุรกิจโรงแรมเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวหาย-ยกเลิกห้องพัก

    สถานการณ์ความรุนแรงสงครามในตะวันออกกลางยังคงน่าเป็นห่วงและยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววันนี้ และมีการคาดการณ์หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง ผลกระทบที่ตามมาก็จะมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งประเทศไทยก็ต้องจับตามองติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต้องเตรียมแผนรับมือ ปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์

    โดยภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการพูดคุยและแสดงความกังวลใจเกี่ยวกับผลกระทบทางการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้น หนึ่งในภาคส่วนที่ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงคือ ธุรกิจโรงแรมและที่พัก ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อก็จะส่งผลเสียต่อรายได้ในช่วงไฮซีซั่นของปีนี้ ที่เป็นช่วงเวลาที่สร้างเม็ดเงินให้กับผู้ประกอบการ ประชาชน และประเทศ รวมถึงอาจจะส่งผลเกี่ยวกับการจ้างงานในภาพรวมด้วยเพราะหากต้นทุนสูงขึ้น ทางผู้ประกอบการก็มีความจำเป็นที่จะลดต้นทุนลงเพื่อความอยู่รอด

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo01.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo02.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทำให้ทางผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่มีความกังวลใจเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นผลกระทบบ้างแล้ว เช่นการยกเลิกการจองห้องพักในกลุ่มของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรป เนื่องจากไม่สามารถเดินทางมาได้เพราะสายการบินหลายเที่ยวบินมีการยกเลิกเนื่องจากความปลอดภัยการบิน

    “อัตราการจองห้องพักเฉลี่ยเดือนมีนาคม ในภาพรวมของจังหวัดเชียงใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 60 – 70 และคาดว่าในเดือนมีนาคม น่าจะเป็นอีกหนึ่งเดือนที่หนักหนาสาหัสสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมที่พัก หลังจากนี้ก็ต้องพิจารณาและคาดการณ์เป็นเดือนๆ ส่วนเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ก็ยังคาดการณ์ลำบาก คงต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้ง แม้ว่าจะมีเทศกาลสงกรานต์ที่จะสร้างสีสันและดึงดูดนักท่องเที่ยวก็ตาม”

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือฯ กล่าวอีกว่า หากพูดถึงนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่สร้างเม็ดเงินให้กับจังหวัดเชียงใหม่จำนวนมาก แม้ว่าจะเดินทางเข้ามาไม่มากกับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มอื่น แต่มีกำลังซื้อสูง พักผ่อนอยู่หลายวัน ซึ่งสามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี ส่วนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปก็ถือว่าเข้ามาไม่น้อยและหากหายไปก็จะกระทบเช่นกัน

    “เรียกได้ว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและตะวันออกกลางทำให้ธุรกิจโรงแรมของจังหวัดเชียงใหม่สะดุด”

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo04.jpg

    สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นหากเป็นระยะสั้นก็คาดว่าธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่น่าจะเกิดปัญหาทางการเงินเนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาเที่ยวเป็นประจำหายไป ส่วนระยะกลางที่อยู่ที่ 6 เดือนถึงหนึ่งปี ก็คาดว่าโรงแรมส่วนใหญ่ของเชียงใหม่น่าจะยังพอรับมือได้ แต่หากมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไปคงต้องมีการปรับตัวประหยัดค่าใช้จ่ายลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด

    “ทุกโรงแรมไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ต้องรัดเข็มขัดตัวเอง ต้องมีเงินทุนสำรองเอาไว้ และหากนักท่องเที่ยวไม่มาสถานการณ์ย่ำแย่มากอาจจะเห็นภาพโรงแรมหลายแห่งปิดทำการหยุดให้บริการเป็นการชั่วคราว ซึ่งก็จะคล้ายกับช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถเที่ยวได้”

    ส่วนการรับมือหลังจากนี้ ทางผู้ประกอบการคงต้องมีการปรับตัวพอสมควร หากเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ต้องพยายามเพิ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยให้มากขึ้น เพื่อทดแทนชาวต่างชาติที่หายไป ส่วนโรงแรมขนาดกลางคงต้องหวังพึ่งพานักท่องเที่ยวจากเอเชีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ามาทดแทน หนึ่งในกลุ่มที่น่าจะเข้ามาช่วยได้บ้างคือกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่เข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ติดหนึ่งในสิบ

    ส่วนโรงแรมขนาดใหญ่ หากจะยังหวังพึ่งนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปคงจะลำบาก เพราะนักท่องเที่ยวที่มีกำลังใจสูงนั้นไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้เนื่องจากติดปัญหาเกี่ยวกับสายการบิน อาจจะต้องหวังพึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเข้ามาเสริม ส่วนนี้ก็ต้องอาศัยรัฐบาลในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและโปรโมทดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาทดแทนให้ได้

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo07.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo05.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo06.jpg

    นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือฯ กล่าวด้วยว่า “สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกสิ่งหนึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็คือการที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมต้องลดต้นทุน ซึ่งจะส่งผลกับการจ้างงาน ไม่รับพนักงานใหม่ หรือมีความจำเป็นต้องปลดพนักงานออกเพื่อลดค่าใช้จ่าย ต้นทุนเกี่ยวกับสินค้าที่ใช้ในธุรกิจไม่ว่าจะเป็นข้าวของหรือราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทางโรงแรมหลายแห่งก็น่าจะต้องลดสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพร้อมกับลดราคาห้องพัก หากลดต้นทุนจนถึงที่สุดแล้วยังไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้คงต้องหยุดใช้บริการชั่วคราวก็ส่งผลกับเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างการจ้างงาน”

    “อยากให้สถานการณ์จบและสงบภายใน 3 เดือน เพราะในช่วงกรีนซีซั่นนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางและยุโรปจะชื่นชอบจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก เพราะชอบฝนและท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติมาก เช่นเดียวกันในช่วงไฮซีซั่นเราก็อยากให้การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก”

    “ความหวังก็คือรัฐบาลไทยที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีสิ่งใหม่ๆ ดึงดูดชาวต่างชาติ รวมถึงการดำเนินการโครงการทางการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ อย่างการขยายสนามบินเชียงใหม่ให้เร็วที่สุดและมีศักยภาพมากขึ้นในการรองรับผู้โดยสารและจำนวนเที่ยวบิน จะได้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น” ไพศาล กล่าว

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    ด้าน ละเอียด บุ้งศรีทอง ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) แสดงความคิดเห็นว่า ผลกระทบเกี่ยวกับการสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลถึงผู้ประกอบการโรงแรมที่พักของจังหวัดเชียงใหม่มาประมาณสองอาทิตย์แล้ว จะเห็นได้ว่ามีการยกเลิกการจองห้องพักจากนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางและนักท่องเที่ยวที่ต้องไปต่อเครื่องในพื้นที่นั้น เนื่องจากสายการบินมีการยกเลิกเที่ยวบินเพราะไม่สามารถเดินทางผ่านน่านฟ้าได้ แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือหลังจากนี้ยอดในการจองโรงแรมห้องพักถือว่าน้อย และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายก็คาดว่าจะย่ำแย่ลงอีก

    “ในตอนนี้ผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยง เนื่องจากการยกเลิกห้องพักจากสถานการณ์ของสงครามที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เก็บค่าบริการที่ทำการยกเลิกจากลูกค้าแต่อย่างใด ส่วนลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติที่ทำการยกเลิกส่วนใหญ่จะเป็นตลาดระยะไกล ที่เส้นทางการบินจะต้องผ่านน่านฟ้าในพื้นที่ตะวันออกกลาง หรือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องไปต่อเครื่องในพื้นที่นั้น”

    ส่วนบรรยากาศของโรงแรมที่พักในจังหวัดรอง ก็ถือว่าน่าห่วง แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าภายในประเทศ ส่วนลูกค้าชาวต่างชาติก็มีบ้างแต่จะไหลมาจากจังหวัดใหญ่ แต่หลังจากนี้หากราคาต้นทุนสูงขึ้นและประชาชนหรือนักท่องเที่ยวมีกำลังจ่ายน้อยก็จะส่งผลกับตลาดภายในประเทศที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของการท่องเที่ยวในจังหวัดรอง ทำให้ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ต้องทำการบ้านในการดึงดูดนักท่องเที่ยวภายในประเทศให้ได้มากขึ้น

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo08.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ละเอียด กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของผู้ประกอบการโรงแรมก็คือราคาน้ำมัน ราคาค่าไฟ และราคาสินค้า ที่อาจจะมีการปรับเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ต้องลดการใช้ที่ไม่จำเป็น หรือใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด แต่ต้องไม่กระทบกับการใช้บริการของลูกค้า เพราะในช่วงวิกฤตการให้บริการกับลูกค้าก็เป็นสิ่งสำคัญมาก หากลูกค้าประทับใจก็จะมีการบอกต่อว่าบริการดีและกลับมาใช้บริการซ้ำ ซึ่งจะช่วยต่อลมหายใจกับเหล่าผู้ประกอบการได้ในช่วงเวลาแบบนี้

    สำหรับโรงแรมที่พักในภาคเหนือ คาดว่าจะสามารถยืนระยะได้ประมาณ 2-3 เดือน หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย หรือยังไม่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่หากหลังจากนั้นขยายความรุนแรงและยืดเยื้อก็น่าเป็นห่วง อยากจะให้จบให้เร็วที่สุดเพื่อให้การท่องเที่ยวเดินหน้าต่อไปได้ และไม่อยากจะเห็นภาพของราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น เพราะจะกระทบกับการตัดสินใจท่องเที่ยวโดยตรง

    “ปกติช่วงนี้จะเริ่มเห็นการจองห้องพักในช่วงเดือนเมษายนแล้ว แต่ในปีนี้เรียกได้ว่าเงียบเหงา ซึ่งก็น่าจะมาจากการที่หลายคนติดตามสถานการณ์และอยากจะรัดเข็มขัดประหยัดเงินในกระเป๋า ดังนั้นก็อยากจะให้รัฐบาลมีการพูดคุยและประกาศแผนทั้งระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้ติดตามว่าผลและแนวโน้มจะเป็นอย่างไร สร้างการรับรู้และวางมาตรการที่เหมาะสมบนพื้นฐานของความไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป”

