นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีทิศทางชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม โดยเครื่องชี้วัดหลายตัวปรับลดลงหลังจากที่ได้เร่งตัวไปมากในช่วงก่อนหน้า ซึ่งข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์นี้ยังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง
ด้านการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำหดตัวลง 2.3% จากปัจจัยชั่วคราวในการลดลงของหมวดปิโตรเลียมที่ส่งออกไปยังอาเซียน และหมวดเครื่องประดับอัญมณีที่ส่งออกไปยังอินเดีย ซึ่งได้เร่งตัวไปแล้วในเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวได้ดีตามการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมไปยังจีนและสหรัฐอเมริกา ในขณะที่หมวดยานยนต์และชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นตามยอดส่งออกไปยังออสเตรเลียและตะวันออกกลาง ทางด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง 2.1% สอดคล้องกับการลดลงของหมวดปิโตรเลียมจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น รวมไปถึงหมวดยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลงจากระดับสินค้าคงคลังที่สูง
สำหรับภาคการท่องเที่ยวในเดือนกุมภาพันธ์มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3.3 ล้านคน ซึ่งเมื่อขจัดปัจจัยทางฤดูกาลแล้วพบว่าลดลง 1.8% จากเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลที่เดินทางเข้ามามากแล้วในช่วงปลายปี รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและมาเลเซียที่ลดลงจากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน สิ่งนี้ส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 2.1% ตามจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกลที่มีค่าใช้จ่ายสูง กิจกรรมในภาคบริการจึงปรับลดลง 0.7% ในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาโรงแรมและภัตตาคาร
ขณะที่ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชนปรับลดลง 1.8% โดยหมวดสินค้าคงทนลดลงหลังจากที่ประชาชนได้เร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนหมดมาตรการส่งเสริมในระยะที่ 3 (EV 3.0) และหมวดสินค้าไม่คงทนลดลงตามยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ในเกือบทุกหมวด ทั้งหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์ และหมวดก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นทั้งอาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัย สวนทางกับหมวดยานพาหนะที่ลดลง
ในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐและตลาดแรงงาน การใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งรายจ่ายประจำที่ขยายตัวตามการเบิกจ่ายบำนาญและค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ รวมถึงรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางที่ขยายตัวตามการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี อย่างไรก็ตาม รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวลง รวมถึงตลาดแรงงานพบว่าการจ้างงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ปรับลดลง สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตเริ่มมีการปรับตัวเพื่อลดต้นทุน
“การจ้างงานในระบบประกันสังคมในเดือนกุมภาพันธ์ก็ปรับลดลง อันนี้จากการพูดคุยกับผู้ประกอบธุรกิจก็จะเห็นได้ว่าในภาคการผลิตอาจจะมีการปรับตัวเริ่มเห็นการปรับตัวในการที่จะลดต้นทุนมากขึ้นตั้งแต่ต้นปี”
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ติดลบมากขึ้นที่ 0.88% จากสาเหตุหลักคือหมวดอาหารสดที่ราคาผักและเนื้อสัตว์ลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวอยู่ที่ 0.56% ด้านภาคต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นผลมาจากการเกินดุลการค้าตามมูลค่าการนำเข้าที่ลดลง ทั้งนี้สำหรับทิศทางค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงปลายเดือนต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม จากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐและความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูง
นอกจากนี้ นางสาวชญาวดี กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มในเดือนมีนาคม 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเริ่มปรับลดลง ทั้งกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการจองตั๋วของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง รวมไปถึงความเชื่อมั่นในภาคการผลิตที่ลดลงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ดันราคาต้นทุนและค่าขนส่งให้สูงขึ้น รวมถึงดัชนีการค้นหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยและการสำรองที่นั่งล่วงหน้าก็ปรับลดลง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่มีความไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
“เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำ จากผลกระทบของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ก็น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทาง และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวที่เรายังต้องติดตามต่อเนื่อง”
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่า หากเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและอาจกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเร็วกว่าที่คาด จะทำให้ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อหรือไม่ หรือยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อยู่ นางสาวชญาวดี ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินจำเป็นต้องพิจารณาภายใต้บริบทของเศรษฐกิจในภาพรวม โดยนโยบายการเงินถือเป็นเครื่องมือฝั่งอุปสงค์ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันยังคงมาจากฝั่งอุปทานเป็นสำคัญ ทำให้การใช้อัตราดอกเบี้ยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
ทั้งนี้ ยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ผ่านมาอยู่ในภาวะที่ต้องประคับประคอง ดังนั้นในระยะต่อไปต้องติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและทรงตัวในระดับสูง จนเริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ ก็อาจต้องกลับมาประเมินบทบาทของอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งว่าเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน
“ดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการดูแลเศรษฐกิจ ต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริมและต้องตรงจุด เพราะหากเงินเฟ้อสูงจากฝั่งอุปทาน การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยมาก ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจชะลอ การลดดอกเบี้ยก็ต้องประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ความเสี่ยงยังสูงและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว”
นอกจากนี้ นางสาวชญาวดี ยังระบุด้วยว่า การตัดสินใจนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องคำนึงถึงความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินอย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ สำหรับความคืบหน้ามาตรการดูแลการซื้อขายทองคำที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา นางสาวชญาวดี ชี้ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมและประมวลข้อมูล โดยยอมรับว่าผู้ประกอบการค้าทองคำเองก็อยู่ในช่วงเร่งปรับตัวตามมาตรการใหม่ ดังนั้น จะขอรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน และจะชี้แจงรายละเอียดผลการดำเนินงานอีกครั้งในระยะต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ruBfg70hk5INskFSuC2QM
