Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทลายคลังพัสดุ! สรรพสามิตภาค 9 บุกศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ยึดบุหรี่เถื่อน 7 หมื่นซอง ปรับยับ 42 ล้าน | เดลินิวส์

    ทลายคลังพัสดุ! สรรพสามิตภาค 9 บุกศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ยึดบุหรี่เถื่อน 7 หมื่นซอง ปรับยับ 42 ล้าน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 มี.ค.) เจ้าหน้าที่สรรพสามิตสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 หลังสืบสวนผ่านระบบออนไลน์ พบความเคลื่อนไหวการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนผ่านช่องทางพัสดุไปรษณีย์ จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกับสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สงขลา และสำนักงานสรรพสามิตสาขาหาดใหญ่ เข้าตรวจสอบภายในศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้า ศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    จากการตรวจสอบพบกล่องพัสดุจำนวน 709 ชิ้น ภายในบรรจุบุหรี่เถื่อนจากต่างประเทศที่ไม่ได้เสียภาษี เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดและอายัดไว้เพื่อนำไปตรวจสอบรายละเอียดเส้นทางการขนส่ง ทั้งต้นทางและปลายทาง ว่ามีการส่งมาจากที่ใด และกระจายไปยังพื้นที่ใดบ้าง เพื่อขยายผลไปสู่การจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้อง และตัดวงจรการค้าบุหรี่เถื่อนผ่านระบบออนไลน์

    เบื้องต้นพบของกลางเป็นบุหรี่เถื่อนจากต่างประเทศ จำนวนกว่า 70,000 ซอง คิดเป็นมูลค่าค่าปรับประมาณ 42,000,000 บาท

    ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สงขลา สาขาหาดใหญ่ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5690961/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JF5SDcxG3RaG6rVNMfemn

  • จี้รัฐ แก้วิกฤตน้ำมัน เร่งลดภาษีคุมราคา กันกักตุนเก็งกำไร – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐ แก้วิกฤตน้ำมัน เร่งลดภาษีคุมราคา กันกักตุนเก็งกำไร – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐ แก้วิกฤตน้ำมัน เร่งลดภาษีคุมราคา กันกักตุนเก็งกำไร

    สภาผู้บริโภคแนะรัฐบาล แก้วิกฤตน้ำมัน หลังมาตรการตรึงราคากำลังจะสิ้นสุด 17 มี.ค.นี้ เกิดกรณีกักตุนน้ำมัน ชะลอขายรอปรับราคา เร่งลดภาษีสรรพสามิตดีเซลชั่วคราวเพื่อลดภาระประชาชน

    กรณีรัฐบาลประกาศ ตรึงราคาน้ำมันเป็นเวลา 15 วัน โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ทำให้เกิดบรรยากาศตื่นตระหนกในหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากพากันนำแกลลอนและถังน้ำมันไปต่อคิวเติมน้ำมันตามสถานีบริการ เพราะกังวลว่าหลังพ้นมาตรการ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าสถานีบริการน้ำมันบางแห่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ติดป้าย “น้ำมันหมด” ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันในระยะสั้น สภาผู้บริโภคเสนอรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการกักตุนและการฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน พร้อมใช้มาตรการทางภาษีเพื่อบรรเทาภาระประชาชน

    จี้รัฐ แก้วิกฤตน้ำมัน เร่งลดภาษีคุมราคา กันกักตุนเก็งกำไร : รสนา โตสิตระกูล

    ตรึงราคา 15 วัน ทำให้เกิดพฤติกรรมกักตุน

    รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริกรสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า การที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน และใกล้เวลาครบกำหนด ทำให้ผู้ค้าน้ำมันและประชาชนต่างเข้าใจว่าหลังหมดมาตรการ ราคาน้ำมันจะต้องปรับขึ้น เพียงแต่ยังไม่รู้ราคาที่แน่ชัด จึงเกิดพฤติกรรมกักตุน โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันบางแห่งที่ชะลอการขายหรือปิดปั๊ม เพื่อรอขายในช่วงที่ราคาปรับขึ้น

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนจำนวนมากรีบนำแกลลอนและถังมาเข้าแถวหน้าปั๊มน้ำมัน เพราะไม่มั่นใจว่าราคาน้ำมันในวันถัดไปจะปรับขึ้นมากเพียงใด

