© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5233720/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06cfQ7MaUfWCDOjhC9q3cO

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5233720/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06cfQ7MaUfWCDOjhC9q3cO

พรุ่งนี้ ! นายกฯ “อนุทิน” เตรียมบินเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ” โปรโมตวัฒนธรรม ประเพณี ส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคใต้ ณ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่
23/10/2568 | 35 |
วันนี้ (23 ต.ค. 68) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ 24 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการ จังหวัดกระบี่
ช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. โดยประมาณ นายกรัฐมนตรีจะกล่าวมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรและผู้ช่วย ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ณ อาคารเดอะแพลทตินัม ฮอลล์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ จากนั้น จะเดินทางต่อไปยังศาลหลักเมืองกระบี่ หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” พร้อมพบปะประชาชนชาวกระบี่ ณ วัดแก้วโกรวาราม พระอารามหลวง อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่
โอกาสนี้ เวลา 16.15 น. นายกรัฐมนตรีจะพบปะกลุ่มสตรีแม่บ้าน อบจ.กระบี่ และ อสม.จังหวัดกระบี่ ณ อาคารเดอะแพลทตินัม ฮอลล์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ โดยภารกิจสุดท้าย นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพิธีเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ
“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดกระบี่และพื้นที่ภาคใต้โดยรวมในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล ในการต่อยอดวัฒนธรรม ประเพณีเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ให้กับทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง” นายสิริพงศ์ กล่าว
รูปภาพ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/434129&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K7fAIHo-kWCH0Q9iEhdtZ


มิติหุ้น – ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ยังอยู่ในระดับต่ำ แม้เงินเฟ้อปีนี้แตะ 0%
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ กล่าวว่า ธปท. ได้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในปี 68 จะอยู่ที่ระดับ 0.0% ส่วนปี 69 อยู่ที่ 0.5% และปี 70 อยู่ที่ 1% โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาส 2/69 และกลับเข้าสู่ขอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงินที่ระดับ 1-3% ได้ในช่วงปี 70
รวมทั้งการแข่งขันในด้านราคาสินค้า ถือเป็นตัวหนึ่งที่กดดันให้เงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาสินค้าที่นำเข้าจากจีน ซึ่งต่ำกว่าราคาสินค้านำเข้าเฉลี่ยจากทุกประเทศ เช่น เครื่องสำอางค์ ผัก-ผลไม้ ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่อยู่ในระดับสูง
นายสุรัช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทย จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ถือได้ว่ายังอยู่ในระดับต่ำจาก 3 สาเหตุสำคัญ
1. การที่อัตราเฟ้อต่ำในปัจจุบัน เป็นผลจากราคาสินค้าที่ลดลงเพียงบางหมวด เช่น กลุ่มพลังงาน และอาหารสด (ผัก-ผลไม้) ในขณะนี้ราคาสินค้ากลุ่มอื่น ไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและในวงกว้าง
2. เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคา ที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอดีต
3. เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3%
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/23/588147/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AyZS1oRwz1X5FDMN5-1Ur

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดเข้าร่วมประชุมสองเวทีสำคัญของภูมิภาคอาเซียน และ เอเชีย – แปซิฟิก ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน 2568 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของไทยในเวทีโลก ท่ามกลางประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยระหว่างวันที่ 24–28 ตุลาคม 2568 จะเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Council) ครั้งที่ 26 การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จากนั้น จะเดินทางต่อไปยัง เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting) และ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ด้วย
โดยการประชุมอาเซียนในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การเป็นเจ้าภาพของประเทศมาเลเซีย เพื่อวางทิศทางอาเซียนรับมือความไม่แน่นอนจากประเด็นภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก เพื่อเร่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค และผลักดันการเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA)) ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ในโอกาสนี้ นางศุภจีจะเข้าร่วม หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันการค้าสองฝ่ายและขยายโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทย
นอกจากนี้ ยังมีกำหนด มอบใบประกาศนียบัตร Thai SELECT และปล่อยขบวนคาราวานรถ Thai SELECT ร่วมกับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยและผู้นำเข้า-กระจายสินค้าไทยในมาเลเซีย เพื่อประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ Thai Select และอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ รวมถึงพบปะภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย เพื่อหารือสถานการณ์การค้าและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในมาเลเซีย
ในส่วนของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งมีผู้นำประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจาเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า นางศุภจีจะร่วมลงนามความตกลงสำคัญทางเศรษฐกิจ 2 ฉบับ ได้แก่ พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA 3.0) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการค้าภายในอาเซียนและกับคู่เจรจาสำคัญให้รองรับการค้าในยุคใหม่ โดยมีผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีระกูล ร่วมเป็นสักขีพยาน
ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในอาเซียน นางศุภจีจะเดินทางต่อไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting: AMM) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นการประชุมร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีการค้าจาก 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค เพื่อทบทวนการทำงานและความร่วมมือตลอดปีที่ผ่านมา ก่อนเสนอผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคพิจารณา
ในการประชุมครั้งนี้ นางศุภจีจะกล่าวถ้อยแถลงของไทยในหัวข้อ “Connect” เพื่อเน้นย้ำการฟื้นฟูเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ พร้อมนำเสนอตัวอย่างแนวทางการดำเนินการของไทย
สำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (AELM) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 จะเป็นเวทีสำคัญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจหารือเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจโลก แลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในภูมิภาคภายใต้เป้าหมายร่วมกัน พร้อมพิธีส่งมอบเจ้าภาพเอเปคจากเกาหลีใต้ให้กับจีน
การเข้าร่วมประชุมอาเซียนและเอเปคในช่วง 24 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นภารกิจสำคัญของไทยในการยืนยันบทบาทเชิงรุกในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21BaubGVtjsHaFmaQ9oxaZ

ที่ จ.น่าน ดร.เอ้ ไปทั้งที เลยถือโอกาสรับฟังทุกปัญหาจากคนน่าน พร้อมกับมีข้อเสนอแนะออกมาหลายมิติ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ น้ำท่วม ตลอดจนเรื่องระบบการศึกษา
ซอยย่อยๆ ออกมาได้ประมาณนี้ 1.สินค้าท้องถิ่น ขาดช่องทางขายสู่ตลาดระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ผ้าทอ สินค้าเกษตรแปรรูป โดยพรรคมีนโยบาย ‘สร้าง Ecosystem นวัตกรรม จากอุปสรรคสู่ก้าวใหม่ทางธุรกิจ’ มุ่งพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อ SME โดยการตั้งศูนย์นวัตกรรมภูมิภาค (Regional Innovation Hub) เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา
2.น้ำท่วมซ้ำซาก หนักขึ้นทุกปี ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ มีแนวทางสร้างฝายชะลอน้ำหลาก ทั้งฝายคอนกรีต และฝายแกนซีเมนต์ เพราะสามารถชะลอน้ำหลากในฤดูฝนได้ และลดปัญหาการพังทลายของดิน เพิ่มความชุ่มชื้นให้ระบบนิเวศ เหมาะกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขา ไม่เพียงเท่านั้น ยังสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ต้นน้ำเป็นแก้มลิง กักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง
3.คนเก่ง ไปเรียนที่อื่น แล้วไม่กลับบ้าน ระบบการศึกษาในน่านยังขาดความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในพื้นที่ ดร.เอ้ มีนโยบาย สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษา จากภาระเป็นพลัง มอบทุน ‘เรียน–ทำ–กลับบ้าน’ ให้เยาวชนที่เรียนจบแล้วกลับมาทำงานในจังหวัด โดยรัฐและเอกชนร่วมสนับสนุน
ดร.เอ้ มองว่า การปฏิรูปด้วยหลัก ‘การศึกษา–นวัตกรรม–ความยั่งยืน’ คือกุญแจที่จะเปลี่ยนเมืองน่านจากพื้นที่ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังให้กลายเป็นเมืองนวัตกรรมสีเขียวของภาคเหนือ โดยมีคนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง
เรียกว่า ลงพื้นที่รับฟังปัญหาปุ๊บ กลับมาหาทางแก้ไขได้ปั๊บ ทำงานไว เข้าใจโครงสร้าง ตามสไตล์ ดร.เอ้ จริงๆ.
ฌ.เฌอ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/883742/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ouiDIdWpQ60un5mnPFQSC

“รมว.นฤมล” ประชุมบอร์ด กช. อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวัน เด็กเอกชน – เอกชนการกุศลฯ กว่า 1.4 ล้านคนทั่วประเทศ เผย เตรียมชง ครม.ขอรับงบกลางปี 69 พร้อมเร่งดันร่าง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฉบับใหม่เข้าสภา