    “และอยากจะเห็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้มากขึ้นกว่าเดิม คาดหวังว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์นักท่องเที่ยวคนไทยจะเดินทางเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น หากเดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยก็จะลดลงไป”

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo10.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo11.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-middle-east-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-chiang-mai-with-tourists-canceling-bookings&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S-T8jKtF1CEt5prWZsJu-

  • นักท่องเที่ยวตื่นตา ฝูงโลมาปากขวด ว่ายโชว์ตัวกลางทะเลใกล้เกาะตาชัย

    นักท่องเที่ยวตื่นตา ฝูงโลมาปากขวด ว่ายโชว์ตัวกลางทะเลใกล้เกาะตาชัย

    นักท่องเที่ยวตื่นตา ฝูงโลมาปากขวด ว่ายโชว์ตัวกลางทะเลใกล้เกาะตาชัย

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.10 น.

    ตื่นตา ฝูงโลมาปากขวด ว่ายโชว์ตัวกลางทะเลใกล้เกาะตาชัย ตอกย้ำความสำเร็จนโยบายท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
       
    16 มีนาคม 2569 นายศิริวัฒน์ สืบสาย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยภาพสุดประทับใจ หลังเจ้าหน้าที่สายตรวจทางทะเลของอุทยานฯ พบฝูง โลมาปากขวด (Indo-Pacific Bottlenose Dolphin) จำนวนมากประมาณ 120 ตัว รวมกลุ่มกันบริเวณใกล้เกาะตาชัย ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ยากในน่านน้ำไทย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนตามภารกิจปกติ โดยพบฝูงโลมาจำนวนมากกระจายตัวเต็มผืนน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามของทะเลอันดามัน สร้างความตื่นเต้นให้กับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก

    นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า โดยปกติโลมาปากขวดจะรวมตัวกันเป็นฝูงเล็กประมาณ 10–20 ตัว แต่การพบฝูงขนาดใหญ่กว่า 100 ตัวในครั้งนี้ หรือที่เรียกว่า “Super Pod” ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลบริเวณเกาะตาชัยและหมู่เกาะสิมิลัน เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า โลมามีความยาวลำตัวประมาณ 1–2.5 เมตร ว่ายน้ำอย่างร่าเริง บางส่วนว่ายเคียงคู่ไปกับเรือตรวจการณ์ บางตัวกระโดดขึ้นเหนือน้ำโชว์ตัวอย่างสวยงาม คล้ายกับกำลังต้อนรับทีมเจ้าหน้าที่ สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

    ทั้งนี้ การปรากฏตัวของฝูงโลมาขนาดใหญ่ยังสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งผลักดันการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติสู่แนวทาง “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ไม่ทำลายทรัพยากร” โดยเน้นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว การจัดระเบียบเส้นทางเดินเรือ และการเฝ้าระวังสัตว์ทะเลหายากอย่างใกล้ชิด

    หัวหน้าอุทยานฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การที่สัตว์ทะเลหายากกลับมาปรากฏตัวในพื้นที่จำนวนมากเช่นนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบกำลังให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการนำเที่ยวและนักท่องเที่ยว หากพบเจอสัตว์ทะเลหายาก ควรปฏิบัติตามหลักสากล ได้แก่ ลดความเร็วเรือ เดินเรือด้วยความเร็วคงที่และช้าที่สุด รักษาระยะห่างจากสัตว์ ห้ามขับเรือเข้าไปกลางฝูงหรือไล่ตาม รวมถึงงดกิจกรรมที่รบกวน เช่น การให้อาหาร ส่งเสียงดัง หรือกระโดดลงไปสัมผัสสัตว์โดยเด็ดขาด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้คงความอุดมสมบูรณ์ต่อไปในอนาคต

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/952837&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Yf1VbidfaBdauhJt7zQE

  • รัฐบาลลุยโรดโชว์ ดึงกองถ่ายฮ่องกง ลงทุนไทย1,500ล. ดันสู่ฮับภาพยนตร์

    รัฐบาลลุยโรดโชว์ ดึงกองถ่ายฮ่องกง ลงทุนไทย1,500ล. ดันสู่ฮับภาพยนตร์

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.05 น.

    รัฐบาลลุยโรดโชว์ ดึงกองถ่ายฮ่องกง ลงทุนไทย1,500ล. ดันสู่ฮับภาพยนตร์

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมร่วมออกคูหานิทรรศการในงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) วันที่ 17-20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยตั้งเป้าดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์และซีรีส์จากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาถ่ายทำในไทย คาดว่าจะสร้างมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ จะได้นำเสนอมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย (Cash Rebate) สูงสุด 30% โดยปี 2568 พบว่า กองถ่ายจากฮ่องกงเข้ามาถ่ายทำในไทยเป็นอันดับที่ 7 มูลค่าลงทุน 302 ล้านบาท ขณะที่กองถ่ายจากจีน อยู่อันดับ 3 มูลค่าลงทุน 372 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของผู้ผลิตจากทั้ง 2 ตลาดที่มีต่อไทย

