Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เอกนิติ’ ดัน FDI แตะล้านล้าน ลุยปีแห่งการลงทุน

    ‘เอกนิติ’ ดัน FDI แตะล้านล้าน ลุยปีแห่งการลงทุน

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง กล่าวแสดงปาฐกถาในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยย้ำว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการผลักดันนโยบาย “ปีแห่งการลงทุน” แม้ว่าภาพรวมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนในตัวเลขงบประมาณลดลงก็ตาม

    1. กางกลยุทธ์ลงทุนนอกงบประมาณ ตั้งเป้า FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท

    รมว.คลัง ชี้ว่า รัฐบาลจะใช้วิธีเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านกลไกนอกงบประมาณแผ่นดิน เพื่อลดภาระการกู้เงินโดยตรงของภาครัฐ โดยมุ่งเน้น 3 ช่องทางหลัก

    ·       การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)

    ·       การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF)

    ·       การขับเคลื่อนเม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่ากว่า 2.7 แสนล้านบาท ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงโดยเร็ว

    นอกจากนี้ ในฐานะประธานบอร์ดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ให้เกิดการลงทุนจริงสูงถึง 9 แสนล้านบาท ถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

    2. คัดกรองเข้มผ่าน “Thailand Fast Pass” บังคับลงเงินจริง 20% ทันที

    เพื่อไม่ให้การส่งเสริมการลงทุนเป็นเพียงแค่ตัวเลขกระดาษ รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในโครงการ “Thailand Fast Pass” โดยกำหนดให้ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องควักเงินลงทุนจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจทันที

    ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการ “Skill Bridge” (สะพานเชื่อมทักษะ) ที่จะบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และยกระดับทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิต

    3. แจงปมงบลงทุนปี 70 วูบ ชี้เพราะ “เพิ่มความโปร่งใส” เลิกหมกเม็ดงบประจำ

    สำหรับข้อกังวลเรื่องสัดส่วนงบลงทุนในงบประมาณปี 2570 ที่ดูน้อยลงกว่าปีก่อน นายเอกนิติ ได้ชี้แจงทำความเข้าใจต่อสาธารณชนว่า ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัวเลขงบลงทุนดูขยับลดลง เป็นผลมาจากการปรับปรุงระบบงบประมาณให้โปร่งใสขึ้น

    “สาเหตุที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ในอดีตให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนรายจ่ายประจำสูงขึ้น และงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลข แต่ในแง่เม็ดเงินลงทุนจริงในระบบ เศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงหนุนชดเชยอย่างเต็มที่จากการลงทุนของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าอย่างจริงจัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thailand-fast-pass&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mAAPslb9NX58K3_vTTRM9

  • “สีหศักดิ์” ชูเศรษฐกิจการทูต เปิดเกมรุกทูตไทย ไม่เลือกข้าง ดึงหลายขั้วถ่วงดุลโลก

    “สีหศักดิ์” ชูเศรษฐกิจการทูต เปิดเกมรุกทูตไทย ไม่เลือกข้าง ดึงหลายขั้วถ่วงดุลโลก

    v.prd:0.0.157

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259F%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25AE%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2/news/list/140703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DhOH_fQJz7z2loCdIYOhM

  • รัฐบาลดันฟื้นบินตรง ‘หัวหิน-กัวลาลัมเปอร์’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจภูมิภาค

    รัฐบาลดันฟื้นบินตรง ‘หัวหิน-กัวลาลัมเปอร์’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจภูมิภาค

    รัฐบาลเดินหน้าฟื้นเส้นทางบินระหว่างประเทศ “หัวหิน-กัวลาลัมเปอร์” หลังเคยได้รับความนิยมก่อนโควิด-19 พร้อมยกระดับท่าอากาศยานหัวหินรองรับเที่ยวบินต่างประเทศเต็มรูปแบบ หวังเพิ่มนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ในพื้นที่ และผลักดันหัวหินสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล

    4 กรกฎาคม 2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพเมืองท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค โดยกระทรวงคมนาคมร่วมกับกรมท่าอากาศยาน สายการบินไทยแอร์เอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บูรณาการความร่วมมือเตรียมความพร้อมฟื้นเส้นทางบินระหว่างประเทศ “หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์” พร้อมต่อยอดสู่การเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศอื่นในอนาคต