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้พิจารณาถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน ตามมติของบอร์ด กช. เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง ปี 2569 จากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นจำนวนงบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ (งบประมาณเพิ่มขึ้น 3,991 ล้านบาทเศษ) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ซึ่งเป็นความพยายามของ กช. ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย โดยขอรับงบประมาณอุดหนุนแก่โรงเรียน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 1,291,107 คน (3,103 โรงเรียน) ใช้งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 5,735,413,400 บาท (เพิ่มขึ้น 3,482,378,400 บาท) และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 115,222 คน ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 509,083,600 บาท ซึ่งสอดคล้องกับที่โรงเรียนเอกชนการกุศลขอให้ ศธ.ช่วยเหลือเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันให้ถึงระดับมัธยมศึกษา เช่นเดียวกับโรงเรียนขยายโอกาสของ สพฐ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์นักเรียนยากจนหรือด้อยโอกาสทางการศึกษาโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา มีอยู่ 550 โรง เช่น โรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญ
นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อผลักดันสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคการศึกษาเอกชน ให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน
นวรัตน์ รามสูต: สรุป/เรียบเรียง
ฤทธิเกียรติ ยศประสงค์: ถ่ายภาพ/กราฟิก
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.: รายงาน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/59712&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V5dIu7iiPXkBnHfe4avFl

นายกฯ บินกระบี่ เปิดงาน “รวมพลคนกินเจ” หนุนท่องเที่ยวภาคใต้ “เพื่อไทย” ฟุ้งเปิดชื่อหัวหน้าคนใหม่ต้องร้องว้าว ยันไม่ใช่ “ชินวัตร” หวั่น ภท.ชิงยุบสภาหนีก่อน 4 เดือน เหตุปัญหาหลายเรื่องรุมเร้า จ่อเปิดซักฟอกรัฐบาลประชุมสภาสมัยหน้า แต่รอให้แก้ รธน.ผ่านวาระ 3 ก่อน “วราวุธ” นำทัพอวยพร 82 ปี “จองชัย” ย้ำยังอยู่ ชทพ. เลือดสุพรรณไม่ไปไหน
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ต.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการจังหวัดกระบี่ โดยเวลา 13.30 น. นายกฯ จะกล่าวมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรและผู้ช่วย ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ณ อาคารเดอะแพลทตินัม ฮอลล์ อ.เมืองกระบี่ จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังศาลหลักเมืองกระบี่ หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” พร้อมพบปะประชาชนชาวกระบี่ ณ วัดแก้วโกรวาราม พระอารามหลวง ส่วนช่วงเย็น นายกฯ จะพบปะกลุ่มสตรีแม่บ้าน อบจ.กระบี่ และ อสม.จังหวัดกระบี่ จากนั้นเป็นประธานพิธีเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ
“นายกฯ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดกระบี่และพื้นที่ภาคใต้ โดยรวมในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล ในการต่อยอดวัฒนธรรม ประเพณี เพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง” นายสิริพงศ์ระบุ
ด้าน น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีจะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กระบี่ หรือไม่ว่า เป็นเรื่องของอนาคต แต่ส่วนตัวตั้งแต่ทํางานมาอยู่เป็นเบื้องหลัง เราชอบปิดทองหลังพระ แต่เมื่อผู้ใหญ่เห็นความสามารถและให้โอกาส จึงเข้ามาดํารงตําแหน่ง รมช.มหาดไทย ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าหวังว่าพรรคภูมิใจไทยจะชนะยกจังหวัด
เมื่อถามว่า การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะช่วยตัดคะแนนเสียงในพื้นที่ได้หรือไม่ น.ส.ศศิธรกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการทํางานของเราว่าตอบโจทย์ประชาชนมากน้อยเพียงใด แต่ตนมีเครือภาคีเครือข่ายค่อนข้างครอบคลุม และทํางานเพื่อสังคมตั้งแต่เรียนจบ ขณะเดียวกัน นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล บิดาเป็นนายก อบจ. กระบี่ 8 สมัย ทําให้ซึมซับมาโดยตลอด ยืนยันว่าไม่หวั่นไหวกับกระแสของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน
วันเดียวกัน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีทิศทางของพรรค พท. ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคคนใหม่ในอนาคตว่า เนื่องจากพรรค พท.มีความเป็นสถาบันทางการเมือง ฉะนั้นสมาชิกพรรค รวมถึงคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ทุกคน มีส่วนในการร่วมกำหนดทิศทางของพรรคการเมือง ซึ่งที่จะมีการปรับโครงสร้างเพื่อยกเครื่องประเทศ ยกเครื่องเพื่อไทย ทั้งนี้ ขอให้เชื่อมั่นว่าพรรค พท.มี DNA ของนโยบายที่สร้างประชาธิปไตยกินได้ เรามีโครงสร้างเป็นพรรคที่มีจุดแข็ง ทำได้ ทำสำเร็จ และเป็นพรรคแรกที่มีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทยอยเปิดต่ออีก
อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของรัฐบาลเสียงข้างน้อย มีโอกาสจะยุบสภาได้ตลอดเวลา ซึ่งสมัยประชุมนี้จะปิดวันที่ 30 ต.ค. พรรค พท.คุยกันว่าเมื่อเปิดสมัยประชุมหน้าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่บางคนบอกว่าน่าจะหนีโดยการยุบสภาก่อน และอาจจะยุบสภาก่อนวันที่ 12 ธ.ค.ก็ได้ คิดว่ายิ่งอยู่ไป รัฐบาลเสียงข้างน้อยยิ่งมีปัญหา ยิ่งอยู่ไปคะแนนจะยิ่งเสีย เพราะรัฐบาลแก้ไม่ได้ทั้งสแกมเมอร์ ทุนเทาข้ามชาติ และปัญหาชายแดน
เมื่อถามว่า พรรค พท.จะพยายามชูคนรุ่นใหม่ใช่หรือไม่ นายอนุสรณ์กล่าวว่า พรรค พท.มีคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้นำและคนรุ่นใหญ่ รุ่นอื่นๆ จะร่วมผสมผสานในการทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจจะไม่ใช่คนอายุน้อยอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นบุคคลที่อายุเยอะ มีประสบการณ์ แต่มีวิธีคิดที่ทันสมัยและก้าวล้ำ เมื่อเปิดชื่อมาแล้วต้องว้าว ชวนเลือก และเชื่อว่าแคนดิเดตหัวหน้าพรรคมีคุณภาพแน่นอน ที่สำคัญย้ำว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ไปไหน
นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หัวหน้าพรรคคนใหม่ควรเป็นคนในพรรค อายุ 45-60 ปี เต็มที่ไม่เกิน 70 ปี เป็นนักประชาธิปไตยและนักบริหาร รู้จักการวางแผน อย่าเป็นอำมาตย์วางท่าเข้าพบยาก ไม่เล่นพรรคเล่นพวก เท่าที่ สส.คุยกันตอนนี้มี 2 คนคือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ กับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ดูแล้วเหมาะสมทั้งคู่ แต่นายจาตุรนต์อาจมีภาษีดีกว่าเล็กน้อย เพราะมีประสบการณ์มากกว่า ทั้งนี้ อยากให้คนที่เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคมาแสดงวิสัยทัศน์ให้ สส.ฟัง ประกอบการตัดสินใจ มั่นใจว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่จะเป็นคนในพรรค ไม่น่าจะมาจากคนในตระกูลชินวัตร ถ้าจะมีควรให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจะดีกว่า ตอนนี้ควรเอาคนในพรรคที่รู้เรื่องการเมืองและระบบพรรคจะเหมาะสมกว่า
ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ภายหลังเปิดประชุมสภาในสมัยประชุมหน้าเดือน ธ.ค.นั้น พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้หารือกัน แต่ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะยังติดเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญไม่เสร็จสิ้น ยังไม่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น พรรคคงต้องคุยกันอีกครั้งถึงเงื่อนเวลาที่เหมาะสม อย่างน้อยคงต้องเป็นหลังวันที่ 15-20 ธ.ค. ให้การแก้รัฐธรรมนูญโหวตผ่านวาระ 3 ไปก่อน อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าห่วงกว่าคือ เกรงว่านายอนุทินจะชิงยุบสภาหนีก่อนวันที่ 31 ม.ค.2569 หรือไม่ ยิ่งสถานการณ์ช่วงนี้รัฐบาลถูกปัญหารุมเร้า และพรรคภูมิใจไทยดูด สส.มาไว้เยอะแล้ว ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเตรียมพร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา
ขณะที่่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อนว่า แม้ น.ส.แพทองธารลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ไม่สามารถหยุด สส.ไหลออกจากพรรคเพื่อไทยได้ เพราะขณะนี้กระแสการเมืองของเพื่อไทยตกต่ำ และความนิยมอาจสู้พรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ได้ด้วยซ้ำ และหัวหน้าพรรคไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของพรรคนี้ จึงไม่มีอะไรตื่นเต้น เพราะอำนาจเต็มยังอยู่กับชินวัตรเจ้าของพรรค
ที่บ้านเที่ยงธรรม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) พร้อม สส.และสมาชิกพรรค อาทิ นายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม รองหัวหน้าพรรค ร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบ 82 ปี นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย
โดยนายวราวุธกล่าวว่า วันที่ 23 ต.ค.ของทุกปี ทุกคนจะมาร่วมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเป็นเลือดสุพรรณ มาที่บ้านของนายจองชัย ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในขุนพลเอกตั้งแต่สมัยของนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 มาจนถึงวันนี้ นายจองชัยยังเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็นดูแลประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ด้านนายจองชัยกล่าวว่า ขอประกาศในที่นี้ และขอให้พวกเราได้เป็นสักขีพยานด้วย ว่าตนกับนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค เป็นพี่น้องกัน ไม่เคยทะเลาะกัน เจอหน้าต่างไหว้กัน คุยกันดี เพียงแต่เราไม่ได้เดินไปไหนมาไหนด้วยกัน ชาติไทยพัฒนาขณะนี้มี 10 ชีวิต เรามีความสุข ไม่มีความขัดแย้งกับใคร
