Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สว.ประทุม ลงพื้นที่เกาะล้าน ติดตามปัญหาขยะสะสม 1.5 แสนตัน

    สว.ประทุม ลงพื้นที่เกาะล้าน ติดตามปัญหาขยะสะสม 1.5 แสนตัน

    ภูมิภาค

    สว.ประทุม ลงพื้นที่เกาะล้าน ติดตามปัญหาขยะสะสม 1.5 แสนตัน

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 30 เมษายน 2569 คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก นำโดย นางประทุม วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้าคณะเดินทาง พร้อมด้วย นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง, นายธนกร ถาวรชินโชติ, นายโชติชัย บัวดิษ, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ และพลตำรวจตรี อังกูร คล้ายคลึง ลงพื้นที่ติดตามปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดชลบุรี ตามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก

    โดยคณะเดินทางจากท่าเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา ไปยังเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี และลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ปัญหาบ่อขยะบนเกาะล้าน ซึ่งมีขยะตกค้างสะสมเป็นจำนวนมาก ประมาณ 150,000 ตัน กองสูงราว 15 เมตร และมีส่วนที่ฝังลึกลงใต้ดินประมาณ 7 เมตร ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัยของประชาชน รวมถึงภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเกาะล้าน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองพัทยา
               
    การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา เสนอแนะเชิงนโยบาย และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของพื้นที่อย่างยั่งยืน จากนั้นช่วงบ่าย คณะเดินทางต่อไปยังจังหวัดระยอง เพื่อลงพื้นที่สถานีตรวจวัดมลพิษในชุมชน บริเวณวัดหนองแฟบ ตำบลมาบตาพุด เพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474586&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NdW5eZ4NHWHoDztYX-ucr

  • ปชน.ฟาดหนังสือ ‘สกร.’ ล้าหลัง-แพงเกินจริง จี้รัฐมนตรีเร่งสะสาง

    ปชน.ฟาดหนังสือ ‘สกร.’ ล้าหลัง-แพงเกินจริง จี้รัฐมนตรีเร่งสะสาง

    สส.ปชน ฟาดหนังสือ ‘สกร.’ หลักสูตรไร้มาตราฐาน-ด้อยคุณภาพ ใช้มาเกือบ 20 ปี ซัดไม่ชอบมาพากล ส่อจัดซื้อไม่โปร่งใส จี้รัฐมนตรีเร่งเคลียร์ด่วน หวั่นลดความศรัทธาการศึกษาไทย รัฐมนตรีอาจเสียเก้าอี้ด้วย

    30 เมษายน 2569 – ที่อาคารรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน โดยนายธีรศักดิ์ จิระตราชู ,นางสาวปวิตรา จิตตกิจ , นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ และ นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีการทำงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

    นางสาวปวิตรา ยังนำหนังสือแบบเรียน สกร.ที่รัฐจัดซื้อโดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้มา โชว์ว่าเป็นหนังสือที่ด้อยคุณภาพ ตกยุค ราคาแพงเกินกว่าเหตุ ทั้งเนื้อหา รูปแบบ หน้าปก และสันหนังสือค่อนข้างที่จะล้าสมัย ภาพประกอบไม่ชัดเจน หลายเล่มจัดพิมพ์หน้าปก 4 สี แต่เนื้อหาข้างในเป็นขาวดำ และถูกตั้งราคาค่อนข้างสูงเกินความเหมาะสม เช่นบางวิชาตั้งราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 100 ไปจนถึง 800 บาท

    ขณะที่บางเล่มมีเพียง 130 หน้า กลับถูกตั้งราคาที่ 200 กว่าบาทและบางวิชาที่มีเพียง 90 หน้า ราคาขายที่ 300 กว่าบาท ต่างจากหนังสือเรียนของ สพฐ.ที่มีการควบคุมราคาและพิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์ 4 สี จึงทำให้ผู้เรียน สกร.ถูกบังคับให้เรียนด้วยหนังสือที่ไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน

    นอกจากนี้หนังสือแบบเรียนของ สกร.ยังเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาทางวิชาการน้อย แบบฝึกหัดไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงเพราะเป็นหนังสือหลักสูตรเก่าของปี 2551 ที่ถูกนำกลับมาตีพิมพ์ใหม่

    นางสาวปวิตรา ยังมองว่าสิ่งที่น่ากังวลคือความไม่สอดคล้องระหว่างหลักสูตรใหม่กับหนังสือเรียนที่ใช้จริงที่ได้รับใบอนุญาตมานานกว่า 10 ปี และยังถูกใช้งานมาถึงปัจจุบัน พร้อมกับมองว่า สกร.คือพื้นที่ความหวัง พื้นที่ของอนาคตของคนไทยที่หลายชีวิตต้องหลุดจากระบบ ตกหล่น ขาดโอกาสจากการศึกษาแบบปกติ ขณะที่ยุคปัจจุบันก้าวไปถึงยุค AI ที่กำลังจะเปลี่ยนตลาดแรงงาน เราจึงไม่สามารถปล่อยให้ สกร.ถูกลดความสำคัญหรือถอยหลังลงคลองได้แล้ว เราควรจะช่วยกันสนับสนุนผลักดันให้ไปอยู่แนวหน้า

    “ขอฝากถึงรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สกร.ให้ช่วยมาดูปัญหานี้ ต้องทำเรื่องให้กระจ่าง โปร่งใสและตรวจสอบได้ อย่าปล่อยให้เกิดการทำร้ายอนาคตของประเทศ อย่าปล่อยให้รัฐใช้งบประมาณไปกับการศึกษาที่ตกยุค ล้าหลัง ไม่สามารถยกระดับชีวิตของประชากรได้อย่างจริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้าหนังสือไม่มีคุณภาพผู้เรียนก็จะเสียโอกาส และถ้าหนังสือราคาแพงประเทศชาติก็จะสูญเสียงบประมาณ ถ้ากระบวนการจัดซื้อไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ นอกจากความศรัทธาต่อการศึกษาของประเทศไทยจะลดลง รัฐมนตรีก็อาจจะเสียเก้าอี้ของท่านด้วย ” นางสาวปวิตรา กล่าว

    นางสาวปวิตรา ยังอยากให้ สกร.ออกมายอมรับว่าหน่วยการศึกษาของ สกร.ยังมีปัญหา เช่น พื้นที่ฝั่งธนบุรีหลายพื้นที่ต้องไปเช่าที่เอกชน หรือไปสถานที่วัด เพื่อเป็นหน่วยการศึกษา แต่อะไรชำรุดก็ต้องไปหาทุนมาซ่อมแซมกันเอง ซึ่งแม้ว่าจะเห็นด้วยที่การศึกษาไม่ได้จำกัดด้วยสถานที่ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานที่ในการเรียนมีผลต่อการเรียนและประสิทธิภาพการศึกษา

    พร้อมกับตั้งคำถามไปยังรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สกร.ว่ามีความกล้าหาญที่จะแก้ปัญหานี้ อย่างจริงจังหรือไม่ หรือว่าเกรงกลัวอะไรอยู่ในกระทรวง หรือเกรงกลัวต่ออิทธิพลอะไรหรือไม่จนต้องปิดตาข้างหนึ่งแล้วปล่อยให้ปัญหานี้ทิ้งค้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/988676/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16tH6zyMpO2_v63bDcq0Qr

  • วิศวกร / วิศวกรอาวุโส 1 อัตรา – ไทยพีบีเอส

    วิศวกร / วิศวกรอาวุโส 1 อัตรา – ไทยพีบีเอส

    ลงประกาศวันที่ 30 เม.ย. 69

    ระยะเวลารับสมัคร

    30 เมษายน – 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

    วุฒิการศึกษา

    • จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมสารสนเทศ วิศวกรรมโทรคมนาคม วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมไฟฟ้า หรือสาขาอื่นที่ ส.ส.ท. พิจารณาว่าเกี่ยวข้อง

    ประสบการณ์ทำงาน

    • มีประสบการณ์ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้มาตรฐาน สะดวก ด้านการบริหารโครงการวิจัยและพัฒนา การติดตาม การประเมินผล และการรายงานความก้าวหน้าของโครงการ ด้านงานทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

    คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

    1. มีความรู้เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการสำหรับ Server
    2. มีความรู้และทักษะในการพัฒนา Web Application หรือ Native Application
    3. มีความรู้ในการการเขียนโค้ดด้วยภาษาต่างๆ
    4. มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือ framework หรือ library
    5. มีความรู้ในการออกแบบฐานข้อมูล
    6. มีความรู้เกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์และวิธีป้องกัน
    7. มีทักษะการใช้โปรแกรม ดังนี้
    • OS : Windows, Linux, MacOS, Android, iOS ฯลฯ
    • Web : PHP, HTML, CSS, JavaScript ฯลฯ
    • Framework : Vue, ReactJS, ASP.NET ฯลฯ
    • Coding : C, C++, Python, Java, Ruby ฯลฯ
    • Database : Oracle, MySQL, Microsoft SQL Server ฯลฯ
    • Backend : Microservice

    หน้าที่ความรับผิดชอบ

    1.ศึกษา วิจัย และพัฒนา ผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้มาตรฐาน สำหรับสนับสนุนการบริหารงานของสำนักวิศวกรรม การให้บริการโครงข่าย และการให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก

    • ศึกษาเทคโนโลยีโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
    • ศึกษา มาตรฐานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ

    2.พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ ตามระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี

    • ศึกษา วิเคราะห์ ประเมิน และให้คำแนะนำ ในการวิจัยและพัฒนาให้สอดคล้องกับระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี

    3.ติดตาม ประเมินผล และรายงานความก้าวหน้าของโครงการ

    • ติดตามและรายงานความก้าวหน้า
    • ประเมินความคุ้มค่า

    4.ประสานงานการยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์

    • ศึกษาขั้นตอนและเงื่อนไขการขอจดทรัพย์สินทางปัญญา
    • จัดเตรียมเอกสารและยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา
    • ประสานงานติดตามผลการพิจารณาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา

    5.สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม กับหน่วยงานภายในและภายนอกองค์การ

    • ประสานงานเพื่อสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก

    6.ปฏิบัติงานวิเคราะห์ข้อมูลการวัดสัญญาณ เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงการให้บริการโครงข่ายของ ส.ส.ท.

    • รวบรวม วิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้อมูลการวัดสัญญาณ กับเกณฑ์มาตรฐานของ กสทช.

    7.จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่ ส.ส.ท. กำหนด

    • ศึกษามาตรฐานการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง

    สมัครทางออนไลน์

    ผู้ที่สนใจสามารถนำส่งประวัติส่วนตัว พร้อมหลักฐานการสมัครงาน ได้ที่ : www.thaipbs.or.th/Career 

    ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือก

    www.thaipbs.or.th/JOB

    ………………………………………………………………..
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    ฝ่ายความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ สำนักทรัพยากรมนุษย์
    โทรศัพท์ : 0-2790-2219
    ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. เว้นวันหยุดราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/careers/opening/50152/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CPr8MMOOmfmLDbIiundMR

  • ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 8 ราย (22 เมษายน 2569)

    ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 8 ราย (22 เมษายน 2569)

    เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยว่า ในการประชุม อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 ได้มีมติอนุมัติให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชียวชาญ จำนวน 8 ราย ได้แก่

    • วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ จำนวน 1 ราย
    • วิทยฐานะ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ จำนวน 2 ราย
    • วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ จำนวน 3 ราย
    • วิทยฐานะ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ จำนวน 2 ราย

    ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านครับ

    ดาวน์โหลดไฟล์แนบ

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93310&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lk_OqbRsP1iWdz1WVeZJr

  • สพฐ.แต่งตั้งผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ และประกาศการกำหนดที่ตั้งศูนย์ประสานงานประจำเขตตรวจราชการ

    สพฐ.แต่งตั้งผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ และประกาศการกำหนดที่ตั้งศูนย์ประสานงานประจำเขตตรวจราชการ

