Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

    ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

    วันนี้, 13:51น.


    31 มีนาคม 2569 – บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ในกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินการชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz (ช่วงความถี่ 2600–2690 MHz) งวดที่ 3 เป็นจำนวนเงิน 2,868,598,666.52 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมวางหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามเงื่อนไขจากการประมูลคลื่นความถี่

    การชำระเงินค่าคลื่นความถี่ดังกล่าว นำโดย นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร (ซ้าย) หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล และนางสาวกนกพร คุณชัยเจริญกุล (ขวา) หัวหน้าสายงานกลยุทธ์กฎระเบียบการกำกับดูแลกิจการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ ในการชำระค่าคลื่นความถี่ โดยมีนายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน (กลาง) รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงาน กสทช.
    การชำระค่าคลื่นความถี่ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทรูในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการใช้งานดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกภาคส่วน
    คลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz เป็นคลื่นหลักในการพัฒนาเครือข่าย 5G ที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งด้านความเร็วและความจุของโครงข่าย ทรูได้นำคลื่นดังกล่าวไปพัฒนาการให้บริการ 5G เพื่อยกระดับคุณภาพสัญญาณให้ครอบคลุม เร็ว แรงมากยิ่งขึ้น รองรับการใช้งานดิจิทัลของประชาชน ธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม

    พร้อมกันนี้ การใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างเต็มศักยภาพยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี 5G, IoT และ AI เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
    ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานมือถือของลูกค้า และสร้างรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/160387&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AQEFOttpM4bQcmXohiHfz

  • ธปท. ชี้ เศรษฐกิจ ก.พ. 69 แผ่ว เงินเฟ้อติดลบ 0.88% ส่งออก-การผลิตหด สงครามกดดัน

    ธปท. ชี้ เศรษฐกิจ ก.พ. 69 แผ่ว เงินเฟ้อติดลบ 0.88% ส่งออก-การผลิตหด สงครามกดดัน

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีทิศทางชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม โดยเครื่องชี้วัดหลายตัวปรับลดลงหลังจากที่ได้เร่งตัวไปมากในช่วงก่อนหน้า ซึ่งข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์นี้ยังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ด้านการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำหดตัวลง 2.3% จากปัจจัยชั่วคราวในการลดลงของหมวดปิโตรเลียมที่ส่งออกไปยังอาเซียน และหมวดเครื่องประดับอัญมณีที่ส่งออกไปยังอินเดีย ซึ่งได้เร่งตัวไปแล้วในเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวได้ดีตามการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมไปยังจีนและสหรัฐอเมริกา ในขณะที่หมวดยานยนต์และชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นตามยอดส่งออกไปยังออสเตรเลียและตะวันออกกลาง ทางด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง 2.1% สอดคล้องกับการลดลงของหมวดปิโตรเลียมจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น รวมไปถึงหมวดยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลงจากระดับสินค้าคงคลังที่สูง

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวในเดือนกุมภาพันธ์มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3.3 ล้านคน ซึ่งเมื่อขจัดปัจจัยทางฤดูกาลแล้วพบว่าลดลง 1.8% จากเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลที่เดินทางเข้ามามากแล้วในช่วงปลายปี รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและมาเลเซียที่ลดลงจากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน สิ่งนี้ส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 2.1% ตามจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกลที่มีค่าใช้จ่ายสูง กิจกรรมในภาคบริการจึงปรับลดลง 0.7% ในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาโรงแรมและภัตตาคาร

    ขณะที่ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชนปรับลดลง 1.8% โดยหมวดสินค้าคงทนลดลงหลังจากที่ประชาชนได้เร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนหมดมาตรการส่งเสริมในระยะที่ 3 (EV 3.0) และหมวดสินค้าไม่คงทนลดลงตามยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ในเกือบทุกหมวด ทั้งหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์ และหมวดก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นทั้งอาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัย สวนทางกับหมวดยานพาหนะที่ลดลง

    ในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐและตลาดแรงงาน การใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งรายจ่ายประจำที่ขยายตัวตามการเบิกจ่ายบำนาญและค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ รวมถึงรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางที่ขยายตัวตามการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี อย่างไรก็ตาม รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวลง รวมถึงตลาดแรงงานพบว่าการจ้างงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ปรับลดลง สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตเริ่มมีการปรับตัวเพื่อลดต้นทุน

    “การจ้างงานในระบบประกันสังคมในเดือนกุมภาพันธ์ก็ปรับลดลง อันนี้จากการพูดคุยกับผู้ประกอบธุรกิจก็จะเห็นได้ว่าในภาคการผลิตอาจจะมีการปรับตัวเริ่มเห็นการปรับตัวในการที่จะลดต้นทุนมากขึ้นตั้งแต่ต้นปี”

    อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ติดลบมากขึ้นที่ 0.88% จากสาเหตุหลักคือหมวดอาหารสดที่ราคาผักและเนื้อสัตว์ลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวอยู่ที่ 0.56% ด้านภาคต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นผลมาจากการเกินดุลการค้าตามมูลค่าการนำเข้าที่ลดลง ทั้งนี้สำหรับทิศทางค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงปลายเดือนต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม จากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐและความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูง

