Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เอกนิติ” ย้ำ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็น! ชู 3 ภารกิจใหญ่ เยียวยาประชาชน-พลังงานสะอาด-พัฒนาคน

    “เอกนิติ” ย้ำ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็น! ชู 3 ภารกิจใหญ่ เยียวยาประชาชน-พลังงานสะอาด-พัฒนาคน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32X29VdbQl0dIIzGIzChDu

  • สมุนไพรสุพรรณฯ พุ่ง 18 ล้าน! ดีพร้อมเปิดตัว ‘Community SkillUp’ ปั้นรายได้ฐานราก

    สมุนไพรสุพรรณฯ พุ่ง 18 ล้าน! ดีพร้อมเปิดตัว ‘Community SkillUp’ ปั้นรายได้ฐานราก


    วราวุธ เปิดตัวโครงการ “DIPROM Community SkillUp” อบรมทักษะแปรรูปสมุนไพรท้องถิ่นในสุพรรณบุรี สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพรับเทรนด์ตลาดโลก ดีพร้อมเผยผู้จบหลักสูตรเตรียมโกยรายได้เสริมเฉลี่ย 10,000 บาท/เดือน

    กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานรากเปิดโครงการ “DIPROM Community SkillUp” ที่สุพรรณบุรี นำร่องพัฒนาทักษะแปรรูปสมุนไพรท้องถิ่นเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ตั้งเป้าสร้างงานกลุ่มเปราะบาง คาดช่วยผู้ผ่านการอบรมสร้างรายได้เสริมเฉลี่ย 10,000 บาทต่อเดือน

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “DIPROM Community SkillUp : เพิ่มพลังทักษะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน” ประจำปีงบประมาณ 2569 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งจากภายใน การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชนมีทักษะอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ผ่านการใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีเปลี่ยนศักยภาพในชุมชนให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ เพื่อต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ในอนาคต

    “โครงการนี้เป็นมากกว่าการฝึกอบรมทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยนำทรัพยากรและวัตถุดิบในท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ครัวเรือน และช่วยให้เกิดการกระจายรายได้จากฐานรากสู่ระดับประเทศ” นายวราวุธ กล่าว

    สำหรับการนำร่องจัดกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มุ่งเน้นการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่าน 3 หลักสูตรสำคัญที่มีต้นทุนต่ำ แต่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ได้แก่:

    • การผลิตยาดมและสเปรย์สมุนไพรไล่ยุง

    • การผลิตลูกประคบสมุนไพรผ้าลายไทยและลูกประคบธัญพืชไฮเทค (สอดรับเทรนด์การดูแลฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา)

    • การผลิตยาหม่องสมุนไพรสูตรร้อนและสูตรเย็น

    ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจสุขภาพได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการแพทย์แผนไทย ร้านนวดและสปา ร้านค้าเพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึงร้านของฝากในชุมชน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    ทางด้าน นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของโครงการนี้ว่า ผู้ผ่านการฝึกทักษะนำร่องจำนวน 150 คน จะสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้เสริมเฉลี่ยประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน (หรือประมาณ 120,000 บาทต่อคนต่อปี) ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมหมุนเวียนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเน้นกระจายโอกาสไปสู่กลุ่มผู้สูงอายุ แม่บ้าน เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดปัญหาการว่างงาน ยับยั้งการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัวในระยะยาว

    การขับเคลื่อนโครงการนี้อยู่ภายใต้นโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งบูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/44341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZrxUSi4hn440ow1TSMwE9

  • “รมว.พิพัฒน์” นำทีมคมนาคมลุยสตูล ปักหมุด “ท่าเรือตันหยงโป” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมว.พิพัฒน์” นำทีมคมนาคมลุยสตูล ปักหมุด “ท่าเรือตันหยงโป” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GgWqnRa_mz6W6MD1oM36p

  • “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยป่วยมะเร็ง ต้องทำคีโม ไม่รู้กระแสนายกฯ สำรองอักษร “ศ” ก่อนติดตลก “เศกนิติ”