    คำสั่ง สพฐ.แต่งตั้งผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ และประกาศการกำหนดที่ตั้งศูนย์ประสานงานประจำเขตตรวจราชการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ดาวน์โหลดไฟล์แนบ

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93311&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw211_eLIGitQ94NNcKWmmcZ

  • พลิกโฉมการศึกษาอีสานใต้! รมว.ศธ. ชู “STEM – Zero Dropout-ODOS” ปั้นเด็กไทยเป็นพลเมืองโลก

    พลิกโฉมการศึกษาอีสานใต้! รมว.ศธ. ชู “STEM – Zero Dropout-ODOS” ปั้นเด็กไทยเป็นพลเมืองโลก

    การศึกษา

    พลิกโฉมการศึกษาอีสานใต้! รมว.ศธ. ชู “STEM – Zero Dropout-ODOS” ปั้นเด็กไทยเป็นพลเมืองโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.02 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายด้านการศึกษา แก่หน่วยงานและผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนครูและบุคลากร สังกัดเขตตรวจราชการที่ 14 กระทรวงศึกษาธิการ (จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ) ณ หอประชุมโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี 

    รมว.ศธ. กล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบปะทุกคน ถือเป็นการประเดิมลงพื้นที่ครั้งแรก เพื่อมาติดตามนโยบายการศึกษาหลัก 5 ด้าน ที่ได้ให้ไว้ ซึ่งต้องยอมรับว่า ขณะนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ ทรัพยากร ตลอดจนวิกฤตพลังงาน ซึ่งเมื่อโลกเปลี่ยน การศึกษาก็ต้องเปลี่ยนตาม และหวังว่าชาวการศึกษาในพื้นที่อีสานใต้ จะปรับตัวเปลี่ยนแปลงก้าวให้ทันโลกด้วยเช่นกัน 

    โดยขอฝากในเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้ตอบโจทย์ความเป็นพลเมืองโลก เท่าทันโลกในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมทั้งการศึกษาต้องตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจใหม่ (S Curve) สอดรับกันตั้งแต่ระดับปฐมวัย อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาไปจนถึงอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นระบบที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่เป็นหลัก จึงต้องเน้นการเรียน ‘สะเต็มศึกษา’ STEM เพื่อเตรียมคนของเราเข้าไปสู่ระบบใหม่ให้ได้

    “จากการรับฟังรายงานผลการจัดการศึกษาของทั้ง 6 หน่วยงาน ก็ต้องขอบคุณที่ทุกท่านดำเนินงานอย่างเข้มแข็ง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างสนับสนุนทุกคน ให้ได้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยขอสัญญาว่าจะดำเนินนโยบาย 3 เรื่อง ให้เกิดขึ้นจริงที่นี่ ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาเอกชน และการศึกษาพิเศษทุกกลุ่ม โดยในเรื่องแรกจะเดินหน้าโครงการ Zero Drop Out เป็นหมุดหมายที่จะช่วยให้เด็กได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความถนัด ต่อมาคือการขยายโครงการ ODOS จะมีการทบทวนให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่อีสานใต้ เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม การศึกษาจะไม่สะดุดเพราะความยากจน และเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน คือ การคืนเวลาและลดภาระครู ตามโครงการ Work Smart โดยจะรีเซ็ตระบบใหม่ มีการปรับตัวชี้วัดที่ซ้ำซ้อน ให้ครูได้มีเวลาโฟกัสชั้นเรียน ไม่ต้องทำจัดซื้อจัดจ้าง หรือโครงการต่างๆ เว้นแต่เป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน” รมว.ศธ.กล่าว

    รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า เราจะเปรียบเราเองเป็นช่างตัดเสื้อที่พยายามตัดเสื้อให้พอดีกับพวกท่าน ทั้งในเชิงบริบทของเขตตรวจราชการที่ 14 ในหลายมิติ ทั้งภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม งบประมาณรายหัว และทรัพยากรต่าง ๆ จะต้องไปให้ถึงทุกคน โดยเฉพาะเด็กพิการและโรงเรียนที่ขาดแคลนมากที่สุด เพื่อไปสู่เป้าหมาย เรียนฟรีมีจริง และเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้เพียงคนเดียว

