Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ศุภจี’ นำทีมพาณิชย์ถกเวทีอาเซียน-เอเปค มาเลเซียและเกาหลีใต้ ปลุกบทบาทไทย

    ‘ศุภจี’ นำทีมพาณิชย์ถกเวทีอาเซียน-เอเปค มาเลเซียและเกาหลีใต้ ปลุกบทบาทไทย

    ‘ศุภจี’ เตรียมนำทีมพาณิชย์ ประชุมอาเซียน – เอเปค ที่มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ค้าเสรี หวังสร้างบทบาทผู้นำเวทีโลก ท่ามกลางประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ

    วันนี้ 23 ตุลาคม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มีกำหนดเข้าร่วมประชุมสองเวทีสำคัญของภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย-แปซิฟิกในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายน 2568 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

    โดยระหว่างวันที่ 24 – 28 ตุลาคม 2568 จะเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Council) ครั้งที่ 26 การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จากนั้น จะเดินทางต่อไปยัง เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting) และ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ด้วย

    โดยการประชุมอาเซียนในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การเป็นเจ้าภาพของประเทศมาเลเซีย เพื่อวางทิศทางอาเซียนรับมือความไม่แน่นอนจากประเด็นภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก เพื่อเร่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค และผลักดันการเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA)) ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ทั้งนี้ ศุภจีจะเข้าร่วมหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันการค้าสองฝ่ายและขยายโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทย

    ขณะที่ การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งมีผู้นำประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจาเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า โดยศุภจีจะร่วมลงนามความตกลงสำคัญทางเศรษฐกิจ 2 ฉบับ ได้แก่

    • พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน
    • พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการค้าภายในอาเซียนและกับคู่เจรจาสำคัญให้รองรับการค้าในยุคใหม่ โดยมีผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึง อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี

    ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในอาเซียน ศุภจีจะเดินทางต่อไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting: AMM) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ร่วม 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค เพื่อทบทวนการทำงานและความร่วมมือตลอดปีที่ผ่านมา ก่อนเสนอผู้นำ เขตเศรษฐกิจเอเปคพิจารณา

    รายงานข่าวระบุว่า ศุภจีจะกล่าวถ้อยแถลงของไทยในหัวข้อ ‘Connect’ เพื่อเน้นย้ำการฟื้นฟูเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ พร้อมนำเสนอตัวอย่างแนวทางการดำเนินการของไทย

    สำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (AELM) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2568 จะเป็นเวทีสำคัญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจหารือเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจโลก แลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในภูมิภาคภายใต้เป้าหมายร่วมกัน พร้อมพิธีส่งมอบเจ้าภาพเอเปคจากเกาหลีใต้ให้กับจีน

    “การเข้าร่วมประชุมอาเซียนและเอเปคในช่วง 24 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นภารกิจสำคัญของไทยในการยืนยันบทบาทเชิงรุกในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต”
    นอกจากนี้ ศุภจี ได้หารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับ กาน คิม ยอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ โดยได้สรุปปิดดีลขายข้าว และผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suphajee-leads-the-commerce/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GexE_o0rrzS2sj-of7tDC

  • ‘สุวัจน์’ ชี้ไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ รัฐบาลหน้าอย่าหวังเล่นการเมืองแบบ ‘ประชานิยม’

    ‘สุวัจน์’ ชี้ไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ รัฐบาลหน้าอย่าหวังเล่นการเมืองแบบ ‘ประชานิยม’

    ‘สุวัจน์’ ชี้ไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ รัฐบาลหน้าอย่าหวังเล่นการเมืองแบบ ‘ประชานิยม’

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ‘มติชนออนไลน์’ ในประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็น การฉายภาพเศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังเผชิญจนต้องปรับเปลี่ยนกันขนานใหญ่ และมองข้ามช็อตไปดูว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง จะต้องรับมือกับ 6 เรื่องสำคัญอย่างไร?

    ‘หน้าผาทางการคลัง’ ความท้าทายเศรษฐกิจไทยยุคนี้!