    “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยป่วยมะเร็ง ต้องทำคีโม ไม่รู้กระแสนายกฯ สำรองอักษร “ศ” ก่อนติดตลก “เศกนิติ”

    “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยซบเซา ป่วยเป็นมะเร็งต้องทำคีโม เผยขอทบทวนสิทธิบัตรคนจน หลังพบข้อมูลค้าง 5 ปี อาจมีผู้มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่รู้กระแสนายกฯ สำรอง อักษรย่อ “ศ” ก่อนพูดติดตลก “เศกนิติ”

    วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ หัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ว่า เปรียบเศรษฐกิจไทยป่วยเป็นมะเร็ง โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยซบเซาและโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน จำเป็นต้องตัดสินใจทำคีโม หรือปรับโครงสร้างใหญ่ในวันนี้ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้ อีกทั้งชี้ให้เห็น ความท้าทายจาก 3 วิกฤตโลก โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์ เข้าสู่ยุคที่เน้นความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลัก รวมถึงต้องเผชิญหน้ากับการแบ่งขั้วทางการเมืองโลก การเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว และการปฏิวัติเทคโนโลยี AI

    นอกจากนี้ ยังชูยุทธศาสตร์โมเดล 5T เพื่อขับเคลื่อนประเทศและกระจายรายได้ รัฐบาลเสนอแนวคิด 5 มิติ คือ Target การใช้งบประมาณและช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย Transition เร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด Transform ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรมนุษย์ และเทคโนโลยี AI พร้อมปลดล็อกกฎระเบียบด้วยนโยบาย Thailand FastPass Transparency เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและข้อมูลงบประมาณในรูปแบบดิจิทัลเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมตรวจสอบได้ และ Teamwork / Together บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนผ่านกลไก กรอ.

    พร้อมทั้ง ชูนโยบายการลงทุนระดับล้านล้านบาท เป้าหมายดึงเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท โดยระบุว่า รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ชูมาตรการ Thailand Fast Pass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้แจงสัดส่วนงบลงทุน ชี้แจงกรณีงบลงทุนปี 2570 ดูลดลง เป็นผลจากการยกระดับความโปร่งใส เปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกปกปิดไว้ให้ชัดเจนขึ้น ทำให้ตัวเลขงบประจำสูงขึ้น แต่รัฐบาลจะทดแทนด้วยการขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ที่ประชุมมีมติขอให้มีการทบทวน กลุ่มคนใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยไปสำรวจ ประมาณ 5 ล้านกว่าคน แต่ไม่ได้สำรวจสิทธิคนที่จน ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีอะไรรองรับ

    ส่วนกลุ่มคนที่มีสิทธิเดิม ที่สำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ประมาณ 13.2 ล้านคน พบว่าไม่ได้ทบทวนสิทธิมานาน มีทั้งผู้เสียชีวิต ผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงให้มีการทบทวนกลั่นกรองตามเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีล่าสุด พร้อมทั้งรับข้อสังเกตหน่วยงานต่างๆ มาพิจารณา เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

    ขณะที่กลุ่มของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานประมาณ 1 ล้านราย ก็ให้เอากลุ่มนี้มาพิจารณาด้วย เพราะคือกลุ่มที่ตกหล่น จากฐานข้อมูลรัฐอื่นๆ และขอให้นำตัวเลขทั้งหมดที่มีข้อมูลประมาณ 19 ล้าน ไปทบทวนข้อมูล และกลั่นกรองใหม่เพื่อหาคนที่เดือดร้อนจริงๆ ด้วย

    เมื่อถามว่า จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไร นายเอกนิติ กล่าวว่า ขอรันข้อมูลอีกที และประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นในที่ประชุม ไม่ได้มองว่าตัวเลขสิทธิจะเกิน หรือไม่เกิน 14 ล้านสิทธิ แต่ต้องการดูแลคนที่เดือดร้อนจริงๆ และเวลาที่ตนลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็เห็นใจคนที่เดือดร้อน ผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล หรือไม่มีอะไรเลย วันนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการรายได้ แต่ทุกคนมีโอกาส และเราจะต้องดูแลกลุ่มคนที่เดือดร้อน ซึ่งไม่ได้ยึดติดว่าตัวเลขจะเป็นเท่าไหร่

    เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวว่ารัฐบาลมีนายกฯ สำรองอักษรย่อ “ศ” รอแทนที่ หากเกิดเหตุการณ์ผิดพลาด นายเอกนิติระบุว่า “การเมืองตนไม่ทราบจริงๆ” ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์

    ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่าอาจจะเป็น อักษรย่อ “อ” ก็ได้ นายเอกนิติ หัวเราะพร้อมกับกล่าวต่อว่า “เศกนิติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2944044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12LX0g3UMCHYGNcw84JSYb

  • “เอกนิติ” เปรียบเศรษฐกิจไทย “ป่วยเป็นมะเร็ง” เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานรับโลกใหม่

    “เอกนิติ” เปรียบเศรษฐกิจไทย “ป่วยเป็นมะเร็ง” เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานรับโลกใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 ก.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเวทีเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์

    “วันนี้เราต้องยอมรับว่าเราป่วยเป็นมะเร็ง วันนี้ให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด ให้วิตามินก็ช่วยประคองได้ แต่ยาเคมีบำบัด จะรอให้ในอีก 5 เดือน 6 เดือน หรืออีกปีหนึ่งค่อยมาทำการเปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงานหรือ ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยนผ่าน ไม่รีบทำตัวเองให้แข็งแรง ไม่รีบรักษาโรคที่ต้นตอ ประเทศก็จะยิ่งแย่”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตโลกในปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตที่ผ่านมา เพราะไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้นที่กระทบราคาพลังงานหรือการค้าโลก แต่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก ทั้งวิถีชีวิต วิธีการทำงาน วิธีการดำเนินธุรกิจ และการบริหารประเทศ โดยรัฐบาลจึงต้องมองสถานการณ์ในภาพใหญ่ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 3 ด้าน โดยประการแรก คือ การเปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์สู่โลกที่ให้ความสำคัญกับ Security First จากเดิมที่ภาคธุรกิจเลือกลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่ปัจจุบันให้ความสำคัญกับประเทศที่มีเสถียรภาพและห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงมากกว่า

    “สมัยก่อนเราหาที่ที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่วันนี้ไม่ได้หาแค่ต้นทุนที่ถูกที่สุดแล้ว เราหาที่ที่มั่นคงที่สุด ไม่ใช่ Efficiency First แต่เป็น Security First”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านที่ 2 คือ Green energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทำให้ราคาพลังงานผันผวน ประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งประเทศไทยยังนำเข้าพลังงานคิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติกว่าร้อยละ 60 จึงมีความเปราะบางต่อวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ

    ส่วนการเปลี่ยนแปลงด้านที่ 3 คือ AI Transformation ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของทุกภาคส่วน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปข้อมูล การแปลภาษา ไปจนถึงการตัดสินใจทางธุรกิจและการบริหารองค์กร โดยประเทศที่สามารถนำ AI มาปรับใช้ได้เร็ว จะได้เปรียบในการแข่งขัน

    “วันนี้มันไม่ใช่แค่ Digital Transformation แต่มันคือ AI Transformation ใครขึ้นรถไฟขบวน AI ได้ก่อน ก็จะได้เปรียบ แต่ใครปรับตัวไม่ทัน ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากปัจจัยภายนอก ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 เรื่อง ได้แก่ วิกฤตพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ และความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ทำให้ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่

