Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทางตันรัฐบาล ‘อนุทิน’ ดีเซลแตะ 50 บาท  โยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    ทางตันรัฐบาล ‘อนุทิน’ ดีเซลแตะ 50 บาท โยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    สงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมา 1 เดือน เศษ นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 เมื่อสหรัฐและอิสราเอล โจมตีอิหร่าน ถึงแม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะประกาศว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางใกล้ยุติแล้ว แต่สหรัฐยังมีแผนที่จะโจมตีอิหร่าน ในระดับ “อย่างรุนแรงสุดขีด”

    ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นและทรงตัวในระดับสูงจากผลกระทบการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจ้มตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยปรับขึ้นต่อเนื่อง ดังนี้

    น้ำมันกลุ่มเบนซิน เริ่มปรับขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.2569 ปรับขึ้นถึงวันที่ 3 เม.ย.2569 รวม 8 ครั้ง ทำให้แก๊ซโซฮอล์ 91 และ 95 ปรับขึ้น 13.4 บาท

    น้ำมันดีเซล มีการปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.2569 ช้ากว่าน้ำมันเบนซินตามนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการตรึงราคาดีเซลอย่างน้อย 15 วัน หลังเกิดสงคราม ทั้งที่กระทรวงพลังงานเสนอให้มีการปรับราคาดีเซลตั้งแต่ช่วงต้นสงคราม

    รวมแล้วดีเซลปรับขึ้นถึงวันที่ 5 เม.ย.2569 รวม 8 ครั้ง รวม 20.41 บาท ราคาอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์

    ทางตันรัฐบาล ‘อนุทิน’ ดีเซลแตะ 50 บาท  โยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    สำหรับการปรับราคาน้ำมันครั้งล่าสุดวันที่ 5 เม.ย. 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของดีเซล B7 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 20.71 บาทต่อลิตร เป็น 18.10 บาทต่อลิตร และลดการชดเชยดีเซล B20 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 22.22 บาทต่อลิตร เป็น 19.61บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กบน.ต้องตัดสินใจปรับลดการชดเชยมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต การปรับลดการชดเชยและปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อสร้างความสมดุลให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว  

    รวมทั้งการลดการชดเชยในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีค่าใช้จ่ายลดลงประมาณวันละ 212.03 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายประมาณวันละ 1,708.75 ล้านบาท เป็นมีรายจ่ายวันประมาณวันละ 1,496.72 ล้านบาท ล่าสุดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบกหนี้กว่า 50,000 ล้านบาท

    ทางตันรัฐบาล ‘อนุทิน’ ดีเซลแตะ 50 บาท  โยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    แหล่งข่าวจาก กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การปรับราคาดีเซลของไทยใช้ราคาอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาค โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะพิจารณาจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ รวมถึงสถานะและขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญผลกระทบสถานการณ์ราคาน้ำมันทำให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้เรียกผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งเข้ามารายงานสถานการณ์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569

    บีบ 6 โรงกลั่นแบ่งกำไรไม่ง่าย

    การประชุมดังกล่าวใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง เพื่อหารือกับโรงกลั่นน้ำมันในไทยที่มีอยู่ 6 แห่ง เพื่อดึงกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น นำมาโอนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับใช้เป็นกลไกในการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มอย่างเร่งด่วน ตามแนวทางที่เคยดำเนินการตามมติ ครม.วันที่ 21 มิ.ย.2565

    สำหรับ 6 โรงกลั่น ประกอบด้วย โรงกลั่นกลุ่ม ปตท. 3 แห่ง (IRPC,GC,Thaioil) โรงกลุ่นกลุ่มบางจาก 2 แห่ง (BCP,BSRC) และโรงกลั่น SPRC

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การนำเข้าน้ำมันดิบมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าพรีเมียมสงคราม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หรือเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษเพิ่มเติมในการนำเรือขนส่งน้ำมันดิบออกจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งสูตรการคำนวณปกติยังไม่ได้บวกต้นทุนส่วนนี้

    ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบค่าการกลั่นเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี โดยเฉพาะในเดือน มี.ค.2569 อยู่ที่ 7.30 บาทต่อลิตร โดยเมื่อเทียบกับค่าการกลั่นปัจจุบัน พบว่ากลุ่มโรงกลั่นยังมีส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติอย่างมีนัยสำคัญ 

    ดังนั้นเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนโดยไม่ต้องรอขั้นตอนการพิจารณาออกกฎหมายใหม่ ซึ่งอาจไม่ทันสถานการณ์ทำให้ คตร.เห็นควรให้กระทรวงพลังงานเร่งเจรจาขอความร่วมมือโรงกลั่น เพื่อนำส่งกำไรส่วนเกินพิเศษในช่วงวิกฤตินี้เข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ และส่งผ่านเป็นส่วนลดราคาขายปลีกถึงมือประชาชนทันที

    สำหรับมติ ครม.วันที่ 21 มิ.ย.2565 กำหนดให้นำกำไรโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน โดยส่งกำไรส่วนหนึ่งเข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งเป็นผลกระทบจากจากการสู้รบของรัสเซียและยูเครน

    นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นต่อแนวทางของรัฐบาลนายอนุทิน ว่า เมื่อปี 2565 โรงกลั่นเคยตกลงบริจาคเงินรวม 24,000 ล้านบาท (เดือนละ 8,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือน) แต่สุดท้ายมีการจ่ายจริงเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทจากบางบริษัท และเรื่องเงียบหายไปโดยไม่มีการแก้ไขโครงสร้างราคาที่บกพร่อง

    รายงานข่าวระบุว่า เมื่อปี 2565 มีเฉพาะโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท.ที่ยอมแบ่งกำไรบริจาคให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในฐานะที่เป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ

    ดีเซลขึ้น 1 บาท กระทบ GDP 0.02%

    นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุถึงการกำหนดฉากทัศน์ผลกระทบจากสงคราม

    สศช.ประเมินว่าราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท จะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.02%  โดยมี 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และต้องมีมาตรการช่วยเหลือก่อน คือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การขึ้นราคาดีเซลมีผลกระทบลุกลามไปยังต้นทุนวัตถุดิบ และราคาสินค้า ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงเดือน เม.ย.2569 หลังสต๊อกสินค้าเดิมทยอยหมดลง และผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนใหม่เต็มรูปแบบ

    ฐานะการคลังจำกัดเบรกลดภาษีน้ำมัน

    รวมทั้งรัฐบาลกำลังเผชิญการคลังจำกัด ทำให้กระทรวงการคลัง แสดงจุดยืนช่วงสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยขอให้รัฐบาลพิจารณาใช้เครื่องมือลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงเป็นทางเลือกสุดท้าย และชี้ว่าการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักดูแลราคาน้ำมันจะคล่องตัวกว่า 

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากราคาน้ำมันสูงขึ้น 3 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้าไปช่วยรับภาระอุดหนุนเพิ่ม 3 บาท ได้ทันที ซึ่งทำให้ราคาขายปลีกให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ และไม่ขยับขึ้น 

    “การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดูดซับภาระราคาที่เพิ่มขึ้นจะทำได้ทันที ต่างจากกลไกภาษีมีหลายขั้นตอน” แหล่งข่าวกล่าว

    สำหรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเป็นการเก็บเงินเข้ากองทุนจากผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดในสัดส่วนที่แตกต่างกัน เพื่อใช้อุดหนุนราคาในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกทยอยปรับขึ้นหรือปรับลง โดยช่วยลดผลกระทบที่ราคาปรับขึ้นแรง แต่ท้ายที่สุดผู้ใช้น้ำมันจะเป็นผู้รับภาระราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเอง ต่างจากการลดภาษีที่รัฐบาลเป็นผู้รับภาระให้

    ค้ำกู้ให้กองทุนน้ำมันโยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังพร้อมค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เสนอวงเงินกู้เงินที่จะให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเป็นวงเงินสูงถึง 150,000 ล้านบาท ซึ่งการค้ำประกันเงินกู้วงเงินดังกล่าวจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจนเหลือพื้นที่การคลัง (fiscal space) เพียงแค่ 300,000 ล้านบาท

