Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจไทย 2569 เผาจริง! จับตา 4 สัญญาณความเสี่ยงกระทบหนัก

    เศรษฐกิจไทย 2569 เผาจริง! จับตา 4 สัญญาณความเสี่ยงกระทบหนัก

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยล่าสุด โดยเฉพาะการประเมิน แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569 พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามแนวโน้มการลดลงของการส่งออกสินค้าภายหลังจากการเร่งขึ้นในเกณฑ์สูงในปีก่อน

    สอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกท่ามกลางการดำเนินมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องและเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของการผลิตอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชน 

    ขณะเดียวกัน ระดับหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูงท่ามกลางการเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ 

    อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจในปี 2569 มีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวที่สำคัญจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐบาล การฟื้นตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร

    ทั้งนี้ในภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สศช. ประเมินว่า มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2 – 2.2% หรือมีค่ากลาง 1.7% เทียบกับ 2% ในปี 2568 อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.0 – 1.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP 

    ประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ ปี 2569

    สศช.ประเมินข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ดังนี้

    1.การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าโดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) 

    สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีต่อประเทศไทย ในอัตรา 19% ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่องทางที่สำคัญ ได้แก่ 

    (1) ผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย โดยคาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับตัวลดลงในปี 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งมีสัดส่วน 5.46% 2.73% 2.62% และ 1.5% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ ตามลำดับ 

    โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องจากการชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ภายหลังจากขยายตัวในเกณฑ์สูง (Front-load) ในช่วงสามไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกของหลายประเทศในภูมิภาค

    (2) ผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่การผลิตของประเทศที่ถูกกีดกันจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องให้การส่งออกสินค้าในกลุ่มสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบของไทยลดลงต่อเนื่อง อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เป็นต้น

    (3) ผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงของการส่งออกจากการถ่ายลำ (Transshipment) หรือปัญหาการสวมสิทธิสินค้าส่งออกเพื่อเป็นทางผ่านให้ประเทศที่ต้องการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะถือเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่ 40% โดยกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิแผงพลังงานแสงอาทิตย์ แผงวงจรพิมพ์และล้อรถและชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง

    (4) ผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศเนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้า อันเนื่องมาจากการเจรจาการค้าโดยการลดอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ของไทยโดยเฉพาะสินค้าภาคการเกษตร รวมทั้งแนวโน้มการนำเข้าสินค้าจากจีนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง ในหลายกลุ่มสินค้า อาทิเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและชิ้นส่วน และยานยนต์ รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค

    2.แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก

    โดยมีเงื่อนไขความเสี่ยงที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย

    (1) ความยืดเยื้อและความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศและการเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกในภาพรวม และมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลกหากยกระดับความรุนแรงมากขึ้นในระยะต่อไป 

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากสินค้ารายสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงและมาตรการควบคุมการค้าระหว่างประเทศในสินค้าทุนและวัตถุดิบสำคัญ อาทิ แร่ธาตุหายากสำคัญ เหล็กและอลูมิเนียม และยานยนต์และชิ้นส่วน 

    (2) ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ 

    (3) ความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความเสี่ยงในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

    นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในระยะต่อไป 

    (4) ความเสี่ยงทางด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบด้านเงินเฟ้อผ่านการเพิ่มขึ้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน 

    (5) ความผันผวนของตลาดทุนอันเนื่องมาจากแนวโน้มการปรับฐานราคา (Re-pricing) ของราคาหลักทรัพย์ของบริษัทเทคโนโลยีที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูง โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ที่ทำสถิติมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องจากการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจส่งผลต่อการชะลอตัวของการอุปโภคบริโภคและระดับความมั่งคั่งของครัวเรือน และกลายเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    3.ระดับหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูง

    จะเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาสที่สองของปี 2568 อยู่ที่ 86.8% แม้ว่าจะลดลงจาก 89.7% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคงสูงกว่า 82.6% ในไตรมาสที่สองของปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 

    ขณะเดียวกันคุณภาพสินเชื่อยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลซึ่งสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) และสัดส่วนสินเชื่อจัดชั้นพิเศษ (Special Mention Loans: SMLs) ต่อสินเชื่อรวม 

    ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนเปราะบางที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งจำกัดความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนและสภาพคล่องของลูกหนี้รายย่อยและเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวลง

    4.บรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง

    อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนสะท้อนจากข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของไทย (Business Sentiment Index : BSI) ที่มีแนวโน้มผันผวนสูงในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อันจะส่งผลต่อกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจ าปี 2570 ให้มีความล่าช้าออกไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FcfVVpxkg-X8B_nlHM6K3

  • สรุป ‘ญี่ปุ่น’ อัดฉีด 4 ล้านล้านบาท สู้เงินเฟ้อ – กระตุ้น ศก.- ยกระดับกลาโหม

    สรุป ‘ญี่ปุ่น’ อัดฉีด 4 ล้านล้านบาท สู้เงินเฟ้อ – กระตุ้น ศก.- ยกระดับกลาโหม

    ต่างประเทศ

    21 พ.ย. 2025 เวลา 14:40 น.