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ติดตามความคืบหน้าการยกระดับท่าอากาศยานหัวหินอย่างต่อเนื่อง ภายหลังลงพื้นที่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เพื่อเร่งแก้ไขข้อจำกัดด้านเทคนิคของทางวิ่งให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รองรับการเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ และเพิ่มขีดความสามารถด้านการเชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 กระทรวงคมนาคมจะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเข้าร่วมกิจกรรม “Market Insights and Customer Insights Workshop” ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่กว่า 100 รายเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของหัวหิน ทั้งการนำเสนอความพร้อมของท่าอากาศยานหัวหิน การวิเคราะห์ศักยภาพสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนศึกษาความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ตลาดมากยิ่งขึ้น

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ท่าอากาศยานหัวหินเคยเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางหัวหิน–กัวลาลัมเปอร์ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีเที่ยวบินกว่า 1,000 เที่ยว และรองรับผู้โดยสารกว่า 130,000 คน การศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดเส้นทางบินดังกล่าวอีกครั้ง จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างประเทศ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงต่อยอดสู่การเปิดเส้นทางบินใหม่ในอนาคต

    “รัฐบาลมุ่งยกระดับหัวหินให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม การเพิ่มเครือข่ายการเดินทางทางอากาศ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1026128/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sb-l381wIYvheMa908xMx

  • รัฐบาลเร่งปฏิรูปพลังงาน ดันไฟฟ้าสะอาดรับเศรษฐกิจโลกใหม่

    รัฐบาลเร่งปฏิรูปพลังงาน ดันไฟฟ้าสะอาดรับเศรษฐกิจโลกใหม่

    รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน พร้อมเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หวังสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว

    4 กรกฎาคม 2569 – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหม่ ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านเทคโนโลยีหรือการผลิต แต่แข่งขันกันว่าใครจะสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้มากกว่า เพราะพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน การส่งออก และการสร้างงานในอนาคต รัฐบาลจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานทบทวนสถิติโลกด้านพลังงาน (Statistical Review of World Energy) ฉบับล่าสุดของสถาบันพลังงาน (Energy Institute) ระบุว่า ในปี 2025 (พ.ศ. 2568) พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกันกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่เพิ่มเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของโลกมากที่สุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกำลังผลิตใหม่ส่วนใหญ่มาจากพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยพลังงานลมและแสงอาทิตย์เติบโตถึงร้อยละ 18.3 ในปีเดียว สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าสะอาดอย่างชัดเจน

    ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหาร หรือภาคการส่งออก ต่างต้องการไฟฟ้าที่มั่นคง มีต้นทุนเหมาะสม และสอดคล้องกับมาตรฐานการลดการปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก หากประเทศไทยเตรียมความพร้อมไม่ทัน ก็อาจสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและขยายตลาดส่งออกในอนาคต

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ และมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการเตรียมใช้เงินตามพระราชกำหนดกู้เงินด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนโครงการที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดผลได้ พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างโรงไฟฟ้า แต่รวมถึงการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    นางสาวรัชดา ย้ำว่า “รัฐบาลต้องการให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐหรือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ประชาชนสามารถเริ่มต้นจากการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนเพื่อลดค่าไฟ ชุมชนสามารถพัฒนาระบบพลังงานของตนเอง ภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานการผลิต ขณะที่ภาครัฐจะเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบพลังงานที่มั่นคง ทันสมัย และแข่งขันได้ในระยะยาว”

    “โลกไม่ได้กำลังจะเปลี่ยนในอีกสิบปีข้างหน้า แต่กำลังเปลี่ยนอยู่ในเวลานี้ ประเทศที่เตรียมระบบไฟฟ้าสะอาดได้ก่อน จะเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และแข่งขันได้มากกว่า รัฐบาลจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของไทยตั้งแต่วันนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับคนไทยในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1026175/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QLJoE052AtY5M8C18jRub

  • เขมรจนตรอกเศรษฐกิจพินาศ ปลุกกระแสเคลม “ปราสาทคนา” กู้หน้า-ทวงคืนศักดิ์ศรี “ตระกูลฮุน” | TOPNEWS

    เขมรจนตรอกเศรษฐกิจพินาศ ปลุกกระแสเคลม “ปราสาทคนา” กู้หน้า-ทวงคืนศักดิ์ศรี “ตระกูลฮุน” | TOPNEWS