    “การเข้าร่วมงานดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของเอเชีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในไทยมากยิ่งขึ้น” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/952770&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tP6MkcSp2RavUzPaf_KcK

  • ไทยแชมป์อาเซียน! นักท่องเที่ยวรัสเซียค้นหาพุ่ง เชียงใหม่-กระบี่มาแรง

    ไทยแชมป์อาเซียน! นักท่องเที่ยวรัสเซียค้นหาพุ่ง เชียงใหม่-กระบี่มาแรง

    ไทยแชมป์อาเซียน! นักท่องเที่ยวรัสเซียค้นหาพุ่ง เชียงใหม่-กระบี่มาแรง

    ประเทศไทยยืนหยัดในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของอาเซียนสำหรับนักท่องเที่ยวรัสเซีย จากรายงานการท่องเที่ยวไตรมาส 4 ปี 2568 ของ Yango Ads ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 โดยยอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และไทยยังติดอันดับท็อป 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลกอีกด้วย

    ในระดับโลก ไทยตามหลังเพียงตุรกี จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ ขณะที่ในอาเซียน ไทยครองแชมป์เหนือเวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นว่าภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายฤดูหนาวยังคงแข็งแกร่งในสายตานักท่องเที่ยวรัสเซีย

    เชียงใหม่-กระบี่ดาวรุ่ง ยอดค้นหาทุบสถิติ

    แม้ภูเก็ตและพัทยาจะยังคงครองใจนักท่องเที่ยวรัสเซียอย่างต่อเนื่อง แต่สัญญาณที่น่าจับตาในไตรมาสนี้คือการเติบโตของจุดหมายปลายทางใหม่ เชียงใหม่มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบรายปี จากแรงหนุนของเทศกาลปลายปีและสภาพอากาศหนาวเย็นที่แตกต่างจากภาคใต้ ส่วนกระบี่เติบโต 16% เมื่อเทียบรายปี จากความต้องการที่พักแบบวิลลาและการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

    กรุงเทพฯ เองก็ไม่น้อยหน้า โดยมียอดค้นหาเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบรายปี จากการผสมผสานระหว่างการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน งานอีเวนต์ และการเดินทางเพื่อธุรกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยดึงดูดนักท่องเที่ยวรัสเซียได้หลายกลุ่มในเวลาเดียวกัน

    วิลลาและการจองกระชั้นชิดกลายเป็นมาตรฐานใหม่

    พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวรัสเซียเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในด้านที่พัก โดยวิลลาครองสัดส่วนสูงถึง 69% ของการค้นหาที่พักนอกประเภทโรงแรมทั้งหมด สะท้อนความต้องการพื้นที่ส่วนตัว ความกว้างขวาง และความเหมาะสมสำหรับการเดินทางแบบครอบครัว

    ในกลุ่มโรงแรม โรงแรมท่ามกลางธรรมชาติและสวนอันร่มรื่น (Park Hotel) มีสัดส่วนการค้นหาสูงสุดที่ 34% รองลงมาคือรีสอร์ตที่ 29% และโรงแรมสำหรับครอบครัวที่ 14% ซึ่งทั้งหมดล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นักท่องเที่ยวรัสเซียให้ความสำคัญกับประสบการณ์และบรรยากาศมากกว่าความสะดวกเชิงธุรกิจ

    ด้านพฤติกรรมการจอง ข้อมูลพบว่า 95% ของการค้นหาทัวร์ที่เกี่ยวข้องกับไทยเป็นการจองแบบกระชั้นชิด (Last-Minute Bookings) โดยหมวดโรงแรมมีสัดส่วนสูงสุด ตามด้วยทัวร์ เที่ยวบิน และกิจกรรมท่องเที่ยว รูปแบบนี้สะท้อนทั้งความยืดหยุ่นที่นักท่องเที่ยวต้องการและความสะดวกของแพลตฟอร์มดิจิทัลในปัจจุบัน

    ไทยติดท็อป 3 โลกด้านท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

    จากรายงาน Medical Tourism Overseas Q4 2025 ของ Yango Ads ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก โดยยอดค้นหาเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบรายปีจากไตรมาสเดียวกันของปี 2567

    บริการสปาเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยมียอดค้นหาเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบรายปี และสำหรับนักท่องเที่ยวรัสเซียโดยเฉพาะ การค้นหาสปาคิดเป็นสัดส่วนถึง 67% ของการค้นหาด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั้งหมด รองลงมาคือการตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางทันตกรรม ซึ่งทำให้ไทยได้รับการยอมรับไม่ใช่แค่แหล่งพักผ่อน แต่ยังเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับภูมิภาค

    คุณเนฮะ ดาวาร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Yango Ads ประเทศไทย ระบุว่า การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีความเข้มข้นขึ้น กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจึงมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งช่วยกระจายการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพใหม่ของไทยอย่างสมดุล

    ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techoffside.com/2026/03/thai-tourism-russian-travelers-q4-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E02_pwbbvHnPyXZDSeCVy

  • “นพดล” เสนอ 5 แผนเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ดันไทยศูนย์กลางเจรจาและพลังงานภูมิภาค | เดลินิวส์