ต่อมานายวราวุธให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกระแสข่าวย้ายไปพรรคเพื่อไทยว่า ยืนยันว่าวันนี้ตนเป็นหัวหน้า ชทพ. สส. กรรมการบริหารพรรค พวกเรายังอยู่กันเหนียวแน่น ทุกคนยังทำงานด้วยกันทำงานให้กับพี่น้องประชาชนที่เลือกเรามา เมื่อไม่นานที่ผ่านมายังมีกระแสข่าวหลังจากที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยลาออก พาดพิงมาถึงตน ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีสำหรับตนเอง และสำหรับพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าวันนี้เราทำงานในนามของพรรคชาติไทยพัฒนา ทั้ง 10 คนเราทำงานกันอย่างเต็มที่ ขอบคุณที่หลายฝ่ายให้ความสนใจพรรคเล็กๆ อย่างพวกเรา ยืนยันว่าเรายังอยู่ตรงนี้ไม่ได้ไปไหน สุพรรณบุรีเรายังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ได้แตกแยกไปไหน.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/883866/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AAjBahEONSs6-CwbVnk7R

วันที่ 23 ต.ค.68 เมื่อเวลา 19.00 น.ที่วัดสมมติเทพฐาปนาราม หรือวัดแหลมสน ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง นายประสานต์ พฤกษาชาติ รองนายก อบจ.ระยอง เป็นประธานเปิดงาน ‘ย้อนรำลึกตามรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ รัชกาลที่ 5’ ซึ่งจัดขึ้นโดย อบจ.ระยอง วัดสมมติเทพฐาปนาราม และประชาชนชาวบ้านแหลมสน ในวันที่ 23-24 ต.ค.นี้ ภายในงานมีกิจกรรมวางพวงมาลาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 การแสดงทางวัฒนธรรมของเด็กและเยาวชนบนเวที การจำหน่ายสินค้าชุมชนของดี 8 ชุมชน ทั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ประจำปี 2568 ‘วันปิยมหาราช’ และเพื่อสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน และประชาชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเห็นประวัติศาสตร์ความเป็นมา รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าชุมชนของดีชุมชนปากน้ำประแสให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางอีกด้วย
สำหรับวัดสมมติเทพฐาปนาราม หรือวัดแหลมสน แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 เสด็จประพาสเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกขึ้นประทับที่ตำบลปากน้ำประแส ฝั่งแหลมสนเมืองแกลง เสด็จมาใกล้เจดีย์สถานและทรงพระราชดำริว่า ‘ปากน้ำแหลมสนนี้สมควรเป็นที่สร้างอารามได้’ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระแกลงแกล้วกล้า (มั่ง) ผู้ว่าราชการเมืองแกลงสร้างอารามขึ้นใกล้เจดีย์และพระราชทานนามว่า ‘วัดสมมติเทพฐาปนาราม’ พร้อมพระราชทานที่ดินสร้างวัดจำนวน 10 ไร่ 2 งาน
#ภูมิภาค-34
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105741&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1554xb4s8MGX5wyVJ84VXh

ขณะที่เรายังมีเรื่องสะสมมาตั้งแต่โควิด นั่นคือ เอสเอ็มอี ของเราอ่อนแรงมาก พอมาเจอวิกฤตจากความผันผวนของโลกอีกก็แทบอยู่ไม่ได้ แล้วยังต้องเจอปัญหาจากการแข่งขันเรื่องคุณภาพสินค้าอันเนื่องมาจากกรีนอิโคโนมี เจอเอไอ ซึ่งเรายังเสียเปรียบมากในเรื่องการแข่งขัน แล้วเรื่องเอไอมันชัดเจนว่า มันยิ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้น เพราะเป็นเทคโนโลยีสนับสนุนธุรกิจใหญ่ๆ โดยเฉพาะ Global Company ให้ใหญ่ขึ้น แต่ขณะที่เอสเอ็มอีก็ยิ่งตายลงๆ ดิจิทัลดีไวซ์ หรือแก๊ประหว่างความไม่เสมอภาคจะสูงขึ้น
เรายังต้องเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก วันนี้ผู้สูงอายุเรา 20 % กว่า หรือ 15 ล้านคนจากประชากร 60 กว่าล้านคนแล้ว ฉะนั้นเรามีภาระด้านสวัสดิการการดูแลผู้สูงอายุ แต่กำลังการผลิต กำลังคนทำงานของคนในชาติน้อยลงไป
สิ่งที่ผมคิดว่า เป็นความท้าทายเศรษฐกิจไทยมากๆ นั่นคือ Fiscal Spaces หรือ พื้นที่ทางการคลัง ที่เราเหลือน้อยลงไปทุกวันๆ เรากำลังเดินไปสู่ หน้าผาทางการคลัง แล้ว
เงินเราน้อยลงไปหนี้สินมากขึ้น หนี้ 65% ของจีดีพี มันชนเพดานแล้วนะ หรือการขาดดุลงบประมาณ 4.5% อย่างนี้มันมากกว่า 3% แล้ว มันนำไปสู่การจัดเครดิตเรตติ้งต่างๆ ต่อไปเรากู้เงินยากขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น หรือเงินที่ใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศน้อยลง
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัญหารุมเร้าจริงๆ เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขในระยะยาว ถึงบอกว่า เราจำเป็นต้องแบ่งงานกันทำ รัฐบาลชุดนี้ก็จะต้องเรื่องระยะสั้นๆ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าไป ส่วนเรื่องระยะยาวก็คงเป็นเรื่องของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
เมื่อถามว่า เศรษฐกิจเฉพาะหน้าช่วงรัฐบาล 4 เดือน มีอะไรบ้าง นายสุวัจน์ กล่าวว่า จำแนกออกเป็น 5 เรื่อง
1.เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลนี้ ควรจะต้องดำเนินการต่อทันทีคือ เรื่องภาษีทรัมป์ เรื่องนี้ส่งผลรุนแรงต่อการส่งออก มูลค่าสินค้าที่ส่งออกไปต้องบวก 19% ของแพงขึ้น ขณะเดียวกันก็กระทบการลงทุน เพราะเรื่องนี้ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน มีการโยกย้ายฐานการลุงทุน ถ้าที่ไหนภาษีถูกก็มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ฉะนั้นเรื่องนี้รัฐบาลตั้งรองนายกฯ ฟอร์มทีมเจรจาแล้ว เพื่อลดผลประทบให้น้อยที่สุด