    นายสุวัจน์มองว่า เศรษฐกิจโลกในวันนี้เป็นยุคที่มีความผันผวนมากที่สุด นับตั้งแต่โควิด สืบเนื่องมาเจอปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสงครามการค้า ปัญหาสงครามจริงๆ และล่าสุดก็ภาษีทรัมป์ ที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบ ซึ่งในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่นก็หนักแล้ว แต่วันนี้เป็นเรื่องเอไอซึ่งหนักมากกว่า

    ประกอบกับเศรษฐกิจโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่กรีนอีโคโนมีอีก หมายความว่า ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ต้องมีมาตราฐานเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อน สนใจสิทธิมนุษยชน เรื่องสตรี ความหลากหลายทางเพศ มีเรื่องความยั่งยืนต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

    รวมไปถึงปัญหาสังคมสูงวัย ที่มีจำนวนกว่า 20% หรือ 15 ล้านคนจากประชากร 60 กว่าล้านคน ทำให้มีภาระด้านสวัสดิการการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น แต่กำลังการผลิตและทำงานของคนในชาติน้อยลง

    โดยนายสุวัจน์มองว่ามีผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย จีดีพีเราไม่โตเลย ไตรมาสแรก 3 % ไตรมาสที่สองก็ 3 % พอไตรมาสที่สาม 1 % กว่า ไตรมาสสุดท้ายอาจจะ 1 % กว่าเช่นกัน เฉลี่ยปีนี้ประเทศไทยอาจไม่ถึง 2 % ซึ่งประเทศไยไม่ถึง 2 % มาเกือบ 20 ปี

    ส่วนสำคัญคือ Fiscal Spaces หรือ พื้นที่ทางการคลัง ที่ประเทศไทยเหลือน้อยลงไปทุกที ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ ‘หน้าผาทางการคลัง’ แล้ว

    เนื่องจากเงินประเทศน้อยลง หนี้สินมาขึ้น หนี้ 65% ของจีดีพีซึ่งเรียกได้ว่าชนเพดาน หรือการขาดดุลงบประมาณ 4.5% ซึ่งนำไปสู่การจัดเครดิตเรตติ้งต่างๆ ที่จะทำให้ไทยกู้เงินยากขึ้น ดอกเบี้ยสูง เท่ากับว่าเงินที่จะใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศน้อยลง!

    ชี้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวเป็นภาระของรัฐบาลใหม่ หยุดขายนโยบาย ‘ประชานิยม’

    นายสุวัจน์ยังกล่าวด้วยว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยะยาวนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ แม้ว่าตนจะไม่รู้ว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่รัฐบาลหน้าตาแบบไหน แต่ส่วนตัวมองว่าระหว่างนี้จะเป็นโอกาสให้นักการเมืองเตรียมตัวสำหรับเลือกตั้ง

    โดยย้ำว่า การเมืองต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา และสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจริงๆ ด้วยนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศและของโลก

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักและยอมรับความจริงกันได้แล้ว คือ การใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นจุดขายเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง

    เพราะเนื่องจากวันนี้เศรษฐกิจไทยยืนอยู่บน ‘หน้าผาทางคลัง’ ซึ่งทำให้ประเทศไม่มีทรัพยากรเพียงพอ การเมืองจึงต้องช่วยกันคิดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการลงทุน รัฐมีรายได้ เอสเอ็มอีอยู่รอด และประชาชนมีงานทำ

    6 นโยบายสำคัญ ของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง!