    รวมทั้งการเพิ่มระดับหนี้สาธารณะของไทย ประกอบกับการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมายเพราะภาวะสงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยได้รับผลกระทบจากสงครามทำให้จีดีพีชะลอลง 

    ขณะที่เมื่อรวมหลายปัจจัยกรณีไทยต้องลดการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันลง จะยิ่งเสี่ยงถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ S&P Global Ratings, Moody’s Investors Service และ Fitch Ratings ลดอันดับความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยลง

    หลังจากปี 2568 ทั้ง Moody’s Investors Service และ Fitch Ratings ลดแนวโน้มอันดับเครดิตไทยลงระดับเชิงลบ (Negative) จากเดิมมีเสถียรภาพ (Stable) หากยังก่อหนี้เพิ่ม และจัดเก็บรายได้ต่ำลงกว่าเป้าหมายมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H8Dcrxx_SayO5WawCfJhV

  • วัดเรตติ้ง 3 รมต.มือโปร สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ สอบตกหรือผ่านในสายตาประชาชน

    วัดเรตติ้ง 3 รมต.มือโปร สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ สอบตกหรือผ่านในสายตาประชาชน

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.11 น.

    5 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    – 006

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TlRiEl_kDio0NuLV27BkY

  • พาณิชย์ จับมือ พิษณุโลก จัดมหกรรมค้าชายแดน ปลุกเศรษฐกิจภาคเหนือไร้พรมแดน | เดลินิวส์

    พาณิชย์ จับมือ พิษณุโลก จัดมหกรรมค้าชายแดน ปลุกเศรษฐกิจภาคเหนือไร้พรมแดน | เดลินิวส์

    วันที่ 3 เมษายน 2569 กรมการค้าต่างประเทศร่วมกับจังหวัดพิษณุโลกเปิดงานมหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดพิษณุโลก (Northern Trade Connect @Phitsanulok) อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก (นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวพิษณุโลก โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 เมษายน 2569 รวม 4 วันเต็ม พร้อมกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจครบครัน

    นายพีรพัฒก์ อุทัยศรี ผู้อำนวยการกองความร่วมมือการค้าและการลงทุน กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 กรมฯ ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางการค้าให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)ในพื้นที่ตามแนวชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค โดยมีเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มช่องทางการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตสู่ระดับภูมิภาคและระดับสากล

    นายพีรพัฒก์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดพิษณุโลกมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ การค้า และการลงทุนของภาคเหนือตอนล่าง ที่มีมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 96,000 ล้านบาท พร้อมโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมที่ครบครันทั้งทางราง ถนน และการบิน ทำให้สามารถเชื่อมโยงเส้นทางการค้าสู่ตลาดอาเซียนและเวทีโลก นอกจากนี้ การจัดงานในครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ฟื้นฟูธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน และอุทกภัยภาคใต้ โดยเปิดโอกาสให้นำสินค้ามาจำหน่ายและเจรจาธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง และเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างแท้จริง

    ไฮไลต์สำคัญของงานที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ บูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการและเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 120 ราย ครอบคลุมสินค้าเกษตรและผลไม้สดตามฤดูกาล (มะม่วง มะพร้าว และอีกมากมาย) สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าวิสาหกิจชุมชนคุณภาพส่งออก นอกจากนี้ยังมี การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อต่างประเทศ เสวนาองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ และบูธให้คำปรึกษาจากธนาคารชั้นนำ ที่พร้อมเปิดประตูธุรกิจสู่ตลาดโลก

    ยิ่งไปกว่านั้น งาน Northern Trade Connect @Phitsanulok ยังเนรมิตพื้นที่หน้าลานบิ๊กซี จังหวัดพิษณุโลก ให้กลายเป็นมหกรรมการค้าที่มีความสนุกและความครึกครื้นอย่างแท้จริง ด้วยการตกแต่งแสง สี เสียง พร้อมเต๊นท์แอร์ และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังตลอด 4 วัน เรียกได้ว่าครบทั้งช้อปปิ้ง ธุรกิจ และความบันเทิงในงานเดียว จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียงร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของงานได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dft.go.th, Facebook: กรมการค้าต่างประเทศ DFT และสายด่วน 1385 DFT Call Center