2. การส่งออก วันนี้ตัวเลขมันลดลงไปมาก แล้วมันมีผลกระทบต่อจีดีพีประเทศ ผมคิดว่า นอกจากตลาดเก่า อย่าง จีน ยุโรป อาเซียน ที่เราต้องเจาะทาร์เก็ตสินค้า เพื่อรักษาฐานคู่ค้าเก่าๆแล้ว เราต้องหาตลาดใหม่ๆด้วย อย่างตลาด Global South หรือ แถบประเทศละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชียกลางตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อเยอะ และเรายังส่งออกไปน้อย ทำควบคู่ทั้งตลาดเก่ากับตลาดใหม่ การส่งออกน่าจะกระเตื้องขึ้น
3. การท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นพระเอกเลย แต่วันนี้พระเอกบทบาทน้อยลงไป แต่ยังไงๆเรื่องนี้ก็ต้องเป็นเรื่องหลักต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เดิมก่อนโควิดเรามีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ปีที่แล้วมีตัวเลข 35-36 ล้านคน แต่ปีนี้อาจจะน้อยลงไป ซึ่งผลกระทบหลักๆมาจากคู่แข่ง คนญี่ปุ่นไปเวียดนามมากขึ้น ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนก็หายไป จากที่เคยมา 12 ล้าน ตอนนี้ไม่ถึงครึ่ง ราวๆ 5-6 ล้านเท่านั้นเอง เป็นตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญด้วย
ฉะนั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ต้องฟื้นฟูภาพลักษณ์ ความไม่เข้าใจอะไรต่างๆของตลาดจีนที่มีต่อไทยอย่างจริงจัง ถ้าเราได้ตัวเลขจากคนจีนคืน การท่องเที่ยวไทยก็เกินกว่ายอดที่เคยได้ก่อนโควิดแล้ว
เรื่องท่องเที่ยวมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ ต่อเศรษฐกิจรากหญ้า ต่อคนในชนบท เพราะการท่องเที่ยวทำให้เงินกระจายลงไปถึงคนในชนบท แต่พอไม่ตรงเป้า จึงกระทบต่อเศรษฐกิจข้างล่างอย่างรุนแรง ดังนั้น เฉพาะหน้าต้องนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศให้เยอะขึ้น เที่ยวเมืองนอกกันน้อยๆหน่อย
อย่างโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่เคยทำ ไปเที่ยวเท่าไหร่รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง ต้องหยิบมาทำต่อ เพื่อให้ท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะช่วยเศรษฐกิจรากหญ้าฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ
แล้วก็ควรสร้างอินเซนทีฟในคนไปเที่ยวเมืองรองเพิ่มขึ้น เพราะเมืองหลัก อย่าง พัทยา หัวกิน ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย นักท่องเที่ยวรู้จัก มีผลกระทบบ้าง แต่ยังเข้มแข็งอยู่ ที่สำคัญควรให้ความสำคัญกับบิ๊กอีเวนต์ที่เรากำลังจะเป็นเจ้าภาพ อย่างการประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์ ประกวดมิสยูนิเวิร์ส อย่างนี้ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์ หรือใช้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์เพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามาท่องเที่ยว หรือให้สมาคมกีฬาที่มีอยู่ทำโครงการ จัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกในช่วงสั้นๆ ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมไปถึงให้ส่วนราชการไปประชุมสัมมนาตามเมืองรองต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีรายได้
สิ่งเหล่านี้ถือว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องทำได้ เพราะการท่องเที่ยวไม่เหมือนการลงทุนนะ รัฐบาลอยู่ 4 เดือนไปชวนใครเขาก็อาจมีขีดจำกัดในการสร้างความเชื่อมั่น แต่การท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการเรื่องความเชื่อมั่นอะไรมากมาย เอาระยะสั้นๆ มากินมาเที่ยวมาใช้ แล้วก็กลับ
4. รัฐบาลควรเร่งรัดในการใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2569 ใช้จ่ายกันแต่เนิ่นๆ จากที่บางปีจะไปใช้จ่ายกันในช่วงปลายปีงบประมาณ เพราะการเร่งรัดจัดซื้อจัดจ้าง เร่งรัดการก่อสร้าง จากงบประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท มันจะช่วยดึงจีดีพีได้อย่างมหาศาล หรืออย่างรัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส ก็เป็นโครงการเก่า แต่เอามาทำต่อด้วยเงิน 40,000 กว่าล้านบาท ก็ถือว่ามีผล ตัวอย่างอย่างนี้ถือเป็นเรื่องดี
5. รัฐบาลนี้ควรดำเนินการช่วยสนับสนุน เอสเอ็มอี ที่บอกซ้ำมากๆ จากปัญหาที่ผมได้พูดไป ทำให้โซ่ข้อกลางของระบบอุตสาหกรรมของธุรกิจไปได้ เพราะถ้าไม่มีเอสเอ็มอีธุรกิจใหญ่ๆก็ไม่เกิดขึ้น แล้วเอสเอ็มอีถือเป็นรากฐานของจีดีพี ฉะนั้นวันนี้รากฐานของเราอ่อนแอ ต้องเข้าไปสนับสนุนเขาอย่างจริงจัง
ฉะนั้น 5 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาล 4 เดือน สามารถทำได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว ผมคิดว่า คงต้องยกให้เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ ที่จะเข้ามาวางกรอบอย่างที่ได้พูดไป
ผมยังไม่รู้ว่า การเลือกตั้งจะนำไปสู่รัฐบาลหน้าตาแบบไหน แต่ส่วนตัวมองว่า ระหว่างนี้พรรคการเมืองก็จะมีเวลานานขึ้น จากเดิมยุบสภาก็มีเวลา 45 วันก็เลือกตั้งแล้ว แต่นี่ต้องบวกไปอีก 4 เดือน ฉะนั้นระยะเวลาที่นานขึ้น ทำให้นักเลือกตั้งต้องหาเสียงนานหน่อย