    “นพดล” เสนอ 5 แผนเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ดันไทยศูนย์กลางเจรจาและพลังงานภูมิภาค | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน) อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำหลักสูตรความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ เรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัยมิชิแกน

    ข่าวดีประเทศไทย พลิกวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาส ไทยเข้มแข็ง

    ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลาง ไปจนถึงความไม่แน่นอนด้านระบบพลังงาน ระบบเศรษฐกิจ และระบบไซเบอร์ แต่ในทุกวิกฤต มักมีประเทศที่สามารถเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์

    ตัวอย่างเช่น วิกฤตน้ำมันจากตะวันออกกลางทำให้รัสเซียกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจทันที เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้รัสเซียมีรายได้เพิ่มวันละประมาณ 5,000–5,500 ล้านบาท และในช่วงเริ่มต้นของวิกฤต รัสเซียทำรายได้จากพลังงานไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท

    นอกจากนั้นยังมีประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ได้รับผลประโยชน์ในช่องแคบมะละกาโดยทางอ้อม จากวิกฤตตะวันออกกลางอีกด้วย

    ประเทศไทยจึงไม่ควรมองวิกฤตโลกเพียงในมิติของความเสี่ยง ด้วยความกลัวและตื่นตระหนก แต่ควรมองในมิติของโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

    ผมขอเสนอแนวทางสำคัญ 5 ประการ ดังนี้

    1. ใช้โอกาสราคาพลังงานโลกเพื่อเร่งลงทุนพลังงานใหม่ของไทย
      วิกฤตพลังงานโลกทำให้หลายประเทศเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

    ประเทศไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจพลังงาน (Energy Hub) ของภูมิภาค ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และเพิ่มการผลิตพลังงานสะอาด เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    1. ใช้ความไม่แน่นอนของโลกดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
      เมื่อโลกเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจำนวนมากมองหาประเทศที่มีเสถียรภาพ และมีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

    ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งนี้ดึงดูดการลงทุนใหม่ ส่งเสริมการย้ายฐานการผลิต สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและปลอดภัย (Stable and Safe Economic Hub) ของภูมิภาค

    รัฐบาลอาจใช้โอกาสวิกฤตโลกนี้ ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ (Southern Land Bridge Project) เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    ทั้งจากกลุ่มประเทศพันธมิตรของประเทศไทย และประเทศมหาอำนาจ เพื่อประกันความปลอดภัย ลดความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจโลกในเอเชีย

    หากเกิดวิกฤตช่องแคบไต้หวันขึ้นมาอีก ก็จะช่วยให้ระบบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Industry) หรืออุตสาหกรรมการผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่า 60% ของโลก มีความปลอดภัยมากขึ้น

    1. ยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงการท่องเที่ยวของเอเชีย
      ในขณะที่วิกฤตตะวันออกกลางลุกลามไต่ระดับสูงขึ้น ประเทศที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ว่า “ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ” จะได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน

    ประเทศไทยจึงควรเร่งยกระดับระบบท่องเที่ยวปลอดภัย (Safe Tourism Destination) อย่างจริงจัง โดยลงทุนด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 300%

    ครอบคลุมสนามบิน โรงแรม สถานบันเทิง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และระบบขนส่ง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยของโลก (World Safe Tourism Destination)

    ใช้กองกำลังผสมตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมายที่มีความเสี่ยง (Soft Target)

    แนวทางสำคัญที่ต้องทำทันที คือการใช้ “การข่าวนำการป้องกัน” (Intelligence-led Security) ผ่านความร่วมมือข่าวกรองระหว่างประเทศ และการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทาง เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า

    ควบคู่กับการพัฒนาระบบกล้องอัจฉริยะ การฝึกอบรมบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ

    หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ใช้แนวทางนี้เพื่อสร้างผลยับยั้งต่อผู้ก่อเหตุ และลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุจริง

    ในขณะเดียวกัน ความมั่นคงการท่องเที่ยวไม่สามารถพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ หน่วยข่าวกรอง ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว การปกครองท้องถิ่น และภาคประชาชน

    ซึ่งถือเป็น “ด่านเฝ้าระวังชั้นแรกของสังคม (First Line of Awareness)” เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง และสามารถสังเกตพฤติกรรมผิดปกติได้ก่อนเกิดเหตุ

    หลายประเทศใช้แนวคิด Community-based Security หรือความมั่นคงแบบมีส่วนร่วมของสังคม เช่น โมเดล Total Defence ของสิงคโปร์ และระบบการเฝ้าระวังหลายชั้นของอิสราเอล

    สำหรับประเทศไทย แนวคิด “ประชาชนเป็นหูเป็นตาของรัฐ” ควรถูกยกระดับไปสู่การสร้างความตระหนักของภาคประชาชน (Public Awareness) การฝึกอบรมผู้ประกอบการ และเครือข่ายแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว

    ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะด้านความปลอดภัย และการสื่อสารกับสังคมอย่างถูกต้อง เพื่อให้การมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ถูกมองเป็นภัยความมั่นคง

    แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ได้รับการคุ้มครองด้วยระบบความปลอดภัยที่เข้มแข็ง

    เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวในโลก และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีเสถียรภาพของเอเชีย

    1. เสริมบทบาททางการทูตของไทยในเวทีโลก
      ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการทูตแบบสมดุล และมีความสัมพันธ์กับหลายภูมิภาค

    รัฐบาลสามารถใช้โอกาสนี้เสนอประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งการเจรจาและไกล่เกลี่ย (Dialogue หรือ Mediation) เพื่อเสริมบทบาทในเวทีภูมิภาค และยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก

    ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์

    วิกฤตของโลกไม่ใช่เพียงความเสี่ยง แต่คือช่วงเวลาที่ประเทศต่าง ๆ สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้

    ประเทศไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ยกระดับความปลอดภัยของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และใช้พลังทางวัฒนธรรมเป็น Soft Power

    เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีโลก

    ในช่วงที่วิกฤตตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเส้นทางพลังงานโลก รวมถึงความเสี่ยงที่อาจลามไปถึงช่องแคบมะละกา และช่องแคบไต้หวัน

    ประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์อย่างเร่งด่วน ภายใต้ความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร เปิดพื้นที่รองรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของโลก เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียง “รอดพ้นจากวิกฤต” แต่สามารถ “เติบโตจากวิกฤต” และยกระดับศักยภาพของประเทศในระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5689872/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dhvqarulw-c3Z60EQJtjw

  • หมดยุคกินดอกเบี้ย TTB ปรับบทบาทจาก “ตัวกลางปล่อยกู้” สู่ “ผู้สร้างผลตอบแทน”

    หมดยุคกินดอกเบี้ย TTB ปรับบทบาทจาก “ตัวกลางปล่อยกู้” สู่ “ผู้สร้างผลตอบแทน”

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ภาคธนาคารซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะต้องปรับบทบาท ทิศทาง และกลยุทธ์ เพื่อมุ่งเน้นความยั่งยืนมากกว่าการเติบโตในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว

    บริบทเศรษฐกิจไทย ยุคแห่งการลดภาระหนี้ 

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ให้มุมมองว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดในการเติบโต เนื่องจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงเกินไป หากหนี้ครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประเทศจะพัฒนาได้ลำบาก 

    ดังนั้นทิศทางที่ควรจะเป็นคือการที่ทั้งภาคประชาชนและบริษัทขนาดใหญ่ต้องลดการกู้ยืมและหันมาบริหารจัดการหนี้ให้ลดลง ซึ่งในระยะสั้นอาจดูเหมือนเศรษฐกิจไม่เติบโตหวือหวา แต่หากประเทศสามารถลดภาระหนี้ได้จริง จะส่งผลให้ระบบธนาคารมีความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนต่อไปได้ในระยะยาว

    เปลี่ยนบทบาทธนาคารจาก “ตัวกลางปล่อยกู้” สู่ “ผู้สร้างผลตอบแทน”

    เขาระบุว่า โมเดลธุรกิจธนาคารแบบเดิมที่เน้นส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวเริ่มเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นและต้นทุนการบริหารจัดการที่แพงขึ้น ธนาคารจึงต้องเร่งปรับตัวใน 2 ด้านหลัก

    การลดต้นทุน: มีการปรับลดจำนวนสาขาและจำนวนพนักงานลง เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในยุคที่การสร้างรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยทำได้ยากขึ้น

    การเปลี่ยนบทบาท: แทนที่จะเป็นเพียงช่องทางการฝากเงินและปล่อยกู้แบบเดิม ธนาคารต้องปรับบทบาทมาช่วยให้ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น เมื่อผู้เกษียณอายุหรือผู้มีเงินออมได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็จะมีเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบเพื่อการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่านโยบายระยะสั้นของภาครัฐ

    กลยุทธ์การเติบโตเชิงคุณภาพ 

    ในยุคที่ความเสี่ยงสูง TTB เลือกที่จะไม่เร่งขยายสินเชื่อในภาพรวม แต่เน้นการชิงส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่ม “ลูกค้าชั้นดี” โดยการนำเสนอเงื่อนไขและดอกเบี้ยที่จูงใจสำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงิน เพื่อให้ลูกค้าเหล่านี้ย้ายมาอยู่กับธนาคาร นอกจากนี้ ยังมีการมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ ๆ เช่น สินเชื่อรถจักรยานยนต์ เพื่อเป็นช่องทางเสริมในการสร้างกำไร โดยตั้งเป้าหมายว่าแม้สินเชื่อรวมอาจจะไม่เติบโตมากนัก แต่การรักษาคุณภาพลูกค้าไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ถือเป็นหัวใจสำคัญ

    การบริหารจัดการ NPL และความแข็งแกร่งทางการเงิน

    ทิศทางของ NPL มีแนวโน้มที่น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงหากไม่มีปัจจัยจากภายนอกเพิ่มเติม ธนาคารให้ความสำคัญกับการประคับประคองลูกค้าเพื่อไม่ให้ไหลไปเป็น NPL ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญกว่าการเร่งปล่อยกู้ใหม่