    อย่างไรก็ตาม รสนา ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เผชิญภาวะน้ำมันขาดแคลน เนื่องจากรัฐบาลเองเคยยืนยันว่าประเทศมีน้ำมันสำรองใช้ได้ประมาณ 90 วัน และยังมีน้ำมันสต็อกเก่าอย่างน้อย 60 วัน ซึ่งไม่ควรปรับขึ้นราคาตามราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน

    เสนอกำกับราคาน้ำมัน – ลดภาษีดีเซลชั่วคราว

    รสนา กล่าวว่า การปล่อยให้เกิดการอั้นน้ำมันหรือปิดปั๊ม โดยเฉพาะในต่างจังหวัด อาจทำให้เกิดความโกลาหลและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น การขนส่งสินค้าอาจสะดุด สินค้าเกษตรเสี่ยงเสียหาย เกษตรกรอาจไม่มีน้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำหรือรถเกี่ยวข้าวนาปรัง ปัญหาเหล่านี้อาจลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน

    “รัฐบาลควรเข้าใจจิตวิทยามวลชนและเข้ามา แก้วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่ปล่อยสถานการณ์ให้ดำเนินไปเอง ราวกับประเทศไม่มีรัฐบาล” รสนากล่าว

    สำหรับมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตราคาน้ำมัน ที่รัฐบาลควรทำคือการกำกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ ไม่ให้ปรับราคาน้ำมันที่เป็น “สต็อกเก่า” หากไม่สามารถดำเนินการได้ทันที รัฐบาลควรประกาศ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเท่ากับราคาที่จะปรับขึ้น เพื่อป้องกันการกักตุนและสกัดไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาหน้าปั๊ม

    “ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 6.92 บาทต่อลิตร รัฐบาลสามารถทยอยลดภาษีดังกล่าวลงเป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย” รสนาย้ำพร้อมยกตัวอย่าง ช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2556 สมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลเคยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.99 บาทต่อลิตร โดยลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงเหลือเพียง ลิตรละ 1 สตางค์ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้

    นอกจากนี้ รัฐบาลควรกำกับบริษัท ปตท. ซึ่งมีหุ้นในโรงกลั่นน้ำมัน 4 จาก 6 โรงกลั่นในประเทศ ให้ร่วมมือในการกระจายน้ำมันไปยังต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน ทั้งในเรื่องความกลัวน้ำมันขาดแคลน และความกังวลว่าราคาจะสูงจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้

    “หากรัฐบาลดำเนินมาตรการเช่นนี้ จึงจะสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนก่อน ตามที่มักกล่าวว่า ‘ประชาชนต้องมาก่อน’ และต้องได้รับการดูแลก่อน” รสนากล่าว


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    รื้อ ‘โครงสร้างพลังงาน’ ทางรอดไทย ในวิกฤตสงคราม

    เร่งรัฐปลดล็อกอุปสรรค หนุน โซลาร์ครัวเรือน ก่อนวิกฤตน้ำมันลาม

    หลายจังหวัดติดป้าย ‘น้ำหมดหมด-รอน้ำมันมาส่ง-เติมไม่เกิน 500 บาท’ เสียงสะท้อนห่วง วิกฤตน้ำมัน ขาดแคลน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/160369_fuel-crisis_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WIte9WnOuH2x7YRHzSQub

  • ส่อง บำนาญ สส.-สว.  สวัสดิการพรีเมียมจากภาษีประชาชน

    ส่อง บำนาญ สส.-สว. สวัสดิการพรีเมียมจากภาษีประชาชน

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

    เป็นที่ฮือฮากันอย่างมากกับการปักหมุดแรกในการกลับมาทำหน้าที่ สส. ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี โดยระบุว่าจะเร่งดำเนินการ 3 ข้อคือ 1.ยกเลิกอาหารกลางวันสส. 2.ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน และ 3.ปรับลดกองทุนบำนาญ สส.