    เขมรจนตรอกเศรษฐกิจพินาศ ปลุกกระแสเคลม “ปราสาทคนา” กู้หน้า-ทวงคืนศักดิ์ศรี “ตระกูลฮุน”

    • เผยแพร่ : 04/07/2026 08:04

    สิ้นคิด เขมรจนตรอกเศรษฐกิจพินาศ ปลุกกระแสเคลม “ปราสาทคนา” กู้หน้า-ทวงคืนศักดิ์ศรี “ตระกูลฮุน” ไทยซัดไม่ไว้หน้า ไล่ต้อนเล่นตามกติกา ยึด กฎหมายทวิภาคีเท่านั้น

    #topnewstv #กัมพูชา #ฮุนเซน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1620127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q7kUe-uqoOJHWwdhS7wCc

  • 29 ปี “ต้มยำกุ้ง” วิกฤตลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผ่านถึงวันนี้ เพื่อรับมือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    29 ปี “ต้มยำกุ้ง” วิกฤตลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผ่านถึงวันนี้ เพื่อรับมือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    ย้อนไปเมื่อ 29 ปีก่อนหน้า 2 ก.ค.2569 คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย หลังเผชิญแรงกดดันจากการโจมตีค่าเงินและการสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง”

    ทำให้ต้องประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตรึงค่าเงินบาทและเปลี่ยนมาใช้ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float)

    ผ่านมา 29 ปี  เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยมาจนถึงวันนี้ เพราะได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคการเงิน และการกำกับดูแลของไทย เพื่อให้พร้อมรับกับโจทย์แห่งความท้าทายใหม่

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) มองไว้ 3 บทเรียน

    บทเรียนที่ 1 ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ภายใต้ระบบ Managed Float

    การมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ภายใต้ระบบ Managed Float ค่าเงินบาทสามารถปรับตัวตามกลไกตลาดและสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสามารถเข้าดูแลเมื่อเกิดความผันผวนที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ส่งผลให้ไทยไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากเพื่อปกป้องค่าเงินเหมือนในอดีต แต่สามารถเก็บรักษาทุนสำรองไว้เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

    บทเรียนนที่ 2 การสร้างฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา

    การสร้างฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา ไทยได้สะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเพียงประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์ฯ ก่อนการลอยตัวเงินบาท เป็นกว่า 3.05 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน ทุนสำรองฯ ดังกล่าวอยู่ในระดับที่เพียงพอรองรับการนำเข้าสินค้าได้ประมาณ 9 เดือน สูงกว่าเกณฑ์สากลที่ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และเมื่อประเมินตามเกณฑ์ IMF ARA Metric ซึ่งวัดความเพียงพอของทุนสำรองฯ ก็พบว่า ทุนสำรองฯ ของไทยสูงกว่าระดับที่ IMF แนะนำ 

    สะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและความเสี่ยงจากภายนอกได้ดี ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและลดความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทย

    บทเรียนที่ 3 ระบบธนาคารมีการพัฒนาให้ความเข้มแข็งมากขึ้น

    การพัฒนาระบบธนาคารให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น หลังวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยได้ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การดำรงเงินกองทุน และการตั้งสำรองความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.2% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs) อย่างมาก 

    ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ยังคงอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และมีสัดส่วนเงินสำรองฯ ต่อ NPL สูงถึง 187.6% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงและลดโอกาสการเกิดวิกฤตการเงินซ้ำรอยในอนาคต

    “หนี้ครัวเรือน” โจทย์ใหญ่ประเทศไทยจากนี้ ที่ไม่ใช่แค่ต่างประเทศอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันด้านอัตราแลกเปลี่ยน ฐานะต่างประเทศ และระบบธนาคารได้แข็งแกร่งกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างมาก แต่โจทย์ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากเดิม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปัญหาในมิติอื่นๆ เช่น หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การรับมือกับโจทย์เชิงโครงสร้าง (การเข้าสู่สังคมสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ต้องเร่งยกระดับ) การเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งมีผลกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและความผันผวนของค่าเงินบาท ในปีนี้ 

    บทเรียนจากการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อ 29 ปีก่อน จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเปลี่ยนแปลงของระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZuH78K-bq0GTCOGD45-bO

  • “เจ๊รวย” อัดฉีดอุ้มกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ เคาะดอกเบี้ยคนละครึ่งฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