      พร้อมกันนี้นายประเสริฐ  ลงพื้นตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 10 จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีบทบาทในลักษณะศูนย์บริการช่วยเหลือระยะเเรกเริ่ม และเตรียมความพร้อมของคนพิการ 7 ประเภท เพื่อเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเรียบร่วม โรงเรียนเฉพาะความพิการ ศูนย์เรียนเฉพาะความพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีนักเรียน 1,088 คน แบบไป-กลับ และแบบอยู่ประจำ 7 ครอบครัว มีครู บุคลากร และพี่เลี้ยง รวม 204 คน ทั้งยังดูแลเด็กในหน่วยบริการนอกศูนย์ฯ ในเขต 1-5 รวม 27 หน่วย และเด็กที่รับบริการที่บ้าน ซึ่งมีความพิการรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมารับบริการที่ศูนย์ฯ ได้อีกด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/474580&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mm8ZftM7P-Qwf9ZMmrYBW

  • แลนด์บริดจ์กับวลี‘ห้ามเจริญ’ | เดลินิวส์

    แลนด์บริดจ์กับวลี‘ห้ามเจริญ’ | เดลินิวส์

    คนพูดพูดด้วยอารมณ์เบื่อหน่ายหรืออารมณ์จิกกัดหรืออะไรก็ตาม แต่คือความไม่ได้ดังใจทางการเมืองที่ขั้วที่ตัวเองเชียร์ไม่ได้อำนาจ ซึ่งต้องระวังแขวะกันมากๆ จะเกิดภาวะหมดไฟทางการเมือง หรือภาวะมองโลกในแง่ร้ายจนไม่มีความสุขสักอย่าง คนที่เราไม่ชอบทำอะไรก็ต้องจับผิด เชื่ออะไรร้ายๆ

    ภาวะ“ประเทศห้ามเจริญ” อีกมุมหนึ่ง คงเป็นเรื่องที่ถ้ามีโครงการขนาดใหญ่อะไรขึ้นมาก็ค้านไว้ก่อน ค้านจนไม่ต้องทำอะไร กลัวนายทุนไปหมด บางครั้งพูดตามกันไปโดยไม่ดูข้อมูลให้รอบด้าน  ที่เถียงกันหนักคือ การยกเลิก MOU44 พูดกันไม่จบว่าไทยเสียหรือได้ประโยชน์ วันนี้ไม่ได้คำตอบหรอกมีแต่ความเห็น แผนปฏิบัติยังไม่ออก

    และมีเรื่องแลนด์บริดจ์ การสร้างท่าเรือที่ฝั่งระนองและชุมพรใช้ขนส่งระบบรางเชื่อม ซึ่งพูดกันนานมาแล้วคือการขุดคอคอดกระ พูดกันร่วม 50-60 ปีแล้ว โครงการนี้ก็เพื่อร่นระยะการที่เรือต้องผ่านช่องแคบมะละกา รัฐบาลอนุทิน 2 ประกาศจะเดินหน้าให้ได้ “โกเกี๊ยะ”พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม จะให้เปิดประมูลให้ได้ในไตรมาส 3 ของปี โครงการจะให้ต่างประเทศหรือเอกชนไทยเข้ามาดำเนินการลงทุน ซึ่งจะเกิดการจ้างงานคนไทย   

    นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ประธาน กมธ.การมีส่วนร่วมของประชาชนฯ จะยื่นหนังสือให้วุฒิสภาอภิปราย เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีต้นทุนสูงมาก โครงการนี้ยังอยู่ในกระบวนการศึกษาผลกระทบ ท่าเรือทั้งฝั่งชุมพรและระนอง  การทำรถไฟทางคู่และมอเตอร์เวย์ก็ยังอยู่ในโครงการศึกษา EHIA ( ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม )   หากดำเนินการไป เท่ากับว่าการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นพิธีการหรือไม่

