Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Trip.com Group เผยข้อมูลไทยเบอร์ 1 ท่องเที่ยวอาเซียน

    Trip.com Group เผยข้อมูลไทยเบอร์ 1 ท่องเที่ยวอาเซียน

    นักเดินทางทั่วโลกกว่า 217 ล้านคน วางประเทศไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพร้อมกับครอบครัว และไนต์ไลฟ์ คนไทยปักหมุดเที่ยวจีนมากขึ้น

    Trip.com Group เผยข้อมูลจากผู้ใช้งานกว่า 217 ล้านคนทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยยังเป็นผู้นำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเกือบทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะในกลุ่ม Global 50 Family-Friendly Destination ที่ไทยกวาดสัดส่วนความนิยมสูงถึง 57 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงหมวดกิจกรรมแนะนำ และสถานที่เที่ยวยามค่ำคืน ซึ่งส่งผลให้ยอดจองที่พักในไทยเติบโตขึ้นถึง 24 เปอร์เซ็นต์

    จากตัวเลขข้างต้น Trip.com Group มองว่า ประเทศไทยยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ครบวงจรในที่เดียวสำหรับนักเดินทางทั่วโลก

    ขณะที่ พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยในปี 2026 พบเทรนด์ที่น่าสนใจคือการไปปักหมุดท่องเที่ยวประเทศจีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 53.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมหานครล้ำสมัยอย่าง เซี่ยงไฮ้ และเมืองเปี่ยมเสน่ห์อย่าง เฉิงตู คือสถานที่ที่ถูกค้นหามากที่สุด

    ในแง่ของโซลูชันการท่องเที่ยวใหม่ๆ พบว่า นักท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เฉพาะตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสอนทำอาหารไทย การสวมชุดไทยย้อนยุคในกรุงเทพฯ หรือกิจกรรมผจญภัยในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เน้นการลงมือทำด้วยตัวเองเพื่อสร้างความทรงจำที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2920367&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WcUrc9lSaOzD0zjlfCmbK

  • MINT บวกนำกลุ่มโรงแรม รับททท. เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ’ : อินโฟเควสท์

    MINT บวกนำกลุ่มโรงแรม รับททท. เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ’ : อินโฟเควสท์

    เมื่อเวลา 11.26 น. MINT บวก 3.17% เพิ่มขึ้น 0.70 บาท มาที่ 22.80 บาท มูลค่าการซื้อขาย 408.54 ล้านบาท

    CENTEL บวก 3.05% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 33.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 58.198 ล้านบาท

    SHR บวก 1.89% เพิ่มขึ้น 0.03 บาท มาที่ 1.62 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1.81 ล้านบาท

    ERW บวก 1.59% เพิ่มขึ้น 0.04 บาท มาที่ 2.56 บาท มูลค่าการซื้อขาย 35.68 ล้านบาท

    บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ‘ททท.’ เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาโครงการกระตุ้นท่องเที่ยว “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วบินอินเตอร์ฯ เข้าไทย แถมฟรีตั๋วบินในประเทศ พร้อมตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์การบิน-ท่องเที่ยว บริหารความเชื่อมั่น ตอกย้ำภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางปลอดภัย

    เรามองเป็น sentiment บวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวและ Aviation จากโครงการ “Buy International, Free Domestic Flights” ที่เคยพูดถึงกันมาก่อนหน้านี้ช่วงเดือน ส.ค. 68 ที่ผ่านมา (อิงจากข่าวรอบก่อนภาครัฐจะมีการแจกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 2 แสนคน โดยรัฐจะใช้งบประมาณราว 700 ล้านบาท โดยจะจ่ายแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นั่งละ 1,750 บาทต่อเที่ยว หรือไป-กลับ รวม 3,500 บาท ในจำนวน 200,000 คน หรือ 400,000 ที่นั่ง ให้กับ 6 สายการบินภายในประเทศไทย ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และเวียตเจ็ทไทยแลนด์) โดยเราเชื่อว่า มาตรการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวน่าจะเป็นเรื่องหลักๆที่ต้องโฟกัสหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ เพราะรายได้การท่องเที่ยวเป็นส่วนนึงของการเติบโตของ GDP

    โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวในประเทศที่จะดีขึ้นเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้ในประเทศ ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR และกลุ่มสายการบิน ได้แก่ AAV, BA, THAI ด้าน CENTEL เรามองเป็นบวกจากการเปิดเผยยอดจองล่วงหน้า (On the Book) ช่วงเดือน เม.ย. 69 อยู่ในทิศทางที่ดี โดยโรงแรมในกรุงเทพฯมียอดจอง On the Book อยู่ที่ราว 80% ขณะที่ภูเก็ตมีอัตราการจองคาดการณ์สูงถึงประมาณ 90% ส่วนพัทยามียอดจองอยู่ราว 80% และพื้นที่อื่นๆ โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 70% ภาพรวมก็ยังคงเติบโตได้ YoY ทั้งนี้เราให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย ERW (ซื้อ/เป้า 2.90 บาท) และ CENTEL (ซื้อ/เป้า 42.00 บาท) จะได้ sentiment บวกได้มากสุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/577146&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-So-FdYczHnBjb5VEeONw

  • ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

    ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

    ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค


    16/03/2569 | 49 |

    ( 14 มีนาคม 2569 ) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 217 ล้านคน บนแพลตฟอร์ม ทริปดอทคอม ปรากฏว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง 
    ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่า ในการจัดอันดับ Global 100 Must-Visit Destination ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับมากถึง 33% ของจุดหมายปลายทางทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยครองแชมป์จุดหมายปลายทางระดับโลก
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังครองสัดส่วนสูงในหลายหมวดหมู่การท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาค เช่น 
    57% ของจุดหมายปลายทางด้าน Family-Friendly Destination สำหรับการท่องเที่ยวกับครอบครัว
    50% ของจุดหมายปลายทางในหมวด ชายหาดและเกาะยอดนิยม
    41% ของกิจกรรมท่องเที่ยวแนะนำในภูมิภาค
    36% ของจุดหมายปลายทางด้าน อาหารและร้านอาหารยอดเยี่ยม
    พร้อมกันนี้ ข้อมูลยังชี้ว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา การจองทริปเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 24% บนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งสถิติทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ความสำเร็จและความทุ่มเทของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกและพลังขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย  รวมถึงประเทศไทยยังมีจุดแข็งทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม

    นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวได้แสดงแนวโน้มสำคัญว่า นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกในอนาคต

    “ข้อมูลอินไซต์จากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคและระดับโลก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และนำประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสาวนัทรียา กล่าว

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/162333


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/485481&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04VrMMiMFgHzAPdGZpsX-Q

  • นายกฯ ประชุมทีมเศรษฐกิจรับมือวิกฤตพลังงาน​จากสงครามตะวันออกกลาง

    นายกฯ ประชุมทีมเศรษฐกิจรับมือวิกฤตพลังงาน​จากสงครามตะวันออกกลาง

    นายกฯ ประชุมทีมเศรษฐกิจรับมือวิกฤตพลังงาน​จากสงครามตะวันออกกลาง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายรัฐบาล เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน​จากสงครามตะวันออกกลาง ต่อเนื่องจากการประชุมเมื่อวานนี้ ในเรื่องของราคาน้ำมัน และ พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน เพื่อมาใช้ในการรับมือวิกฤติพลังงาน ที่ทำเนียบรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000025446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IvVFPgNGaQPZDX4hA8uMv

  • “อนุทิน” เรียก​ทีมเศรษฐกิจ หารือรับมือวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน​

    “อนุทิน” เรียก​ทีมเศรษฐกิจ หารือรับมือวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน​

    นายกฯ เข้าทำเนียบไหว้องค์นรสิงห์จำลอง เรียก ทีมเศรษฐกิจถกรับมือ วิกฤตขาดแคลนน้ำมัน – ราคาสินค้าพุ่ง ขณะที่ “เอกนิติ” ชี้ ยังออกพ.ร.ก.กู้เงินไม่ได้ เหตุ เป็นรัฐบาลรักษาการ

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.09 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ยังทำเนียบรัฐบาล โดยทันทีที่เดินทางมาถึงได้ไหว้องค์นรสิงห์จำลอง ซึ่งถือเป็นกิจวัตรประจำวัน

    ขณะเดียวกันในช่วงเช้าวันนี้  มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายรัฐบาล เพื่อประชุมรับมือพลังงานจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ประกอบด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา  นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

    โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมหารือต่อเนื่องจากการประชุมเมื่อวาน (16 มี.ค.) ในเรื่องของน้ำมัน เพราะฉะนั้นต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง 

    ส่วนจะต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน เพื่อมาใช้ในการรับมือวิกฤตพลังงานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเข้าหารือในประเด็นทางกฎหมายด้วย ส่วนจะต้องมีการขอกู้เงินหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า “ณ วันนี้ยัง คงมาติดตามสถานการณ์ก่อน ขณะนี้ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ ยังไม่สามารถออกกฎหมายอะไรได้”

    อย่างไรก็ตามต้องจับตา เนื่องจากเมื่อช่วงค่ำวานนี้นายสีหศักดิ์ ได้ต่อสายโทรศัพท์ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน นายเซย์เยด อับบาส อารักชี โดยขอให้ฝ่ายอิหร่านสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทยที่ยังตกค้างอยู่บนเรือมยุรีนารี พร้อมหารือขออนุญาตให้เรือพาณิชย์ของไทย เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันที่ 16 มี.ค. นายอนุทิน มีภารกิจปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-18 มี.ค. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uouR9E_2HIjV2bWA8hbdU

  • “จีน” กับ “สหรัฐอเมริกา” เริ่มเจรจาเศรษฐกิจ-การค้าในปารีส

    “จีน” กับ “สหรัฐอเมริกา” เริ่มเจรจาเศรษฐกิจ-การค้าในปารีส

    ปารีส, 15 มี.ค. (ซินหัว) — คณะผู้แทนของจีนและสหรัฐฯ ได้จัดการเจรจาหารือด้านเศรษฐกิจและการค้า รอบที่ 6 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ (15 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

    โดยคณะผู้แทนของจีนนำโดยเหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)

    คำแถลงจากโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนเมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) ระบุว่าทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการปรึกษาหารือประเด็นเศรษฐกิจและการค้าที่เป็นข้อวิตกกังวลร่วมกัน โดยยึดถือฉันทามติสำคัญที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้บรรลุระหว่างการพบปะกันที่เมืองปูซานของเกาหลีใต้ รวมถึงการสนทนาทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/512/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I79Xgvldx8tKmLBatL4EV

  • จีน เตรียมงัดมาตรการโต้กลับ ซัดสหรัฐฯใช้ ม. 301 สอบ 60 เขตเศรษฐกิจ ป่วนการค้าโลก

    จีน เตรียมงัดมาตรการโต้กลับ ซัดสหรัฐฯใช้ ม. 301 สอบ 60 เขตเศรษฐกิจ ป่วนการค้าโลก

    จีน เตรียมงัดมาตรการโต้กลับ ซัดสหรัฐฯใช้ ม. 301 สอบ 60 เขตเศรษฐกิจ ป่วนการค้าโลก

    สำนักข่าวซินหัว รายงานว่าวันนี้ (16 มี.ค.69) กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่าจีนแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อกรณีสหรัฐฯ ตัดสินใจดำเนินการสอบสวน 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงจีน ภายใต้มาตรา 301 เมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.)

    โดยอ้างอิงความล้มเหลวในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดย “แรงงานบังคับ” และกรณีสหรัฐฯ ดำเนินการสอบสวนภายใต้มาตราเดียวกันเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) โดยอ้างอิงประเด็น “กำลังการผลิตส่วนเกิน”

    กระทรวงพาณิชย์จีน ระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งจีนได้ยื่นหนังสือประท้วงฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการขณะมีการเจรจาหารือด้านเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคีในกรุงปารีสของฝรั่งเศส

    โดยจีนเรียกร้องฝ่ายสหรัฐฯ แก้ไขการกระทำผิดพลาดทันที พบกันครึ่งทางกับจีน ยึดมั่นหลักการเคารพซึ่งกันและกันและการหารืออย่างเท่าเทียม และหาทางแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาหารือ

    โฆษกกระทรวงฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ พร้อมชี้ว่าฝ่ายสหรัฐฯ ใช้ประเด็น “แรงงานบังคับ” เป็นเครื่องมือมาอย่างยาวนาน และกำหนดข้อจำกัดทางการค้ากับจีนด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง โดยจีนในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ 28 ฉบับ และจัดตั้งระบบกฎหมายและระเบียบข้อบังคับด้านแรงงานที่ครอบคลุมเพื่อป้องกันและปราบปรามการบังคับใช้แรงงาน