    “วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนวิกฤตในอดีต วิกฤตครั้งนี้เกิดจากพลังงาน เกิดจากสงคราม แล้วลามมาเป็นวิกฤตค่าครองชีพ”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ รัฐบาลได้กำหนดกรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “5T” ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency และ Together ซึ่งเป็นทั้งแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการข้อแรก Target คือ การใช้นโยบายและงบประมาณอย่างตรงเป้าหมาย เพราะทรัพยากรของรัฐมีจำกัด การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จึงต้องมุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งประชาชนรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และเอสเอ็มอี (SMEs) แทนการใช้งบประมาณแบบหว่านทั่วประเทศ พร้อมออกแบบมาตรการที่ไม่ใช่เพียงการเยียวยาระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวอย่างคือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่รัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI “นกกระซิบ” เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อย วิเคราะห์ยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า ต้นทุนสินค้า ช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด รวมถึงช่วยจัดทำบัญชีเบื้องต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจรายเล็ก

    สำหรับหลักการข้อที่สอง Transition นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะหากยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ประเทศจะยังคงเผชิญต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลจึงเร่งผลักดันการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการข้อที่สาม Transform คือ การปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทุนมนุษย์ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงเร่งสร้างระบบนิเวศด้าน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้

    หลักการข้อที่สี่ Transparency คือ การสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการ โดยรัฐบาลจะเปิดเผยข้อมูลภาครัฐและข้อมูลงบประมาณในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และสื่อมวลชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และนำไปใช้วิเคราะห์ต่อได้ เพราะความโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การดำเนินนโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ส่วนหลักการข้อสุดท้าย Together นายเอกนิติ กล่าวว่า การพัฒนาประเทศไม่สามารถอาศัยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน สถาบันการเงิน ภาคการศึกษา นักวิจัย และประชาชน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนทั้ง 5T ได้พร้อมกัน จะช่วยให้ประเทศรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หากทุกภาคส่วนร่วมกันเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    “ประเทศไทยแย่มานานแล้ว ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำ ไม่ช่วยกันทำ ประเทศไทยก็จะยิ่งถอยหลังไปเรื่อย ๆ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/843876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_lMsttU1bnbYk95wED18u

  • “สมุนไพร” เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ | เดลินิวส์

    “สมุนไพร” เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ | เดลินิวส์

    ท่ามกลางการเติบโตของตลาดสุขภาพ ความงาม และเศรษฐกิจอายุยืน หรือ Longevity Economy สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. จึงเปิดตัวแพลตฟอร์ม PhytoEX เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยจากวัตถุดิบต้นน้ำสู่ สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง หรือ Bioactive Ingredients ที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้จริง

    แพลตฟอร์ม PhytoEX ถูกออกแบบให้เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยง ตั้งแต่การคัดเลือกสมุนไพร การพัฒนากระบวนการสกัด การเพิ่มประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ การทดสอบประสิทธิภาพเชิงลึก ไปจนถึงการเชื่อมโยงภาคเอกชนเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

    เป้าหมายสำคัญของ PhytoEX คือ การสร้างสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยที่มีมาตรฐาน มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัยและการดูแลสุขภาพระยะยาว

    ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX กล่าวว่า หัวใจของแพลตฟอร์มนี้คือการเปลี่ยนมุมมองต่อสมุนไพรไทย จากการเป็นเพียงวัตถุดิบทางการเกษตรหรือสารสกัดทั่วไป ไปสู่การเป็น high-value bioactive ingredients ที่มีความชัดเจนทั้งด้านคุณภาพ กลไกการออกฤทธิ์ และข้อมูลการทดสอบ

    PhytoEX ใช้แนวทางการพัฒนาที่ผสานหลายเทคโนโลยีสำคัญเข้าด้วยกัน ตั้งแต่กระบวนการสกัดที่คำนึงถึงประสิทธิภาพและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการกักเก็บและห่อหุ้มสารออกฤทธิ์ระดับนาโน หรือ nano-encapsulation เพื่อเพิ่มความคงตัว การนำส่ง และประสิทธิภาพของสารสำคัญ ไปจนถึงการทดสอบเชิงลึกในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ สัตว์ทดลอง และในคลินิก