    “และยังมีปัญหาเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระบวนการที่เราจะต้องมาจอดท่าเรือฝั่งหนึ่งแล้วขนถ่าย ด้วยรถไฟเพื่อไปขึ้นท่าเรืออีกฝั่งหนึ่งนั้น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเรือหลายท่านมองว่ากระบวนการลักษณะนี้ไม่น่าจะมีใครประสงค์มาใช้บริการ แต่โฆษกรัฐบาลกลับบอกว่าผู้ที่ผู้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้มีข้อมูลไม่มากพอ ทั้งที่ประชาชนมาวิพากษ์วิจารณ์เกิดจากการที่รัฐบาลไม่ให้มีกระบวนการเรียนรู้หรือการมีส่วนร่วม ไม่เปิดเผยข้อมูลผลการศึกษา”

    สว.นรเศรษฐ์ชี้ว่า  การเร่งรัดดำเนินโครงการนี้เกี่ยวข้องกับคำสั่งคสช.ที่ 9/2559 หรือไม่ ที่เปิดโอกาสให้โครงการขนส่ง สามารถเปิดโอกาสให้เปิดประมูลล่วงหน้าได้แม้ รายงาน EIA หรือ EHIA ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ จะเป็นโอกาสเปิดให้กลุ่มทุนเข้ามาประมูลได้ก่อนหรือไม่ และการตั้งคณะกรรมการมา จะให้อำนาจยกเว้นข้อกฎหมายหลายฉบับหรือไม่ 

    ด้าน “ดร.กานต์”รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ตอบโต้ข้อกล่าวหาไม่คุ้มทุน ว่า  แลนด์บริดจ์นี่ผลักดันมาหลายปีแล้ว และโครงการใหญ่ๆ จะต้องมีการวิเคราะห์ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนเข้า ครม.เพื่ออนุมัติ “ไม่สามารถอยู่ๆ จะซุกแล้วทำเลย โดยที่ไม่ให้ประชาชนรู้  ทุกความกังวลเราต้องรับฟัง และเราต้องสื่อสารเรื่อยๆ นายกฯ เน้นย้ำอยู่แล้วว่า จะทำอะไรต้องเข้าใจหัวอกประชาชน และสื่อสารให้เข้าใจว่าเราทำอะไร เพื่ออะไร

     ขออย่าด้อยค่าศักยภาพของประเทศไทยว่าคนโน้นก็ไม่สนใจคนนี้ก็ไม่สนใจ ซึ่งไม่ได้เป็นความจริง เรามีความน่าเชื่อถือทางด้านการเงินการคลัง ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาไทยกลับมาอยู่ในอันดับประเทศที่นักลงทุนสนใจอยากลงทุน อย่าคิดว่าพวกคุณพูดกันเองเพื่อที่จะสร้างประเด็นทางการเมืองแค่ในประเทศ ทุกคำพูดที่คุณด้อยค่าประเทศไทยต่างชาติก็ฟังอยู่  

    ถ้าผู้มีตำแหน่งทางการเมืองออกมาพูดในลักษณะดูว่าประเทศไทยไม่น่าเชื่อถือแบบนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นขอให้โฟกัสการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ความเหมาะสม ความกังวล ขอให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์”

    คิดเรื่องการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ คิดถึงเหตุผลที่คัดค้าน ก็ขอให้ไปคิดกันดูว่ามันควรจะทำให้ลงตัวอย่างไร ที่จะไม่ให้ไทยเป็นประเทศห้ามพัฒนา หรือห้ามเจริญ.  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5820697/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pt6luKzqvESnGdod-aEVB

  • “ประเสริฐ” ชู 3 แนวทาง ยกระดับการศึกษาพิเศษ ย้ำจุดยืนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้เพียงคนเดียว

    “ประเสริฐ” ชู 3 แนวทาง ยกระดับการศึกษาพิเศษ ย้ำจุดยืนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้เพียงคนเดียว

    เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 10 จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีบทบาทในลักษณะศูนย์บริการช่วยเหลือระยะเเรกเริ่ม และเตรียมความพร้อมของคนพิการ 7 ประเภท เพื่อเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเรียบร่วม โรงเรียนเฉพาะความพิการ ศูนย์เรียนเฉพาะความพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีนักเรียน 1,088 คน แบบไป-กลับ และแบบอยู่ประจำ 7 ครอบครัว มีครู บุคลากร และพี่เลี้ยง รวม 204 คน ทั้งยังดูแลเด็กในหน่วยบริการนอกศูนย์ฯ ในเขต 1-5 รวม 27 หน่วย และเด็กที่รับบริการที่บ้าน ซึ่งมีความพิการรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมารับบริการที่ศูนย์ฯ ได้อีกด้วย

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการรับฟังรายงานถือเป็นเสียงสะท้อนในการจัดบริการให้กับเด็กพิเศษที่แท้จริง และถือเป็นงานต้องอาศัยความเสียสละ เพราะการดูแลเด็กเหล่านี้ ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษและแตกต่างจากเด็กทั่วไป ซึ่งสิ่งที่ท่านได้สะท้อนเรื่องของงบประมาณที่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ การขาดแคลนบุคลากร 130 อัตรา ทั้งที่จริงๆ แล้ว สัดส่วนครู/พี่เลี้ยงต่อการดูแลเด็กบางคน แทบจะต้องตัวต่อตัวเสียด้วยซ้ำ จึงขอฝากเลขาธิการ กพฐ. เร่งหารือกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้เรื่องการเรียนฟรีไม่มีรายจ่าย ต้องเกิดขึ้นจริง

    “วันนี้เดินทางมาที่นี่ เพื่อต้องการมาฟังเสียงของคนในพื้นที่ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอยืนยันว่าจะเดินเคียงข้างกับทุกท่าน พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้การศึกษา หรือการเรียนฟรีเกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ภายใต้แนวทางการทำงานใน 3 เรื่อง คือ เรื่องแรกคือการเข้าถึง เด็กทุกคนต้องได้รับการเข้าถึงบริการ ที่เป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เรื่องที่ 2 คือเรื่องคุณภาพ การสนับสนุนครู เครื่องมือเครื่องใช้ รวมไปถึง แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล IEP (Individualized Education Program) ให้การเรียนรู้ตอบโจทย์เด็กแต่ละคนอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันต่อไป และเรื่องสุดท้าย คือการมีส่วนร่วม โดยพยายามที่จะบูรณากาารการทำงานให้เกิดประโยชน์กับการศึกษาและการเรียนรู้สูงสุด เพื่อสร้างการศึกษาเพื่อความเท่าเทียม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายประเสริฐกล่าว

    ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านข่าวการศึกษาเพิ่มเติมได้จาก FOCUSNEWS 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93309&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z5rDMkHH9Yly0SYMXatOU

  • เชียงใหม่เร่งเครื่องการศึกษา! ศธจ.เชียงใหม่จัดเวิร์กช็อปอัปสกิลครู

    เชียงใหม่เร่งเครื่องการศึกษา! ศธจ.เชียงใหม่จัดเวิร์กช็อปอัปสกิลครู

    กระทรวงศึกษาธิการ: เชียงใหม่เร่งเครื่องการศึกษา! ศธจ.เชียงใหม่จัดเวิร์กช็อปอัปสกิลครู ปั้นผู้เรียนสู่ทักษะศตวรรษที่ 21 ดันคะแนน PISA โตต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายคงกระพัน เวฬุสาโรจน์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การเพิ่มพูนสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21” โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมฮอลิเดย์ การ์เดน เชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 เมษายน 2569

    การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 อาทิ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การแก้ปัญหา และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

    ภายในกิจกรรม ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมกันออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิพากษ์แผน และคัดเลือกผลงานที่เป็น Best Practice เพื่อนำไปต่อยอดในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งหวังให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน โดยเฉพาะคะแนนเฉลี่ย PISA ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยครูแกนนำด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 รวมจำนวน 66 คน จากหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1–6 เทศบาลนครเชียงใหม่ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และโรงเรียนเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่

    ทั้งนี้ การอบรมดังกล่าวยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา และร่วมกันขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของจังหวัดเชียงใหม่สู่มาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นให้ครูสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3926780/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cxCJKRagD20kZf9ZP5x7m