สำหรับพรรคการเมือง ก็อย่าให้เสียเปล่า ควรใช้เวลาที่นานขึ้นนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง เพราะศึกข้างหน้าใหญ่หลวงนัก การเมืองต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา และสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจริงๆ ด้วยนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ และของโลก
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องตระหนัก และยอมรับความจริงกันได้แล้ว ถึงการใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นจุดขายเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง
อย่างที่ได้กล่าวไป วันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจของเรายืนอยู่ที่หน้าผาทางคลังแล้ว เราคงไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอแล้ว เราจำเป็นต้องช่วยกันคิดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการลงทุน รัฐมีรายได้มากขึ้น เอสเอ็มอีอยู่รอด ประชาชนมีงานทำ
ฉะนั้น นี่คือโอกาสทองของการเมืองไทยแล้ว แม้ว่าในเรื่องการแข่งขัน พรรคเล็กจะลำบากหน่อย ด้วยรัฐธรรมนูญพรรคใหญ่ๆคงได้เปรียบกว่า เดิมเราเคยมี 2 พรรคใหญ่ แต่รอบใหม่นี้อาจจะ 3 พรรค เป็นการเมือง 3 เส้า การเมือง 3 ก๊กอะไรก็แล้วแต่
แต่สิ่งสำคัญคือ พวกเราจะมีเวลาที่จะปรับตัวเยอะขึ้น มีเวลาคิดหานโยบายให้สอดรับกับสถานการณ์ของประเทศ อีกทั้งยังมีเวลาเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ เลือดใหม่ที่มีความรู้ความสามารถให้เข้าสู่ระบบการเมืองด้วย
นายสุวัจน์ มองว่า ภารกิจใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่จะเข้ามาต้องทำกันอย่างจริงจัง มีอยู่ 6 เรื่อง
1.เราจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
ต่อไปเราจะผลิตสินค้าอย่างเดิมไม่ได้แล้ว การผลิตรุ่นใหม่จะต้องเป็นการผลิตที่มีมาตรฐานขึ้น ไม่ปล่อยซีโอทู สนใจเรื่องโลกร้อน ต้องผลิตโดยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายที่ 2050 จะต้องเน็ตซีโร่ ฉะนั้นการผลิตจากนี้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คำนึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค ความหลากหลายทางเพศ
หรือแม้การที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลง แล้วในที่สุดจำเป็นต้องเข้าร่วมเอฟทีเอ เกิดกลุ่มการค้าต่างๆเพื่อกำหนดมาตรฐานสินค้า ซึ่งเราก็ต้องผลิตให้ได้ มิเช่นนั้นเราก็จะไม่มีสินค้าไปขาย การส่งออกจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ฉะนั้นสำหรับรัฐบาลหน้า ต้องมีมิติเรื่องต่างประเทศมากเกี่ยวข้องอย่างมาก เพราะเราจำเป็นต้องไปอยู่ในกลุ่มการค้าต่างๆ เพื่อไม่ให้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ การเข้าร่วมเอฟทีเอค้าด้วยกันเอง จะปลอดภัยขึ้น ไม่มีภาษีมาเป็นอุปสรรค
2. ต้องยกระดับเอสเอ็มอี ต้องทำให้ขึ้นมาเผชิญหน้ากับการท้าทายของความผันผวนของโลกให้ได้
3. รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ต้องยกให้เป็นวาระแห่งชาติสำคัญเลย จะเกษียณอายุกันยังไง ขยายเป็น 65 ดีไหม หรือจะดูแลสวัสดิการกันยังไง หรือการจะอัพสกิลให้ผู้สูงแบบไหน เพื่อยังให้เป็นกำลังการผลิตของประเทศ
4. เรื่องคุณภาพการศึกษา วันนี้คนเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยน้อยลงไปทุกปี แล้วการวัดผลในเรื่องคุณภาพการศึกษาของเยาวชนของเรา ก็อยู่รองบ๊วยเลย อย่างในเรื่อง STEM หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เอนจีเนียริ่ง คณิตศาสตร์ ในกลุ่มประเทศ OECD วัดออกมาใน 70 ประเทศ เราอยู่อันดับ 69 เลยนะ
แสดงว่าเด็กเราความรู้ความสามารถเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเราต่ำมาก ซึ่งเป็นความรู้ความสามารถพื้นฐานในการต่อสู้กับเศรษฐกิจโลก เป็นพื้นฐานในการสร้างคนของระบบเศรษฐกิจ ฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปมาตรฐานการศึกษา และดึงเด็กให้เข้าสู่ระบบ
สรุปเลยคือเด็กไทยต้องเก่ากว่าเดิม ยิ่งในวันที่สังคมผู้สูงวัยด้วย ถ้าเราไม่เพิ่มประชากร เด็กไทยในอนาคตจะต้องมารับผิดชอบผู้สูงอายุมากกว่าเดิม
5. การท่องเที่ยว ต้องเป็นแกนหลักให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ต้องสร้างเมืองไทยให้เป็นฮับของโลก เมดิคัลฮับ เวลเนส ฮับ นอแมดฮับ เราต้องคิดกันว่า อะไรคือ Man-made destination หรือคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว ที่จะดึงคนเข้ามารุมที่ประเทศเรา หรือพวกเวิลด์อีเวนต์ อย่าง เอฟวัน ให้เป็นทัวร์นาเมนต์ประจำที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีโปร์ไฟล์การท่องเที่ยวระดับโลก
แล้วเราจำเป็นที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เรามีแต่พัฒนาเส้นทางเพื่อคมนาคม เพื่อการขนส่ง แต่วันนี้เราต้องพูดแล้วว่า เราจะพัฒนาการคมนาคมเพื่อทางท่องเที่ยว ต้องเพิ่มนัยยะต่อเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เห็นชัดๆเลย อย่าง ทะเลบ้านเราสวยอยู่ติดทั้งอันดามัน และอ่าวไทย เรามีอ่าวเรามีน้ำลึก แต่เราไม่มี ท่าเรือสำราญ ทั้งอ่าวไทยมีอยู่ที่เดียวที่พัทยา ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร หรือสมุย เราไม่มี