    ทว่าสหรัฐฯ ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานบังคับ ปี 1930 ซึ่งเท่ากับปฏิเสธกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพัน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ใช้ประเด็น “แรงงานบังคับ” เป็นเครื่องมือมาอย่างยาวนาน โดยกรณีสหรัฐฯ ดำเนินการสอบสวนจีนและเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ภายใต้มาตรา 301 ครั้งล่าสุดเพื่อพยายามสร้างกำแพงทางการค้าถือเป็นการกระทำเพียงฝ่ายเดียว การกระทำตามอำเภอใจ การเลือกปฏิบัติ และการกีดกันทางการค้า

    โฆษกกระทรวงฯ เสริมว่านี่เป็นความผิดพลาดซ้ำซ้อน ซึ่งบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างร้ายแรง รวมถึงปั่นป่วนระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก

    โดยจีนจะติดตามความคืบหน้าของการสอบสวนอย่างใกล้ชิด พร้อมสงวนสิทธิในการดำเนินมาตรการอันจำเป็นทั้งหมดเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    ที่มา – ซินหัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/654000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y3a_MtBbvrthne0fCyvmG

  • ‘นายกฯอนุทิน’ เรียก​ประชุมทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤติขาดแคลนน้ำมัน​ | เดลินิวส์

    ‘นายกฯอนุทิน’ เรียก​ประชุมทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤติขาดแคลนน้ำมัน​ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 16 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย​ เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล ​ก่อนที่ช่วงเย็น นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-18 มี.ค. 2569

    ทั้งนี้ ในช่วงเช้านายกฯ จะ​เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล เพื่อประชุมรับมือพลังงาน​ จากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง บนตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังตรึงราคาน้ำมันครบ 15 วัน ประกอบด้วย ​นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รมว.การต่างประเทศ นางศุภจี​ สุธรรมพันธุ์ ​รมว.พาณิชย์ และนายอรรถพล​ ฤกษ์​พิบูลย์​ รมว.พลังงาน​ นายลวรณ​ แสง​สนิท​ ปลัด​กระทรวง​การคลัง​ นายปกรณ์​ นิล​ประพันธ์​ เลขาธิการ​คณะกรรมการ​กฤษฎีกา​ นายนันทพงษ์​ จิระเลิศพงษ์​ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ​นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าร่วมประชุมด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5691085/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28a15xQCBD6sI6ygm7hIb6

  • วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

    วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

    วิกฤติราคาน้ำมันพุ่ง 40% จุดกระแสนักลงทุนกังวล ภาวะ ‘เงินเฟ้อ‘ หรือ Stagflation เขย่าเศรษฐกิจโลก โจทย์ใหญ่ของเฟด โบรกแนะลงทุนบอนด์ รับมือเศรษฐกิจวูบ

    ขณะนี้นักลงทุนในตลาดพันธบัตรกำลังจับตามองว่า ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบในทิศทางใด ระหว่าง “ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น” หรือ “เศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว” เนื่องจากราคาน้ำมันดิบได้ดีดตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022  ซึ่งเพิ่มขึ้น 40% จากสิ้นเดือนกุมพาพันธ์

    วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

    น้ำมันพุ่ง จุดกระแส Stagflation

    แม้ในช่วงแรกตลาดจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่เริ่มมีเสียงเตือนว่าราคาน้ำมันที่สูงค้างฟ้าอาจกลายเป็นตัวทำลาย “ความต้องการบริโภค” (Demand Destruction) 

    ดาริโอ เพอร์กินส์ จาก TS Lombard ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้วิกฤติราคาน้ำมันจะไม่ได้นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสมอไป แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุดของสหรัฐมักมีจุดเริ่มต้นมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันแบบนี้เสมอ ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 1974, 1981, 1990, 2001 และ 2008 ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณความอ่อนแอในตลาดแรงงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เริ่มปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

    เอ็ดเวิร์ด แฮร์ริสัน นักกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจมหภาคจาก Bloomberg วิเคราะห์ใน Markets Live ว่า หากตลาดน้ำมันจะฟื้นตัวจากภาวะขาดแคลน (Supply Disruption) ได้นั้น ราคาน้ำมันจำเป็นต้องพุ่งสูงขึ้นไปจนถึงจุดที่ “แพงเกินไป” จนทำให้ความต้องการใช้ลดลง (Demand Destruction) ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและตัวเลขการเติบโตลดลงเท่านั้น

