Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดันโลเกชั่นเมืองกรุง ‘ถ่ายหนังไทย-เทศ’ ส่งเสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ดันโลเกชั่นเมืองกรุง ‘ถ่ายหนังไทย-เทศ’ ส่งเสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Love Song เพลงรัก โดยมีคุณทานิมูระ ทาคามาสะ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย น.ส.รุจิรา อารินทร์ รองผอ.สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว นางรุ่งรัตน์ พุทธพงษ์ ผอ.สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แชมป์ วีรชิต ทองจิลา ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย พร้อมนักแสดงจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยร่วมแสดงในภาพยนตร์ อาทิ วิน โมริซากิ, โคจิ มุไค, เฟริสท์ ฉลองรัฐ, มิวสิค แพรวา, เรียวตะ โอมิ ตัวแทนจากกรมการท่องเที่ยว เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมงาน ณ โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน เขตจตุจักร

    สำหรับ ภาพยนตร์ เรื่อง “Love Song เพลงรัก” เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ถ่ายทำในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย รวมถึงเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยสถานที่ถ่ายทำหลักอยู่ในกรุงเทพมหานคร อาทิ ตรอกดิลกจันทร์ (ตรอกใกล้สวนสมเด็จย่า) และถนนสมเด็จเจ้าพระยา 3 เขตคลองสาน, ตลาดกรีนวินเทจ รัชโยธิน เขตจตุจักร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่, สะพานเขียว เขตปทุมวัน, ค่ายมวยปิ่นสินชัย และซอยนาคนิวาส 47 เขตลาดพร้าว และ Right Man Design Park เขตประเวศ

    ทั้งนี้ การถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ สอดคล้องกับนโยบายของ กทม. ในการเปิดพื้นที่สาธารณะเพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายและนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมกับการมี “ศูนย์ประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” หรือ Bangkok Filmmaking Coordination Center (BFMCC) ที่ กทม. ได้ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการครบวงจร หรือ One Stop Service ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับกองถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ มิวสิกวิดีโอ และสื่อบันเทิงอื่น ๆ ให้สามารถขออนุญาตถ่ายทำในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

    สำหรับ Love Song เพลงรัก กำกับภาพยนตร์โดย แชมป์ วีรชิต ทองจิลา ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยผู้เคยฝากฝีไม้ลายมือในซีรีส์ “เพราะเราคู่กัน 2gether The Series” กำหนดฉายในไทย 13 พ.ย.68 ในโรงภาพยนตร์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5232924/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aPOQQb2Iijser8zNmrTIK

  • เอกอัครราชทูตไทยรับร่างตัวประกันชาวไทยกลับประเทศ

    เอกอัครราชทูตไทยรับร่างตัวประกันชาวไทยกลับประเทศ

    (23 ต.ค. 68) เพจสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล โพสต์ภาพพิธีรับร่างแรงงานไทยที่เสียชีวิตระหว่างถูกจับเป็นตัวประกันในพื้นที่ฉนวนกาซา พร้อมระบุข้อความว่า

    “วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 15.30 น. นายบุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้รับเชิญจากรัฐบาลอิสราเอลเป็นผู้แทนรัฐบาลไทย ร่วมกับนาย Yariv Levin รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้แทนรัฐบาลอิสราเอล ในพิธีไว้อาลัยและส่งร่างนายสนธยา อัครศรี ตัวประกันชาวไทยที่เสียชีวิตในกาซา กลับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ  ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ Ben Gurion กรุงเทลอาวีฟ

    โดยมีผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ รวมทั้งนาย Israel Raif กงสุลกิตติมศักดิ์ประจำบิอาเชวา นายไกรโชค อรุณไพโรจน์กุล อัครราชทูต นายกิตติ์ธนา  ศรีสุริยะ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ฝ่ายแรงงาน และนาย Aviv Ezra รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (ด้านเอเชียแปซิฟิก) พร้อมด้วยชุมชนคนไทยในอิสราเอลบางส่วนจากนิคมเกษตร Be’eri และสื่อท้องถิ่นอิสราเอลหลายสำนัก

    ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้ร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวของนายสนธยาฯ และยืนยันความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัฐบาลอิสราเอลในการต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบ ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียุติธรรมของอิสราเอลชื่นชมนายสนธยาฯ และแรงงานไทยซึ่งมีส่วนสำคัญกับความอยู่ดีกินดีของชาวอิสราเอล

    ทั้งนี้ ทางการอิสราเอลกำหนดส่งร่างของนายสนธยาฯ กลับประเทศไทย โดยสายการบิน El Al เที่ยวบินที่ LY083 ซึ่งจะออกจากท่าอากาศยานนานาชาติ Ben Gurion กรุงเทลอาวีฟ ในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 00.55 น. และถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 16.35 น. ก่อนจะดำเนินการส่งต่อไปยังจังหวัดหนองบัวลำภูซึ่งเป็นภูมิลำเนาของนายสนธยาฯ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาตามความประสงค์ของครอบครัวต่อไป โดยนางอมร อัครศรี มารดาของนายสนธยาฯ ได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าวจากสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวจังหวัดอุดรธานีก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NgfVeT3AY&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32fCE2Sv_fcSMKh4vgj4ou