    “เจ๊รวย” อัดฉีดอุ้มกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ เคาะดอกเบี้ยคนละครึ่งฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

    “เจ๊รวย” อัดฉีด 2 มาตรการยักษ์ อุ้มกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ เคาะ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง-อัดงบเงินล้าน” ฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

    วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดต้นทุนในการประกอบอาชีพจำนวน 2 มาตรการหลัก ประกอบด้วย “โครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง (ระยะแรก)” ซึ่งรัฐบาลอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือแก่ 570 กองทุนใน 16 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว ช่วยลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ให้สมาชิกกว่า 45,000 ราย ลงกว่าครึ่งหนึ่ง รวมมูลค่ากว่า 32 ล้านบาท โดยขอให้กองทุนที่เข้าเกณฑ์เร่งส่งคำขอไปยัง สทบ. โดยด่วน เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนต่อยอดอาชีพ

    นอกจากนี้ ยังมี “มาตรการฟื้นฟูกองทุนและอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียน (เงินล้านที่ 2)” โดยรัฐบาลได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อปี 2555 จำนวน 3,400 ล้านบาท พร้อมสั่งการให้เร่งฟื้นฟูกองทุนหมู่บ้านที่ตกหล่น เพื่อเตรียมอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมกองทุนละ 1 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในปี 2569

    สำหรับเป้าหมายของทั้งสองมาตรการ รัฐบาลมุ่งเน้นการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานราก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น ช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพและรายได้เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถตรวจสอบรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ประธานกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่ของตนเองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2943917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KPLv1dMwZb1VB7ju47q7k

  • ‘เกาหลีใต้’ เปิดเทรดเงินวอน 24 ชั่วโมง ครั้งแรก รอบเกือบ 30 ปี หลังวิกฤติ ‘ต้มยำกุ้ง’

    ‘เกาหลีใต้’ เปิดเทรดเงินวอน 24 ชั่วโมง ครั้งแรก รอบเกือบ 30 ปี หลังวิกฤติ ‘ต้มยำกุ้ง’

    ‘เกาหลีใต้’ เปิดเทรดเงินวอน 24 ชั่วโมงเป็นครั้งแรก ในรอบเกือบ 30 ปี นับตั้งแต่ ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง’ เสี่ยงผันผวนแต่ต้องเดินหน้า หวังยกระดับสู่ ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ ตามเกณฑ์ MSCI

    บลูมเบิร์กรายงานว่า “เกาหลีใต้” เตรียมเปิดให้ซื้อขายเงินวอนได้ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นครั้งแรก เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.69 นี้ เพื่อเพิ่มบทบาทของสกุลเงินวินในตลาดการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะยกระดับประเทศไปสู่สถานะ “ตลาดพัฒนาแล้ว” ตามเกณฑ์ของ MSCI และสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนจากการพึ่งพาการผลิตมาเป็นการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น 

    การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเงินวอนเพิ่งดิ่งลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี และอ่อนค่าลงไปแล้วกว่า 7% ในปีนี้ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มเก็งกำไรเข้ามาสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว การซื้อขายเงินตรา 24 ชั่วโมง อาจดูเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเกาหลีใต้ นี่คือ การยอมปล่อยมือจากการควบคุมอันเข้มงวดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในอดีตนโยบายควบคุมนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากความเจ็บปวด และบาดแผลทางเศรษฐกิจ จากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997 ที่เกือบจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเกาหลีใต้ล่มสลาย

    ณ ห้องลับที่เรียกกันว่า “เดอะ บ็อกซ์” (The Box) ภายในกระทรวงการคลัง เมืองเซจง เจ้าหน้าที่ต่างพากันเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของเงินวอนอย่างใกล้ชิด และตึงเครียด เนื่องจากเงินวอนกลายเป็นสกุลเงินที่ผลงานแย่ที่สุดในเอเชียในช่วงครึ่งปีแรก

    การปล่อยเงินวอนสู่เวทีโลกเกิดขึ้นในช่วงที่ค่าเงินอ่อนตัวทำให้เกิดความกังวลว่า หากเกิดความผิดพลาดในการกำกับดูแล ก็อาจยิ่งซ้ำเติมให้เงินวอนผันผวน และฉุดรั้งภาพรวมเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตจากกระแส AI ได้ 

    เศรษฐกิจโตแต่ ‘ค่าเงินร่วง’