    สรุป ครม. ‘ญี่ปุ่น’ ไฟเขียวมาตรการ ‘ทาคาอิจิ’ อัดฉีด 4.4 ล้านล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้านลงทุนเทคใหม่-อุตสาหกรรม ลดค่าครองชีพสู้เงินเฟ้อ ยกระดับกลาโหม และความมั่นคง

    นิกเคอิเอเชียรายงานว่า คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน หรือราว 4.39 ล้านล้านบาท โดยมีแหล่งเงินทุนหลักมาจากงบประมาณเพิ่มเติม 17.7 ล้านล้านเยน จากบัญชีกลางของรัฐบาล เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

    สถานีโทรทัศน์สาธารณะ NHK รายงานว่า นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และมอบการสนับสนุนที่จำเป็นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นผ่าน 3 เสาหลัก

    บรรเทาภาระค่าครองชีพ

    รัฐบาลจัดสรรเงิน 11.7 ล้านล้านเยน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้นให้แก่ครัวเรือน และธุรกิจ 

    • ครัวเรือนจะได้รับเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า และค่าก๊าซประมาณ 7,000 เยน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนม.ค.ถึงมี.ค.ปีหน้า คาดว่าจะช่วยลดดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ได้ 0.4%
    • ภาษีน้ำมัน ก็จะถูกยกเลิกเช่นกัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการเดินทางให้กับประชาชน
    • ขยายการให้เงินช่วยเหลือแก่เทศบาล เพื่อส่งเสริมการแจก คูปองข้าวสาร และคูปองดิจิทัล รวมถึงอนุญาตให้ใช้เงินสนับสนุนนี้เพื่อชำระ ค่าน้ำประปา
    • ครอบครัวที่มีเด็กอายุ 18 ปีหรือต่ำกว่า จะได้รับเงิน 20,000 เยนต่อเด็กหนึ่งคน โดยไม่มีการจำกัดเพดานรายได้
    • ส่วนด้านสุขภาพ มีการให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมแก่ โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ที่ประสบปัญหาต้นทุนวัสดุ และแรงงานสูงขึ้น

    สร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ และการทูต 

    รัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้เงิน 1.7 ล้านล้านเยน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ การป้องกันประเทศ และการทูต ควบคู่ไปกับการเติมเงินเข้า กองทุนสำรองภัยพิบัติอีกประมาณ 700,000 ล้านเยน ซึ่งเงินสำรองนี้จะใช้สำหรับรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน และภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงการจัดการกับปัญหาเฉพาะอย่างการโจมตีของหมีที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศใช้มาตรการเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ ให้สูงขึ้นถึง  2% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2570  

    แผนสร้างเศรษฐกิจแกร่ง 

    รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรเงิน 7.2 ล้านล้านเยน ภายใต้เสาหลัก “การสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง” หรือที่ ทาคาอิจิเรียกว่า “การลงทุนเพื่อการจัดการวิกฤติ” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

    การจัดสรรเงินจำนวนนี้มุ่งเน้นไปที่การลงทุนในภาคส่วนเทคโนโลยี และอุตสาหกรรม ที่เป็นอนาคต และมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ ทั้ง เทคโนโลยีขั้นสูง  เช่น   โครงการริเริ่มการพัฒนาอวกาศ, เซมิคอนดักเตอร์ และ AI  เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเทคโนโลยี

    สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต มีการจัดตั้งกองทุนระยะเวลา 10 ปี เพื่อสนับสนุน และเพิ่มขีดความสามารถในการต่อเรือ

    คาด ‘จีดีพี’ โตเพิ่มปีละ 1.4%

    รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดที่ประกาศไป  โดยรัฐบาลคาดหวังว่าจะสามารถผ่านร่างกฎหมายนี้ได้ภายในสิ้นปี โดยได้รับความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้าน

    รัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด จะส่งผลให้ GDP ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น ประมาณ 24 ล้านล้านเยน หรือทำให้ GDP เติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 1.4%

    อย่างไรก็ดี พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปัจจุบันของญี่ปุ่น อยู่ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยขาดที่นั่งเพียงแค่ 2 ที่นั่งเท่านั้น  หมายความว่า ในการผลักดันกฎหมายสำคัญ เช่น ร่างงบประมาณ รัฐบาลจำเป็นต้องได้รับ การสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านบางส่วน เพื่อให้ผ่านร่างกฎหมายนี้ได้สำเร็จ