  • “สุวัจน์”แนะ 5 เรื่องหลักแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงเวลาจำกัดของรัฐบาล

    “สุวัจน์”แนะ 5 เรื่องหลักแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงเวลาจำกัดของรัฐบาล

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคาดหวังต่อ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจว่า

    จากสถานการณ์โลกเดือด มรสุมจากภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีทรัมป์ที่ส่งผลกระทบตรงๆกับเศรษฐกิจไทย ขณะที่การเมืองวุ่น 2 ปีกว่าของสภาฯชุดนี้ เปลี่ยนนายกฯ ไปแล้ว 3 คน ล่าสุดมีการพลิกขั้ว ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อย ประกาศชัดไทม์ไลน์ สู่การยุบสภา 4 เดือน เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง พร้อมทำประชามติแก้ไขรัฐธธรรมนูญ

    การแก้ไขเศรษฐกิจ ถ้าจะทำให้เป็นผลงานอย่างชัดเจน ได้แสดงออกถึงวิสัยทัศน์ความเข้าใจจริงๆ มันต้องมีเวลามากกว่านี้ ฉะนั้นรัฐบาลนี้ก็คงมีเวลาในการดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้นๆเท่านั้น

    นายสุวัจน์ เห็นว่า เศรษฐกิจกับการเมือง เป็นขอคู่กัน การเมืองต้องเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องมอง 2 เรื่องนี้ควบคู่กันไปเสมอ

    ถามว่า วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลก ก็ต้องยอมรับอีกว่า เป็นยุคที่มีความผันผวนที่สุด นับตั้งแต่โควิด สืบเนื่องมาเจอปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสงครามการค้า ปัญหาสงครามจริงๆ และล่าสุดก็ภาษีทรัมป์ ที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบ ซึ่งในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่นก็หนักแล้ว แต่วันนี้เป็นเรื่องเอไอ มันยิ่งกว่ามากนะ

    ฉะนั้น การเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจที่มาจากความเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยีจากเอไอสูงมาก จึงมีผลกระทบในทุกมิติเลย ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่กรีนอีโคโนมีอีก หมายความว่า ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ต้องมีมาตราฐานเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อน สนใจสิทธิมนุษยชน เรื่องสตรี ความหลากหลายทางเพศ มีเรื่องความยั่งยืนต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

    สิ่งเหล่านี้ เป็นภาพที่ส่วนตัวคิดว่า มีผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย จีดีพีเราไม่โตเลย ไตรมาสแรก 3 % ไตรมาสที่สองก็ 3 % พอไตรมาสที่สาม 1 % กว่า ไตรมาสสุดท้ายอาจจะ 1 % กว่าเช่นกัน เฉลี่ยปีนี้เราอาจไม่ถึง 2 % ซึ่งเราไม่ถึง 2 % มาเกือบ 20 ปีแล้วนะ เป็นสิ่งที่น่ากังวล

    ขณะที่ยังมีเรื่องสะสมมาตั้งแต่โควิด นั่นคือ เอสเอ็มอี ของเราอ่อนแรงมาก พอมาเจอวิกฤษเศรษฐกิจจากความผันผวนของโลกอีกก็แทบอยู่ไม่ได้ แล้วยังต้องเจอปัญหาจากการแข่งขันเรื่องคุณภาพสินค้า อันเนื่องมาจากกรีนอิโคโนมี เจอเอไอ ซึ่งเรายังเสียเปรียบมากในเรื่องการแข่งขัน แล้วเรื่องเอไอมันชัดเจนว่า มันยิ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้น เพราะเป็นเทคโนโลยีสนับสนุนธุรกิจใหญ่ๆ โดยเฉพาะ Global Company ให้ใหญ่ขึ้น แต่ขณะที่เอสเอ็มอีก็ยิ่งตายลงๆ ดิจิทัลดีไวซ์ หรือแก๊ประหว่างความไม่เสมอภาคจะสูงขึ้น

    ไหนเรายังต้องเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก วันนี้ผู้สูงอายุเรา 20 % กว่า หรือ 15 ล้านคนจากประชากร 60 กว่าล้านคนแล้ว ฉะนั้นเรามีภาระด้านสวัสดิการการดูแลผู้สูงอายุ แต่กำลังการผลิต กำลังคนทำงานของคนในชาติน้อยลงไป

    สุดท้ายที่คิดว่า เป็นความท้าทายเศรษฐกิจไทยมากๆ นั่นคือ Fiscal Spaces หรือ “พื้นที่ทางการคลัง” ที่เราเหลือน้อยลงไปทุกวันๆ เรากำลังเดินไปสู่ “หน้าผาทางการคลัง” แล้ว

    เงินเราน้อยลงไปหนี้สินมากขึ้น หนี้ 65% ของจีดีพี มันชนเพดานแล้วนะ หรือการขาดดุลงบประมาณ 4.5 % อย่างนี้มันมากกว่า 3 % แล้ว มันนำไปสู่การจัดเครดิตเรตติ้งต่างๆ ต่อไปเรากู้เงินยากขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น หรือเงินที่ใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศน้อยลง

    สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัญหารุมเร้าจริงๆ เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขในระยะยาว ถึงบอกว่า เราจำเป็นต้องแบ่งงานกันทำ รัฐบาลชุดนี้ก็จะต้องเรื่องระยะสั้นๆ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าไป ส่วนเรื่องระยะยาวก็คงเป็นเรื่องของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

    ถามว่า เรื่องเศรษฐกิจเฉพาะหน้ามีอะไรบ้าง นายสุวัจน์ ตอบว่า เรื่องแรกเร่งด่วนที่รัฐบาลนี้ ควรจะต้องดำเนินการต่อทันทีคือ เรื่องภาษีทรัมป์เพราะเรื่องนี้ส่งผลรุนแรงต่อการส่งออก มูลค่าสินค้าที่ส่งออกไปต้องบวก 19% ของแพงขึ้น

    ขณะเดียวกันก็กระทบการลงทุน เพราะเรื่องนี้ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน มีการโยกย้ายฐานการลุงทุน ถ้าที่ไหนภาษีถูกก็มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ฉะนั้นเรื่องนี้รัฐบาลตั้งรองนายกฯ ฟอร์มทีมเจรจาแล้ว เพื่อลดผลประทบให้น้อยที่สุด

    เรื่องที่สอง การส่งออก วันนี้ตัวเลขมันลดลงไปมาก แล้วมันมีผลกระทบต่อจีดีพีประเทศ ผมคิดว่า นอกจากตลาดเก่า อย่าง จีน ยุโรป อาเซียน ที่เราต้องเจาะทาร์เก็ตสินค้า เพื่อรักษาฐานคู่ค้าเก่าๆ แล้ว เราต้องหาตลาดใหม่ๆด้วย อย่างตลาด Global South หรือ แถบประเทศละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชียกลางตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อเยอะ และเรายังส่งออกไปน้อย ทำควบคู่ทั้งตลาดเก่ากับตลาดใหม่ การส่งออกน่าจะกระเตื้องขึ้น

    เรื่องที่สาม การท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นพระเอกเลย แต่วันนี้พระเอกบทบาทน้อยลงไป แต่ยังไงๆเรื่องนี้ก็ต้องเป็นเรื่องหลักต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    เดิมก่อนโควิดเรามีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ปีที่แล้วมีตัวเลข 35-36 ล้านคน แต่ปีนี้อาจจะน้อยลงไป ซึ่งผลกระทบหลักๆมาจากคู่แข่ง คนญี่ปุ่นไปเวียดนามมากขึ้น ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนก็หายไป จากที่เคยมา 12 ล้าน ตอนนี้ไม่ถึงครึ่ง ราวๆ 5-6 ล้านเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญด้วย

    ฉะนั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ต้องฟื้นฟูภาพลักษณ์ ความไม่เข้าใจอะไรต่างๆของตลาดจีนที่มีต่อไทยอย่างจริงจัง ถ้าเราได้ตัวเลขจากคนจีนคืน การท่องเที่ยวไทยก็เกินกว่ายอดที่เคยได้ก่อนโควิดแล้ว

    นายสุวัจน์ ย้ำว่า เรื่องท่องเที่ยวมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ ต่อเศรษฐกิจรากหญ้า ต่อคนในชนบท เพราะการท่องเที่ยวทำให้เงินกระจายลงไปถึงคนในชนบท แต่พอไม่ตรงเป้า จึงกระทบต่อเศรษฐกิจข้างล่างอย่างรุนแรง

    ดังนั้น เฉพาะหน้าต้องนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศให้เยอะขึ้น เที่ยวเมืองนอกกันน้อยๆหน่อย

    “อย่างโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่เคยทำ ไปเที่ยวเท่าไหร่รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง ต้องหยิบมาทำต่อ เพื่อให้ท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะช่วยเศรษฐกิจรากหญ้าฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ”

    แล้วก็ควรสร้างอินเซนทีฟในคนไปเที่ยวเมืองรองเพิ่มขึ้น เพราะเมืองหลัก อย่าง พัทยา หัวกิน ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย นักท่องเที่ยวรู้จัก มีผลกระทบบ้าง แต่ยังเข้มแข็งอยู่ ที่สำคัญควรให้ความสำคัญกับบิ๊กอีเวนต์ที่เรากำลังจะเป็นเจ้าภาพ

    อย่างการประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์ ประกวดมิสยูนิเวิร์ส อย่างนี้ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์ หรือใช้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์เพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามาท่องเที่ยว หรือให้สมาคมกีฬาที่มีอยู่ทำโครงการ จัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกในช่วงสั้นๆ ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมไปถึงให้ส่วนราชการไปประชุมสัมมนาตามเมืองรองต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีรายได้

    สิ่งเหล่านี้ถือว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องทำได้ เพราะการท่องเที่ยวไม่เหมือนการลงทุนนะ รัฐบาลอยู่ 4 เดือนไปชวนใครเขาก็อาจมีขีดจำกัดในการสร้างความเชื่อมั่น แต่การท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการเรื่องความเชื่อมั่นอะไรมากมาย เอาระยะสั้นๆ มากินมาเที่ยวมาใช้ แล้วก็กลับ

