Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ไทยเบฟ ขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” | เดลินิวส์

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ไทยเบฟ ขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” | เดลินิวส์

    บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ผนึกความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชน มุ่งขยายผลด้านการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดผลลัพธ์และประโยชน์สู่ประชาชนอย่างครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และการเสริมสร้างศักยภาพคนในชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ ตลอดจนสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และสามารถขยายผลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศ

    พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือฯ ร่วมด้วยคณะอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะผู้บริหารไทยเบฟ และบริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วม ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่าความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไทยเบฟในครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาเข้ากับศักยภาพของภาคเอกชน เพื่อร่วมสร้างกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่ โดยการนำองค์ความรู้ด้านการศึกษา การวิจัย วิชาการ และการบริหารจัดการองค์ความรู้ในด้านการผลิต การค้า และการบริการ ไปถ่ายทอดให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในระดับอำเภออย่างเหมาะสม พร้อมติดตามให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถวัดผลและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่นในการเป็น ผู้นำแห่งการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างเสริมสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นในปณิธานที่ว่า เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการนำองค์ความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมผลักดันงานวิจัยสร้างประโยชน์แก่สังคมสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป”

    นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไทยเบฟ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยได้ดำเนิน โครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช ๒๕๖๙ – ๒๕๗๐ ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน ๙๒๘ บริษัท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน ๓ ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back Locally)

    ความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการศักยภาพระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อนำองค์ความรู้ด้านวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

    ไทยเบฟเชื่อมั่นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างโอกาส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ แต่เป็นการร่วมกันสร้างกลไกการพัฒนาที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

    ความร่วมมือในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานของ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด ที่เดินหน้าขยายเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันยกระดับองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ เสริมสร้างศักยภาพชุมชน และผลักดันเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนอันนำไปสู่เป้าหมายในการ “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5997683/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26pWHxOaThC7BUzlkBRwAW

  • สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมปิดโครงการ MA-RE-DESIGN พร้อมแสดงความขอบคุณรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่สนับสนุนประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเล โดยความร่วมมือดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญด้านนโยบาย เครื่องมือ และกลไกการจัดการพลาสติกของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ขอบคุณเยอรมนีสนับสนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายสุชาติ กล่าวว่า โครงการ MA-RE-DESIGN ดำเนินงานตั้งแต่ปี 2566 โดย GIZ ร่วมกับ WWF และ UNEP-COBSEA ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานคู่ร่วมมือหลัก และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นพันธมิตรหลัก ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ส่งผลให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้ เครื่องมือ และข้อเสนอเชิงนโยบายที่พร้อมรองรับการผลักดันระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดขยะพลาสติกและขยะทะเลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การลดปริมาณขยะพลาสติกและการป้องกันขยะทะเล เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

     โครงการ MA-RE-DESIGN

    ยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    ด้าน ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า โครงการได้พัฒนาแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: D4R) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายรองรับระบบ EPR รวมถึงเครื่องมือสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (PRO) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    นอกจากนี้ ในระดับพื้นที่ โครงการได้พัฒนาต้นแบบการจัดการขยะพลาสติกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดตรัง ผ่านความร่วมมือของท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชน พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศไทยสู่ระดับภูมิภาค อันเป็นการเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกและขยะทะเลอย่างยั่งยืน ดร.สุรินทร์ กล่าว

    สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเลเพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/environment/663027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yd4nTwnzVVkp3vRAui4yF

  • “ดูไบ” ทุ่มงบฟื้นเศรษฐกิจ รับแรงกระแทกตะวันออกกลาง เร่ง ท่องเที่ยว ค้าปลีก

    “ดูไบ” ทุ่มงบฟื้นเศรษฐกิจ รับแรงกระแทกตะวันออกกลาง เร่ง ท่องเที่ยว ค้าปลีก

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงนโยบายของดูไบที่กำลังเร่งพัฒนาการท่องเที่ยว การค้าปลีก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 หลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารไทย รองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

    ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 กรมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวดูไบ (Dubai Department of Economy and Tourism : DET) ได้จัดการประชุม City Briefing มีผู้แทนจากภาคการท่องเที่ยว การบิน การโรงแรม ค้าปลีก และธุรกิจการจัดงาน เข้าร่วมกว่า 1,700 คน นับเป็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อร่วมกันหาแนวทางรักษาโมเมนตัมการเติบโต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของดูไบ รับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค

    ภายใต้แผนการฟื้นฟู ได้มีการเปิดใช้แผนฉุกเฉินและประสานความร่วมมือกับสายการบิน Emirates และ Flydubai เพื่อรักษาความต่อเนื่องของเส้นทางการเดินทางและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และรัฐบาลดูไบยังได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว การโรงแรม และสันทนาการ ประมาณ 680.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อดำเนินมาตรการบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ พร้อมทั้งเร่งรัดกระบวนการด้านกฎระเบียบและการออกใบอนุญาต อันเป็นการส่งเสริมความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและรักษาระดับการจ้างงานในภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของรัฐดูไบในอนาคต อาทิ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสาย Gold Line ระยะทาง 42 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 15 เขต และโครงการขยายท่าอากาศยานนานาชาติ Al Maktoum International Airport มูลค่ากว่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการบินที่ใหญ่ที่สุดของโลก
    ในส่วนของธุรกิจร้านอาหารและบริการอาหาร ได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของนครดูไบ อาทิ โครงการ Dubai, A Fine Way to Dine, Dubai Restaurant Week และ Summer Restaurant Week ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    “การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว มีแนวโน้มผลักดันความต้องการบริโภคอาหารและวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น โดยยูเออียังคงพึ่งพาการนำเข้าอาหารมากกว่าร้อยละ 85 ของความต้องการภายในประเทศ ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมด้านอาหาร ย่อมส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศขยายตัวตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่ไทยมีศักยภาพและได้รับการยอมรับในตลาดยูเออี อาทิ ข้าว อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส และวัตถุดิบประกอบอาหาร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278875&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MyDvEXvsZ3syWwg_ebeDb

  • เศรษฐกิจเวียดนาม Q2/69 โตแกร่ง 8.39% ส่งออกเดือนมิ.ย.สูงกว่าคาด  : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเวียดนาม Q2/69 โตแกร่ง 8.39% ส่งออกเดือนมิ.ย.สูงกว่าคาด  : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยในวันนี้ (3 ก.ค.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569 ของเวียดนามขยายตัว 8.39% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 7% และแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 1/2569 ที่มีการขยายตัว 7.94%

    รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าที่จะผลักดัน GDP ให้เติบโตที่ระดับ 11.9% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ระดับ 10% สำหรับตลอดทั้งปี ส่วนในช่วงครึ่งปีแรกนั้น สำนักงานสถิติฯ ระบุว่า GDP ของเวียดนามมีการขยายตัว 8.18% 

    รายงานของสำนักงานสถิติฯ ยังระบุด้วยว่า การค้าของเวียดนามในเดือนมิ.ย.เติบโตรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยยอดส่งออกในเดือนมิ.ย.พุ่งขึ้น 28.1% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 20% ขณะที่ยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 45.2% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 35%

    เวียดนามยังคงเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ทุกประเภทตั้งแต่รองเท้าไปจนถึงชิ้นส่วนเครื่องจักร แม้ว่าวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปีนี้ได้กลายเป็นบททดสอบโมเดลเศรษฐกิจของประเทศ แต่ข้อมูลที่มีการเปิดเผยในวันนี้บ่งชี้ว่า ความพยายามของรัฐบาลเวียดนามในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังประสบผลสำเร็จ

    นอกจากนี้ สำนักงานสถิติฯ ระบุว่า เงินเฟ้อของเวียดนามชะลอตัวลง โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 4.69% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากระดับ 5.60% ในเดือนพ.ค.

    ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับ 4.5% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางเวียดนามคาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.5%

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/609468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VFTDMNJtSwgh4XFe0ifua

  • เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

    เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

    เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวแข็งแกร่งเกินความคาดหมายในไตรมาส 2 ปี 2026 โดยเติบโตกว่า 8.4% แม้เผชิญผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังเติบโตโดดเด่น ส่งผลให้ธนาคารโลกยกระดับเวียดนามขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง”

    สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ของเวียดนามในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2026 ขยายตัว 8.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 7% และเร่งตัวขึ้นจากการเติบโต 7.9% ในไตรมาสแรก

    ส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัว 8.18% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เติบโต 7.63% และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดของโลก

    รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 5 ปีข้างหน้า หลังจากปี 2568 เศรษฐกิจขยายตัวถึง 8% แม้จะเผชิญมาตรการภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ

    ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้น 9.86% ในช่วงครึ่งปีแรก คิดเป็นกว่า 40% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมด ขณะที่ภาคบริการเติบโต 8.09% จากการฟื้นตัวของการบริโภค การค้า และการท่องเที่ยว ส่วนภาคเกษตรกรรมขยายตัว 3.57% จากการส่งออกสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ เวียดนามมีมูลค่าการค้ารวม 549,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยการส่งออกเพิ่มขึ้น 21% แตะ 266,520 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 37% ส่งผลให้เวียดนามขาดดุลการค้า 16,650 ล้านดอลลาร์ พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เกินดุล 7,950 ล้านดอลลาร์

    สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของเวียดนาม ด้วยมูลค่าส่งออก 86,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนจีนยังเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุด มูลค่า 115,200 ล้านดอลลาร์

    การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ารวม 34,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 61% จากปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจเวียดนาม

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งหรือกลับมาดำเนินธุรกิจใหม่กว่า 169,800 แห่ง แม้ว่าจะมีธุรกิจราว 151,100 แห่งที่ระงับกิจการหรือออกจากตลาดก็ตาม ขณะที่ผลสำรวจผู้ประกอบการภาคการผลิตพบว่า 39.4% คาดว่าสถานการณ์ธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 3

    อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.25% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.38% ในช่วงครึ่งปีแรก

    นางเหงียน ถิ เฮือง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในหลายภูมิภาค แต่เศรษฐกิจเวียดนามยังคงมีเสถียรภาพ โดยอุปสงค์ภายในประเทศ การท่องเที่ยว และภาคการผลิตยังขยายตัวต่อเนื่อง

    ขณะที่ธนาคารโลกได้ประกาศยกระดับเวียดนามขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” (Upper-Middle-Income Country) ในสัปดาห์นี้ โดยให้เหตุผลว่าประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในระยะยาว แม้จะยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง.

    ที่มา VnExpress / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2943793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhiSIPqz1fzaxSfQp8UM_

  • สยอง! หนุ่มเขมรคลั่งจุดไฟเผาทั้งเป็น คนงานพม่าชาย-หญิงเจ็บสาหัส 5 คน | เดลินิวส์

    สยอง! หนุ่มเขมรคลั่งจุดไฟเผาทั้งเป็น คนงานพม่าชาย-หญิงเจ็บสาหัส 5 คน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รับแจ้งเหตุ คนงานชาวพม่าถูกทำร้ายด้วยการจุดไฟเผา มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย ภายในซอยปุณณวิถี 12 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร จึงรุดไปตรวจสอบ

    ที่เกิดเหตุพบกลุ่มผู้บาดเจ็บสาหัส จำนวน 5 คน แบ่งเป็นชาย 3 คน หญิง 2 คน ทั้งหมดเป็นแรงงานชาวพม่า เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันลำเลียงส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลายแห่งอย่างโกลาหล ส่วนผู้ก่อเหตุนั้นทราบว่าเป็น ชายชาวกัมพูชา เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนถึงสาเหตุแรงจูงใจในครั้งนี้

    ขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิร่วมกตัญญู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5996049/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_2WHv7UfpEvaqkgzVlfR9

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


    2/07/2569 | 36 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ (War Room) ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแผนพัฒนาตำบล ในพื้นที่ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระดับประเทศ พร้อมด้วยคณะกรรมการคัดเลือกฯ เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาวาระสำคัญประกอบด้วย

    – การขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และแสดงผลสำเร็จการส่งเสริมการใช้ประโยชน์และขยายผลแผนพัฒนาตำบลสู่ความยั่งยืน

    – คำสั่งกรมการพัฒนาชุมชน ที่ 555/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลงฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

    – กำหนดการคัดเลือกผลความสำเร็จฯ ระดับประเทศ และ ระดับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน

    – แนวทางการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแผนพัฒนาตำบล ในพื้นที่ตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งมั่นที่จะสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งผ่านการทำงานเชิงรุกในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นส่งเสริม และสนับนุนการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน กลุ่มองค์กร และเครือข่ายการพัฒนาชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมวิถีการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับตำบลเข้มแข็งและขยายผลแผนพัฒนาตำบลไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ยั่งยืน และกินดีอยู่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ทั่วไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/386626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1__nOt1d6R4dIrrMQ_sjpV

  • “เท้ง” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power

    “เท้ง” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power

    ปชน. เปิดวิสัยทัศน์ Offset Policy เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power เลิกเป็นเพียงผู้ซื้ออาวุธ แต่ใช้ทุกเม็ดเงินความมั่นคงสร้างเทคโนโลยี สร้างงาน อุตสาหกรรมประเทศ

    วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการทูตของไทยในโลกยุคใหม่” ประกาศวิสัยทัศน์ใช้นโยบาย Offset Policy เปลี่ยนงบซื้ออาวุธให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศอำนาจขนาดกลาง 

    นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า Offset Policy คือมาตรการจัดซื้อแบบชดเชย เป็นนโยบายที่ประเทศผู้ซื้ออาวุธกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากการซื้ออาวุธโดยตรง โดยผู้ขายต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ กลับมายังประเทศผู้ซื้ออาวุธด้วย ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้ซื้ออาวุธได้เพียงอย่างเดียว ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเองขึ้นมาด้วย ซึ่งนโยบาย Offset Policy เป็นก้าวสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นมา 

    ทั้งนี้ ไทยยังสามารถใช้ Offset Policy ร่วมกับประเทศพันธมิตรรายอื่นๆ สร้างการทูตแบบใหม่ของกลุ่มประเทศอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อิสราเอล สวีเดน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศเหล่านี้มีเทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย และมีความจริงใจในการเจรจาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับวิศวกรชาวไทย สร้างฐานการผลิต ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาวุธในไทย เพื่อให้เงินลงทุนที่มาจากภาษีของคนไทยคุ้มค่ามากที่สุด

    ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงโมเดล “Triple Helix” ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาวิจัย ที่จะถูกเชื่อมโยงกันด้วย Offset Policy พร้อมยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ที่ใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาควิจัย และภาคเอกชน จนพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของตนเองภายใต้โครงการ KF-21 และขยายความร่วมมือไปยังประเทศอินโดนีเซีย มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตบางส่วน และนี่คือตัวอย่างความร่วมมือระหว่างชาติที่เป็น Middle Power ด้วยกัน

    พรรคประชาชน ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม ที่กำหนดเงื่อนไขให้การจัดซื้อขนาดใหญ่ของภาครัฐจำเป็นต้องมี Offset Policy โดยไม่จำกัดเฉพาะการซื้อยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นๆ ด้วย และกำหนดให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นแกนกลางดูแลเงื่อนไข Offset Policy ของประเทศไทย

    “ประเทศไทยมีความพร้อมในทุกเรื่อง สิ่งที่เราต้องทำคือการกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินทางร่วมกันอย่างมีทิศทาง เราต้องใช้การทูตนำการทหาร และเทคโนโลยีนำการพัฒนา”

    สำหรับการบรรยายดังกล่าวจัดขึ้นในงานสัมมนาหัวข้อ “รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม” จัดโดยคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา โดยมีบริษัทเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากสถานทูตหลายแห่งมาร่วมงาน 

    อีกทั้งในงานมีการเสวนาบนเวที โดยมี รศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน สส.พรรคประชาชน และอดีตอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.อ.อ.พิบูล วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ บ.อุตสาหกรรมการบิน จำกัด และนายกฤต กุลหิรัญ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บ.ชัยเสรี เมททัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ร่วมกันเสวนาเกี่ยวกับ Offset Policy พูดถึงหลักการ ขั้นตอนการทำ Offset รวมทั้งประสบการณ์ ทั้งในฐานะผู้ส่งมอบและผู้รับเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผ่านกระบวนการ Offset ขณะที่ ในช่วงบ่าย กลุ่มผู้ผลิตอาวุธทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ จะร่วมกิจกรรม Workshop เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อนโยบาย Offset Policy ที่มากขึ้น มีทั้งการบรรยายสรุปเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. และขั้นตอนที่แต่ละภาคส่วนจะต้องดำเนินการในการจัดหายุทโธปกรณ์ให้ประเทศไทยในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2943784&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hbQEuheuUi8nVMbQy1fTY

  • ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP

    ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP

    ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP

    กลยุทธ์ผนึกกำลัง 8 สมาคม พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

    ในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความท้าทาย ดร.อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับกระบวนทัศน์ทางธุรกิจของประเทศไทย

    ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันระหว่าง 8 สมาคมการค้า เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่มากกว่าแค่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการ “ซ้อมทีม” เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาค
     

    ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP

    การสร้างความร่วมมือเชิงรุก (Sharing Economies)

    ดร.อภิชาติ เปรียบเทียบการร่วมมือครั้งนี้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนจากวัฒนธรรมการทำงานแบบ “เล่นเดี่ยว” มาสู่ “การทำงานเป็นทีม” เพื่อรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปราะบาง โดยมองว่าการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับเอกชนและหน่วยงานระหว่างประเทศ คือกุญแจสำคัญในการเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ก้าวนำหน้าคู่แข่งในเวทีโลก