    กังวลเศรษฐกิจญี่ปุ่น ‘เงินเฟ้อสูง-GDP หดตัว’

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มีขึ้นในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ ปัญหาเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่อง และภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มอ่อนแรง โดย GDP ไตรมาสที่ 3 หดตัวลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปญี่ปุ่น ในเดือนต.ค.อยู่ที่ 3% เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในเดือนก.ย. ซึ่งถือว่า สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 43 แล้ว  โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสด) ก็อยู่ที่ 3% เช่นกัน 

    คาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ   ยอมรับว่า BOJ ควรตระหนักถึงผลกระทบของเงินเยนที่อ่อนค่าต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงได้แสดงความกังวลว่า “ค่าเงินเยน” ที่อ่อนค่าลงอย่างมาก กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาสินค้าโดยรวม และต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น

    ด้าน ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับความผันผวนของเงินเยน โดยระบุว่าเธอ “วิตกกังวลกับการเคลื่อนไหวที่รุนแรง และไม่สมดุลในตลาดสกุลเงิน” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึง ความเป็นไปได้ที่จะมีการแทรกแซงตลาด เพื่อจัดการกับค่าเงินเยน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1208664&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pqYY2tI_LNY5H_rz_Z3wf

  • UOB เผย เวียดนามขึ้นแท่นผู้นำอาเซียนด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภค : อินโฟเควสท์

    UOB เผย เวียดนามขึ้นแท่นผู้นำอาเซียนด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภค : อินโฟเควสท์

    สำนักข่าวเวียดนามนิวส์รายงานในวันศุกร์ (21 พ.ย.) โดยอ้างอิงผลการศึกษาของธนาคารยูโอบี (UOB) ของสิงคโปร์ว่า เวียดนามยังคงเป็นผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนในด้านมุมมองเชิงบวกของผู้บริโภค โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่สดใสและความเชื่อมั่นในสถานะการเงินส่วนบุคคล

    รายงานระบุว่า เวียดนามมีคะแนนสูงสุดในดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาเซียน (ASEAN Consumer Sentiment Index) ของ UOB ที่ 67 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 54 อย่างเห็นได้ชัด

    ผลการศึกษาชี้ว่า ผู้บริโภคชาวเวียดนามแสดงความมั่นใจอย่างมากในเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ อันจะเห็นได้จากมุมมองเชิงบวกที่ยังคงอยู่ แม้สถานการณ์โลกในปัจจุบันจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม

    พอล คิม หัวหน้าฝ่ายบริการทางการเงินส่วนบุคคลของ UOB เวียดนาม กล่าวว่า “แม้จะมีปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลก แต่เวียดนามได้แสดงให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการกำหนดทิศทางนโยบายที่มีประสิทธิภาพ แรงผลักดันนี้ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค และทำให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/547921&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2naCC2dOjAaCIE3-aYISmG

  • เจรจาภาษีทรัมป์ ไปถึงไหน ? เจาะไทม์ไลน์แก้เกมของรัฐบาล จับตาทางออกเศรษฐกิจไทย | BT

    เจรจาภาษีทรัมป์ ไปถึงไหน ? เจาะไทม์ไลน์แก้เกมของรัฐบาล จับตาทางออกเศรษฐกิจไทย | BT

    2 เมษายน 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศนโยบายเรียกเก็บภาษีจากการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ (America First) ส่งผลให้สินค้าส่งออกหลักของไทยต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น สร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออกของประเทศ

    ต่อมาในช่วงเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2025 รัฐบาลไทยภายใต้การนำของทีมเศรษฐกิจที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เป็นแกนนำหลัก ได้เริ่มแผนเจรจาเชิงรุก โดยมีการส่งคณะผู้แทนระดับสูงเข้าพบเจ้าหน้าที่การค้าของสหรัฐฯ หลายครั้ง เพื่อชี้แจงถึงห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและพยายามขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีสำหรับกลุ่มสินค้าที่ไทยมีสัดส่วนการผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศสูง

    ตุลาคม 2025 หลังจากที่มีการเจรจาอย่างเข้มข้น รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ข้อสรุปอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบหลัก โดยกำหนดไว้ที่ 19% ซึ่งเป็นอัตราที่สูง แต่ต่ำกว่าอัตราสูงสุดที่เคยถูกขู่ไว้ก่อนหน้านี้ตามกระแสข่าวที่อาจสูงถึง 36% ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างราคาและหันไปหาตลาดสำรอง

    บทบาททางการทูตและยุทธศาสตร์การค้าภายใต้รัฐบาลใหม่

    ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ก็ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตและความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา

    ความขัดแย้งดังกล่าวได้นำไปสู่การเข้ามามีบทบาทของทรัมป์ ในฐานะตัวกลางสำคัญ ในการเจรจาหาทางออกระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองในภูมิภาค

    14 พ.ย. สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ส่งหนังสือขอยุติการเจรจาด้านอัตราภาษีการค้ากับไทยเป็นการชั่วคราว การระงับนี้มีสาเหตุมาจากการที่ไทยตัดสินใจระงับปฏิญญาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดย USTR ต้องการให้ไทยกลับไปปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นการผูกโยงประเด็นการเมืองและความมั่นคงเข้ากับการค้าโดยตรง

    แม้ว่าไทยจะต้องตัดสินใจระงับปฏิญญาที่ได้ทำร่วมกันเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาถูกระบุว่าผิดสัญญาในข้อตกลงสำคัญบางประการ แต่ภาคธุรกิจได้รับความมั่นใจจากการยืนยันของนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ที่ระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่นำประเด็นการเมืองและการระงับปฏิญญานี้มาเชื่อมโยงหรือใช้เป็นเงื่อนไข ในการเจรจามาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) ต่อสินค้าไทย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านการส่งออกของไทย

    15 พ.ย. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้กล่าวหลังจากการหารือระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์, อันวาร์ อิบราฮิม และนายกฯ อนุทิน ว่ารัฐบาลไทยพร้อมเร่งเดินหน้าการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ดำเนินไปตามกรอบเวลาที่วางไว้ โดยย้ำว่าไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อ อธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ควบคู่กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

    ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังคงตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันการเจรจารายละเอียดภาษีรายสินค้าให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2025 โดยยึดในอัตราภาษี 19% ที่เคยบรรลุข้อตกลงในหลักการไว้ก่อนหน้านี้

    ยุทธศาสตร์แก้เกม เร่งปิดดีลตามกรอบ

    โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า ทั้งฝ่ายไทยและสหรัฐฯ ต่างก็ต้องการให้การเจรจาคืบหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถ รักษาเสถียรภาพการค้าและการลงทุนระหว่างกันในระยะยาว ความต้องการร่วมกันนี้จะเป็นแรงผลักดันให้การเจรจากลับมาสู่เส้นทางเดิมโดยเร็วที่สุด

    ถึงแม้จะมีประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง แต่ความสัมพันธ์ระดับปฏิบัติการระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยกับสำนักงาน USTR ยังคงเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ และการเตรียมพร้อมสำหรับเจรจายังคงดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง นี่เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่า ช่องทางการสื่อสารยังคงเปิดอยู่และไม่ได้ถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเด็นความมั่นคงจะเข้ามากดดันจนทำให้การเจรจาถูกระงับชั่วคราวไปแล้ว แต่รัฐบาลไทยมีความมั่นใจว่าด้วยความสัมพันธ์อันดีและความต้องการร่วมกันที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเจรจาภาษีทรัมป์กับเศรษฐกิจไทยจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยทั้งภาครัฐและเอกชนยังคงต้องติดตามสถานการณ์และทิศทางอย่างใกล้ชิด ว่าการตัดสินใจทางการทูตในที่สุดจะนำไปสู่การสรุปรายละเอียดภาษีภายในกรอบเวลาที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/life/money/1489087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SJqBgtEmLDaJF89F-HLSP

  • ท๊อป จิรายุส เก็บความรู้มาฝากคนไทย ! หลังเข้าร่วมงาน Bloomberg NEF 2025 กระทบไหล่ผู้นำเศรษฐกิจโลก

    ท๊อป จิรายุส เก็บความรู้มาฝากคนไทย ! หลังเข้าร่วมงาน Bloomberg NEF 2025 กระทบไหล่ผู้นำเศรษฐกิจโลก

    By

    พฤศจิกายน 21, 2025

    คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เข้าร่วมการประชุม Bloomberg New Economy Forum 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 พฤศจิกายน 2568 ณ ประเทศสิงคโปร์ 

    โดยงานประชุมระดับโลกครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำจากรัฐบาล นักลงทุนระดับนานาชาติ ผู้กำหนดนโยบาย นักนวัตกรรม นักวิชาการ และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวว่า “การประชุม Bloomberg New Economy Forum 2025 ในปีนี้ ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกใน 3 มิติหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างมหาอำนาจใหม่ (Geopolitical) และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Sustainability) โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้จะผสมผสานกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วเกิดเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของโลกในทศวรรษหน้า ซึ่งอาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสุขภาพแบบยั่งยืน (Longevity Economy) และโอกาสด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องก้าวออกจากโมเดลแบบเดิม เพราะเศรษฐกิจใหม่กำลังเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของโลก”