    หนึ่งในระบบทดสอบสำคัญคือ Skin Longevity Testing Platform ซึ่งใช้โมเดลชิ้นเนื้อผิวหนังมนุษย์เพาะเลี้ยง หรือ Skin 4D เพื่อประเมินผลของสารออกฤทธิ์ต่อ biomarker สำคัญที่เกี่ยวข้องกับด้าน skin longevity เช่น การวัดความยาวเทโลเมียร์ และการตรวจวัดอายุชีวภาพของผิว หรือ epigenetic aging clock รวมถึง เสาหลักสภาวะชราด้านอื่น ๆ (Aging hallmarks) ซึ่งเป็นรากฐานของนวัตกรรม Longevity

    “ระบบดังกล่าวช่วยให้การพัฒนาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่การอ้างอิงภูมิปัญญาหรือข้อมูลทั่วไป แต่สามารถสร้างหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ ”

    ภายใต้แพลตฟอร์ม PhytoEX สวทช. ได้พัฒนาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรและพืชศักยภาพสูงหลายรายการ โดยมีการทดสอบทั้งในระดับเซลล์ เนื้อเยื่อ สัตว์ทดลอง และบางรายการอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่การทดสอบทางคลินิก

    เช่น GingerizEX สารออกฤทธิ์จากขิงที่มีสารสำคัญสูง และได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีนาโน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เวชสำอาง จากการทดสอบในโมเดลผิวมนุษย์ พบว่าสามารถสนับสนุนการสร้างคอลลาเจน และลดการเจริญเติบโตของเชื้อก่อสิว นอกจากนี้จากการทดสอบในหนูทดลองยังมีประสิทธิภาพในการลดไขมันอีกด้วย

    อีกหนึ่งตัวอย่าง คืTelozaEX สารออกฤทธิ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อศึกษาศักยภาพด้านการดูแลความเสื่อมของเซลล์ผิวเชิงลึก โดยผ่านการประเมินในโมเดล Skin 4D และพบศักยภาพในการฟื้นฟูความยาวของเทโลเมียร์ในผิวหนังมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการพัฒนาสารออกฤทธิ์กลุ่ม Skin longevity

    นอกจากนี้ ยังมี MeloLifeEX สารออกฤทธิ์จากมะระขี้นกที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีนาโนไขมัน โดยมีข้อมูลการทดสอบด้านการฟื้นฟูผิว และการยืดอายุขัยในหนอนทดลอง รวมถึง LifraSenzEX นวัตกรรมสารผสมจากสมุนไพรที่มีข้อมูลสนับสนุนด้านการลดระดับคลอเลสเตอรอล เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ในโมเดลหมู

    อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญคือ SulfloraEXารสกัดจากต้นอ่อนบรอกโคลีที่พัฒนาเพื่อคงสารสำคัญให้อยู่ในรูปแบบที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยมีข้อมูลการทดสอบด้านการปกป้องเซลล์และการสนับสนุนสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดได้ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

    นอกจากการพัฒนาสารออกฤทธิ์แล้ว สวทช. ยังเตรียมพัฒนา VeriX Platform เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับเผยแพร่ข้อมูลผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์ของสารออกฤทธิ์และผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการส่งทดสอบกับทีมวิจัยของ PhytoEX โดยนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เข้าใจง่าย และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ประกอบการสื่อสารทางธุรกิจ

    VeriX Platform จะทำหน้าที่รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลสำคัญของการทดสอบ เช่น ผลิตภัณฑ์หรือสารที่ได้รับการทดสอบ โมเดลที่ใช้ในการทดสอบ วิธีการทดสอบ ตัวชี้วัดทางชีวภาพ หรือ biomarkers ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลลัพธ์ที่ตรวจพบจากการทดสอบ โดยมีสื่อประกอบ เช่น วิดีโออธิบายผลการทดสอบโดยหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และคู่ค้าทางธุรกิจเข้าใจข้อมูลวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้องและเป็นกลางมากขึ้น

    แนวทางดังกล่าวจะช่วยแก้ข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการไทยที่แม้มีการลงทุนทำวิจัยและทดสอบผลิตภัณฑ์แล้ว แต่ไม่สามารถนำผลการทดสอบไปสื่อสารได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงต่อการใช้ข้อความโฆษณาที่เกินขอบเขตของการกล่าวอ้างผลิตภัณฑ์ VeriX จึโดยผู้ประกอบการสามารถนำลิงก์จาก VeriX Platform ไปใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์ เว็บไซต์ สื่อการตลาด หรือเอกสารนำเสนอผลิตภัณฑ์ แทนการกล่าวอ้างผลด้วยตนเองเพียงฝ่ายเดียว