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752440/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k_1HJ2n-CDRdnR7pgdEBp

  • ‘นิด้าโพล’ เผย ปชช.ไม่มั่นใจ ‘รมต.มืออาชีพ’ แก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้

    ‘นิด้าโพล’ เผย ปชช.ไม่มั่นใจ ‘รมต.มืออาชีพ’ แก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้

    “นิด้าโพล” เผย ปชช.ส่วนใหญ่ความเห็นเอกฉันท์ ไม่มั่นใจ รมต.มืออาชีพ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” แก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้ 46.87% ไม่เห็นใจความพยายาม “รัฐบาลอนุทิน”

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ จากการสำรวจเมื่อถามถึง

    ความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ 

    • ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย 
    • รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ 
    • ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก 
    • ร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ 

    • ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย 
    • รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ 
    • ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ 
    • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก 
    • ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง 

    • ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย 
    • รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ 
    • ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ 
    • ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก 
    • ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่า

    • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
    • ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
    • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
    • ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
    • ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ‘นิด้าโพล’ เผย ปชช.ไม่มั่นใจ ‘รมต.มืออาชีพ’ แก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1228336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WtI9L19j80EYuQXK8OqW4

  • รัสเซียงัด “ทองคำ” ต่อชีวิตเศรษฐกิจ ใช้เป็นสะพานสภาพคล่อง หนี “กับดักเงินหยวน” | TOPNEWS

    รัสเซียงัด “ทองคำ” ต่อชีวิตเศรษฐกิจ ใช้เป็นสะพานสภาพคล่อง หนี “กับดักเงินหยวน” | TOPNEWS

    รัสเซียงัด “ทองคำ” ต่อชีวิตเศรษฐกิจ ใช้เป็นสะพานสภาพคล่อง หนี “กับดักเงินหยวน”

    • เผยแพร่ : 05/04/2026 10:33

    รัสเซียงัด “ทองคำ” ต่อชีวิตเศรษฐกิจ ใช้เป็นสะพานสภาพคล่อง หนี “กับดักเงินหยวน”

    #topnewstv #รัสเซีย #ทองคำ

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1537901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08mhy5jDGs_xR5pcj0UOQR

  • ช็อกกลางดึก! ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท | เดลินิวส์

    ช็อกกลางดึก! ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ปั๊มปตท. และปั๊มบางจาก ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมัน กลุ่มดีเซลทุกชนิด เพิ่มขึ้น 2.80 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมียมดีเซล ปตท.เพิ่มขึ้น 6.50 บาทต่อลิตร ส่วนบางจากเพิ่มขึ้น 4.80 บาท ส่วนน้ำมันชนิดอื่นคงเดิม มีผล 5 เม.ย. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้ เบนซิน = 52.54 บาท, GSH95 = 43.95 บาท, E20 = 38.95 บาท, E85 = 34.89 บาท, GSH91 = 43.58 บาท

    พรีเมี่ยม GSH95 = 53.04 บาท ดีเซล B7 = 50.54 บาท, HSD B20 = 45.54 บาท, พรีเมียมดีเซล ปตท. = 70.44 บาท ไฮพรีเมียม ดีเซล บางจาก ราคา 70.94 บาทต่อลิตร โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752317/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18hTDasaer-kqh9V3KATna

  • จับตาเงินหมุนเวียน “สงกรานต์” แตะ 1.30 แสนลบ. ลุ้นโรงแรม-เครื่องดื่ม

    จับตาเงินหมุนเวียน “สงกรานต์” แตะ 1.30 แสนลบ. ลุ้นโรงแรม-เครื่องดื่ม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ประชาชนมีการเดินทางและใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หุ้นหลายกลุ่มธุรกิจมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักขึ้น ทั้งภาคการท่องเที่ยว การบริโภค และการเดินทางภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการใช้จ่ายในปีนี้ยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศขยับขึ้นใกล้ระดับ 60 บาทต่อลิตร เมื่อรวมกับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น จึงเริ่มสะท้อนผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ แม้สงกรานต์โดยปกติจะเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้จ่ายสูงสุดของปี แต่ในปี 2569 ประชาชนมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สอดคล้องกับบรรยากาศที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเทศกาล ซึ่งหากเพิ่มขึ้นจากแรงดึงดูดของเทศกาล อาจช่วยพยุงบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมได้บางส่วน

    ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคช่วงสงกรานต์ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,280 ราย ระหว่างวันที่ 25-30 มีนาคม 2569 พบว่า มูลค่าการใช้จ่ายโดยรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 129,649 ล้านบาท ลดลง 3.7% จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 134,631 ล้านบาท และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ปี 2566 สะท้อนว่ากำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้กิจกรรมเศรษฐกิจตามฤดูกาลจะกลับมาคึกคักก็ตาม

    สำหรับพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า 41.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแผนเข้าร่วมกิจกรรมสงกรานต์ ขณะที่ 56.6% เลือกทำกิจกรรมภายในจังหวัดที่อาศัยอยู่ 28.0% เลือกพักผ่อนอยู่บ้าน 5.5% วางแผนเดินทางไปต่างประเทศ 5.0% เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยไม่มีแผนท่องเที่ยว 4.2% กลับบ้านพร้อมวางแผนท่องเที่ยว และ 0.7% มีแผนเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มเติม สะท้อนว่าการใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังเน้นกิจกรรมภายในประเทศเป็นสำคัญ

    ด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของประชาชนกระจายอยู่ในหลายหมวด โดยการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมีมูลค่าสูงสุด 11,375 บาท รองลงมา ได้แก่ สินค้าคงทน 5,563 บาท ค่าเดินทางกลับต่างจังหวัด 5,514 บาท ค่าใช้จ่ายด้านการสังสรรค์ 3,802 บาท และค่าอุปโภคบริโภคทั่วไป 2,559 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายด้านประเพณี เช่น การรดน้ำดำหัว 2,393 บาท รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ อาทิ การรับประทานอาหารนอกบ้าน การท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิง และการทำบุญ

    ในด้านความกังวลของประชาชน พบว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลมากที่สุด คิดเป็น 95.1% รองลงมา ได้แก่ ราคาสินค้าและบริการ ความปลอดภัยในทรัพย์สิน ปัญหาการจราจร และเหตุทะเลาะวิวาทในช่วงเทศกาล ขณะที่บรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ ประชาชน 51.8% มองว่ายังคงสนุกสนานใกล้เคียงกับปีก่อน 33.1% เห็นว่าสนุกลดลง และ 15.1% มองว่าสนุกมากขึ้น

    ในเชิงการลงทุน แม้ธีม “หุ้นรับอานิสงส์สงกรานต์” ยังคงเป็นหนึ่งในธีมเด่นที่นักลงทุนให้ความสนใจในระยะสั้น จากพฤติกรรมการบริโภคและการเดินทางที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล แต่ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคาพลังงาน ต้นทุนค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชนภายในประเทศ

    สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับความสนใจในช่วงสงกรานต์ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบิน อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ซึ่งมีโอกาสเห็นรายได้ฟื้นตัวตามการเดินทางที่เร่งตัวขึ้นในช่วงวันหยุดยาว

    ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO และบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในช่วงเทศกาล รวมถึงแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ

    ขณะที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เช่น บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP, บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI, บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ก็มีโอกาสได้แรงหนุนจากยอดขายที่ขยายตัวตามบรรยากาศการท่องเที่ยวและการเฉลิมฉลอง

    นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มพลังงานและค้าปลีกน้ำมัน เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ยังมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและธุรกิจต่อเนื่องภายในสถานีบริการน้ำมัน

    ด้านนายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ว่า หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะกระจุกตัวอยู่ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรงแรม และกลุ่มเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนโดยตรงจากฤดูกาลท่องเที่ยวและสภาพอากาศร้อนในช่วงดังกล่าว

    ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่มโรงแรม มองว่าเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเห็นรายได้และผลประกอบการโดดเด่น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีโรงแรมในประเทศ ได้แก่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดยาว

    ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศร้อนมากกว่าปกติ จึงมีโอกาสหนุนยอดขายสินค้าเครื่องดื่มเร่งตัวขึ้น โดยบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI และบริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE เป็นหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญ

    ส่วนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT นั้น KSS มองว่าอาจได้รับปัจจัยบวกในลักษณะทางอ้อมจากการเดินทางที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงธีมการลงทุนช่วงสงกรานต์ ฝ่ายวิจัยยังให้น้ำหนักต่อกลุ่มโรงแรมและเครื่องดื่มมากกว่า โดยมี ERW, CENTEL, ICHI และ SAPPE เป็นหุ้นเด่นที่น่าจับตาในช่วงเทศกาลนี้

    อย่างไรก็ดี มุมมองจาก นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ประเมินว่า ธีม “หุ้นรับอานิสงส์สงกรานต์” ในปี 2569 อาจไม่ได้โดดเด่นเท่ากับปีก่อน ๆ เนื่องจากบรรยากาศการใช้จ่ายยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเริ่มกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางถึงระดับล่าง ส่งผลให้การเก็งกำไรหุ้นตามปัจจัยฤดูกาลในรอบนี้อาจเกิดขึ้นได้เพียงจำกัด

    นายกรรณ์ กล่าวว่า ในมุมมองของฝ่ายวิจัย กลุ่มค้าปลีกยังไม่น่าจะเห็นแรงกระตุ้นเด่นในช่วงสั้น แม้ภาครัฐอาจมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพออกมาเพิ่มเติม แต่คาดว่าจะมีลักษณะประคองภาระประชาชนมากกว่ากระตุ้นการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การแข่งขันในกลุ่มเครื่องดื่มยังอยู่ในระดับสูง ทำให้หุ้นที่เคยได้อานิสงส์จากอากาศร้อนและกิจกรรมเทศกาลอาจไม่ได้ตอบรับเชิงบวกชัดเจนเหมือนในอดีต

    อย่างไรก็ตาม CGSI มองว่ายังมีบางกลุ่มที่พอได้รับแรงหนุนจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งมีโอกาสได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในช่วงเทศกาล

    โดยหุ้นที่แนะนำในธีมดังกล่าว ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ซึ่งราคาหุ้นได้ปรับฐานลงมาก่อนหน้านี้และมีโอกาสฟื้นตัวได้หากบรรยากาศการเดินทางออกมาดีกว่าคาด

    นอกจากนี้ นายกรรณ์ ยังมองว่า หุ้นในกลุ่มสถานีบริการน้ำมันอาจได้รับผลบวกเชิงจิตวิทยาเล็กน้อยจากแนวโน้มที่ภาครัฐปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น ทำให้แรงกดดันต่อค่าการตลาดอาจน้อยกว่าช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม CGSI ยังไม่ได้ให้น้ำหนักเชิงบวกเป็นรายตัวต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าว จึงมองว่าหากจะเลือกลงทุนตามธีมสงกรานต์ในปีนี้ กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยวยังคงมีความน่าสนใจมากกว่ากลุ่มอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/823753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fbmRJNFre5vh1T9zEgaI6

  • ช็อก! นิด้าโพลเผยประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีมืออาชีพ แก้เศรษฐกิจ-พลังงานพัง

    ช็อก! นิด้าโพลเผยประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีมืออาชีพ แก้เศรษฐกิจ-พลังงานพัง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/139460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ya63w_pPYxJbNNfgKseBg

  • นิด้าโพลเผย ปชช. เมิน “3 รมต.มืออาชีพ” ไม่มั่นใจแก้วิกฤตพลังงาน -เศรษฐกิจ ไม่เห็นใจรัฐบาลอนุทิน

    นิด้าโพลเผย ปชช. เมิน “3 รมต.มืออาชีพ” ไม่มั่นใจแก้วิกฤตพลังงาน -เศรษฐกิจ ไม่เห็นใจรัฐบาลอนุทิน