    เรื่องที่สี่ รัฐบาลควรเร่งรัดในการใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2569 ใช้จ่ายกันแต่เนินๆ จากที่บางปีจะไปใช้จ่ายกันในช่วงปลายปีงบประมาณ เพราะการเร่งรัดจัดซื้อจัดจ้าง เร่งรัดการก่อสร้าง จากงบประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท มันจะช่วยดึงจีดีพีได้อย่างมหาศาล หรืออย่างรัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส ก็เป็นโครงการเก่า แต่เอามาทำต่อด้วยเงิน 40,000 กว่าล้านบาท ก็ถือว่ามีผล ตัวอย่างอย่างนี้ถือเป็นเรื่องดี

    สุดท้าย เรื่องที่ห้า ผมว่า รัฐบาลนี้ควรดำเนินการช่วยสนับสนุน เอสเอ็มอี ที่บอกซ้ำมากๆ จากปัญหาที่ผมได้พูดไป ทำให้โซ่ข้อกลางของระบบอุตสาหกรรมของธุรกิจไปได้ เพราะถ้าไม่มีเอสเอ็มอีธุรกิจใหญ่ๆก็ไม่เกิดขึ้น แล้วเอสเอ็มอีถือเป็นรากฐานของจีดีพี ฉะนั้นวันนี้รากฐานของเราอ่อนแอ ต้องเข้าไปสนับสนุนเขาอย่างจริงจัง

    “5 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาล 4 เดือน สามารถทำได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว ผมคิดว่า คงต้องยกให้เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ ที่จะเข้ามาวางกรอบอย่างที่ได้พูดไป”

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า ยังไม่รู้ว่า การเลือกตั้งจะนำไปสู่รัฐบาลหน้าตาแบบไหน แต่ส่วนตัวมองว่า ระหว่างนี้พรรคการเมืองก็จะมีเวลานานขึ้น จากเดิมยุบสภาก็มีเวลา 45 วันก็เลือกตั้งแล้ว แต่นี่ต้องบวกไปอีก 4 เดือน ฉะนั้นระยะเวลาที่นานขึ้น ทำให้นักเลือกตั้งต้องหาเสียงนานหน่อย

    สำหรับพรรคการเมือง ก็อย่าให้เสียเปล่า ควรใช้เวลาที่นานขึ้นนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง เพราะศึกข้างหน้าใหญ่หลวงนัก การเมืองต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา และสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจริงๆ ด้วยนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ และของโลก

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องตระหนัก และยอมรับความจริงกันได้แล้ว ถึงการใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นจุดขายเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง

    นายสุวัจน์ เห็นว่า ภารกิจใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่จะเข้ามาต้องทำกันอย่างจริงจัง มีอยู่ 6 เรื่อง

    เรื่องแรก เราจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

    ต่อไปเราจะผลิตสินค้าอย่างเดิมไม่ได้แล้ว การผลิตรุ่นใหม่จะต้องเป็นการผลิตที่มีมาตราฐานขึ้น ไม่ปล่อยซีโอทู สนใจเรื่องโลกร้อน ต้องผลิตโดยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายที่ 2050 จะต้องเน็ตซีโร่ ฉะนั้นการผลิตจากนี้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คำนึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค ความหลากหลายทางเพศ

    หรือแม้การที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลง แล้วในที่สุดจำเป็นต้องเข้าร่วมเอฟทีเอ เกิดกลุ่มการค้าต่างๆเพื่อกำหนดมาตราฐานสินค้า ซึ่งเราก็ต้องผลิตให้ได้ มิเช่นนั้นเราก็จะไม่มีสินค้าไปขาย การส่งออกจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ฉะนั้นสำหรับรัฐบาลหน้า ต้องมีมิติเรื่องต่างประเทศมากเกี่ยวข้องอย่างมาก เพราะเราจำเป็นต้องไปอยู่ในกลุ่มการค้าต่างๆ เพื่อไม่ให้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ การเข้าร่วมเอฟทีเอค้าด้วยกันเอง จะปลอดภัยขึ้น ไม่มีภาษีมาเป็นอุปสรรค

    เรื่องที่สอง ต้องยกระดับเอสเอ็มอี ต้องทำให้ขึ้นมาเผชิญหน้ากับการท้าทายของความผันผวนของโลกให้ได้

    เรื่องที่สาม รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ต้องยกให้เป็นวาระแห่งชาติสำคัญเลย จะเกษียณอายุกันยังไง ขยายเป็น 65 ดีมั๊ย หรือจะดูแลสวัสดิการกันยังไง หรือการจะอัพสกิลให้ผู้สูงแบบไหน เพื่อยังให้เป็นกำลังการผลิตของประเทศ

    เรื่องที่สี่ เรื่องคุณภาพการศึกษา วันนี้คนเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยน้อยลงไปทุกปี แล้วการวัดผลในเรื่องคุณภาพการศึกษาของเยาวชนของเรา ก็อยู่รองบ๊วยเลย อย่างในเรื่อง STEM หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เอนจีเนียริ่ง คณิตศาสตร์ ในกลุ่มประเทศ OECD วัดออกมาใน 70 ประเทศ เราอยู่อันดับ 69 เลยนะ