    แม้ว่าดัชนีหุ้น Kospi ของเกาหลีใต้จะพุ่งทะยานขึ้นถึง 80% ในปีนี้จากกระแส AI จนทำให้บริษัทอย่าง Samsung และ SK Hynix กลายเป็นยักษ์ใหญ่ระดับล้านล้านดอลลาร์ และมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติศาสตร์ แต่เงินวอนก็ยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ราว 1,550 วอนต่อดอลลาร์ 

    สาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของประเทศ โดยในอดีตเมื่อส่งออกได้เงินดอลลาร์มา เงินจะไหลกลับเข้าประเทศ แต่ปัจจุบันเงินไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่าไหลเข้า ทำให้เกาหลีใต้มีสถานะเป็นผู้ส่งออกเงินทุนแทน

    ก่อนหน้านี้ เมื่อเงินวอนอ่อนค่าทะลุ 1,400 วอนต่อดอลลาร์ ทางการได้ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มเก็งกำไรอยู่ตลอด พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบธนาคารใหญ่ๆ และขอความร่วมมือให้กลุ่มผู้ส่งออกรีบเปลี่ยนรายได้สกุลเงินดอลลาร์กลับมาเป็นเงินวอนเพื่อช่วยพยุงค่าเงินไว้

    การอุดช่องว่าง ‘การเก็งกำไร’ ในอดีต

    เดิมทีตลาดซื้อขายเงินวอนในประเทศจะปิดทำการในช่วงเวลา 02:00 น. ถึง 09:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทับซ้อนกับเวลาทำการของตลาดสหรัฐพอดี ทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการบริหารความเสี่ยงต้องไปพึ่งพาการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ (NDFs) แทน 

    สถานการณ์นี้เปิดช่องให้กลุ่มนักลงทุนเข้ามาฉวยโอกาสจากส่วนต่างราคานอกประเทศ และในประเทศ จนสร้างความผันผวนที่ทางการไม่พึงประสงค์ การขยายเวลาเป็น 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์ถึงเช้าวันเสาร์ จะช่วยปิดช่องว่างนี้ และทำให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดได้สะดวกขึ้นตามมาตรฐานสากล

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1241344&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DzOIGeuHEpS6nKc526pyx

  • ส.อ.ท.จี้รัฐปรับราคาพลังงาน  รับต้นทุนโลกขาลง หนุนแข่งขัน-ลดค่าครองชีพ

    ส.อ.ท.จี้รัฐปรับราคาพลังงาน รับต้นทุนโลกขาลง หนุนแข่งขัน-ลดค่าครองชีพ

    วันนี้ (3 ก.ค.2569) นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า จากสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกเริ่มคลี่คลาย และราคาน้ำมันดิบได้ปรับลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่มีความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งพิจารณามาตรการให้ราคาพลังงานในประเทศ สะท้อนต้นทุนที่ลดลงอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนของภาคธุรกิจโดยเร็ว และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ 5 แนวทางในการช่วยผู้ประกอบการ

    1. เร่งส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่ลดลงสู่ผู้ใช้พลังงาน โดยให้กลไกราคาภายในประเทศ สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับประโยชน์โดยตรง
    2. บริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล โดยทบทวนภาระการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่คลี่คลายแล้ว เพื่อไม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ ต้องแบกรับภาระต้นทุนพลังงานสูงเกินความจำเป็น
    3. ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ ต้นทุนน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้รถ แต่ยังส่งผลต่อค่าขนส่ง อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม
    4. สร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกได้อย่างทันท่วงที มีความชัดเจน และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ
    5. เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยส่งเสริมการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนพลังงานสะอาดโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว

    โดยมาตรการดังกล่าว จะเป็นทั้งมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น และการวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน

    อ่านข่าว:

    กกร.หั่น GDP เหลือ1.2-1.6% ชี้ขัดแย้งตะวันออกกลางไม่จบ

    สรท.ปรับเป้าส่งออกไทยโต 8-10% จี้รัฐดูแลบาท-ลุ้น กนง.คงดอกเบี้ย

    Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย เอลนีโญฉุดผลผลิต ส่งออกแข่งขันรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UScZd8mtsU4I_x9KCIfl4

  • ยูโอบี ผนึก 7 พันธมิตรรีเทลยักษ์ใหญ่ หนุนเศรษฐกิจไทย ผ่านฐานลูกค้าอาเซียน 8.5 ล้านราย คาดกระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 5,000 ล้านบาท