    นายสุวัจน์ มองว่าภารกิจของรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งที่จะต้องทำอย่างจริงจังมี 6 เรื่อง ได้แก่

    1. การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม เน้นการผลิตที่มีมาตรฐาน สนใจเรื่องโลกร้อนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    2. ยกระดับ SME ต้องทำให้ขึ้นมาเผชิญหน้ากับการท้าทายของความผันผวนของโลกให้ได้
    3. สังคมผู้สูงอายุ  ต้องยกให้เป็นวาระแห่งชาติสำคัญ จะเกษียณอายุอย่างไร จะขยายเป็นอายุ 65 ดีหรือไม่ หรือจะดูแลสวัสดิการอย่างไร
    4. คุณภาพการศึกษา โดยการพัฒนาการวัดผลคุณภาพการศึกษาของเยาวชนไทย เน้นเรื่อง STEM เป็นหลัก เด็กไทยต้องเก่งกว่าเดิม
    5. การท่องเที่ยว ต้องเป็นแกนหลักให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การสร้าง Medical Hub , Wellness Hub หรือ Man-made Destination ใหม่ๆ ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะของตนเอง และจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว
    6. สินค้าเกษตร ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่แปรรูป แต่ต้องมีการใช้เทคโนโลยีเข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ทั้งนี้  นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ย้ำว่า การจะทำภารกิจดังกล่าวได้ ปัจจัยสำคัญคือ ‘เราต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ’ นอกจากนี้ ‘ตัวนายกรัฐมนตรี’ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องได้คนที่มีคุณสมบัติครบเครื่อง

    นี่คือแนวคิดจาก ‘สุวัจน์’ ผู้ที่ ‘นายกฯหนู’ เคยยกว่าเป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมือง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732291&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QoOl2FBtkqjD3nMGRsqMI

  • หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ แนะรัฐบาลตั้งศูนย์ “ต่อต้านสแกมเมอร์แห่งชาติ”

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ แนะรัฐบาลตั้งศูนย์ “ต่อต้านสแกมเมอร์แห่งชาติ”

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ แนะรัฐบาลออกมาตรการขั้นเด็ดขาด 5 ข้อ ตั้งศูนย์ “ต่อต้านสแกมเมอร์แห่งชาติ” กวาดล้างและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของไทย มุ่งเป้าทลายเครือข่ายให้ถึงตัวบงการใหญ่

    วันที่ 23 ต.ค. 68 ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า ปัญหาเครือข่ายมิจฉาชีพ หรือ Scammer ที่กำลังระบาดอย่างหนัก ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และที่สำคัญคือการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ “Scammer ไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน แต่ยังกำลังทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานานาชาติ เราต้องเร่งกวาดล้างอย่างจริงจังเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมา”

    แนะ 5 มาตรการเร่งด่วน

    พรรคไทยก้าวใหม่ได้เสนอแนะแนวทาง 5 ข้อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาและดำเนินการอย่างเร่งด่วน ดังนี้

    1.ใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับ: นำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์และตรวจจับธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยแบบเรียลไทม์ เพื่อสกัดกั้นความเสียหายได้อย่างทันท่วงที

    2.ตั้งศูนย์ต่อต้าน Scammer แห่งชาติ: จัดตั้งศูนย์กลางแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อรวบรวมข้อมูลและประสานการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ธนาคาร และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพและรวดเร็ว

    3.บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด: เร่งรัดการจับกุมและยึดทรัพย์สินของเครือข่ายมิจฉาชีพ โดยมุ่งเป้าไปที่การทลายเครือข่ายให้ถึงตัวผู้บงการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง

    4.คุ้มครองและเยียวยาผู้เสียหาย: ออกมาตรการที่ชัดเจนในการคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และสร้างกระบวนการคืนเงินที่รวดเร็วและโปร่งใส เพื่อลดผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

    5.สื่อสารเชิงรุกฟื้นภาพลักษณ์: ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสื่อสารเชิงรุกกับนานาชาติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง

    ดร. คเณศ ทิ้งท้ายว่า การปราบปราม Scammer ไม่ใช่แค่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่คือการฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจังด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2890931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29a4aQxIj_iz-wAR4v8pEp

  • “

    “พัฒนา-วรโชติ” เตรียมกดปุ่มนโยบาย Quick Win ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ ธ.ค.นี้ สร้างมูลค่าเพิ่มระบบบริการสาธารณสุขดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ


    23/10/2568 | 65 |

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขติดตามการดำเนินงาน  ตามนโยบาย พบคืบหน้าตามแผน เตรียมจัดงาน “1st Thailand Health Economic Forum” ครั้งแรกของประเทศนำสุขภาพช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมมอบ “ระบบนัดหมายออนไลน์- หมอพร้อม Super App – Health ID ทารก/เด็กแรกเกิด” เป็นของขวัญปีใหม่ประชาชน 

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win ของกระทรวงสาธารณสุข ภาพรวมทุกนโยบายดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ และหลายประเด็นเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว อาทิ ประเด็น “30 บาทรักษาทุกที่และฟอกไตฟรีได้ทุกแห่ง” นอกจากการกำกับติดตามคุณภาพของหน่วยบริการทั่วประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาผู้ป่วยฟอกไตถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจะมีการเพิ่มศักยภาพทีมเจรจาและทีมจัดเก็บอวัยวะเพื่อนำมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยประเด็น “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” หลังนำร่องระบบนัดหมายออนไลน์  ใน 4 โรงพยาบาลและเขตสุขภาพที่ 4 เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัด 902 แห่งมีการเปิดระบบแล้ว 54% ส่วนหมอพร้อม Super App และระบบ Health ID เด็ก/ทารกแรกเกิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบระบบก่อนเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2569 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ส่วนประเด็น “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” มีการประสานความร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เตรียมจัดงาน “1st Thailand Health Economic Forum” ซึ่งเป็นงานด้านเศรษฐกิจสุขภาพครั้งแรกของประเทศ ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 นี้ 

    ด้านนายวรโชติกล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายยกระดับ อสม. ให้เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย ผู้ช่วยสาธารณสุข ขณะนี้มีการพัฒนาหลักสูตรและแนวทางรองรับแล้ว จะเริ่มดำเนินการได้เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ส่วนการปราบปราม ป้องกันการกระทําผิดกฎหมายด้านสุขภาพมีการสนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจสอบจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องและต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ จะทำความร่วมมือกับแพลตฟอร์มที่ให้บริการตลาดออนไลน์ เพื่อตรวจจับไม่ให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายด้วย สำหรับการเร่งรัดให้แรงงานต่างชาติ/ต่างด้าว ซื้อประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐ มีการนำร่องระบบ FDH Migrant ในศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ที่จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี เตรียมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มีข้อมูลแรงงานต่างชาติ/ต่างด้าวที่ครอบคลุมสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพและเป็นประโยชน์ในการป้องกันควบคุมโรคได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101466


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/434078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MXNbjQMScpeyqx9JSYKqn

  • โฆษก ปชป. แจง ‘อภิสิทธิ์’ ชี้คนละครึ่งดีแต่ต้องต่อยอดให้ยั่งยืน

    โฆษก ปชป. แจง ‘อภิสิทธิ์’ ชี้คนละครึ่งดีแต่ต้องต่อยอดให้ยั่งยืน

    โฆษก ปชป. แจง ‘อภิสิทธิ์’ มอง ‘คนละครึ่ง’ เป็นสิ่งที่ดี แต่ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น ย้ำพรรคเตรียมเสนอพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ ที่โตอย่างยั่งยืน

    23 ต.ค.2568 – นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจงกรณีมีการตีความถ้อยคำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามีลักษณะเป็นการวิจารณ์โครงการคนละครึ่งของรัฐบาล โดยยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาในเชิงลบต่อโครงการดังกล่าว

    นายพงศกร ระบุว่า หัวหน้าพรรคมีความเห็นว่าโครงการคนละครึ่งนั้นเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนคือ หากประเทศพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยปราศจากการต่อยอดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ อาจเป็นผลให้ประเทศไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว

    สำหรับแนวทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรและยั่งยืนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แสวงหาแนวทางเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ทันสมัยด้วยการใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูล เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ซึ่งแนวทางเหล่านี้สิ่งที่พรรคฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยต่อยอด จากโครงการช่วยเหลือชั่วคราวอย่างคนละครึ่งได้ดี และจะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม

    ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงภารกิจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองที่ต้องมุ่งเน้นไปยังปัญหาและภาพรวมของประเทศชาติบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมจัดเวทีฟอรั่มใหญ่ขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับประเทศ 3 ท่าน มาร่วมวิเคราะห์และให้มุมมอง ได้แก่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรก นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารของดับบลิวเอชเอ (WHA) คอร์ปอเรชั่น

    นายพงศกร กล่าวปิดท้ายว่า พรรคมั่นใจว่าทั้งสามท่านจะเข้ามาช่วยบอกกับสังคมถึงสถานะที่แท้จริงของประเทศ และเป็นโอกาสให้พรรคได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์นโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างที่ปรากฏอยู่ในการเมืองปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคการเมืองควรทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/883550/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C4Ky7Y_QuDmvmkP5_p4j9

  • ดันโลเกชั่นเมืองกรุง ‘ถ่ายหนังไทย-เทศ’ ส่งเสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ดันโลเกชั่นเมืองกรุง ‘ถ่ายหนังไทย-เทศ’ ส่งเสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Love Song เพลงรัก โดยมีคุณทานิมูระ ทาคามาสะ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย น.ส.รุจิรา อารินทร์ รองผอ.สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว นางรุ่งรัตน์ พุทธพงษ์ ผอ.สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แชมป์ วีรชิต ทองจิลา ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย พร้อมนักแสดงจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยร่วมแสดงในภาพยนตร์ อาทิ วิน โมริซากิ, โคจิ มุไค, เฟริสท์ ฉลองรัฐ, มิวสิค แพรวา, เรียวตะ โอมิ ตัวแทนจากกรมการท่องเที่ยว เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมงาน ณ โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน เขตจตุจักร

    สำหรับ ภาพยนตร์ เรื่อง “Love Song เพลงรัก” เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ถ่ายทำในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย รวมถึงเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยสถานที่ถ่ายทำหลักอยู่ในกรุงเทพมหานคร อาทิ ตรอกดิลกจันทร์ (ตรอกใกล้สวนสมเด็จย่า) และถนนสมเด็จเจ้าพระยา 3 เขตคลองสาน, ตลาดกรีนวินเทจ รัชโยธิน เขตจตุจักร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่, สะพานเขียว เขตปทุมวัน, ค่ายมวยปิ่นสินชัย และซอยนาคนิวาส 47 เขตลาดพร้าว และ Right Man Design Park เขตประเวศ

    ทั้งนี้ การถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ สอดคล้องกับนโยบายของ กทม. ในการเปิดพื้นที่สาธารณะเพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายและนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมกับการมี “ศูนย์ประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” หรือ Bangkok Filmmaking Coordination Center (BFMCC) ที่ กทม. ได้ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการครบวงจร หรือ One Stop Service ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับกองถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ มิวสิกวิดีโอ และสื่อบันเทิงอื่น ๆ ให้สามารถขออนุญาตถ่ายทำในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

    สำหรับ Love Song เพลงรัก กำกับภาพยนตร์โดย แชมป์ วีรชิต ทองจิลา ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยผู้เคยฝากฝีไม้ลายมือในซีรีส์ “เพราะเราคู่กัน 2gether The Series” กำหนดฉายในไทย 13 พ.ย.68 ในโรงภาพยนตร์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5232924/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aPOQQb2Iijser8zNmrTIK

  • ปชป.แจง”อภิสิทธิ์”มอง”คนละครึ่ง”ดีช่วยประชาชนระยะสั้น ย้ำพรรคเตรียมเสนอพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ปชป.แจง”อภิสิทธิ์”มอง”คนละครึ่ง”ดีช่วยประชาชนระยะสั้น ย้ำพรรคเตรียมเสนอพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจงกรณีมีการตีความถ้อยคำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามีลักษณะเป็นการวิจารณ์โครงการคนละครึ่งของรัฐบาล โดยยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาในเชิงลบต่อโครงการดังกล่าว