    แสดงว่าเด็กเราความรู้ความสามรถเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเราต่ำมาก ซึ่งเป็นความรู้ความสามารถพื้นฐานในการต่อสู้กับเศรษฐกิจโลก เป็นพื้นฐานในการสร้างคนของระบบเศรษฐกิจ ฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปมาตราฐานการศึกษา และดึงเด็กให้เข้าสู่ระบบ

    สรุปเลยคือเด็กไทยต้องเก่ากว่าเดิม ยิ่งในวันที่สังคมผู้สูงวัยด้วย ถ้าเราไม่เพิ่มประชากร เด็กไทยในอนาคตจะต้องมารับผิดชอบผู้สูงอายุมากกว่าเดิม

    เรื่องที่ห้า การท่องเที่ยว ต้องเป็นแกนหลักให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ต้องสร้างเมืองไทยให้เป็นฮับของโลก เมดิคัลฮับ เวลเนส ฮับ นอแมดฮับ เราต้องคิดกันว่า อะไรคือ Man-made destination หรือคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว ที่จะดึงคนเข้ามารุมที่ประเทศเรา หรือพวกเวิลด์อีเวนต์ อย่าง เอฟวัน ให้เป็นทัวร์นาเมนต์ประจำที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีโปร์ไฟล์การท่องเที่ยวระดับโลก

    แล้วเราจำเป็นที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เรามีแต่พัฒนาเส้นทางเพื่อคมนาคม เพื่อการขนส่ง แต่วันนี้เราต้องพูดแล้วว่า เราจะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/642191&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BAuAq_BI1J9O7hwtlLXwv

  • สื่อฯสัญจรทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    สื่อฯสัญจรทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    สื่อฯสัญจรทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เผยแพร่

    “รองโฆษกฯอัยรินทร์” นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ด้าน “ศศิธร” เชื่อโครงการคนละครึ่งพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมสำนักโฆษก จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร   (Press Tour) นำสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล  กว่า 50 คน   ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 23-24 ตุลาคม 2568 โดยมีนางสาวศศิธร  กิตติธรกุล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  ให้การต้อนรับในฐานะรัฐมนตรีเจ้าบ้าน โดยคณะสื่อมวลชนได้รับฟังการบรรยายประวัติพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตา แลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล

    ทำเนียบรัฐบาล
    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    จากนั้นได้รับฟังบรรยายการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่พอร์ตตะโกลา

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   ยังได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาคงคาธราธิบดี   อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่   คนที่ 6 ที่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creativity Tourism)  เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจังหวัดกระบี่  พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ “OTOP Krabi ดี เด่น ดัง”   ซึ่งมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 กลุ่ม จากทั่วจังหวัดกระบี่ พร้อมกิจกรรม Workshop การทำผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi   ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ทำเนียบรัฐบาล
    สื่อมวลชนสัญจรทัวร์กระบี่

    “จังหวัดกระบี่อยู่ในกลุ่มเมืองหลักด้านการท่องเที่ยว  ควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ   เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง   ภายใต้การน้อมนำหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน   ในการส่งเสริมอาชีพและรายได้ของประชาชน สนับสนุนการสร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ เพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP รวมทั้งนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยก้าวสู่ระดับสากล” นางสาวอัยรินทร์กล่าว

    ทำเนียบรัฐบาล
    สื่อมวลชนสัญจรทัวร์กระบี่

    ด้านนางสาวศศิธร  กล่าวว่าจังหวัดกระบี่มีเส้นทางเชื่อมโยงไปเกาะพีพี  สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย ขณะเดียวกันท่าเรือเกาะลันตา ก็เชื่อมไปเกาะพีพี  เพื่อเป็นการย่นระยะทางเพราะการเดินทางจากภูเก็ตมากระบี่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง  โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแออัดของการจราจร   ขณะเดียสกันยังเชื่อว่าโครงการคนละครึ่งพลัส  ที่รัฐบาลออกมานั้น ก็จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กับสินค้า  OTOP  และการท่องเที่ยวในชุมชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/259888&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-s2yGRlaFJV5hkS7NCQzC

  • “อนุทิน” เตรียมบินกระบี่พรุ่งนี้ เปิดงานกินเจ-ส่งเสริมท่องเที่ยวภาคใต้

    “อนุทิน” เตรียมบินกระบี่พรุ่งนี้ เปิดงานกินเจ-ส่งเสริมท่องเที่ยวภาคใต้

    “อนุทิน” เตรียมบินกระบี่พรุ่งนี้ เปิดงานกินเจ-ส่งเสริมท่องเที่ยวภาคใต้

    “นายกฯอนุทิน” เตรียมบินกระบี่พรุ่งนี้ เปิดงาน “รวมพลคนกินเจ” โปรโมทวัฒนธรรมประเพณี – ส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคใต้

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  วันพรุ่งนี้ 24 ตุลาคม 2568  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการ จังหวัดกระบี่