    ยูโอบี ผนึก 7 พันธมิตรรีเทลยักษ์ใหญ่ หนุนเศรษฐกิจไทย ผ่านฐานลูกค้าอาเซียน 8.5 ล้านราย คาดกระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 5,000 ล้านบาท

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ 7 พันธมิตรกลุ่มรีเทลและดิวตี้ฟรีชั้นนำ เพื่อเชื่อมโยงฐานผู้ถือบัตรเครดิตและเดบิตยูโอบีกว่า 8.5 ล้านรายในภูมิภาคอาเซียนเข้ากับภาคการท่องเที่ยวของไทย เปิดตัวแคมเปญ UOB Tourist Campaign 2026 คาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท1 ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งสอดรับกับศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยสถิติต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากกว่า 32.97 ล้านคน ในกระแสปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา2

    ความร่วมมือในครั้งนี้อาศัยจุดแข็งของธนาคารยูโอบี ในฐานะผู้นำเครือข่ายบัตรเครดิตในภูมิภาค3 เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เข้าสู่ศูนย์การค้าชั้นนำของไทย ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล ภูเก็ต เซ็นทรัล พัทยา และอื่นๆ), ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ เอ็ม ดิสทริค, กลุ่มสยามพิวรรธน์ (ศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม), วัน แบงค็อก, เกษรวิลเลจ และ คิง เพาเวอร์

    นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deput CEO  และ  Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า “ในฐานะธนาคารที่มีเครือข่ายผู้ถือบัตรเครดิตขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน แคมเปญนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมอบสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดเท่านั้น หากแต่เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยอาศัยเครือข่ายระดับภูมิภาคในการถ่ายทอดกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยสนับสนุนภาคค้าปลีก กระตุ้นการจ้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการพยุงการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในช่วงเวลานี้” 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  ร่วมให้มุมมองว่า “ความมุ่งมั่นของภาคเอกชนอย่างธนาคารยูโอบี ในการทำตลาดเชิงรุกกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากเครือข่ายลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ ททท. ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อหัวจากการท่องเที่ยว การมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางถึงไทยจะช่วยสร้างภาพลักษณ์และความทรงจำที่ดีต่อประเทศในระยะยาว” 

    ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทย

    • กระตุ้นเม็ดเงินไหลเข้า: ตั้งเป้าเพิ่มยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตต่างชาติในกลุ่มรีเทลขึ้นร้อยละ 15-20 โดยวิเคราะห์จากฐานข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงของลูกค้าในภูมิภาค
    • การส่งเสริมภูมิปัญญาไทยสู่สากล: มอบของสมนาคุณจากงานคราฟต์ชุมชนสะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ไทย เช่น กางเกงมวยไทยลายพิเศษ ชุดเซ็ตเครื่องหอม หรือสินค้า เพื่อสร้างรายได้และขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่กลุ่ม SME ไทย
    • การยกระดับมาตรฐานการบริการ: มอบเอกสิทธิ VIP Lounge และบริการผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนตัวจากห้างสรรพสินค้าพันธมิตร ตลอดจนสิทธิประโยชน์ภายใต้แคมเปญ UOB Tourist Campaign 2026 อาทิ บัตรกำนัลเงินสด มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท และส่วนลดพิเศษจากร้านค้าแบรนด์เนมชั้นนำที่ร่วมรายการ

    ผู้ถือบัตรเครดิต และเดบิตยูโอบีจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม สามารถแสดงบัตรเครดิตยูโอบี และพาสปอร์ตเพื่อรับสิทธิ์ได้ ณ จุดประชาสัมพันธ์หรือเคาน์เตอร์บริการลูกค้าของห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 ธันวาคม 2569 ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://thetravelinsider.co/sg/en/deals#shop

    1.ตัวเลขคาดการณ์เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ คำนวณจากสัดส่วนร้อยละ 7 ของมูลค่าตลาดช้อปปิ้งรวมของนักท่องเที่ยวเป้าหมาย โดยอ้างอิงสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวรายสัญชาติและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบุคคล จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    2. ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา3. ข้อมูลล่าสุด เดือนธันวาคม 2568 จาก Mastercard และ Visa

    บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย  16% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/114092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2co3ohsfTTurbwLP6NaZKZ