    ดร.ธวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของนวัตกรรมสมุนไพรไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำเทคโนโลยีไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดจริง PhytoEX จึงทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ผลิตสารออกฤทธิ์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ แบรนด์ ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทางธุรกิจ

    ในระยะแรก สวทช. ตั้งเป้าผลักดันผลิตภัณฑ์จากแพลตฟอร์ม PhytoEX จำนวน 9 ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดภายในปี 2569 จาก pipeline การพัฒนารวม 15 ผลิตภัณฑ์ พร้อมวางแผนต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงพาณิชย์และผู้จัดจำหน่ายสารออกฤทธิ์ในระดับสากล

    “สมุนไพรไทยจะไม่ใช่เพียงมรดกทางภูมิปัญญา แต่จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศในอุตสาหกรรมสุขภาพ ความงาม และ longevityดร.ธวิน กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5998867/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dzohKr2XFzXQHrnpf85pv

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา หารือสำนักงาน IP เซี่ยงไฮ้ ยกระดับความร่วมมือไทย – จีน ป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา หารือสำนักงาน IP เซี่ยงไฮ้ ยกระดับความร่วมมือไทย – จีน ป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก

    ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้การต้อนรับ Mr. YU Chen รองอธิบดีสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน สำนักงานเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Intellectual Property Administration: SIPA) พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง ในโอกาสประชุมหารือแนวทางขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและส่งเสริมความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

    นางอรมน เปิดเผยว่า การหารือระหว่างกรมฯ และ SIPA ครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและรูปแบบการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมบริการการระงับข้อพิพาททางเลือก เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถยุติข้อพิพาทและหาทางออกร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ SIPA ได้ร่วมแบ่งปันแนวทางพัฒนากฎหมายเพื่อรองรับความท้าทายใหม่ในยุคดิจิทัล

    ​นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้ โดยกรมฯ มีความร่วมมือร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม E-commerce รายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Lazada, Shopee, TikTok Shop และ LINE ในการใช้มาตรการ Notice and Takedown เพื่อระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าบนแพลตฟอร์มดังกล่าวอย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของสิทธิและผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กรมฯ จึงเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และแพลตฟอร์ม Shopee ในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ เพื่อเพิ่มกลไกและมาตรการปราบปรามการละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเข้มงวดและเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้แลกเปลี่ยนแนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน โดยกำหนดมาตรการให้แพลตฟอร์มนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลและคัดกรองสินค้าที่อาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก่อนเผยแพร่หรือเปิดจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม รวมทั้งจัดตั้งหน่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภายในแพลตฟอร์มร่วมกับ SIPA เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดฯ อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงมาตรการจัดการกับผู้กระทำความผิดซ้ำ ตลอดจนความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจและการขยายตลาดระหว่างประเทศ โดยฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการศึกษาประสบการณ์และแนวปฏิบัติของนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญของจีน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป

    ​นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือกับคณะผู้แทนระดับสูงจาก SIPA ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างไทยและจีน ทั้งในด้านการพัฒนากฎหมาย การยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญายืนยันความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะดูแล คุ้มครอง และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและจีนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1033606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VSGvgYi9pVoy-HGLXBMOg

  • ส.อ.ท.เสนอ 5 แนวทาง จี้รัฐปรับลดราคาพลังงาน ตามต้นทุนตลาดโลกลดลง

    ส.อ.ท.เสนอ 5 แนวทาง จี้รัฐปรับลดราคาพลังงาน ตามต้นทุนตลาดโลกลดลง

    วานนี้ 3 ก.ค.2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า เมื่อตลาดน้ำมันโลกเริ่มผ่อนคลาย ภาครัฐควรมุ่งเน้นมาตรการที่ทำให้ราคาพลังงานในประเทศสะท้อนต้นทุนที่ต่ำลงอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    โดยทาง ส.อ.ท. ได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อรัฐบาลรวม 5 ข้อด้วยกัน ประกอบด้วย