    นอกจากนี้ นางสาวชญาวดี กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มในเดือนมีนาคม 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเริ่มปรับลดลง ทั้งกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการจองตั๋วของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง รวมไปถึงความเชื่อมั่นในภาคการผลิตที่ลดลงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ดันราคาต้นทุนและค่าขนส่งให้สูงขึ้น รวมถึงดัชนีการค้นหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยและการสำรองที่นั่งล่วงหน้าก็ปรับลดลง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่มีความไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    “เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำ จากผลกระทบของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ก็น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทาง และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวที่เรายังต้องติดตามต่อเนื่อง”

    เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่า หากเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและอาจกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเร็วกว่าที่คาด จะทำให้ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อหรือไม่ หรือยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อยู่ นางสาวชญาวดี ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินจำเป็นต้องพิจารณาภายใต้บริบทของเศรษฐกิจในภาพรวม โดยนโยบายการเงินถือเป็นเครื่องมือฝั่งอุปสงค์ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันยังคงมาจากฝั่งอุปทานเป็นสำคัญ ทำให้การใช้อัตราดอกเบี้ยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

    ทั้งนี้ ยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ผ่านมาอยู่ในภาวะที่ต้องประคับประคอง ดังนั้นในระยะต่อไปต้องติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและทรงตัวในระดับสูง จนเริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ ก็อาจต้องกลับมาประเมินบทบาทของอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งว่าเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน

    “ดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการดูแลเศรษฐกิจ ต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริมและต้องตรงจุด เพราะหากเงินเฟ้อสูงจากฝั่งอุปทาน การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยมาก ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจชะลอ การลดดอกเบี้ยก็ต้องประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ความเสี่ยงยังสูงและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว”

    นอกจากนี้ นางสาวชญาวดี ยังระบุด้วยว่า การตัดสินใจนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องคำนึงถึงความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินอย่างรอบด้าน

    ทั้งนี้ สำหรับความคืบหน้ามาตรการดูแลการซื้อขายทองคำที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา นางสาวชญาวดี ชี้ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมและประมวลข้อมูล โดยยอมรับว่าผู้ประกอบการค้าทองคำเองก็อยู่ในช่วงเร่งปรับตัวตามมาตรการใหม่ ดังนั้น จะขอรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน และจะชี้แจงรายละเอียดผลการดำเนินงานอีกครั้งในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ruBfg70hk5INskFSuC2QM

  • ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบต่อเศรษฐกิจมาเลเซีย

    ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบต่อเศรษฐกิจมาเลเซีย

    เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Oil) ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 119.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งวัน และถือเป็นระดับราคาสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี 6 เดือน ภายหลังจากที่ราคาทะลุเกณฑ์ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตั้งแต่เปิดตลาดเมื่อวันที่ มีนาคม 2569 จากสภาวะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพการผลิตและการขนส่งพลังงาน

    ดร. โมฮาหมัด อิดฮัม มัด ราซัก จาก MARA University of Technology วิเคราะห์ว่า ราคาพลังงานในตลาดโลกที่สูงขึ้น จะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกและทำให้ดุลการค้าของมาเลเซียเพิ่มขึ้น จนมีงบประมาณเพียงพอสำหรับใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี แม้ว่ามาเลเซียจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งภายในประเทศ จะส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่พึ่งพาเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์ และจะส่งผลกระทบต่อภาระต้นทุนภาคครัวเรือนและธุรกิจทั้งระบบ ซึ่ง ดร. อิดฮัมฯ เห็นว่า นโยบายการให้เงินอุดหนุนแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Subsidies) และการรักษาเสถียรภาพราคา (Price Stabilisation Mechanisms) จากภาครัฐจะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้

    ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร. ไอมี่ ซุลฮัซมี อับดุล ราชิด จาก University Kuala Lumpur Business School ระบุว่า รัฐบาลมาเลเซียจะสามารถคงราคาน้ำมันเบนซิน RON95 ในระดับอุดหนุนได้อีกประมาณ เดือน หากราคาน้ำมันดิบยังอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันโลกยังคง
    สูงเกินระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมาเลเซียอาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับนโยบายและโครงสร้างการอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซิน RON95 โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ

    สำหรับสถานการณ์ในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย ดัชนีกลุ่มพลังงาน (Bursa Malaysia Energy Index) พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีที่ 817.29 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มขุดเจาะและโรงกลั่น เช่น Hibiscus Petroleum Bhd. เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.59 และ Hengyuan Refining Company Bhd. เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.43 ขณะที่ Petra Energy Bhd. เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.54 และ Perdana Petroleum Bhd เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.12 ส่วนหุ้นพลังงาน
    ที่ปรับตัวขึ้นต่ำกว่าร้อยละ เช่น Malaysia Marine and Heavy Engineering Holdings Bhd, Dayang Enterprise Holdings Bhd, Petron Malaysia Refining & Marketing Bhd, Deleum Bhd, Alam Maritim Resources Bhd และ T7 Global Bhd ซึ่งทิศทางที่ปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานสวนทางกับภาพรวมตลาด โดยดัชนี FTSE Bursa Malaysia KLCI ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 1,700 จุด ปิดที่ 1,674.17 จุด ลดลงร้อยละ 2.56 เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

    ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ Public Investment Bank Bhd คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์
    มีแนวโน้มที่จะทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลต่อเนื่องอีกอย่างน้อย เดือน หากความขัดแย้ง
    ในตะวันออกกลางยังทวีความรุนแรง ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องรักษาสมดุลและบริหารจัดการกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคครัวเรือนและธุรกิจอย่างใกล้ชิด

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    1. ด้านการคลังและรายได้ภาครัฐ

              แม้มาเลเซียในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้รายได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและเงินปันผลจาก Petronas ปรับตัวสูงขึ้นตาม แต่ในทางกลับกัน รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงทรงตัวเหนือระดับ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง รายได้ส่วนเกินที่ควรใช้เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาประเทศ อาจต้องถูกนำมาใช้เพื่อพยุงราคาขายปลีกภายในประเทศแทน ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อแผนการรักษาวินัยการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะยาว

    1. ด้านค่าครองชีพและเงินเฟ้อ

              อัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะ
    ในภาคโลจิสติกส์และการขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้า ผลกระทบนี้อาจขยายวงกว้างไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป เนื่องจากมาเลเซียต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหาร มูลค่ารวมสูงถึง หมื่นล้านริงกิตต่อปี ดังนั้น เมื่อต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศสูงขึ้น ราคาสินค้าย่อมปรับตัวเพิ่มตาม ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนจะลดลง และอาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร 
    หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ยังคงยืดเยื้อต่อไป

    1. ด้านการลงทุนและตลาดทุน 

              แม้หุ้นกลุ่มพลังงานจะได้รับผลบวกในระยะสั้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะถดถอยลงจากความกังวลด้านต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดทุนยังเผชิญความเสี่ยง 
    หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงจนส่งผลให้ธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) ต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OPR) เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นและชะลอการตัดสินใจลงทุนจากต่างชาติ

    ความเห็น สคต.

    สคต. กัวลาลัมเปอร์ เห็นว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบโดยตรง
    ต่อต้นทุนการค้าข้ามพรมแดนระหว่างไทยและมาเลเซีย โดยเฉพาะค่าขนส่งโลจิสติกส์ทางบกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการต้นทุน 
    และพิจารณาปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
    ในตลาดมาเลเซีย

    ในขณะเดียวกัน ภาวะที่ราคานำเข้าอาหารในมาเลเซียปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับสินค้าไทยในกลุ่มอาหารที่เน้นความคุ้มค่า (Value for Money) ซึ่งไทยมีจุดแข็งทั้งด้านคุณภาพและความสามารถ
    ในการควบคุมราคาให้แข่งขันได้ สินค้ากลุ่มนี้จะตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวมาเลเซียที่มองหาสินค้าคุณภาพดี
    ในราคาเข้าถึงได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรติดตามนโยบายการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงของรัฐบาลมาเลเซียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากมีการปรับลดวงเงินอุดหนุน จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อ
    ค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอตัวของกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น/ฟุ่มเฟือยในช่วงกลางปี 2569 ผู้ส่งออกจึงควรพิจารณาปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับพฤติกรรมการใช้จ่ายที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/avvuhymv1z9tf8fai69ak3l9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25mGGnMLvsUio_MS4GSHui

  • เปิด 9 ขุนพล ‘ทีมเศรษฐกิจ’ ครม.อนุทิน 2 ส่องประวัติ พ่วงภารกิจใหญ่

    เปิด 9 ขุนพล ‘ทีมเศรษฐกิจ’ ครม.อนุทิน 2 ส่องประวัติ พ่วงภารกิจใหญ่

    เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 31 มีนาคม 2569 เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือ “ครม. อนุทิน 2” เพื่อเข้าบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไป โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    เป็นที่น่าจับตามองสำหรับเหล่าเสนาบดีสำคัญที่เป็น “มือเศรษฐกิจ” ประจำรัฐบาล หลังมีการดึงตัวบุคคลระดับแม่ทัพ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” รวมมืออาชีพและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เข้ามานั่งเก้าอี้คุมกระทรวงสำคัญที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ร่วมกับขุนพลสายการเมืองที่มีฐานเสียงหนาแน่น เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งในแง่ของนโยบายและการเมืองควบคู่กันไป

    ทั้งนี้ภายหลังการโปรดเกล้าฯ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเตรียมนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ในวันที่ 6 เมษายนนี้ คาดว่าจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันทีในช่วงวันที่ 7-9 เมษายน 2569 เพื่อประกาศพิมพ์เขียวการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ 