    ระหว่างการประชุม คุณจิรายุสได้รับเกียรติพบปะและร่วมถ่ายภาพกับคุณ Michael R. Bloomberg ผู้ก่อตั้ง Bloomberg L.P. และ Bloomberg Philanthropies รวมถึงคุณ Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ การพบปะผู้นำระดับสูงจากรัฐบาลและภาคเอกชน พร้อมทั้งรับฟังทิศทางเศรษฐกิจจากนักคิดระดับโลก ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยตอกย้ำว่าไทยมีศักยภาพที่จะต่อยอดเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน และสามารถขยายความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างเข้มแข็ง

    ทั้งนี้ การประชุมตลอดสามวันครอบคลุมการเสวนาจากผู้นำและผู้บริหารองค์กรระดับโลกจำนวนมาก อาทิ คุณ Rishi Sunak อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร, คุณ Kyriakos Mitsotakis นายกรัฐมนตรีกรีซ, คุณ Raphael Arndt ซีอีโอของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของออสเตรเลีย, คุณ Adena Friedman ประธานและซีอีโอของ Nasdaq, คุณ José Muñoz ประธานและซีอีโอของ Hyundai Motor Company, Dr. Shannon K. O’Neil รองประธานอาวุโสจาก Council on Foreign และผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรระดับโลก เช่น HSBC, GIC, FedEx, ABB, PwC, Apollo Global Management และ DNB Bank

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/11/21/thai-crypto-entrepreneur-top-jirayut-is-sharing-insights-with-the-thai-public-following-his-participation-and-meetings-with-global-economic-leaders-at-the-bloomberg-nef-2025-event/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GKYl1uFGJmOCqW_F-a4x6

  • การประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ในระยะเวลา ๑ ปี – OBEC

    การประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ในระยะเวลา ๑ ปี – OBEC

    ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ เป็นประธานคณะกรรมการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาพัฒนาการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ในระยะเวลา ๑ ปี เพื่อให้ได้ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีศักยภาพ มีภาวะผู้นำ มีความสามารถรอบด้าน ณ โรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ และโรงเรียนบ้านดงกระทิง (มิตรภาพอนุสรณ์) อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ 

    วันพุธที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑  เป็นประธานคณะกรรมการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๑ ในระยะเวลา ๑ ปี เพื่อให้ได้ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีศักยภาพ มีภาวะผู้นำ มีความสามารถรอบด้าน ณ โรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์  อำเภอเมืองบุรีรัมย์ คณะกรรมการ ประกอบด้วย นางสาวอรุณี นิลสระคู ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์ทอง ส.ต.อ.ยรรยง ศิลาชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ นางสาวเกศิรินทร์ ก่อแก้ว ปฏิบัติหน้ที่ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และโรงเรียนบ้านดงกระทิง (มิตรภาพอนุสรณ์) อำเภอบ้านด่าน คณะกรรมการประกอบด้วย นายทองใบ สะอาดรัมย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลบ้านด่าน และนายชวลิต ชุมพลวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสำโรงสันติภาพ โดยมี ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมให้กำลังใจผู้รับการประเมินฯ (ชลาลัย สุวรรณทา : ภาพ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/21737&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kassUKulIdxxOcoIzDO_U

  • สมาคมกีฬาหัวหินจัดมหกรรมกีฬาจตุรมิตร ครั้งที่ 13 กระชับความสามัคคี 4 สถาบันการศึกษาของหัวหิน

    ภูมิภาค

    สมาคมกีฬาหัวหินจัดมหกรรมกีฬาจตุรมิตร ครั้งที่ 13 กระชับความสามัคคี 4 สถาบันการศึกษาของหัวหิน

    วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 21 พ.ย.68 ที่ห้องโสตทัศนูปกรณ์ โรงเรียนหัวหินวิทยาคม จ.ประจวบฯ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ ทองงามตระกูล นายกสมาคมกีฬาหัวหิน พร้อมด้วย นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน นางสาวนรินธร สีห์จักร์ ผอ.โรงเรียนหัวหินวิทยาคม ดร.สุชาติ หูทิพย์ ผอ.โรงเรียนหัวหิน นายธีรพล เข่งวา รอง ผอ.โรงเรียนวังไกลกัวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายวิโรจน์ ด้วงละไม้ ผช.ผอ.โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย ร่วมในการแถลงข่าวการจัดแข่งขันมหกรรมกีฬาจตุรมิตรหัวหิน ครั้งที่ 13 ประจำปี 2568 มี คณะผู้บริหารเทศบาลนครหัวหิน นายกสมาคมศิษย์เก่าทั้ง 4 สถาบันการศึกษา คณะครูนักเรียน เข้าร่วมรับฟัง

    พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ ทองงามตระกูล กล่าวว่า สมาคมกีฬาหัวหินจัดมหกรรมกีฬาจตุรมิตรหัวหิน ครั้งที่ 13 โดยได้รับความร่วมมือจาก 4 สถาบันการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษา ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน ได้แก่ โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนหัวหินวิทยาคม โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย และโรงเรียนหัวหิน จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2553 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นครั้งที่ 13 โดยปีนี้มีโรงเรียนหัวหินวิทยาคมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เพื่อพัฒนาเยาวชนด้านการกีฬาได้มีเวทีและโอกาสในการแสดงออกซึ่งความสามารถในเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ สร้างความรัก ความสามัคคี ความผูกพันกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในกลุ่มจตุรมิตรเพื่อสานประโยชน์ร่วมกันต่อไป

    แบ่งการแข่งขันออกเป็น ฟุตบอลศิษย์เก่า ฟุตบอลศิษย์ปัจจุบัน วอลเลย์บอลนักเรียนชายและหญิง บาสเกตบอล 3×3 ชาย/หญิง ม.ต้น และ ม.ปลาย การแข่งขันกีฬา E-Spot (ROV) ทีมผสมชายหญิง การแข่งขันกีฬาพื้นเมืองของสภานักเรียน จัดแข่งขันในระหว่างวันที่ 1- 19 ธ.ค.นี้ ที่โรงเรียนหัวหินวิทยาคม สนามบาสเกตบอลโรงเรียนวังไกลกังวล สนามวอลเล่ย์บอลโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย และสนามกีฬาฟุตบอลเทศบาลเมืองหัวหิน (ชุมชนบ้านเขาตะเกียบ) โดยจะมีพิธีเปิดในวันที่ 1 ธ.ค.68 ที่โรงเรียนหัวหินวิทยาคม และพิธีปิดในวันที่ 19 ธ.ค.68 ที่สนามกีฬาฟุตบอลเทศบาลนครหัวหิน (ชุมชนบ้านเขาตะเกียบ) จึงขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมชมและเชียร์นักกีฬาได้ตามวันดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455363&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JWJYH5y80gkAiFkDxm0p9

  • สนง.สถิติฯ เผย Q3/68 คนมีงานทำลดลง สะท้อนเศรษฐกิจชะลอตัว

    สนง.สถิติฯ เผย Q3/68 คนมีงานทำลดลง สะท้อนเศรษฐกิจชะลอตัว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยสถานการณ์แรงงานในไตรมาส 3 ปี 2568 พบมีจำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 59.49 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 40.20 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 67 และที่เหลืออยู่นอกกำลังแรงงานประมาณ 19.29 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 32.4 จากกำลังแรงงานรวม 40.20 ล้านคน มีผู้ว่างงาน จำนวน 3.1 แสนคน ผู้รอฤดูกาล จำนวน 4.0 หมื่นคน และเป็นผู้มีงานทำ จำนวน 39.85 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรม 11.86 ล้านคน ซึ่งลดลงร้อยละ 2.9 และผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรกรรม 27.99 ล้านคน ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 หรือประมาณ 1.6 แสนคน เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มกิจกรรมด้านบริการอื่นๆ ที่มีการขยายตัวในเกณฑ์สูงถึงร้อยละ 11.2 กลุ่มการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าที่ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9และอีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ กลุ่มการผลิตที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันมีหลายอุตสาหกรรมที่มีผู้มีงานทำลดลง ด้วยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมมีภาวะชะลอตัว ทำให้บริษัทลดการจ้างงาน มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ลดความต้องการแรงงานเพื่อควบคุมต้นทุน รวมทั้งการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ของภาคเอกชนที่ลดลง ซึ่งส่งผลต่อความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มการก่อสร้าง และ กลุ่มกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่มีคนทำงานลดลงเป็นจำนวนมาก

    โดยภาพรวมแล้ว ประเทศไทยยังคงมีความมั่นคงในด้านกำลังแรงงาน เพราะมีอัตราการมีงานทำอยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ มีการเคลื่อนย้ายของแรงงานภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคบริการและโลจิสติกส์ ซึ่งสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญความท้าทาย แต่ก็ยังมีหลายภาคส่วนที่เติบโตและฟื้นตัวได้ในช่วงนี้ ซึ่งอาจต้องมีการพัฒนาด้านการฝึกทักษะและการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในระยะยาวข้อมูลสถานการณ์แรงงานสำคัญอย่างยิ่งต่อการติดตาม และประเมินสถานการณ์ตลาดแรงงานของประเทศ ภาครัฐใช้กำหนดนโยบาย วางแผนพัฒนากำลังคนและกำลังแรงงาน เพื่อให้ประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พบกับข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.nso.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000111418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U8fZz805AgGLW3royO8B-