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. โดยประมาณ นายกรัฐมนตรีจะกล่าวมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรและผู้ช่วย ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ณ อาคารเดอะแพลทตินัม ฮอลล์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ จากนั้น จะเดินทางต่อไปยังศาลหลักเมืองกระบี่ หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” พร้อมพบปะประชาชนชาวกระบี่ ณ วัดแก้วโกรวาราม พระอารามหลวง อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่

    โอกาสนี้  เวลา 16.15 น. นายกรัฐมนตรีจะพบปะกลุ่มสตรีแม่บ้าน อบจ.กระบี่ และ อสม.จังหวัดกระบี่ ณ อาคารเดอะแพลทตินัม ฮอลล์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่  โดยภารกิจสุดท้าย นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพิธีเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

    “นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดกระบี่และพื้นที่ภาคใต้โดยรวมในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล ในการต่อยอดวัฒนธรรม ประเพณีเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ให้กับทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง” นายสิริพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/259887&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ifu_Z_IMFeTVMDH0O1y6O

  • จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

    จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

    พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดเผยเป้าหมายของแผนการพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 หลังการประชุมเต็มคณะ โดยจะมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจ และกองทัพ

    เมื่อ 23 ต.ค. 2568 จีนเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะเวลา 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2569-2573) โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี, ความต้องการในประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติมากขึ้น และผนวกเรื่อง ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ไว้ในแผนพัฒนาประเทศระยะยาว (ถึงปี 2578) ด้วย

    ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่หลังสิ้นสุดการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) เหล่าผู้นำพรรคได้เปิดเผยเป้าหมาย 7 ด้าน ที่จะกลายเป็นพื้นฐานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ก่อนที่แผนดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยสภาประชาชนแห่งชาติในเดือนมีนาคมปีหน้า

    วัตถุประสงค์หลักทั้งเจ็ดด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ การเติบโตที่มีคุณภาพสูง และ การปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไปจนถึง ความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม, ความก้าวหน้าทางนิเวศวิทยา, การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ และ เกราะป้องกันความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    “ช่วงเวลา 5 ปีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างรากฐานและขับเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกด้าน เพื่อบรรลุความทันสมัยแบบสังคมนิยมให้ได้โดยพื้นฐานภายในปี 2578”

    “ดังนั้น แผนนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างอดีตกับอนาคต” แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหัวระบุ

    การเปิดเผยจุดประสงค์ของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับล่าสุดของจีน เกิดขึ้นในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์เรียกว่า “ช่วงเวลาของการอยู่ร่วมกันของโอกาสเชิงกลยุทธ์ ความเสี่ยงและความท้าทาย และปัจจัยที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ที่เพิ่มมากขึ้น”

    ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์จีนยืนยันว่า รากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังคงมั่นคง โดยมีข้อได้เปรียบมากมาย ทั้งความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่ง และศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจีนจะต้องมุ่งมั่นทำเรื่องของตัวเองให้ดี และเดินหน้าเขียนบทใหม่ของประเทศ เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวดเร็วและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

    ทั้งนี้ คาดกันว่า แผนพัฒนา 5 ปีฉบับนี้จะต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่นี่ก็นับเป็นการเผยให้เห็นแผนการของรัฐบาลจีน ในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น การเติบโตที่ช้าลง ประชากรของประเทศที่สูงวัยขึ้น และความตึงเครียดทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

    แผนนี้จะครอบคลุมช่วงปี 2569 ถึง 2573 ซึ่งจะมีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง ได้แก่ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งถัดไป และ วาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ในปี 2570 และ วาระครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2572

    แถลงการณ์ระบุด้วยว่า จีนตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายครบรอบศตวรรษของกองทัพปลดปล่อยประชาชนตามกำหนด พัฒนาการป้องกันประเทศและการทหารให้ทันสมัยและมีคุณภาพสูง

    พวกเขายังตั้งเป้าที่จะบรรลุ “การก้าวกระโดดครั้งสำคัญ” ในด้าน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ความเข้มแข็งของชาติโดยรวม และอิทธิพลระหว่างประเทศ ภายในปี 2578 ซึ่งตามเป้าหมาย GDP ของประเทศจะบรรลุถึงระดับประเทศพัฒนาแล้วขนาดกลาง

    เพื่อความก้าวหน้าดังกล่าว พรรคคอมมิวนิสต์เรียกร้องให้เร่งดำเนินการพัฒนาแบบบูรณาการ เรื่องการใช้เครื่องจักร, การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการใช้ระบบอัจฉริยะในกองทัพ พร้อมทั้ง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องอธิปไตย, ความมั่นคง และผลประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

    นอกจากนั้น จีนยังย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการรบขั้นสูง กับการรวมศูนย์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบและขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์แห่งชาติแบบบูรณาการด้วย

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : cna

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2890958&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OcRw5AX4T-RsSSsBHe_uU

  • สอวช. ชู ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    สอวช. ชู ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    สอวช. ชู ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

    สอวช. ชู ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย เร่งพัฒนาคนและเทคโนโลยี ปรับตัวรับกติกาโลก สู่เศรษฐกิจฐานความรู้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5231591/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ykvcVJnC9UEhI5_p7GYbf

  • การหารือทวิภาคีระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังสาธารณรัฐเกาหลี

    การหารือทวิภาคีระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังสาธารณรัฐเกาหลี

    การหารือทวิภาคีระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังสาธารณรัฐเกาหลี


    23/10/2568 | 56 |

    การหารือทวิภาคีระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับนายคู ยุนชอล (Koo Yun Cheol) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังสาธารณรัฐเกาหลี ในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี     

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 การประชุมรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค (APEC Structural Reform Ministerial Meeting: APEC SRMM) ครั้งที่ 4 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี โดยได้หารือทวิภาคีกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังสาธารณรัฐเกาหลี (นายคู ยุนชอล) ในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ดังนี้

    ทั้งสองฝ่ายหารือและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลี โดยพร้อมขยายความร่วมมือทางการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เศรษฐกิจดิจิทัล และด้านนวัตกรรม ซึ่งสาธารณรัฐเกาหลีเป็นประเทศต้นแบบที่มีความก้าวหน้า ขณะที่ไทยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล  และการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลของประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรมดิจิทัลระหว่างภาคเอกชน และสนับสนุนการลงทุนของสาธารณรัฐเกาหลี ในภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในไทย อาทิ เซมิคอนดักเตอร์สาธารณสุขอัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะกลางของไทยและการลงทุนของไทยในสาธารณรัฐเกาหลี โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และเห็นพ้องให้มีการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดและการลดต้นทุนด้านพลังงาน 

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ตั้งเป้าให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุนของไทย จึงเชิญชวนภาคเอกชนสาธารณรัฐเกาหลีร่วมลงทุนในไทย โดยไทยได้มีกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP) เพื่อสนับสนุนการลงทุน และเชิญชวนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังสาธารณรัฐเกาหลีเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพ  

    กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  
    โทร. 0-2273-9020 ต่อ 3301


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/434133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t9ULnC-yqdpeHSimPNHM-

  • อวสานพื้นที่ชุ่มน้ำ? ”เสื่อมโทรม-บุกรุก“ ลดลงเกือบครึ่ง ไร้กฎหมายควบคุม

    อวสานพื้นที่ชุ่มน้ำ? ”เสื่อมโทรม-บุกรุก“ ลดลงเกือบครึ่ง ไร้กฎหมายควบคุม

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-55&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a3iDvGcCwmTENGFhTxiSq

  • ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย  เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยมีระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและประเทศพัฒนาแล้ว ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มประชากรรายได้สูงสุด 10% มีรายจ่ายมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 7.83 เท่า และมีสัดส่วนรายได้สูงกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุด 50% ถึง 4.41 เท่า สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบราชการที่ล้าสมัย และขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่

    • ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยมีระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและประเทศพัฒนาแล้ว
    • ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มประชากรรายได้สูงสุด 10% มีรายจ่ายมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 7.83 เท่า และมีสัดส่วนรายได้สูงกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุด 50% ถึง 4.41 เท่า
    • สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบราชการที่ล้าสมัย และขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ ซึ่งกระทบต่อประสิทธิภาพนโยบายกระจายรายได้
    • แนวทางแก้ไขที่สำคัญคือการปฏิรูประบบราชการและระบบภาษี การลงทุนด้านการศึกษาและสวัสดิการที่มีคุณภาพ และการนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาในระบบ

    ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาโครงสร้างบนระบบเศรษฐกิจมาต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาประเทศสามารถลดสัดส่วนประชากรที่อยู่ในสภาวะยากจนได้ แต่ระดับความเหลื่อมล้ำในหลายด้านยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน เมื่อพิจารณาภาพรวมของการกระจายรายได้และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน และการทำงานของระบบราชการที่ไม่ทันต่อยุคสมัย จะไทยปรากฏว่าอยู่ในตำแหน่งที่น่าวิตกกังวล เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศพัฒนาแล้ว

    นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าปัจจุบันปัญความเหลื่อมล้ำถือว่าเป็นปัญหาที่มีความสำคัญในการฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งส่วนสำคัญของปัญหาคือ ระบบราชการจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับพลวัตใหม่และสามารถเป็นผู้นำในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการประชาชนอย่างครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ และการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน

    ความเหลื่อมล้ำไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค

    รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยฉบับล่าสุดที่จัดทำโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาสะท้อนสถานการณ์ที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำที่เกินกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

    ทั้งนี้แม้ว่าในปัจจุบันความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายของไทยอยู่ในระดับทรงตัว คือค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากปี 2566 ที่ 0.335 มาเหลือ 0.333 ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ข้อมูลแสดงว่าความแตกต่างเรื่องของรายจ่ายระหว่างครัวเรือนรายได้สูงกับครัวเรือนรายได้น้อยมีความแตกต่างในหลายมิติ โดยในเขตเทศบาล ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย 

    ขณะที่นอกเขตเทศบาลกำลังเพิ่มขึ้น โดยเขตเทศบาลยังคงแสดงระดับความรุนแรงที่สูงกว่า ในมิติภูมิภาค ภาคใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ขณะที่กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และภาคกลางแสดงเส้นโค้งระดับความเหลื่อมล้ำที่ลดลง