    นายพงศกร ระบุว่า หัวหน้าพรรคมีความเห็นว่าโครงการ “คนละครึ่ง” นั้นเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนคือ หากประเทศพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยปราศจากการต่อยอดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ อาจเป็นผลให้ประเทศไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว

    สำหรับแนวทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรและยั่งยืนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แสวงหาแนวทางเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการพัฒนา”เศรษฐกิจดิจิทัล” เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการ “ยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ทันสมัย” ด้วยการใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูล เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ซึ่งแนวทางเหล่านี้สิ่งที่พรรคฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วย “ต่อยอด” จากโครงการช่วยเหลือชั่วคราวอย่างคนละครึ่งได้ดี และจะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม

    ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงภารกิจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองที่ต้องมุ่งเน้นไปยังปัญหาและภาพรวมของประเทศชาติบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมจัดเวทีฟอรั่มใหญ่ขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับประเทศ 3 ท่าน มาร่วมวิเคราะห์และให้มุมมอง ได้แก่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรก นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารของ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น [WHA]

    นายพงศกร กล่าวปิดท้ายว่า พรรคมั่นใจว่าทั้งสามท่านจะเข้ามาช่วยบอกกับสังคมถึงสถานะที่แท้จริงของประเทศ และเป็นโอกาสให้พรรคได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์นโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างที่ปรากฏอยู่ในการเมืองปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคการเมืองควรทำ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AQffDFrdKT6oeB_7Grz1L

  • “

    “พัฒนา-วรโชติ” เตรียมกดปุ่มนโยบาย Quick Win ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ ธ.ค.นี้ สร้างมูลค่าเพิ่มระบบบริการสาธารณสุขดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ


    23/10/2568 | 71 |

    พร้อมมอบ “ระบบนัดหมายออนไลน์- หมอพร้อม Super App – Health ID      ทารก/เด็กแรกเกิด” เป็นของขวัญปีใหม่ประชาชน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win ของกระทรวงสาธารณสุข ภาพรวมทุกนโยบายดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ และหลายประเด็นเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว อาทิ ประเด็น “30 บาทรักษาทุกที่และฟอกไตฟรีได้ทุกแห่ง” นอกจากการกำกับติดตามคุณภาพของหน่วยบริการทั่วประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาผู้ป่วยฟอกไตถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจะมีการเพิ่มศักยภาพทีมเจรจาและทีมจัดเก็บอวัยวะเพื่อนำมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยประเด็น “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” หลังนำร่องระบบนัดหมายออนไลน์  ใน 4 โรงพยาบาลและเขตสุขภาพที่ 4 เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัด 902 แห่งมีการเปิดระบบแล้ว 54% ส่วนหมอพร้อม Super App และระบบ Health ID เด็ก/ทารกแรกเกิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบระบบก่อนเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2569 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ส่วนประเด็น “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” มีการประสานความร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เตรียมจัดงาน “1st Thailand Health Economic Forum” ซึ่งเป็นงานด้านเศรษฐกิจสุขภาพครั้งแรกของประเทศ ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 นี้ 

            ด้านนายวรโชติกล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายยกระดับ อสม. ให้เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย ผู้ช่วยสาธารณสุข ขณะนี้มีการพัฒนาหลักสูตรและแนวทางรองรับแล้ว จะเริ่มดำเนินการได้เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ส่วนการปราบปราม ป้องกันการกระทําผิดกฎหมายด้านสุขภาพมีการสนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจสอบจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องและต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ จะทำความร่วมมือกับแพลตฟอร์มที่ให้บริการตลาดออนไลน์ เพื่อตรวจจับไม่ให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายด้วย สำหรับการเร่งรัดให้แรงงานต่างชาติ/ต่างด้าว ซื้อประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐ มีการนำร่องระบบ FDH Migrant ในศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ที่จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี เตรียมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มีข้อมูลแรงงานต่างชาติ/ต่างด้าวที่ครอบคลุมสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพและเป็นประโยชน์ในการป้องกันควบคุมโรคได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/434063&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0un2SVPIdyL825B2hd7ZxS