    สิ่งที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์และสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดทุนทันที คือ การจัดทัพ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ถูกยกเครื่องใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ มืออาชีพคุมนโยบาย นักการเมืองคุมการขับเคลื่อน ส่วนของกระทรวงเกรดเอและกลุ่มกระทรวงเศรษฐกิจ พบว่า การจัดวางตัวบุคคลที่สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ “รุกและรับ” อย่างชัดเจน ดังนี้

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ 

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • ปริญญาโท M.S. (Policy Economics) University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐฯ
    • ปริญญาเอก Ph.D. (Economics/Finance) Claremont Graduate University สหรัฐฯ

    ประวัติการทำงาน/การเมือง

    ลูกหม้อกระทรวงการคลัง เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดใน 3 กรมหลัก คือ อธิบดีกรมสรรพากร, อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ก่อนขยับขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) นอกจากนี้ยังเคยเป็นเอกอัครราชทูตฝ่านเศรษฐกิจการคลัง ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป เป็น Senior Advisor ของธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และโฆษกกระทรวงการคลัง

      ภารกิจหลักกระทรวงการคลัง

    ประสานรอยต่อระหว่างนโยบายการเงิน (ธปท.) และนโยบายการคลัง เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และเร่งผลักดันภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติ เพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงบริหารจัดการงบประมาณและระบบหลังบ้าน เพื่อเปิดตัวมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานราก โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง” ให้ทันไตรมาส 2/2569

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

    ประวัติการศึกษา

    • ปริญญาตรีและปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ประวัติการทำงาน/การเมือง

    พิพัฒน์ ถือเป็นแม่ทัพใหญ่ นักบริหาร ผู้เคยสร้างอาณาจักร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG (สถานีบริการน้ำมัน PT) จนกลายเป็นเครือข่ายปั๊มน้ำมันที่มีจำนวนสาขามากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย สำหรับงานการเมืองของพิพัฒน์ ถือเป็นแม่ทัพใหญ่ภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยในศึกเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่สามารถคว้าเก้าอี้ สส. มาได้ตามเป้าหมาย 31 คน

    ผลงานที่ผ่านมาพิพัฒน์เคยผ่านการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา (ยุคโควิด-19) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จนมาถึงตำแหน่งล่าสุดเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คุมกระทรวงเกรดเอบวก พ่วงรองนายกฯ สร.2 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลก่อน หลังได้รับมอบหมายงานจากนายกฯ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนั่งคุม ศบก. รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

      ภารกิจกระทรวงคมนาคม

    การผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการขนส่งโลจิสติกส์ โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติ (UAE, จีน, สหรัฐฯ) เข้ามาร่วมทุนโครงการ และการผลักดันขยายผลนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ให้ครอบคลุมทุกสีทุกเส้นทางแบบถาวร โดยใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเข้าสนับสนุน ตลอดจนการผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ฯลฯ   

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโท MBA (International Management) Northrop University สหรัฐฯ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    ผู้บริหารหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของไทย เคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ IBM Thailand และ CEO กลุ่มดุสิตธานี นอกจากนี้ยังเป็นคนนอก ที่ถูกดึงเข้ามารับงานการเมืองเป็นครั้งแรก ในรัฐบาลอนุทิน 1 เพื่อใช้คอนเนคชันธุรกิจระดับโลกในการเจรจาการค้าและดึงการลงทุนต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมาศุภจี ถือเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ป๊อบปูล่ามากที่สุดคนหนึ่ง กับวิธีบริหารและการพูดที่นุ่มลึกแต่เนื้อหาดุดัน

      ภารกิจกระทรวงพาณิชย์

    การใช้คอนเนคชันธุรกิจเปิดดีลเจรจานำข้าวไทยไปแลกเปลี่ยนกับปุ๋ยหรือพลังงานจากต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร,เร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ให้จบภายในปีเดียว ตลอดจนการคุมราคาสินค้าในช่วงราคาน้ำมันพุ่งอย่างต่อเนื่องจากสงครามตะวันออกกลาง และต้นทุนราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่เงินเฟ้อผันผวน

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี วิศวกรรมอุตสาหการ University of California, Berkeley สหรัฐฯ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    ประวัติการทำงานในอดีตเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารอาณาจักร “ไทยซัมมิท” (Thai Summit Group) ยักษ์ใหญ่ชิ้นส่วนยานยนต์ และเป็นแกนนำกลุ่มสามมิตร นำทีม ส.ส. เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    ต่อมาได้หวนคืนกลับสู่พรรคเพื่อไทย ในปี 2566 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นรัฐมนตรี และยังเคยรับหน้าที่เป็นนายกฯ รักษาการอยู่ในช่วงหนึ่งที่เกิดวิกฤตการเมืองด้วย

    ภารกิจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    การผลักดันจัดรูปที่ดิน ส.ป.ก. โดยเร่งเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นและการวางระบบบริหารจัดการน้ำ 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ ป้องกันภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากด้วยระบบเซนเซอร์เตือนภัย รวมทั้งการแก้ภาระหนี้เกษตรกร ตลอดจนผลักดันการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ เช่น โกโก้ และพืชโปรตีนสูง เพื่อทดแทนการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) 
    • ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    และมีชื่อเสียงหลังเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของ กปปส. โดยลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์  ในปี 2565 และเข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรค ก่อนก้าวมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร โดยมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการตั้ง “ชุดสุดซอย” ปราบโรงงานเถื่อน ผิดกฎหมาย ก่อนจะย้ายมาพรรคภูมิใจไทย

      ภารกิจกระทรวงพลังงาน 

    การรื้อโครงสร้างราคาก๊าซ โดยปรับสูตรราคา Pool Gas เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มอย่างเป็นธรรมต่อประชาชน และการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงจากสงครามตะวันออกกลาง รวมถึงการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ มุ่งเน้นพลังงานหมุนเวียน ให้ถึง 50% ของสัดส่วนทั้งหมด และปลดล็อกกฎหมายโซลาร์รูฟท็อปเสรี ให้ครัวเรือนสามารถติดตั้งและขายไฟคืนเข้าระบบได้โดยไม่ต้องขออนุญาตยุ่งยาก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

      ประวัติการศึกษา
    • ศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) ศูนย์พระนครศรีอยุธยา วาสุกรี
    • ระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยรังสิต
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนครศรีอยุธยา เขตอำเภอวังน้อย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.พระนครศรีอยุธยา รวม 4 สมัย ซึ่งมีความใกล้ชิดกับฐานรากและเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชน

    เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ล่าสุดได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

      ภารกิจกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

    การหารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองและแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เพื่อกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่ชนบท รวมถึงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

    นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

      ประวัติการศึกษา
    • จบการศึกษาจากโรงเรียนประจำชั้นนำในประเทศอังกฤษ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    บุตรชายคนโตของ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งมีความโดดเด่นในธุรกิจอีสปอร์ตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นขุนพลรุ่นใหม่ที่คุมทัพดิจิทัลเพื่อปรับโฉมรัฐบาลไทยสู่ยุค AI

      ภารกิจกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    การวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center เพื่อดึงดูด Big Tech อย่าง Google และ Microsoft ให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแอปฯ ดูดเงินแบบเรียลไทม์ โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินทั่วโลก และการเปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็น Super App สำหรับเข้าถึงทุกบริการของรัฐแบบไร้รอยต่อและไร้กระดาษ

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโท MBA จาก Boston College สหรัฐฯ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    แกนนำพรรคเพื่อไทยสายเหนือและอดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นมือขวาของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในการปั้นโปรเจ็กต์ดิจิทัลวอลเล็ต ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง

      ภารกิจกระทรวงแรงงาน

    การปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามทักษะฝีมือ (Skill-based Wage) และความต้องการของตลาดแรงงานในแต่ละพื้นที่ รวมถึงเร่งโครงการฝึกทักษะแรงงานไทย 1 ล้านคน ให้มีความรู้ด้านดิจิทัลและหุ่นยนต์ เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศและการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมให้มีความมั่นคง และขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลให้เทียบเท่าบัตรทอง

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (Mechanical Engineering) University College London (UCL) อังกฤษ
    • ปริญญาโท MBA (Finance and Banking) University of Wisconsin-Madison สหรัฐฯ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    ทายาทนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้คุมบังเหียนพรรคชาติไทยพัฒนา และในอดีตเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมทั้งยังเคยนั่งกระทรวงใหญ่อย่างกระทรวงคมนาคม จนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก่อนย้ายพรรคมาสังกัดภูมิใจไทย ผลงานที่โดดเด่นที่ผ่านมาคือ การผลักดันนโยบาย Carbon Credit และอุตสาหกรรมสีเขียว

      ภารกิจกระทรวงอุตสาหกรรม

    การบังคับใช้มาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีคาร์บอนจากยุโรป (CBAM) และดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการอัดฉีดเงินทุนและเทคโนโลยีให้กลุ่ม SME เปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบเก่าสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Industry 4.0)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PgKO0dmPxWTJjWOQGhATV

  • อีไอซี จัดแถลงข่าว Outlook Q1/2026 “

    อีไอซี จัดแถลงข่าว Outlook Q1/2026 “

    สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงเป็น “วิกฤตสองทาง” กรณีฐานอาจยืดเยื้อ 2 เดือน

              สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz  (ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง 

              SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง โดย 1) กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  2) กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  และ 3) กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

    เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำและเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

              SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลัง
     มากขึ้น ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    1. ภาคการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคาสินค้านำเข้า) ที่แย่ลง มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก ขณะที่การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล 
    2. ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป 
       แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน 
    3. การบริโภคภาคเอกชน จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง
    4. ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่  
    5. ตลาดการเงินผันผวนสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป

              ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังยืดเยื้อ SCB EIC มองเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท.ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ใกล้ 0% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงานและโลจิสติกส์ ก่อนกระจายไปสู่สินค้าที่วัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้ บรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาล
     ค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% และภาครัฐจะระมัดระวังความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติงของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจ 
    จะทำให้การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น 

    นโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation ขณะที่มาตรการราคาพลังงานควรหลีกเลี่ยงการชดเชยตรึงราคาแบบหน้ากระดาน แต่เน้นช่วยการปรับตัวของผู้บริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเฉพาะจุดมากขึ้น 

              กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้ โดย SCB EIC ประเมินว่า กนง จะไม่เลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SME  ขณะเดียวกัน  การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม รวมทั้งประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัดภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้วและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนที่สูง กนง. จึงน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจ ในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น 

    ทางออกเชิงนโยบายจาก “ช่วยแบบหน้ากระดาน” สู่ “3T Targeted-Temporary-Transform”

              การอุดหนุนราคาพลังงานแบบหน้ากระดานที่ราคาที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมาก เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก ตลอดจนสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในระยะเวลาสั้นจนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้ 

    ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ได้แก่  

              1) Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง มาตรการอุดหนุนเฉพาะจุดแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร หรือกลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนอย่างตรงจุด 
             2) Temporary การบริหารราคาพลังงานในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงทางการคลัง
             3) Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว 


     เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากผลของสงคราม แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ 
    Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปช่วงปลายปี

              SCB EIC ประเมินว่าในกรณีฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตลดลงจาก 2.7%YOY เหลือ 2.5%YOY โดยเป็นผลจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง โดย SCB EIC มองว่า Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 25 bps ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น
     

    สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026
    และติดตามช่องทางอื่นๆได้ที่ www.scbeic.com หรือ LINEOA ที่ @SCBEIC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.scb.co.th/th/about-us/news/mar-2569/scb-eic-outlook-q12026.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fbNCIZMfsCiu-5xHMQ4zo

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    สรุปสาระสำคัญ

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. โดยรวมชะลอลงจากเดือนก่อน จากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน

    • ด้านอุปสงค์ชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงในบางหมวดสินค้าหลังจากเร่งไปในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงหลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วในช่วงก่อนหน้า อย่างไรดี การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง
    • ด้านอุปทานปรับลดลงจากกิจกรรมทั้งในภาคบริการและการผลิตภาคอุตสาหกรรม
    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบมากขึ้นจากหมวดอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน
    • ประเด็นที่ต้องติดตาม 1) พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง 2) ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงมาตรการรับมือและเยียวยาของภาครัฐจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และ 3) การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ 

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. ชะลอลงจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงจากหมวดปิโตรเลียมและอัญมณีที่เร่งไปมากในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ลดลงหลังจากการเดินทางเข้ามามากในช่วงก่อนหน้า รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและมาเลเซียที่ลดลงหลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน หลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปในช่วงก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง ประกอบกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงตามหมวดปิโตรเลียมที่ปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน รวมถึงหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังเผชิญการแข่งขันสูง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคการค้า โรงแรมและร้านอาหาร และภาคขนส่ง ปรับลดลงสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดเป็นหลัก ขณะที่หมวดพลังงานทรงตัว สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาเครื่องประกอบอาหารและอาหารสำเร็จรูปปรับลดลง ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลตามดุลการค้าเป็นสำคัญ 

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    31 มีนาคม 2569

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”text-4592e6e527″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. ชะลอลงจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงจากหมวดปิโตรเลียมและอัญมณีที่เร่งไปมากในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ลดลงหลังจากการเดินทางเข้ามามากในช่วงก่อนหน้า รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและมาเลเซียที่ลดลงหลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน หลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปในช่วงก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง ประกอบกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงตามหมวดปิโตรเลียมที่ปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน รวมถึงหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังเผชิญการแข่งขันสูง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคการค้า โรงแรมและร้านอาหาร และภาคขนส่ง ปรับลดลงสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดเป็นหลัก ขณะที่หมวดพลังงานทรงตัว สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาเครื่องประกอบอาหารและอาหารสำเร็จรูปปรับลดลง ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลตามดุลการค้าเป็นสำคัญ 

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    31 มีนาคม 2569

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260331.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pfLqXu1D-x3fy_QgpeL70

  • สงครามเริ่มลามกิจกรรมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ส่งออกชะลอ

    สงครามเริ่มลามกิจกรรมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ส่งออกชะลอ

    Loading…

    สงครามเริ่มลามกิจกรรมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ส่งออกชะลอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-92&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nfMBGS5K7hdm5cL9pX62Y

  • พิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาฯ

    พิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาฯ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ จัดพิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาฯ ปีการศึกษา 2568

    สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาฯ จัดพิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาฯ ประจำปีการศึกษา 2568 เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 ณ หอประชุมจุฬาฯ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานในพิธี และกล่าวรายงานโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ รองอธิการบดี และให้โอวาทนิสิตโดย อาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) และ ดร.นันทกา ยุกตะนันทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ มูลนิธิทางสู่ฝัน ปั้นคนเก่ง