    สถานการณ์นี้คือภาพสะท้อนของภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างชัดเจน โดยสิ่งที่นักลงทุนยังไม่แน่ใจในขณะนี้คือ “ปัจจัยใดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก” ระหว่างความกังวลว่าเศรษฐกิจจะโตช้าลง หรือความกังวลว่าเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรงขึ้น

    จับตาการประชุม ‘เฟด’

    การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากที่ผ่านมา เฟดพยายามกดเงินเฟ้อให้ลงไปแตะเป้าหมายที่ 2% มานานกว่า 5 ปีแต่ยังไม่สำเร็จ สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นอุปสรรคในการควบคุมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

    นักกลยุทธ์จาก Barclays Plc ให้ความเห็นว่า ในขณะนี้ตลาดมัวแต่กังวลเรื่องเงินเฟ้อจนอาจ “มองข้ามความเสี่ยงด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ” ที่กำลังอ่อนแอลง 

    Barclays จึงแนะนำให้รุกเข้าซื้อพันธบัตรหลายประเภท รวมถึงการซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเดือน ธันวาคม 2027 เพื่อทำกำไรจากการที่ เฟดอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง “แรงกว่าและมากกว่า” ที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

    ด้าน เจมส์ เอธีย์ จาก Marlborough Investment Management ได้ตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐทันทีหลังจากราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง

    เขามองว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดต้องล่าช้าออกไปบ้าง แต่คงไม่ถึงขั้นถูกยกเลิกไปเสียทีเดียว 

    นอกจากนี้ เอธีย์ยังให้ความเห็นว่าในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติราคาน้ำมันที่เลวร้ายลง ตลาดไม่ควรให้น้ำหนักเพียงแค่เรื่องเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ควรหันมากังวลเรื่องความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขามองว่าตลาดกำลังประเมินผลกระทบในด้านนี้ต่ำเกินไป

    ท่ามกลางการเทขายพันธบัตรในเดือนมีนาคมจนราคาดิ่งลง นักวิเคราะห์มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดย ปรียา มิสรา จาก JPMorgan Asset Management ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะ 10 ปีที่ระดับ 4.25% เพิ่มจาก 3.94% ในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีความน่าสนใจ เพราะเชื่อว่าหลังจากภาวะเงินเฟ้อผ่านไป ตลาดจะต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะบีบให้เฟดต้องกลับมาลดดอกเบี้ยในที่สุด

    วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

    ขณะที่นักกลยุทธ์จาก Barclays และ Natixis มองว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงด้านการเติบโตต่ำเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออัตราการว่างงานเริ่มสูงขึ้น จึงแนะนำให้สะสมพันธบัตรระยะสั้น อายุ 2 ปี ที่ให้ผลตอบแทนราว 3.7% เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขาลงที่อาจมาเร็วกว่าคาด

    อ้างอิง Bloomberg 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N8TsNaYvjQ4vFyopdQen2

  • “นายกฯอนุทิน” ประชุมด่วนทีมเศรษฐกิจ เตรียมแผนแก้ปัญหา หลังตรึงดีเซลครบ 15 วัน “เอกนิติ” แจงใช้พ.ร.ก.กู้เงินอุดหนุนไม่ได้ | TOPNEWS

    “นายกฯอนุทิน” ประชุมด่วนทีมเศรษฐกิจ เตรียมแผนแก้ปัญหา หลังตรึงดีเซลครบ 15 วัน “เอกนิติ” แจงใช้พ.ร.ก.กู้เงินอุดหนุนไม่ได้ | TOPNEWS

    16 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 09.09 น. พร้อมเรียกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่านายกรัฐมนตรีได้เรียกหารือรับมือกับวิกฤตพลังงาน การเงิน การคลัง ภายหลังสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังไม่ยุติ และครบกำหนดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน ในวันนี้

    นายเอกนิติ เผยก่อนการประชุมว่า เช้าวันนี้นายกรัฐมนตรีได้เรียกหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากการหารือเมื่อวาน โดยเฉพาะประเด็นราคาน้ำมัน ภายหลังจากมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลครบ 15 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1517189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jQUPnaEbxdY224h_HIHKd