    “แนวหน้าออนไลน์” เจาะลึกเรื่อง สวัสดิการหรือบำนาญผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยรายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา และระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

    สำหรับพระราชบัญญัติกองเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 มี 28 มาตรา รายละเอียด ในมาตรา 5 และมาตรา6 ระบุว่า

    มาตรา 5 ให้มีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

    มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ดังต่อไปนี้

    (1) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ

    (2) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล

    (3) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ

    (4) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม

    (5) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร

    (6) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด

    มาตรา 6 กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

    (1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้

    (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจําปี

    (3) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกําหนด

    (4) เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วย กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543

    (5) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน

    (6) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค

    (7) ดอกผลของเงินกองทุน

    ส่วนผู้ที่จะได้รับสวัสดิการตามพรบ.ฉบับนี้ ในมาตรา 16 ระบุว่าสมาชิกรัฐสภาซึ่งได้ส่งเงินเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และจํานวนอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพอันจะพึงได้รับจากกองทุนนั้น ให้นําระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งการเป็นสมาชิกรัฐสภาของผู้นั้นมาคิดคํานวณด้วย

    สมาชิกรัฐสภาที่จะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ใน ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเป็นบุคคลที่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตําแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

    สำหรับรายละเอียดการดำเนินการ ได้มีระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ฉบับล่าสุดระบุใน ข้อ 29 ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามข้อ 27 มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน

    โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสําหรับคํานวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (1) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 1 เดือน แต่ไม่ถึง 12 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสี่เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ

    (2) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 12 เดือน แต่ไม่ถึง 48 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (3) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 48 เดือน แต่ไม่ถึง 96 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 35 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (4) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 96 เดือน แต่ไม่ถึง 144เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ ๔๐ ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (5) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 144 เดือน แต่ไม่ถึง 192 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 45 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (6) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 192 เดือน แต่ไม่ถึง 240 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 50 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (7) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 240 เดือน แต่ไม่ถึง 288เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 55 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (8) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 288 เดือนขึ้นไป ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 60 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    ส่วนค่ารักษาพยาบาล ข้อ32 ในการแก้ไขล่าสุดระบุว่า อนุมัติจ่ายเงินครั้งละไม่เกิน 130,000 บาท/ปี

    กรณีทุพลภาพเดิม ระบุว่ามีการจ่ายให้ 5,000 บาทต่อเดือน แต่ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567ได้มีการแก้ไขเป็น 15,000 บาท/เดือน

    สำหรับการช่วยเหลือทุนการศึกษาบุตร ข้อ45 ระบุไว้ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาภายหลังวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุน

    ในกรณีการให้การศึกษาบุตรสําหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงคนที่หนึ่งและคนที่สอง ทั้งนี้ ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/953010&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mwPJ1F0ePOsO2U6OweegM

  • สงครามเพิ่มคาร์บอนส่วนเกินในอากาศ งานวิจัยใหม่พบเคมีในเลือดมนุษย์เริ่มเปลี่ยน

    สงครามเพิ่มคาร์บอนส่วนเกินในอากาศ งานวิจัยใหม่พบเคมีในเลือดมนุษย์เริ่มเปลี่ยน

    วันนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤตภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง ภาพของปัญหามักถูกเล่าผ่านปรากฏการณ์ขนาดใหญ่ คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ไฟป่าที่ลุกลาม หรือระดับน้ำทะเลที่ค่อยๆ สูงขึ้นทุกปี แต่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดกำลังทำให้คำถามเกี่ยวกับ “วิกฤตคาร์บอน” ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอาจไม่ใช่เพียงสภาพแวดล้อมของโลก หากกำลังสะท้อนกลับมาสู่ “ร่างกายของมนุษย์” อย่างเงียบๆ

    งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Air Quality, Atmosphere and Health โดยทีมนักวิจัยจาก Curtin University และ Australian National University วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของประชากรตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี และพบสัญญาณที่น่าสนใจว่า เคมีในเลือดของมนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลก

    การค้นพบนี้ทำให้คำถามเรื่อง “คาร์บอนส่วนเกินของโลก” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากอาจเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขของมนุษยชาติในระยะยาว

    Atmospheric carbon dioxide concentrations (in ppm) over the last 800,000 years, based on measurements of air trapped in Antarctic ice (Lüthi et al., 2008; Rubino et al., 2019), and direct measurements made at the Mauna Loa Observatory (1958 to present) (Keeling et al., 2005)

    Atmospheric carbon dioxide concentrations (in ppm) over the last 800,000 years, based on measurements of air trapped in Antarctic ice (Lüthi et al., 2008; Rubino et al., 2019), and direct measurements made at the Mauna Loa Observatory (1958 to present) (Keeling et al., 2005)

    สัญญาณจากเลือดมนุษย์ เมื่อ CO₂ ในอากาศสะท้อนในเคมีร่างกาย

    ตัวชี้วัดสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ติดตามคือ “ไบคาร์บอเนต” ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายแปลงคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเพื่อรักษาสมดุลกรด–ด่างของร่างกาย