  • &

    &

    เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ณ นครเจิ้งโจว เมืองเอกของมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน แม้กาลเวลาล่วงเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่อากาศยังคงอบอุ่นสบาย ในวันดังกล่าว การแข่งขัน “เจิ้งโจวมาราธอน 2025” (Zhengzhou Marathon 2025) ได้ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จอย่างงดงาม โดยมีนักวิ่งเกือบ 25,000 คนเข้าร่วมการแข่งขันตามเส้นทางที่ผสานทิวทัศน์ของมหานครอันทันสมัยเข้ากับมรดกทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าได้อย่างกลมกลืน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยไออุ่นและพลังแห่งความมุ่งมั่น นครเจิ้งโจวได้แสดงให้โลกเห็นถึงความลึกซึ้งของวัฒนธรรมแห่งที่ราบภาคกลาง พร้อมถ่ายทอดความอบอุ่นและความเป็นมิตรผ่านแนวคิด “เหอหนาน บ้านของทุกคน” (Henan, Home to All)

    การแข่งขันเจิ้งโจวมาราธอน ครั้งที่ 5 ยังคงรักษามาตรฐานและคุณภาพระดับสูงเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา นับตั้งแต่จัดการแข่งขันครั้งแรก งานนี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนกับเมือง อดีตกับอนาคต รวมถึงกีฬากับวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยก้าวข้ามกรอบของการแข่งขันกีฬา กลายเป็นทั้งเทศกาลวัฒนธรรมและการเดินทางแห่งจิตวิญญาณที่หยั่งรากลึกอยู่ในหัวใจของภูมิภาคจีนตอนกลาง ตอกย้ำถึงความอบอุ่นและความเป็นมิตรของนครเจิ้งโจว ด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ เจิ้งโจวมาราธอนได้ก้าวขึ้นเป็นกิจกรรมเชิดหน้าชูตาที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของมณฑลเหอหนานสู่สายตาทั่วโลก

    ที่มา: คณะกรรมการจัดการแข่งขันเจิ้งโจวมาราธอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietutb5dxvisgpi24k3m3t3lnlld0vhg&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SbOgEr4EEoI5s2NOt9j32

  • หนาวนี้ขึ้นเหนือ! รวมจุดเช็กอินสุดว้าว เที่ยวได้ทั้งครอบครัว

    หนาวนี้ขึ้นเหนือ! รวมจุดเช็กอินสุดว้าว เที่ยวได้ทั้งครอบครัว

    เมื่ออากาศเริ่มเย็นลง ก็ถึงเวลาที่หลายครอบครัวตั้งเป้าหมายไปเที่ยวภาคเหนือ รับลมหนาวและความสวยงามของทิวเขา ดอกไม้ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ปี 2025 นี้ ภาคเหนือมีทั้งสถานที่ใหม่ ไฮไลต์เด็ด และประสบการณ์สุดประทับใจที่เหมาะกับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสายเดินศึกษาธรรมชาติ คนชอบล่าทะเลหมอก สายคาเฟ่และกาแฟดี ไปจนถึงครอบครัวที่อยากหาบรรยากาศอบอุ่น เงียบสงบ และเต็มไปด้วยกิจกรรมหลากหลาย 

    ทริปนี้จะพาไปเก็บครบทุกพิกัดห้ามพลาด ตั้งแต่ยอดดอยระดับตำนาน ชุมชนพื้นถิ่นสุดน่ารัก ไปจนถึงไร่กาแฟบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ เตรียมกล้อง เตรียมเสื้อกันหนาว แล้วออกเดินทางพร้อมกันได้เลย! 

    ดอยหลวงเชียงดาว – สันป่าเกี๊ยะ ความงามระดับ UNESCO ที่ครอบครัวต้องไปสัมผัส 

    ดอยหลวงเชียงดาวคือหนึ่งในยอดเขาที่สวยที่สุดของไทย และยังเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลโลกที่ยูเนสโกประกาศรับรองในปี 2564 ทำให้เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเต็มไปด้วยความพิเศษ ทั้งฟอสซิลหอยที่ซ่อนในหิน และความหลากหลายของสัตว์ป่า ตั้งแต่นกกว่า 300 ชนิด ไปจนถึงสัตว์หายากอย่างกวางผาและเลียงผา 

    ครอบครัวที่รักธรรมชาติจะประทับใจกับจุดพักแรมยอดฮิต “อ่างสลุง” ที่สามารถกางเต็นท์ชมทะเลดาวยามค่ำ ก่อนตื่นมารับแสงแรกพร้อมทะเลหมอกที่ปกคลุมเทือกเขาอย่างนุ่มฟู (เปิดเฉพาะ พ.ย.–ก.พ.) 