  • วิกฤตสแกมเมอร์ เหยื่อไทยสูญเงิน เสียหายต่อคนอันดับ 9 ของโลก ฉุดเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นถดถอย

    วิกฤตสแกมเมอร์ เหยื่อไทยสูญเงิน เสียหายต่อคนอันดับ 9 ของโลก ฉุดเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นถดถอย

    ผลกระทบต่อความเชื่อมั่น-การลงทุน 

    ปัญหาสแกมเมอร์ส่งผลกระทบเชิงลบหลายมิติ:

    • ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ: การมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาทำให้นานาชาติเพ่งเล็งและ “ลดทอนความน่าเชื่อถือ” ของไทย ส่งผลให้การทำธุรกรรมระหว่างประเทศถูกตรวจสอบเข้มงวด และส่งผลเสียต่อการลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว
    • ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ: เงินจำนวนมหาศาลไหลออกสู่เส้นทางมืด ทำให้เศรษฐกิจสูญเสียสภาพคล่อง และความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินสั่นคลอน
    •  ความเสียหายทางสังคม: นอกจากสูญเงินแล้ว ยังมีการ ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งสะท้อนความอ่อนแอของกลไกป้องกันและบังคับใช้กฎหมาย

     ทางออก: การจัดการที่เฉียบขาดและก้าวทันโลก 

    การต่อสู้กับเครือข่ายข้ามชาติขนาดใหญ่นี้ต้องอาศัยการยกระดับการจัดการ และขอความร่วมมือจากประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และเกาหลีใต้ ในการเข้าจัดการอย่างเด็ดขาด
    .
    สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง 

    • มาตรการทางเทคโนโลยี: นำระบบสอดส่องทางการเงินขั้นสูงมาใช้เพื่อ วิเคราะห์เส้นทางเงินผิดปกติแบบเรียลไทม์ และบล็อกบัญชีต้องสงสัย
    • การลงโทษที่เข้มงวด: ลงโทษอย่างเด็ดขาดทั้งผู้กระทำและผู้สนับสนุน
    • สร้างภาพลักษณ์ใหม่: ประกาศตัวเป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจที่โปร่งใสในเวทีโลก พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับประเทศสำคัญ

    นักวิเคราะห์ย้ำเตือนว่า “ความล่าช้า เท่ากับ ความเสียหาย” หากรัฐบาลยังปล่อยให้สแกมเมอร์ลอยนวล

    ปัญหานี้จะบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาวอย่างไม่อาจแก้ไขได้ การจัดการจึงต้องเป็นระบบและเชื่อมโยงทุกหน่วยงานอย่างจริงจัง

    ที่มา : statista  thansettakij

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IADvnHzDKXjXJW2FoTWRt

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้คงดอกเบี้ยตามคาด ส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ยเพื่อป้องกันศก.ขาลง : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้คงดอกเบี้ยตามคาด ส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ยเพื่อป้องกันศก.ขาลง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.5% ในการประชุมวันนี้ (23 ต.ค.) ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันครั้งที่ 3 และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

    แถลงการณ์ของ BOK ระบุว่า การตัดสินใจตรึงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุดนี้ มีเป้าหมายที่จะรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ในช่วงเวลาที่ราคาบ้านในเกาหลีใต้พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง และสกุลเงินวอนอ่อนค่าลงอย่างมาก

    อย่างไรก็ดี BOK กล่าวว่า คณะกรรมการยังไม่ตัดโอกาสในการผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันข้างหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงขาลง และเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปี 2568 สู่ระดับ 0.9% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมในเดือนก.ค.ที่ระดับ 0.8% โดยระบุว่าเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ น้อยกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน IMF ยังคงคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1.8%

    การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจของ IMF ค่อนข้างสอดคล้องกับสถาบันเศรษฐกิจรายอื่น ๆ โดยธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปีนี้สู่ระดับ 0.9% ขณะที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะขยายตัว 1%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mqOI1ezRLTb7_Z4rkivk7