    การศึกษาพบว่า ระหว่างปี 1999 ถึง 2020 ระดับไบคาร์บอเนตเฉลี่ยในเลือดเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ขณะที่แคลเซียมและฟอสฟอรัสกลับมีแนวโน้มลดลง แม้การเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่เกินระดับที่ถือว่าเป็นอันตราย แต่ทิศทางของมันกำลังตั้งคำถามใหม่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับชีววิทยาของมนุษย์

    รองศาสตราจารย์อเล็กซานเดอร์ ลาร์คอมบ์ นักสรีรวิทยาระบบหายใจ หนึ่งในผู้วิจัย อธิบายว่าสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเห็นคือ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเลือดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสะท้อนการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

    หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป แบบจำลองคาดการณ์ว่าภายในประมาณครึ่งศตวรรษ ระดับไบคาร์บอเนตในเลือดของมนุษย์อาจเข้าใกล้ขีดสูงสุดของช่วงสุขภาพที่ดี ขณะที่แร่ธาตุสำคัญบางชนิดอาจลดลงจนเข้าใกล้ขอบล่างของระดับที่ปลอดภัย

    sustainability-10-year-thailand-heat-average-temperatures-never-below-normal-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

    โลกที่มีคาร์บอนมากกว่าที่มนุษย์เคยวิวัฒนาการมา

    ในเชิงวิวัฒนาการ มนุษย์ถือกำเนิดและพัฒนาในบรรยากาศที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 280–300 ส่วนในล้านส่วน (ppm) แต่ในยุคอุตสาหกรรม ปริมาณดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

    ปัจจุบันระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงกว่า 420 ppm ซึ่งเป็นระดับที่มนุษย์ไม่เคยเผชิญมาก่อนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

    คำถามสำคัญนอกจากโลกจะร้อนขึ้นแค่ไหน? คือร่างกายมนุษย์จะสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหม่ได้ทันหรือไม่ เพราะหากบรรยากาศเปลี่ยนเร็วกว่าการปรับตัวทางชีววิทยา ผลกระทบอาจปรากฏในรูปแบบที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่ยาวนานข้ามรุ่น

    sustainability-black-acid-rain-tehran-war-energy-pollution-analysis-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

    “สงคราม” ตัวเร่งการปล่อยคาร์บอนที่โลกมองข้าม

    ขณะเดียวกัน แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มักไม่ถูกพูดถึงมากนักคือ “กิจกรรมทางทหาร” ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมดุลคาร์บอนของโลก โดยการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร One Earth ประเมินว่า ความขัดแย้งในกาซาเพียงครั้งเดียวได้สร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 33 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปริมาณที่ใกล้เคียงกับการปล่อยทั้งปีของประเทศอย่างจอร์แดน

    นักภูมิศาสตร์การเมือง เบนจามิน ไนมาร์ก จาก Queen Mary University of London ชี้ว่าปฏิบัติการทางทหารสมัยใหม่ต้องใช้พลังงานมหาศาล ตั้งแต่เครื่องบินรบ เครื่องบินทิ้งระเบิด ไปจนถึงกองเรือรบขนาดใหญ่ที่ต้องปฏิบัติการต่อเนื่องตลอดเวลา

    นอกจากนี้ การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหรือคลังเชื้อเพลิงยังสร้างไฟไหม้และควันพิษที่ปล่อยคาร์บอนจำนวนมากสู่บรรยากาศ เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงสงครามอ่าวปี 1991 เมื่อการเผาไหม้บ่อน้ำมันในคูเวตปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลายร้อยล้านตัน

    จากวิกฤตภูมิอากาศสู่ความเสี่ยง “สุขภาพมนุษย์”

    เมื่อพิจารณาภาพรวมร่วมกัน ตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงผลกระทบจากความขัดแย้งทางทหาร สิ่งที่กำลังปรากฏคือวิกฤตคาร์บอนที่เริ่มขยายผลจากระบบภูมิอากาศไปสู่ชีววิทยาของมนุษย์

    ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง ดั๊ก เวียร์ เตือนว่าความเสียหายจากสงครามยังสร้างมลพิษต่ออากาศ น้ำ และดิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศในระยะยาว

    ทั้งนี้ นักวิจัยจึงเสนอว่าในอนาคต การติดตามผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจต้องขยายไปไกลกว่าการวัดอุณหภูมิโลกหรือระดับน้ำทะเล แต่ควรรวมถึงตัวชี้วัดทางชีวภาพของมนุษย์ด้วย เพราะหากคาร์บอนส่วนเกินยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เริ่มต้นจากการปล่อยก๊าซสู่ท้องฟ้า อาจค่อยๆ กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ทั้งโลก

    และในจุดนั้น “วิกฤตคาร์บอน” จะไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับอนาคตของสุขภาพมนุษย์เอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-war-climate-carbon-emissions-changing-human-blood&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L9vyEr9VCVT0XjuDTfoIv

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D584468&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27dSDOxp0BAebt9UjWufBZ

  • “เสี่ยเบล แสมสาร” หนุนงบครูต่างชาติ ดันคะแนน O-NET ภาษาอังกฤษ ม.3 โรงเรียนบ้านช่องแสมสาร สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ | TOPNEWS

    “เสี่ยเบล แสมสาร” หนุนงบครูต่างชาติ ดันคะแนน O-NET ภาษาอังกฤษ ม.3 โรงเรียนบ้านช่องแสมสาร สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ | TOPNEWS

    โครงการ “พี่สู่น้อง” ในการจ้างครูชาวต่างชาติเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านช่องแสมสาร อำเภอ สัตหีบ จังหวัด ชลบุรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องจาก ดนุพล ยมพงษ์ หรือ “เสี่ยเบล แสมสาร” สร้างผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เห็นได้ชัด หลังดำเนินโครงการต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 1 ปีการศึกษา

    จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ปีการศึกษา 2568 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า คะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาอังกฤษของโรงเรียนอยู่ที่ 36.02 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ที่ 32.46 คะแนน ส่งผลให้คะแนนของโรงเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 3.56 คะแนน

    ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของนักเรียนที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยตลอดการดำเนินโครงการ นักเรียนได้รับการเรียนการสอนจากครูชาวต่างชาติ ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสฝึกใช้ภาษาอังกฤษจริงในห้องเรียน ส่งผลให้ทักษะด้าน การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน มีพัฒนาการดีขึ้น รวมถึงสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

    นอกจากนี้ จากการเปรียบเทียบผลคะแนน O-NET ระหว่างปีการศึกษา 2567 และ 2568 ยังพบว่า คะแนนเฉลี่ยภาษาอังกฤษของโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของแนวทางการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษผ่านการเรียนรู้กับเจ้าของภาษาโดยตรง

    ทั้งนี้ โครงการ “พี่สู่น้อง” เกิดจากความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและภาคชุมชน โดยมี “เสี่ยเบล แสมสาร” เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อจ้างครูชาวต่างชาติเข้ามาสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในพื้นที่ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสนับสนุนด้านการศึกษาที่ช่วยยกระดับโอกาสของเยาวชนในชุมชนให้ก้าวสู่โลกกว้างในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1517453&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35BxvlCD-FRWMErbrKnbxz

  • ขัดแย้งตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานไทยพุ่ง เกียรตินาคินฯปรับ GDPไทย 1.8%

    ขัดแย้งตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานไทยพุ่ง เกียรตินาคินฯปรับ GDPไทย 1.8%

    วันนี้ (16 มี.ค2569) กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) วิเคราะห์สถานการณ์ราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อไทยว่า ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ  จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง

    ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน และ ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลง และกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า

    โดยศูนย์วิจัยเกียรตินาคินภัทร ประเมินกรณีฐานความขัดแย้งในตะวันออกกลาง น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวและราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น อาจจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น

    กรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค โดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้

    สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา ก่อนเกิดสงคราม ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ภาคการท่องเที่ยว หลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลงอย่างมากในปี 2568 จากความกังวลด้านความปลอดภัย สถานการณ์เริ่มดีขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหันมาเลือกไทยแทนญี่ปุ่น หลังความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้น

    ศูนย์วิจัยเกียรตินาคินภัทร ปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ในกรณีฐาน ขึ้นเป็น 35.1 ล้านคน และที่น่าสนใจคือการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่นักท่องเที่ยวจีน แต่ยังมีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวอาเซียน ยุโรป อินเดีย และรัสเซียอีกด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