    นิด้าโพล เผย ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีมืออาชีพ แก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ  46.87%ระบุ “ไม่เห็นใจ” รัฐบาลชุดปัจจุบัน

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่าไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย  รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.87 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.60 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.53 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 39.24 สถานภาพโสด ร้อยละ 58.32 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.11 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.59 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.37 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.82 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.50 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.56 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 23.05 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.00 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.13 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.70 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.41 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.93 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.19 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 12.67รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.26 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 3.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.29 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.31รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.69 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 5.65 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mZH33EkCcAIAF6g3qAZDl

  • “รถไฟฟ้าสายสีแดง” เชียงใหม่ ขับเคลื่อนสู่สมาร์ทซิตี้ เชื่อมท่องเที่ยว-ขนส่งสาธารณะ แก้ปัญหาจราจร

    “รถไฟฟ้าสายสีแดง” เชียงใหม่ ขับเคลื่อนสู่สมาร์ทซิตี้ เชื่อมท่องเที่ยว-ขนส่งสาธารณะ แก้ปัญหาจราจร

    การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในจังหวัดเชียงใหม่ คือหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงมาอย่างยาวนานแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ล่าสุด การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยผลสรุปการศึกษาโครงการ ระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ “สายสีแดง” (ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์) ซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวสายสำคัญ และการแก้ไขปัญหาจราจรและขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่การเป็น Smart City อย่างเต็มรูปแบบ

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    สาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการกลยุทธและแผน รฟม. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนและเสนอรายละเอียดโครงการมาแล้ว 2 ครั้ง ในส่วนเส้นทางต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดงของจังหวัดเชียงใหม่จากเดิมที่เริ่มตั้งแต่ โรงพยาบาลนครพิงค์ ถึง สี่แยกแม่เหียะสมานสามัคคี

    “โดยส่วนต่อขยายสายสีแดงจะเริ่มตั้งแต่สี่แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ถึงอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ระยะทางรวม 5 กิโลเมตร มีสถานีรับ – ส่งผู้โดยสาร 5 สถานี”

    “ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาประชาชนให้ความสนใจ และไม่มีประเด็นการคัดค้าน หลังจากนี้จะนำความเห็นของประชาชนมาปรับปรุงโครงการ สำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2571”

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    สาโรจน์ กล่าวต่อว่าที่ผ่านมาได้มีการรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2568 ซึ่งทาง รมฟ. และ บริษัทที่ปรึกษา เราก็กลับไปดูรายละเอียดของเส้นทางทั้งหมด เพื่อออกแบบตัวเส้นทาง โดยมีการลงลึกในรายละเอียด รวมถึงตำแหน่งของสถานี ลักษณะของรถที่จะนำมาใช้ ซึ่งครบถ้วนใกล้แล้วเสร็จทั้งหมดแล้ว และนำข้อมูลที่มีรูปแบบชัดเจนกลับมาเสนอให้กับประชาชนเพื่อที่จะสรุปผลการศึกษาทั้งหมดเพื่อนำเสนอรัฐบาลต่อไป

    ด้าน จิรศักดิ์ ดอกอินทร์ ชาวบ้านบ้านปง ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยายจากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานราชพฤกษ์ หากมองภาพรวมแล้วก็ถือว่าเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ เพราะพื้นที่บริเวณนี้นั้นอยู่ห่างไกลกับถนนสาย 108 หรือถนนสายเชียงใหม่ – ฮอด ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมเข้าตัวเมืองเชียงใหม่

    “และบริเวณนี้ก็ไม่มีขนส่งมวลชนที่ดีพอ ถ้าหากจะเดินทางเข้าเมืองก็ต้องใช้รถส่วนตัว หากจะต้องใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ หรือรถที่เดินทางเข้าเมือง ก็ต้องให้ญาติพี่น้อง ไปส่งบริเวณถนนสาย 108 เพื่อที่จะนั่งรถโดยสารเข้าไปในเมือง ซึ่งถือว่าเป็นไปด้วยความยากลำบาก หากไม่มีใครไปส่งก็ไม่สามารถเดินทางไปได้”