  • “รมช.อัครนันท์” ถกทูตญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนโมเดลแก้เด็กหลุดระบบ-นวัตกรรม KOSEN วอนเพิ่มโควตาทุนฯ ให้กลุ่ม สกร. เปิดโอกาสสู่เวทีสากล

    “รมช.อัครนันท์” ถกทูตญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนโมเดลแก้เด็กหลุดระบบ-นวัตกรรม KOSEN วอนเพิ่มโควตาทุนฯ ให้กลุ่ม สกร. เปิดโอกาสสู่เวทีสากล

    “รมช.อัครนันท์” ถกทูตญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนโมเดลแก้เด็กหลุดระบบ-นวัตกรรม KOSEN วอนเพิ่มโควตาทุนฯ ให้กลุ่ม สกร. เปิดโอกาสสู่เวทีสากล


    30/04/2569 | 77 |

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เดินทางเข้าพบหารือกับเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

    วานนี้ (29 เมษายน 2569) เวลา 14.30 น. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เดินทางเข้าพบหารือกับเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ คุณปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงาน รมช. และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และยกระดับความร่วมมือทางการศึกษา โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของประชาชนทุกกลุ่ม ณ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

    รมช.ศธ. กล่าวว่า หลังเข้าดำรงตำแหน่ง และได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการนำเยาวชนที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่การศึกษา รวมถึงการสร้างทักษะ Re-skill และ Up-skill ให้กับประชาชนทั่วไป โดยมองว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นแม่แบบที่มีระบบการศึกษาที่ก้าวหน้าและโดดเด่นเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการยังชีพ จึงมีความประสงค์ที่จะขอคำแนะนำและแลกเปลี่ยนแนวทางเพื่อพัฒนาหลักสูตรของ สกร. ให้มีมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่าภายใต้นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้เป็นเนื้อเดียวกัน

    ​ด้านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ กล่าวว่า ขอชื่นชมบทบาทของไทยในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็น “บันไดทางสังคม” ที่สำคัญ โดยได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่นในการรับมือกับปัญหา “เด็กที่ไม่ยอมไปโรงเรียน” ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งญี่ปุ่นได้ใช้มาตรการตั้งศูนย์แนะแนวและจัดที่ปรึกษาประจำโรงเรียนเพื่อดูแลสภาพจิตใจเด็ก ตลอดจนการปรับตัวในยุค AI และ Digitalization ทั้งนี้ ญี่ปุ่นพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์เหล่านี้ให้กับประเทศไทย รวมถึงความร่วมมือที่มีอยู่เดิม อาทิ โครงการแลกเปลี่ยนวิทยาศาสตร์ (TJSSF) ระหว่างโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์และโรงเรียน Super Science High School ของญี่ปุ่น และการยกระดับอาชีวศึกษาผ่านระบบ KOSEN ที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้จริง

    ​นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการสนับสนุนการเรียนรู้ของกลุ่มเปราะบาง อาทิ การช่วยเหลือเด็กไร้บ้านและลูกของผู้ต้องขังผ่านมูลนิธิบ้านพระพร (House of Blessing) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ซึ่งญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนรถรับส่งและทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม

    รมช.ศธ. กล่าวในตอนท้ายว่า ผมได้เสนอขอความอนุเคราะห์จากทางญี่ปุ่นใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1. การขยายโอกาสทุนการศึกษา เช่น ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น MEXT ไปยังกลุ่มนักเรียนในสังกัด สกร. เพื่อให้เด็กนอกระบบได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษามาตรฐานญี่ปุ่น และ 2. การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยอยากให้ญี่ปุ่นเป็นพี่เลี้ยงหรือให้บุคลากรจาก ศธ. ได้เข้าฝึกงาน ณ กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น เพื่อนำองค์ความรู้มาขับเคลื่อนการศึกษาไทยในรูปแบบใหม่ที่ทันโลกและมั่นคง

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. : รายงาน
    30/4/2569

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163542


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/499027&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c4DyRAwIuGfPexy8QdnXp