    ปัจจัยที่สองการส่งออกและการผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นในการขับเคลื่อนภาคการผลิต เนื่องจาก HDD มีมูลค่าเพิ่มในประเทศสูงกว่าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าการเติบโตของการส่งออกส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนเส้นทางซัพพลายเชน คือการนำสินค้าจากประเทศอื่นผ่านไทยเพื่อส่งออกต่อ มากกว่าการผลิตจริงในประเทศ จึงไม่ได้หนุนเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่นัก

    และปัจจัยที่สาม คือเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงมากขึ้น จากการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งลดความเสี่ยงจากความวุ่นวายทางการเมือง ที่เคยกดดันเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ค้างคาอยู่นาน ทั้งด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับผลิตภาพ และการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)

    ความท้าทายยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกนำเข้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันการบริโภคในประเทศ และภาวะสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังตึงตัว ตราบใดที่สินเชื่อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก

    สำหรับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้น จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมมาจากช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน

    นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน พื้นที่ทางนโยบาย ที่มีอยู่อย่างจำกัด

    อ่านข่าว:

    สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงฉุดGDP ไทย ร่วง 1.1%

    อินเดียก๊าซหุงต้มขาดแคลน คนแห่ต่อคิวซื้อ ร้านอาหารหันใช้ฟืน

    รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง กนอ.ชู นวัตกรรม-พลังงานสะอาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kvu9SUfTB1TY4imlBahhb

  • NT ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ออกมาตรการ WFH ทันที ไม่กระทบการให้บริการลูกค้า

    NT ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ออกมาตรการ WFH ทันที ไม่กระทบการให้บริการลูกค้า

    ไอที

    NT ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ออกมาตรการ WFH ทันที ไม่กระทบการให้บริการลูกค้า

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ออกมาตรการ WFH ทันที ไม่กระทบการให้บริการลูกค้า

    NT เดินหน้าปรับแผนการปฏิบัติงานขององค์กร ตอบสนองนโยบายรัฐบาลรองรับภาวะฉุกเฉินจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน พร้อมวางเงื่อนไขสำคัญทุกกระบวนการต้องไม่กระทบการให้บริการลูกค้าและประสิทธิภาพขององค์กร

     พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่เห็นชอบให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ พิจารณา Work From Home (WFH) ได้ทันที โดยต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์ความตึงเครียด NT ได้ออกมาตรการเร่งด่วนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานทันที โดยกำหนดให้แต่ละสายงานพิจารณาจัดรูปแบบการทำงานแบบ Work From Home (WFH) ตามความเหมาะสมของลักษณะงาน พร้อมกำหนดเงื่อนไขสำคัญให้ทุกรูปแบบของการปฏิบัติงานจะต้องไม่กระทบการให้บริการลูกค้า 100% และยังสามารถคงประสิทธิภาพขององค์กรไว้ได้สูงสุด เบื้องต้นได้กำหนดแนวทางการใช้พื้นที่สำนักงานให้กระชับเพื่อลดการใช้พลังงาน โดยเฉพาะในสำนักงานใหญ่ และสำนักงานแจ้งวัฒนะ กำหนดให้เข้าปฏิบัติงานได้ในพื้นที่ Co-Working Space และห้องประชุมเท่านั้น พร้อมกันนี้ได้วางกรอบเพื่อควบคุมคุณภาพการทำงานผ่านระบบงาน Online โดยมุ่งเน้นประสิทธิผลของผลลัพธ์และการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อให้ผลลัพธ์ด้านการปฏิบัติงานยังคงได้ประสิทธิภาพสูงสุด

     NT ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ และร่วมขับเคลื่อนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้บริการในทุกภาคส่วนสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/469291&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vkzqazbixiX5xjUl-BTdN

  • “KKP” เตือนไทยเสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากน้ำมันพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์เกิน 6 เดือน

    “KKP” เตือนไทยเสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากน้ำมันพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์เกิน 6 เดือน

    “KKP Research” เตือนไทยเสี่ยงเผชิญภาวะถดถอยเชิงเทคนิค จากน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลเกิน 6 เดือน หวั่นเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคขยายตัวต่ำกว่า 0.7% ทำเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับ 2%

    KKP Research ได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ไทย ปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประเทศไทยที่มีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

    ราคาน้ำมันพุ่ง: ความเสี่ยงสำคัญที่กระทบไทยมากกว่าใครในภูมิภาค

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น

    KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

    1. ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง
       
    2. ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน
       
    3. ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงและกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า

    ในกรณีฐาน KKP Research ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะเป็น “การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว” และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น น่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น