    เปลี่ยนจุดยืนจาก “ส่วนปลาย” สู่ “อุตสาหกรรมต้นน้ำ”

    หัวใจสำคัญของกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน คือการเปลี่ยนบทบาทของไทยจากการเป็นเพียงผู้รับช่วงผลิตหรือส่วนปลายของห่วงโซ่อุตสาหกรรม ไปสู่การเป็น “ผู้นำด้านนวัตกรรม” โดย ดร.อภิชาติ ได้เสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับประเทศ ดังนี้:

    ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาและภูมิปัญญา: บูรณาการความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูงตามมาตรฐานสากล

    ขับเคลื่อนด้วยไอเดียที่เป็นระบบ: เปลี่ยนจากแนวทางการผลิตแบบเดิม ไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ใช้ความคิดเชิงระบบเป็นแรงผลักดันหลัก ดร.อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์

    ปฏิรูปการวิจัยและพัฒนา (R&D) สู่เชิงพาณิชย์: เร่งลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา โดยเน้นการเปลี่ยนผลงานวิจัยให้กลายเป็นธุรกิจที่จับต้องได้และมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม

    การผสานพลังของ 8 สมาคมในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงก้าวเล็กๆ ในระดับองค์กร แต่เป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับต้นน้ำที่ทรงพลังในตลาดโลกอย่างแท้จริง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744874&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Om3Vba62iB74rja0BEkeB

  • 29 ปีการลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    29 ปีการลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    29 ปีการลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    ย้อนรอย 29 ปี ‘ลอยตัวค่าเงินบาท ‘จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อประเทศไทยประกาศยกเลิกระบบนโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยน หลังเผชิญแรงกดดันจากการโจมตีค่าเงินและการสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศ นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’

    วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อประเทศไทยประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตรึงค่าเงินบาทและเปลี่ยนมาใช้ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float) หลังเผชิญแรงกดดันจากการโจมตีค่าเงินและการสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคการเงิน และการกำกับดูแลของไทย ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยตลอด 29 ปีที่ผ่านมา

    บทเรียนสำคัญประการแรก คือ การมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ภายใต้ระบบ Managed Float ค่าเงินบาทสามารถปรับตัวตามกลไกตลาดและสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสามารถเข้าดูแลเมื่อเกิดความผันผวนที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ส่งผลให้ไทยไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากเพื่อปกป้องค่าเงินเหมือนในอดีต แต่สามารถเก็บรักษาทุนสำรองไว้เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
     

    บทเรียนประการที่สอง คือ การสร้างฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา ไทยได้สะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเพียงประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์ฯ ก่อนการลอยตัวเงินบาท เป็นกว่า 3.05 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน ทุนสำรองฯ ดังกล่าวอยู่ในระดับที่เพียงพอรองรับการนำเข้าสินค้าได้ประมาณ 9 เดือน สูงกว่าเกณฑ์สากลที่ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และเมื่อประเมินตามเกณฑ์ IMF ARA Metric ซึ่งวัดความเพียงพอของทุนสำรองฯ ก็พบว่า ทุนสำรองฯ ของไทยสูงกว่าระดับที่ IMF แนะนำ สะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและความเสี่ยงจากภายนอกได้ดี ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและลดความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทย

    บทเรียนประการที่สาม คือ การพัฒนาระบบธนาคารให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น หลังวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยได้ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การดำรงเงินกองทุน และการตั้งสำรองความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.2% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs) อย่างมาก ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ยังคงอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และมีสัดส่วนเงินสำรองฯ ต่อ NPL สูงถึง 187.6% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงและลดโอกาสการเกิดวิกฤตการเงินซ้ำรอยในอนาคต

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันด้านอัตราแลกเปลี่ยน ฐานะต่างประเทศ และระบบธนาคารได้แข็งแกร่งกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างมาก แต่โจทย์ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากเดิม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปัญหาในมิติอื่นๆ เช่น หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การรับมือกับโจทย์เชิงโครงสร้าง (การเข้าสู่สังคมสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ต้องเร่งยกระดับ) การเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งมีผลกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและความผันผวนของค่าเงินบาท ในปีนี้ 

    ดังนั้น บทเรียนจากการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อ 29 ปีก่อน จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเปลี่ยนแปลงของระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

    29 ปีการลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378979691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E_477zirp9GLl82DYChYo