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    จิรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประโยชน์หลักของรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยายก็จะทำให้ประชาชนในพื้นที่บริเวณ สามารถขึ้นรถรถไฟฟ้าเชื่อมโยงไปยังถนนสายหลักได้ อนาคตหากมีขนส่งมวลชนที่ดีพอประชาชนก็จะเลิกใช้รถส่วนตัวได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่าตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาการจราจร และบริเวณนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วัดดอยคำ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “ถ้าหากมีรถไฟฟ้าสายสีแดงก็จะเป็นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวได้ เพราะช่วงไฮซีซั่นบริเวณนี้ถือว่ามีนักท่องเที่ยวเลือกเดินทางเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก บางครั้งก็ทำให้การจราจรติดขัด รวมถึงจุดให้บริการที่จอดรถนั้นก็ยังมีไม่มากพอ หากมีขนส่งสาธารณะ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้เช่นกัน” จิรศักดิ์ กล่าว

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ขณะที่ รศ.บุญส่ง สัตโยภาส อดีตอาจารย์ประจำภาควิชา วิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงของจังหวัดเชียงใหม่ต้องมองเป็นสองส่วน คือส่วนแรกที่มาจากโรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม ถือว่าเกิดประโยชน์ เพราะเป็นการเชื่อมจากรอบนอกเข้าตัวเมือง ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักในการออกแบบเส้นทาง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างแท้จริง

    “ขณะเดียวกันส่วนขยาย จากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี ไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ส่วนตัวมองว่าอาจเป็นการลงทุนที่จะไม่คุ้มค่า เพราะวัตถุประสงค์คือส่งเสริมการท่องเที่ยว แตปัจจุบันการท่องเที่ยวในย่านนี้ จะนิยมเที่ยวเป็นบางช่วงเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงที่เป็นไฮซีซั่น แต่ถ้าเปรียบเทียบช่วงนี้ก็เงียบเหงา ซึ่งอาจจะไม่มีคนใช้และไม่เกิดประโยชน์สูงสุด”

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo11.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo12.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo13.jpg

    รศ.บุญส่ง กล่าวด้วยว่า จากการที่รับฟังเสียงประชาชน เส้นทางที่ประชาชนเสนอจากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอหางดงนั้น จะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการใช้ขนส่งสาธารณะที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการออกแบบ

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo09.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo10.jpg

    ทั้งนี้ โครงการขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จะใช้ระบบรางไฟฟ้าบนดิน โดยอยู่บนเกาะกลาง และมีสถานีรับส่งผู้โดยสาร 5 สถานี ประกอบด้วย สถานีบ้านดอนปิน สถานีแยกพืชสวนโลก สถานีบ้านเอื้ออาทร เป็นการปรับปรุงเส้นทางเดิม ทำให้มีระยะเพิ่มขึ้น จึงต้องทำการรับฟังความเห็น มีขอบเขต 3 ตำบล คือ อำเภอเมือง ตำบลแม่เหียะ อำเภอหางดง ตำบลสันผักหวาน และ ตำบล หนองควาย

    จากผลการศึกษาคือ ระบบรางเบา (Light Rail Transit : LRT) โดยโครงการ LRT สายสีแดงทั้งระบบใช้งบฯลงทุนรวมประมาณ 32,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการหลัก ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ราว 30,000 ล้านบาท และส่วนต่อขยาย แยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ราว 2,000 ล้านบาท ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) อัตราความจุผู้โดยสาร 300 คน รองรับผู้โดยสาร 20,000-30,000 คนต่อวัน คาดเริ่มก่อสร้างปลายปี 2570 และเปิดให้บริการราวปี 2574

    สำหรับส่วนต่อขยายถือเป็นการวางโครงสร้างเมืองให้รองรับการขยายตัวในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะย่านแม่เหียะ-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ที่กำลังกลายเป็นโซนพัฒนาศักยภาพสูง ทั้งด้านท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย และเศรษฐกิจใหม่

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo14.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo15.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-red-line-the-first-electric-train-line-in-chiang-mai-province&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QUQjIlWaPIaygj5ZRyIN6