    KKP Research ประเมินว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้

    ความท้าทายระยะสั้น: กองทุนน้ำมันและพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด

    ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้

    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมมาจากช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน

    นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)

    การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน “พื้นที่ทางนโยบาย” ที่มีอยู่อย่างจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1225320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mAIG7czmHkh3in43nJ3Vt

  • กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

    กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

    กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเอกลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทย สู่สายตานานาชาติผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับงาน ITB Berlin 2026 เวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทย ในการใช้เครือข่ายธุรกิจระดับสากลเป็นพื้นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เปิดประสบการณ์รสชาติอาหารไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

    กิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ของ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กลายเป็นเวทีของความเป็นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

    Amazing Thailand Brand Take Over ระหว่างวันที่ 2–14 มีนาคม 2569 พื้นที่ด้านหน้าอาคารถูกปรับโฉมผ่านแบนเนอร์ขนาดยักษ์บน Façade และ Window Display จำนวน 10 ช่องตลอดแนวถนนสายหลักของกรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมอาหารไทยทั้ง 5 ภาค ควบคู่ความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว สถาปัตยกรรมไทย และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย สื่อสารศักยภาพประเทศไทยด้าน Gastronomy และ Wellness สู่สายตานานาชาติอย่างโดดเด่น พร้อมกันนี้ ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนไทยร่วมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของประเทศไทย อาทิ Thailand Privilege Card Company Limited และ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชนพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย ด้วยความปรารถนาที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนให้ทุกชุมชนมีความสุข พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยรายได้ทั้งหมดนำกลับไปพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้ นำเสนอวินโดว์ดิสเพลย์ ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า โดยนำชิ้นงานหัตถศิลป์จากชุมชนมารังสรรค์เป็นดีไซน์พิเศษ อาทิ เสื่อกกจากจังหวัดสุรินทร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และกระเป๋าหัตถกรรมที่ใช้ผ้าทอจากชุมชนนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม เป็นคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดนำมาเปิดเผยเป็นที่แรก ผสานการตกแต่งวินโดว์ให้บรรยากาศหรูหราในแบบไทยร่วมสมัย ด้วยวัสดุผ้าไหมทอมือและองค์ประกอบจากธรรมชาติ เพื่อถ่ายทอดความงามของงานฝีมือไทยในมิติที่ร่วมสมัย สง่างาม และพร้อมก้าวสู่สายตาชาวโลก

    กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและสาธิตการประกอบอาหารไทย ระหว่างวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 บริเวณชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าเพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมและลิ้มลองอาหารไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทย เพื่อเชื่อมโยง “รสชาติ” สู่ “ประสบการณ์การเดินทาง” และสร้างแรงบันดาลใจสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศไทย พร้อมของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาช้างจาก Good Goods ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยขยายการรับรู้ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยไปสู่กลุ่มนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้อย่างตรงกลุ่มและมีประสิทธิภาพ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกับ ITB Berlin 2026 ยิ่งช่วยเสริมพลังในการขยายการรับรู้ในระดับนานาชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงมายังประเทศไทย ททท. เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทยในลักษณะนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดระยะไกลอย่างยั่งยืน และช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มอบประสบการณ์ระดับโลกได้อย่างครบมิติ”

    ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตขึ้นจากประเทศไทย และได้ขยายธุรกิจสู่เวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของเราไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่ออัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก

    พื้นที่ค้าปลีกในยุโรปของเรา จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางการค้า หากแต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยได้ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหาร วัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์ งานฝีมือที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือวิถีชีวิตที่อบอุ่นของผู้คน

    การได้เห็นภาพของความเป็นไทยปรากฏอยู่ในห้างสรรพสินค้าระดับแลนด์มาร์กของโลก จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัล หากยังเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสน่ห์ของประเทศไทยให้โลกได้เห็นอย่างสง่างาม เป็นตัวอย่างว่า ภาคเอกชนไทยสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าความ ร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถต่อยอดในการนำประเทศไทยสู่สายตานานาชาติได้อย่าง ต่อเนื่องในอนาคต”

    กลุ่มเซ็นทรัลขอเป็นอีกหนึ่งพลังขององค์กรไทยในการสนับสนุนประเทศไทยบนเวทีโลก ถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม และร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มีความหมายในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1564382&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lf3jkqudzeA-a0OHUrjgF