    1. เร่งส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงให้กลไกราคาในประเทศลดลงตามราคาน้ำมันโลกอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม

    2. บริหารกองทุนน้ำมันอย่างสมดุล ทบทวนการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ไม่ให้ผู้บริโภคแบกรับภาระสูงเกินไป

    3. ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ มุ่งลดผลกระทบลูกโซ่ ทั้งค่าขนส่ง ค่าอาหาร และต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs

    4. สร้างความเชื่อมั่นนโยบาย: ดำเนินมาตรการที่ชัดเจนและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกได้อย่างทันท่วงที

    5. ผลักดันพลังงานสะอาด: เร่งการเปลี่ยนผ่านและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว

    พร้อมเน้นย้ำว่า มาตรการทั้งหมดนี้จะเป็นทั้งการบรรเทาผลกระทบระยะสั้น และเป็นการวางรากฐานพลังงานในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวนสูง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/weekend/466222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h_pRu-0XIlsN-3texOzIT

  • ดราม่าข้าวหมูกรอบ 50 บาท! แม่ลูกมีแค่ 35 ขอซื้อกิน พ่อค้าลั่น ‘ลดไม่ได้’ สวนเจ็บไม่พร้อมมีลูกทำไม? | เดลินิวส์

    ดราม่าข้าวหมูกรอบ 50 บาท! แม่ลูกมีแค่ 35 ขอซื้อกิน พ่อค้าลั่น ‘ลดไม่ได้’ สวนเจ็บไม่พร้อมมีลูกทำไม? | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนโลกออนไลน์กำลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังมีผู้ใช้บัญชีรายหนึ่งในกลุ่ม “ปรึกษาปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว ปัญหาความรัก II” ได้ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนปัญหาสังคมและปากท้องที่ชวนให้คิดตาม

    โดยผู้โพสต์ระบุเนื้อหาว่า ตนเองเปิดร้านขายข้าวหมูกรอบในราคาจานละ 50 บาท แต่วันนี้กลับเจอเหตุการณ์สะเทือนใจ เมื่อมีคุณแม่รายหนึ่งจูงมือลูกน้อยวัยประถมเข้ามาที่ร้าน พร้อมกับบอกว่าตนเองมีเงินติดตัวอยู่เพียง 35 บาท แต่อยากจะขอซื้อข้าวหมูกรอบให้ลูกกิน ซึ่งทางพ่อค้าได้ตอบปฏิเสธไปว่า “ลดให้ไม่ได้” เนื่องจากสินค้ามีต้นทุนในการค้าขาย

    อย่างไรก็ตาม พ่อค้าคนดังกล่าวได้ระบุข้อความเพิ่มเติมในโพสต์ว่าลึก ๆ แล้วเมื่อเห็นสายตาของเด็กก็รู้สึกสงสารมาก แต่ในแง่ของความเป็นจริงและภาระค่าครองชีพในปัจจุบัน ทำให้ตนเองเกิดความสงสัยและตั้งคำถามทิ้งท้ายเอาไว้จี้ใจสังคมว่า “เห็นแล้วสงสารเด็ก ทำไมเค้าไม่มีลูกเมื่อพร้อมครับ”

    หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปเพียงไม่กี่นาที ก็กลายเป็นไวรัลและมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามจนกลายเป็นดราม่าร้อน โดยความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน

    • ฝ่ายที่เห็นด้วยและเข้าใจพ่อค้า: มองในมุมของผู้ประกอบการว่า ยุคนี้ข้าวของแพง ต้นทุนหมูกรอบและวัตถุดิบต่าง ๆ สูงขึ้นมาก การทำธุรกิจไม่ใช่การกุศล และเห็นด้วยกับประเด็น “การมีลูกเมื่อพร้อม” เพราะหากพ่อแม่ไม่มีความพร้อมทางด้านการเงิน คนที่ต้องรับกรรมและลำบากที่สุดก็คือเด็ก
    • ฝ่ายที่มองในมุมมนุษยธรรม: ต่างเข้ามาคอมเมนต์ติติงพ่อค้าว่า ค่อนข้างใจจืดใจดำเกินไปหรือไม่ แม้จะลดราคาไม่ได้ แต่หากตักข้าวน้อยลง หรือแบ่งหมูกรอบให้เด็กได้กินอิ่มในราคา 35 บาท หรือให้ทานฟรีสักมื้อ ก็น่าจะเป็นการแบ่งปันน้ำใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดีกว่าการเอาความลำบากของคนอื่นมาโพสต์ซ้ำเติมลงโซเชียลแบบนี้

    ประเด็นดังกล่าวขยายวงกว้างจนกลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของความใจดำ-ใจดีในการทำธุรกิจ และปัญหาใหญ่ระดับโครงสร้างอย่างเรื่องคุณภาพชีวิตของเด็กไทยที่ต้องเผชิญกับภาวะความไม่พร้อมของครอบครัว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้นในปัจจุบันค่ะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6001127/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v2MNFC2SWKnSqV6GhmbGr

  • จีนนำหนึ่งก้าวเสมอ เตรียมประกาศรับรอง 12 อาชีพใหม่ ผงาดคุมเศรษฐกิจยุคเอไอ

    จีนนำหนึ่งก้าวเสมอ เตรียมประกาศรับรอง 12 อาชีพใหม่ ผงาดคุมเศรษฐกิจยุคเอไอ

    วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.34 น.

    4 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวซินหัว ระบุว่า ทางการจีนรายงานประกาศล่าสุดจากกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีน วางแผนรับรองอาชีพใหม่ 12 อาชีพ ซึ่งรวมถึง วิศวกรฝาแฝดดิจิทัล ช่างเทคนิคหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ และ นักวิเคราะห์ข้อมูลกีฬา สะท้อนรูปแบบการจ้างงานใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่เศรษฐกิจจีนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

    กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีน จะเพิ่มสาขาวิชาชีพใหม่อีกหลายสาขาภายใต้กลุ่มอาชีพที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์การบินระดับต่ำ นักพัฒนาเอไอเอเจนต์ (AI agent) ผู้ตรวจสอบยานยนต์พลังงานใหม่ และนักออกแบบปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ

    แผนการรับรองอาชีพใหม่นี้สะท้อนความพยายามของจีนในการปรับแรงงานให้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแพร่หลาย และภาคบริการที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างแหล่งจ้างงานใหม่ โดยนับตั้งแต่ปี 2019 กระทรวงฯ ได้ประกาศรับรองอาชีพใหม่มาแล้ว 7 ชุด ทำให้ปัจจุบันมีอาชีพใหม่ที่ได้รับการรับรองรวม 110 อาชีพ

    อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์แกนหลักของจีนมีมูลค่าเกิน 1.2 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยราว 5.86 ล้านล้านบาท โดยอาชีพใหม่กว่า 20 อาชีพจากทั้งหมด 72 อาชีพที่ได้รับรองในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีความเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเน้นย้ำบทบาทของเอไอที่เพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานจีน

    โดยจีนจะยังคงส่งเสริมอาชีพใหม่และขยายโอกาสการจ้างงานในภาคส่วนต่างๆ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจผู้สูงอายุต่อไป ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

    กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีน กล่าวว่าจะบรรจุรวมอาชีพที่เสนอใหม่เหล่านี้สู่ระบบการจัดประเภทอาชีพอย่างเป็นทางการ หลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน โดยผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องจะมีสิทธิได้รับประโยชน์จากนโยบายและมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้กระทรวงฯ จะจัดทำมาตรฐานระดับชาติสำหรับอาชีพใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาด้านอาชีวศึกษา การฝึกอบรมทักษะ และการประเมินความสามารถบุคลากร

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/975146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MsCQ6-BQ7G51VMIRd913r