    พิธีกตเวทิตาผู้มีอุปการคุณด้านทุนการศึกษา เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ผู้ให้ทุนและผู้รับทุนการศึกษาได้พบเจอเพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีงาม ทั้งสร้างการตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญในโอกาสทางการศึกษาที่นิสิตได้รับ

    ความเป็นมาของทุนการศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น สืบย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดระเบียบการอุปการะนักเรียนไว้สองประเภท คือ นักเรียนหลวง และ นักเรียนราชูปถัมภ์ ซึ่งเมื่อสถาปนาขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังคงใช้ระเบียบการเช่นนี้ต่อมาในระยะแรก พร้อมกับการได้รับแรงสนับสนุนอย่างไม่ขาดสายจากพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป ที่ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนเล่าเรียนให้แก่นิสิต รวมถึงความร่วมมือจากหน่วยงานระดับสากล จนนำไปสู่การพัฒนาเป็นทุนเล่าเรียนบริบูรณ์ในเวลาต่อมา

    รากฐานแห่งการให้ที่มั่นคงนี้ยังคงหยั่งลึกและแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปอย่างกว้างขวาง โดยมีท่านผู้มีอุปการะคุณด้านทุนการศึกษาเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสืบสานพระบรมราชปณิธานแห่งการสร้าง ‘คน’ เพื่อสร้าง ‘ชาติ’ ให้คงอยู่คู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสืบไป

    สำหรับผู้ทีประสงค์บริจาคทุนทรัพย์เพื่อสมทบเป็นทุนการศึกษาแก่นิสิต สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 2218 7339 ในวันและเวลาทำการ

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/296380/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BUf8YmR996EEa26vdSsVO

  • ม.บูรพา เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมเอกสารหลอกโอนเงินค่าทุนการศึกษา

    ม.บูรพา เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมเอกสารหลอกโอนเงินค่าทุนการศึกษา

    ม.บูรพา เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมเอกสารสวมรอยอาจารย์ หลอกโอนเงินค่ามัดจำทุนการศึกษา ย้ำมหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายโอนเข้าบัญชีบุคคล เช็กด่วนก่อนตกเป็นเหยื่อ

    กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อ มหาวิทยาลัยบูรพา (Burapha University) ออกประกาศเตือนภัยด่วน! หลังพบกลุ่มมิจฉาชีพใช้มุกใหม่ ทำเอกสารปลอมที่มีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย และสวมรอยเป็นอาจารย์หรือบุคลากร เพื่อหลอกลวงนิสิตและผู้ปกครองให้โอนเงิน โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา

    ม.บูรพา เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมเอกสารหลอกโอนเงินค่าทุนการศึกษา

    เปิดกลโกงมิจฉาชีพ : มุกไหนที่ต้องระวัง?

    มิจฉาชีพมักจะใช้จิตวิทยาความกลัวและการตัดสิทธิ์มาขู่ โดยมีรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อย ดังนี้:

    • หลอกค่ามัดจำทุนการศึกษา : อ้างว่านิสิตได้รับทุน แต่ต้องโอนเงินมัดจำก่อน มิเช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์
    • ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าไปต่างประเทศ : หลอกว่าเป็นค่าดำเนินการล่วงหน้าสำหรับนิสิตที่ได้รับทุนไปศึกษาหรือดูงานต่างประเทศ
    • กิจกรรมไม่มีอยู่จริง : แอบอ้างการจัดกิจกรรมพิเศษและเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม
    • ค่าประกันการเข้าเรียน : หลอกเรียกเก็บเงินเพื่อยืนยันสิทธิ์หรือรับประกันการเข้าศึกษาต่อ

    3 จุดเช็กชัวร์! ก่อนตกเป็นเหยื่อ

    มหาวิทยาลัยบูรพาขอยืนยันข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ปกครองและนิสิตใช้ตรวจสอบดังนี้:

    • ไม่มีนโยบายเก็บเงินมัดจำ : มหาวิทยาลัยไม่มีการเรียกเก็บเงินมัดจำเพื่อรับทุนการศึกษา หรือเงินประกันการเข้าเรียนทุกกรณี
    • ชื่อบัญชีต้องเป็นนิติบุคคล : การชำระเงินทุกอย่างของมหาวิทยาลัย ต้องโอนเข้าบัญชีชื่อ “มหาวิทยาลัยบูรพา” เท่านั้น
    • ไม่โอนเข้าบัญชีส่วนตัว : มหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายให้นิสิตหรือผู้ปกครองโอนเงินเข้าบัญชีชื่อ “บุคคล” หรือ “อาจารย์” โดยตรง

    “โปรดระลึกเสมอว่า หากมีการเร่งรัดให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ”