    ข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อประชากรมากที่สุดอยู่ที่ส่วนแบ่งรายจ่ายของประชากร โดยกลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด (Decile 10) ยังคงครองส่วนแบ่งถึง 25.85% ของการใช้จ่ายทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด (Decile 1) ได้รับเพียง 3.30% ความแตกต่างนี้คิดเป็น 7.83 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงขนาดของปัญหา แม้ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาส่วนแบ่งของกลุ่มรายได้ต่ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ตาม

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย  เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยแสดงให้เห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำที่เกินกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค โดยข้อมูลจาก World Inequality Database ในช่วงปี 2554-2566 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีอัตราส่วนรายได้ของกลุ่มรายได้สูงสุด 10 % ต่อกลุ่มรายได้ต่ำสุด 50 % อยู่ที่ 4.41 เท่า และมีค่า Gini เฉลี่ย 0.626

    เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีบริบทใกล้เคียงได้แก่ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย แม้มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่มีความเหลื่อมล้ำต่ำกว่าด้วยอัตราส่วนรายได้เพียง 3.04 และ 2.95 เท่า ตามลำดับ มาเลเซีย ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าไทย มีอัตราส่วนรายได้เพียง 2.14 เท่าและค่า Gini ที่ 0.495 ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างการกระจายรายได้ที่สมดุลกว่า

    “ข้อเท็จจริงนี้บ่งบอกว่า ความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้เป็นเพราะฝ่ายต่อจีดีพีต่อหัวที่ต่ำ แต่เป็นผลจากปัญหาในโครงสร้างเศรษฐกิจและความไม่ประสิทธิผลของนโยบายการกระจายรายได้ของภาครัฐ”

    กลุ่มพัฒนาแล้วจัดการความเหลื่อมล้ำได้ดี

    นอกจากนี้การกำหนดตำแหน่งของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วเมื่อขยายขอบเขตการเปรียบเทียบไปยังประเทศพัฒนาแล้ว ตำแหน่งของไทยยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กลุ่มประเทศนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์และสวีเดน ถือว่ามีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลก โดยมีอัตราส่วนรายได้ของกลุ่ม Top 10 ต่อ Bottom 50 เฉลี่ยเพียง 1.22 เท่า และค่า Gini ที่ 0.387 และ 0.389 ตามลำดับ ผลลัพธ์นี้เป็นผลมาจากระบบรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมและโครงสร้างภาษีก้าวหน้าที่ช่วยกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

    ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เช่น ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่ากลุ่มนอร์ดิก โดยมีอัตราส่วนรายได้เฉลี่ย 1.61 และ 1.83 เท่า และค่า Gini ที่ 0.451 และ 0.473 ตามลำดับ ความแตกต่างนี้เป็นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพากลไกตลาดเสรีเป็นหลัก แม้จะมีระบบสวัสดิการสังคมก็ตาม

    ส่วนกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น แม้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูง แต่กลับเผชิญความเหลื่อมล้ำมากกว่ากลุ่มนอร์ดิกและยุโรปตะวันตก โดยมีอัตราส่วนรายได้ที่ 1.82 และ 2.33 เท่า และค่า Gini ที่ 0.471 และ 0.508 ตามลำดับ ปัจจัยสำคัญมาจากการพึ่งพาเศรษฐกิจภาคเอกชนมากกว่าระบบสวัสดิการสังคม

    ไทยในส่วนนี้มีตัวเลขที่ 4.41 และ 0.626 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าทั้งกลุ่ม และอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

    เศรษฐกิจนอกระบบสูงเพิ่มความเหลื่อมล้ำ

    ความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างที่ลึกในระบบ การแก้ไขประเด็นนี้จำเป็นต้องดำเนินการในหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งตามข้อมูลของสภาพัฒน์ให้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจได้แก่

    1.จำเป็นต้องพัฒนาระบบภาษีให้ครอบคลุมฐานความมั่งคั่งและทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบยังคงมีสัดส่วนสูง ซึ่งหากสามารถทำให้เป็นทางการได้ ก็จะเพิ่มฐานภาษีและรายได้ของรัฐ

    2.ต้องลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการศึกษาและการจ้างงานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในอาชีพและคุณภาพชีวิตของแรงงาน

    3.ควรศึกษาแนวทางจากประเทศกลุ่มนอร์ดิก ซึ่งสามารถรักษาความเหลื่อมล้ำให้อยู่ในระดับต่ำโดยไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    4.การปรับเปลี่ยนโครงสร้างสถาบัน นอกจากนโยบายเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยยังเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของระบบราชการ ที่ยังคงเป็นปัจจัยซึ่งชะลอและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    ระบบราชการในปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากองค์กรที่มีบทบาทแบบแสดงการมีอิทธิพล ให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญเพื่อพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ทันกับพลวัตใหม่ของการเปลี่ยนแปลงโลก และสามารถเป็นผู้นำในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการประชาชนอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการศึกษาได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204157&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gjTR87CIwpDoU9vQ99rPQ