    ในแง่ของผลตอบแทนผู้ถือหุ้น แม้ในกรณีที่ธนาคารไม่มีการเติบโต ธนาคารยังมีกลยุทธ์การบริหารจัดการเงินทุน เช่น การซื้อหุ้นคืน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการเพิ่มกำไรต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่ โดยการลดจำนวนหุ้นลง ในขณะที่กำไรยังคงที่ ทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลประโยชน์เท่าเดิมหรือมากขึ้นแม้ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว 

    การดำเนินธุรกิจของธนาคารในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของการขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง แต่เป็นเรื่องของการประคับประคองคุณภาพสินทรัพย์ การปรับลดต้นทุน และการปรับบทบาท เพื่อส่งมอบคุณค่าใหม่ให้กับลูกค้า การที่ธนาคารสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบาง สะท้อนถึงการปรับโมเดลธุรกิจจาก “ปริมาณ” สู่ “ประสิทธิภาพ” อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MV6U-pECx3Z563SdmigqU

  • ‘สมรภูมิ‘ ยืดเยื้อกระทบพุ่ง  ผวาน้ำมัน 140ดอลลาร์ ทุบจีดีพีไทย

    ‘สมรภูมิ‘ ยืดเยื้อกระทบพุ่ง ผวาน้ำมัน 140ดอลลาร์ ทุบจีดีพีไทย

    “สงครามอิหร่าน” ส่อแววยืดเยื้อกดดันราคาน้ำมันพุ่ง “นักเศรษฐศาสตร์” ห่วงทุบเศรษฐกิจแรง “อมรเทพ”เผย เลวร้ายสุดกระทบจีดีพีไทย 0.8 % เร่งไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค “บุรินทร์” ชี้ช่องแคบฮอร์มุซจุดตายทุบเศรษฐกิจทั่วโลก แรงกว่าสงครามรัสเซียยูเครน หวั่นจีดีพีหาย 1-5% “กอบศักดิ์” เทียบสงครามรัสเซีย-ยูเครน “จีดีพีไทย” หาย 0.5-1% วอลล์สตรีทเตือนวิกฤติพลังงานหนักสุดรอบหลายสิบปี อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด

    สถานการณ์ความขัดแย้งใน “ภูมิภาคตะวันออกกลาง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึง “เศรษฐกิจไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมี “ราคาน้ำมัน” เป็นฟันเฟืองหลักในการส่งผ่านผลกระทบดังกล่าว 

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า หากประเมินจากความรุนแรงจากราคาน้ำมันเป็นซินาริโอ ประเมิน 3 กรณี คือ 1.กรณีฐานราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นกว่าปี 2568 ค่อนข้างมากที่เฉลี่ยเพียง 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น

    แต่ยังถือว่าเป็นระดับที่เศรษฐกิจไทยพอรับได้ แต่จะกระทบต่อจีดีพีชะลอลงจากฐานเดิมราว 0.4% ซึ่งอาจส่งผลให้ตัวเลขการเติบโตลงมาอยู่ที่ 1.7% จากเดิมที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.1% ปีนี้ และในไตรมาสแรกมีความเสี่ยงที่จีดีพีจะติดลบหากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    2.กรณีเลวร้าย หรือ Worst Case หากน้ำมันที่ 140 ดอลลาร์ จากความขัดแย้งขยายวงกว้างมากขึ้น จะยิ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ชะลอตัวอย่างมากที่ราว 0.8% จากประมาณการเดิม และมีความเสี่ยงเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค จีดีพีมีโอกาสติดลบ 2 ไตรมาสติดในไตรมาส 2 นี้ด้วย 
     

    และ3.กรณีเลวร้ายที่สุด คือราคาน้ำมันพุ่งเฉียด 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากสถานการณ์สงครามร้ายแรงขั้นสุด อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซสมบูรณ์และยาวนาน ซึ่งจะมีผลกระทบจะมหาศาลและรุนแรงกว่าที่คิดไว้มากต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้กรณีนี้ผลกระทบอาจทวีคูณจากเดิมที่มองไว้ได้

    อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกระทบกระจายตัวผ่านห่วงโซ่อุปทานไปทุกภาคส่วนเศรษฐกิจไทย ทั้งช็อกภาคการบริโภคและการลงทุน ความเชื่อมั่นให้ที่อ่อนแอลงจะทำให้การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนหยุดชะงัก กระทบต่อรายอุตสาหกรรม

    ทั้งเหล็กและวัสดุก่อสร้าง สิ่งทอและเส้นด้าย บรรจุภัณฑ์ พลาสติก และอาหารต่าง ๆ ที่ล้วนมีส่วนประกอบหรือต้นทุนการขนส่งที่ผูกติดกับน้ำมัน ภาครัฐแม้อุดหนุนราคาน้ำมันจะพยุงแค่ชั่วคราว แต่อาจนำไปสู่ปัญหาระยะยาวที่ร้ายแรง

    ทั้งหนี้ภาครัฐพุ่งจากการอุดหนุนที่ไม่ตรงจุด โดยไทยอาจเสี่ยงต่อการถูกปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) หรือโดนลดอันดับเครดิต (Credit Rating) ดุลบัญชีเดินสะพัดมีความเสี่ยงของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะเพิ่มสูงขึ้นจากการนำเข้าน้ำมันราคาแพง