    ช่องทางการติดต่อและตรวจสอบข้อมูล

    หากท่านได้รับการติดต่อที่น่าสงสัย หรือได้รับเอกสารเรียกเก็บเงินที่มีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย โปรดอย่าเพิ่งโอนเงินเด็ดขาด และตรวจสอบความถูกต้องได้ที่:

    • โทรศัพท์ : ติดต่อเบอร์กลางของมหาวิทยาลัยบูรพา หรือหน่วยงานต้นสังกัดของคณะที่นิสิตสังกัดโดยตรง
    • เว็บไซต์หลัก : www.buu.ac.th
    • Facebook Fanpage : มหาวิทยาลัยบูรพา Burapha University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1227609&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16ZfkpBR752vF4rl2Q0Lty

  • 240 ปี ทุ่งลาดหญ้า: พลังแห่งความกล้าหาญจากอดีต สู่พลังแห่งความสามัคคีสู้ทุกวิกฤต

    240 ปี ทุ่งลาดหญ้า: พลังแห่งความกล้าหาญจากอดีต สู่พลังแห่งความสามัคคีสู้ทุกวิกฤต

    มทบ.17 จัดงานวิ่ง THUNG LATYA RUN 2026 ปลุกพลังความสามัคคีระดมทุนซื้อเครื่องมือแพทย์และมอบทุนการศึกษา ส่งต่อ “DNA ผู้ชนะ” จากวีรชนสู่นักสู้ยุคใหม่เพื่อก้าวข้ามทุกวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมไปด้วยกัน

    กาญจนบุรี – 29 มีนาคม 2569 ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย พลังแห่งความสามัคคีถูกปลุกขึ้นอีกครั้งบนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์ มณฑลทหารบกที่ 17 (มทบ.17) จัดกิจกรรม “วิ่งรำลึก 240 ปี เกียรติภูมิทุ่งลาดหญ้า” (THUNG LATYA REMEMBRANCE RUN 2026) เปลี่ยนหยาดเหงื่อให้เป็นความหวัง ระดมทุนสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลค่ายสุรสีห์ และสร้างรอยยิ้มผ่านทุนการศึกษาแก่บุตรหลานทหารและผู้ผ่านศึก

    พล.ต. ชนมากรณ์ ภิบาลชนม์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 17 เปิดเผยว่า กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่เป็นการหลอมรวมหัวใจของคนไทยกว่า 1,500 คน นำโดย นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี มาร่วมแสดงพลัง ณ บริเวณอนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกเวียดนาม ค่ายสุรสีห์ เพื่อตอกย้ำว่า “ไม่ว่าวิกฤตจะหนักหนาเพียงใด หากเรามีหัวใจที่กล้าหาญและไม่ทอดทิ้งกัน เราจะผ่านพ้นไปได้เสมอ”

    ถอดบทเรียน “วีรชน” สู่แรงบันดาลใจในวันวิกฤต

    ย้อนกลับไปเมื่อ 240 ปีที่แล้ว สงครามทุ่งลาดหญ้าคือบทพิสูจน์ของความเด็ดเดี่ยวและการวางแผนที่ชาญฉลาดของบรรพชน กิจกรรมวิ่งครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อส่งต่อ “DNA แห่งผู้ชนะ” ให้กับพี่น้องประชาชน:

    • ความอดทน (Endurance): เช่นเดียวกับการวิ่งระยะไกล 21K, 10K หรือ 5K ที่ต้องใช้พลังกายและใจก้าวข้ามขีดจำกัด
    • ความสามัคคี (Unity): ภาพของทหารและประชาชนที่วิ่งเคียงข้างกัน คือสัญลักษณ์ของการเกื้อกูลที่ไม่มีวันจางหาย
    • การแบ่งปัน (Sharing): รายได้ทั้งหมดจากการจัดงานจะถูกส่งต่อไปยังส่วนหน้าของวิกฤตสุขภาพ นั่นคือการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้รพ.ค่ายสุรสีห์ เพื่อดูแลชีวิตผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่

    ก้าวเล็กๆ ที่กลายเป็นพลังยิ่งใหญ่

    แม้ในวันที่หลายคนอาจรู้สึกท้อถอยจากสภาวะรอบด้าน แต่ภาพนักวิ่งกว่าพันชีวิตที่เริ่มออกสตาร์ทตั้งแต่เช้ามืดจนถึงเส้นชัย สะท้อนให้เห็นว่า “การเริ่มต้นลงมือทำ” แม้เพียงก้าวเดียว ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเสมือนเชื้อไฟที่จุดประกายความหวัง ให้ทุกคนลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง และมีสุขภาพใจที่พร้อมจะสู้ไปด้วยกัน
    “เราจะจดจำวีรกรรมของบรรพชน เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เราสร้างวีรกรรมของตัวเองในวันนี้ คือการร่วมมือกันเอาชนะวิกฤต เพื่อส่งต่อสังคมที่เข้มแข็งให้ลูกหลานสืบไป”
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดตามภาพบรรยากาศงาน:
    มณฑลทหารบกที่ 17 (ค่ายวชิราลงกรณ์) และ ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/740209&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uAXk8b2J092P3oj81yInm