6. สินค้าเกษตรต้องจริงจังให้เป็นหลักในเรื่องการส่งออก ไม่ใช่แค่แปรรูปแล้ว แต่ต้องออกเป็นรูปของสินค้าเทคโนโลยี สินค้าอุตสหกรรม โดยใช้เบสิกที่เรามีความสมบูรณ์ของสินค้าเกษตร ไม่ว่า จะข้าว อ้อย ยาง มัน ปาล์ม ให้อยู่เทียร์ที่สูงขึ้นด้วยเทคโนโลยี แล้วมันจะสร้างเอสเอ็มอีผู้ประกอบการขั้นกลาง รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างตลาดแรงงานอย่างมหาศาลเลย
เมื่อถามว่า ประเทศไทยต้องการรัฐบาลแบบไหน ถึงจะทำภารกิจเหล่านี้ได้ นายสุวัจน์ กล่าวว่า เราต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพอย่างมาก ก็ดูเอาสิ สภาชุดนี้ 2 ปี นายกฯ 3 คน นี่สะท้อนเลยถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่อ่อนแอ
ฉะนั้นการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ความต่อเนื่องเชิงนโยบายก็ไม่มี ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็น้อย ต้องยอมรับเลยว่า ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนไม่รู้ไปลงทุนที่ไหนที่สุดที่ทำให้เขาปลอดภัย ถ้าเกิดเรายังไม่มีผู้บริหาร ซึ่งหมายถึงรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ที่จะเป็นหลักประกัน เราจะยิ่งเสียเปรียบเลย 10 ปีที่ผ่านมาการลงทุนจากต่างประเทศเราลดน้อยลงไป ก็เรื่องเหล่านี้ ขาดความเชื่อมั่นทางการเมือง
อีกเรื่องที่นอกจากเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ผมมองว่า ตัวนายกรัฐมนตรีก็สำคัญ อย่างที่บอกตอนนี้พรรคการเมืองยังมีเวลาที่จะสร้างนโยบาย แต่เราก็ยังมีเวลาด้วยที่จะคิดหาแคนดิเดตนายกฯว่า เป็นใครด้วย
สถานการณ์แบบนี้เราจำเป็นต้องได้คนที่มีคุณสมบัติครบเครื่อง เข้าใจทั้งเรื่องการต่างประเทศ ต้องลึกเรื่องเศรษฐกิจ และต้องมีบารมีการเมือง ประสานการเมือง ประสานพรรคการเมือง ทำงานร่วมกับฝ่ายค้านได้ โดยยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง อยากให้อยู่ครบเทอม อย่าให้เป็นอย่างการเมืองปัจจุบัน 2 ปีกว่า นายกฯ 3 คน
“ผมว่า ตัวแคนดิเดตนายกฯ ตัวนโยบายนี่แหละ จะเป็นตัวประกอบการตัดสินใจทางการเมืองของพี่น้องประชาชนในรอบหน้า ส่วน 4 เดือนนี้ ผมเชื่อว่า คงไม่ใช่อะไรที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันในทางการเมืองเท่าไหร่” นายสุวัจน์ กล่าว
เมื่อถามถึง เรื่องรัฐธรรมนูญโครงสร้างการเมือง นายสุวัจน์ มองว่า เรื่องที่ทุกคนก็พูดกันว่า ควรจะแก้ไขให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ อย่างที่บอก 2 ปีกว่า นายกฯ 3 คน
ฉะนั้น การจะลงรายละเอียดก็ขึ้นอยู่กับการแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งถือเป็นกุญแจดอกแรกว่า จะได้ข้อสรุปยังไง เพื่อนำไปสู่กุญแจดอกที่สองต่อไป ก็คงขึ้นอยู่กับวิธีการว่า เราจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้
แต่ในทัศนะส่วนตัวคิดว่า ถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรจะเอามิติต่างๆมาดูว่า จะทำยังไงให้การเมืองมีเสถียรภาพ ทำให้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะโลกเรามีความผันผวนสูง มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหลักของกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ต้องมีความยืดหยุ่นตัวเพียงพอ ที่จะทำให้การบริหารประเทศนั้น สามารถดำเนินการได้ทันกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น
ในฐานะที่ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ยกเป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมือง และเป็นผู้อาวุโสในพรรคชาติพัฒนาที่ นายกฯอนุทิน รับว่า คุยด้วยมากที่สุด นายสุวัจน์ บอกว่า “ท่านอนุทินเป็นคนน่ารัก เคยอยู่ชาติพัฒนามาด้วยกัน แล้วก็เป็นคนกตัญญูคนผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร วันนี้ท่านเดินมาถึงจุดนี้ก็ให้กำลังใจ ขอให้ประสบความสำเร็จ”
เมื่อถามถึงคำแนะนำถึงนายกฯ นายสุวัจน์ บอกว่า “ผมว่าท่านอนุทินครบเครื่องอยู่แล้ว ไม่มีอะไรจะแนะนำส่วนตัว เชื่อว่าท่านรู้ว่า อะไรที่ควรทำ อะไรควรหลีกเลี่ยง
“เพียงแต่ว่า ปัญหาของประเทศที่อยากให้ท่านทำมากกว่า อย่างที่พูดไปทั้งหมด ท่องเที่ยวรีบทำ รีบช่วยส่งออก รีบเข้าไปดูเรื่องภาษีทรัมป์ เอสเอ็มอีด้วย รีบกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw238R-3ayG2CenRBYVo0MoF

หลังจากโชว์สปิริต ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็มีเสียงวิจารณ์ตามมา มากมาย โดยเฉพาะเสียงวิจารณ์ของ “สฤณี” นักวิชาการอิสระด้านการเงิน ทำให้ “วรภัค” ถึงกับแชร์โพสต์ และขอร้องให้วิจารณ์อย่างไร้อคติ อย่าเผยแพร่อะไรโดยไม่มีเอกสารมายืนยัน ก่อนจะระบายความในใจออกมา ผ่าน โคลงสี่สุภาพ
#วรภัค #รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง #รัฐบาลอนุทิน #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
——————————————————————-
=== สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===
PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join
=====================================
Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
X : https://twitter.com/PPTVHD36
TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
———-
สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
Tel: 093-6242426
Email: saleonline@pptvthailand.com
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TqRxTQOtVtWByn_-nORF_