    • จุดตายเศรษฐกิจทั่วโลกคือช่องแคบฮอร์มุซ

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะกรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่าหากประเมินถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นซินาริโอมองว่า หากราคาน้ำมันเฉลี่ย 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีลดลง1.3% หากเทียบจากประมาณการฐานเดิมที่ 1.9% อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น 2.2%

    ถัดมา หากราคาน้ำมันเฉลี่ย 140-200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อจีดีพีไทยจะรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยอาจติดลบไปถึงประมาณ 4-5% ซึ่งถือเป็นระดับที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหนัก

    “นอกจากผลกระทบต่อจีดีพี วิกฤติน้ำมันยังส่งผลต่อดุลการค้าและค่าเงินบาท เพราะทุก 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นทำให้ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มราว 0.8-0.9% ของจีดีพี หรือ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี จึงเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วตามปัจจัยพื้นฐานที่แย่ลง ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนขายหุ้นออกเงินไหลออกนอกประเทศ”

    • เทียบสงครามรัสเซียยูเครนกระทบจีดีพีไทย 1%

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า หากเทียบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันโลกเคยปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบจ่อเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ราว 0.5-1% ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 2-3 ด้าน ทั้งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและต้นทุนพลังงานในประเทศ รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ

    ผลกระทบที่ตามมาคือ เรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในหลายประเทศ และเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางของหลายประเทศก็จะเริ่มมีความกังวล และอาจต้องตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เช่นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหากเผชิญเหตุการณ์คล้ายสงครามรัสเซีย-ยูเครน ประเทศไทยอาจต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากเพื่อพยุงราคาพลังงานภายในประเทศ ซึ่งในอดีตใช้เงินกองทุนน้ำมันถึง 2 แสนล้านบาท

    แต่สิ่งที่น่าห่วงคือประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องการใช้งบประมาณ การกู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากใกล้ติดเพดานหนี้สาธารณะ ทำให้เรื่องนี้น่าห่วงมากขึ้น

    • วอลล์สตรีทเตือนอาจยืดเยื้อกว่าที่คาด

    ขณะที่สถาบันการเงินชั้นนำในวอลล์สตรีทเตือนว่า สงครามอิหร่านกำลังผลักดันตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ “วิกฤติอุปทานรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”  

    นักวิเคราะห์ของธนาคาร “เจพีมอร์แกนเชส” ระบุในรายงานว่า การลดกำลังการผลิตและการส่งออกน้ำมันอาจทำให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปเกือบ “12 ล้านบาร์เรลต่อวัน” ภายในสัปดาห์หน้า และจะเริ่มสะท้อนผลอย่างชัดเจนในตลาดจริง โดยผลกระทบกำลังลามไปยังผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซล ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน

    ด้านธนาคาร “โกลด์แมน แซคส์” ระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญที่สุดของโลก ได้ลดลงอย่างรุนแรง

    โดยจากระดับปกติมากกว่า 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียงประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
     
    ขณะที่อาร์บีซี แคปิทัล มาร์เก็ตส์ ประเมินว่า ราคาน้ำมันอาจทะลุระดับ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นจุดสูงสุดหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2022 และยังมีโอกาสไปทดสอบระดับสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ที่ราว 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อปี 2008

    • การระบายน้ำมันสำรองIEA ยังไม่ช่วย

    แม้การปล่อยน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรล ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะมีปริมาณมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็มีเป้าหมายเพียงแค่ช่วยชดเชยช่องว่างอุปทานในตลาดเท่านั้น และช่องว่างนั้นก็มีขนาดใหญ่มากและกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    โดยปกติแล้วมีน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังสงครามดำเนินมา 12 วัน ช่องว่างอุปทานทั่วโลกได้ทะลุ 200 ล้านบาร์เรลไปแล้ว

    ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ IEA เตรียมปล่อยออกมา โดยญี่ปุ่นจะเริ่มระบายน้ำมัน 80 ล้านบาร์เรลออกมาในวันจันทร์นี้ และสหรัฐจะเริ่มระบาย 172 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์นี้เช่นกัน

    ขณะที่ปริมาณการระบายน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรล เป็นสัดส่วนที่รองรับความต้องการใช้น้ำมันของโลกแค่เพียง 4 วัน เท่านั้น
    เกรกอร์ เซเมียนิอุก ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะและ

    เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แอมเฮิร์สท์ ระบุว่า หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ การปล่อยน้ำมันสำรองจะช่วยบรรเทาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

    ตลาดได้สะท้อนข่าวการปล่อยน้ำมันสำรองไปแล้วบางส่วน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับราว 80 ดอลลาร์ไปก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากเคยพุ่งเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
    นอกจากนี้ เมื่อปล่อยน้ำมันสำรองออกมาแล้ว “อำนาจต่อรอง” ของมาตรการนี้ก็จะลดลง

    และหากการปิดช่องแคบยังคงดำเนินต่อไป ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นหากตลาดน้ำมันโลกมองว่าปริมาณน้ำมันสำรองไม่สามารถชดเชยการขาดแคลนอุปทานได้ทั้งหมด ผลกระทบต่อการกดราคาน้ำมันก็จะจำกัดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1225278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yhY0bglEzyI47n_VYS9So