    หากยังมีเวลา แนะนำแวะไป “สันป่าเกี๊ยะ” ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 1 ชั่วโมง 40 นาที พื้นที่นี้เต็มไปด้วยพืชเมืองหนาว เช่น ท้อ บ๊วย และดอกป๊อบปี้ ที่บานสะพรั่งเฉพาะในช่วงหน้าหนาว พร้อมวิวดอยหลวงเชียงดาวที่สวยประทับใจทั้งครอบครัว 

    ชุมชนบ้านยาง – อ่างเก็บน้ำแม่มาว สัมผัสวิถีพื้นถิ่น บรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัว 

    ใครมองหาทริปสไตล์โลคอล ชุมชนบ้านยาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ คือคำตอบ บ้านเรือนประมาณ 300 หลังคาเรือน ที่ยังคงวิถีชาวจีนยูนนานดั้งเดิมไว้ได้อย่างงดงาม ให้ครอบครัวได้ทำความรู้จักวัฒนธรรมในหลายมุม 
    จุดน่าแวะในชุมชนมีทั้ง 

    • พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) 

    • ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน 

    • ศาลเจ้าบ้าน 

    • มัสยิดและโบสถ์คริสต์ที่ตั้งอยู่ร่วมกันอย่างสวยงาม  

    ที่พลาดไม่ได้คือ “ผลไม้สดตามฤดูกาล” ไม่ว่าจะเป็นส้ม ลำไย ลิ้นจี่ หรืออะโวคาโด รวมถึงอาหารจีนยูนนานแท้ ๆ ตั้งแต่บะหมี่เส้นสดจนถึง “เนื้อน้ำค้าง” หรือ “กังปา” เมนูที่ต้องอาศัยลมหนาวและน้ำค้างช่วยตาก ให้รสชาติหอมและนุ่มไม่เหมือนใคร เหมาะมากสำหรับครอบครัวที่อยากลิ้มลองอาหารท้องถิ่นแบบต้นตำรับ 

    บาหลู่โข่  จุดล่า “ทะเลหมอก” แห่งใหม่ที่ลอยอยู่เหนือก้อนเมฆ 

    สำหรับบ้านไหนชอบบรรยากาศหมอกฟุ้งๆ และสายแคมป์ต้องร้องว้าว บาหลู่โข่ อำเภอแม่แจ่ม คือพิกัดที่ควรจดลงลิสต์ ปี 2025 นี้ที่นี่คือจุดกางเต็นท์มาแรง เพราะให้วิวทะเลหมอกแบบรอบทิศเหมือนยืนอยู่เหนือก้อนเมฆ 

    ยามเช้าจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นสวยที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ส่วนตอนกลางคืนคือสวรรค์ของการดูดาวและล่า “ทางช้างเผือก” เหมาะทั้งพ่อแม่ที่อยากพักผ่อนและเด็ก ๆ ที่สนุกกับการแคมป์ปิง (เปิดเฉพาะ พ.ย.–ธ.ค.) 

    เที่ยวดอยช้าง  สวรรค์ของสายกาแฟ สัมผัสความสโลว์ไลฟ์ 

    อีกหนึ่งพิกัดสำหรับครอบครัวที่ชอบบรรยากาศช้า ๆ สงบ ๆ ดอยช้าง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย คือแหล่งปลูกกาแฟอาราบิก้าที่ใหญ่ที่สุดของไทย และเป็นจุดชมวิวที่สวยมาก โดยเฉพาะผาหัวช้างสูงราว 1,800 เมตร 

    ไฮไลต์สำหรับสายครอบครัวคือกิจกรรมแบบง่าย ๆ และหลากหลาย เช่น 

    • เดินชมสวนดอกไม้ที่ศูนย์วิจัยการเกษตรที่สูงเชียงราย 

    • เที่ยว Leehu Coffee Farm เรียนรู้ทุกขั้นตอนตั้งแต่ปลูกกาแฟจนถึงคั่ว 

    • แวะ “อาข่า ฟาร์มวิลล์” จุดถ่ายรูปสุดคิ้วท์ มีม้าหมุนกลางดอย และฝูงแกะให้เด็ก ๆ ได้เพลิดเพลิน 

    ทั้งหมดนี้ทำให้ดอยช้างกลายเป็นจุดที่ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างก็หลงรัก รับรองว่าครอบครัวไหนไปก็ต้องได้รูปกลับมาเพียบ! 

    ภาคเหนือเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติระดับโลกของดอยหลวงเชียงดาว เสน่ห์วิถีท้องถิ่นของชุมชนบ้านยาง ทะเลหมอกสุดอลังของบาหลู่โข่ หรือวิถีสโลว์ไลฟ์พร้อมกาแฟดี ๆ จากดอยช้าง ทุกจุดล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเที่ยวทั้งครอบครัว 

    ถ้ากำลังหาทริปหน้าหนาวที่ทั้งผ่อนคลาย อุ่นใจ และเต็มไปด้วยภาพจำสวย ๆ ทริปเหนือปี 2025 คือคำตอบที่ไม่ควรพลาด 

    เดินทางสะดวกสบายสู่เชียงใหม่ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ)   

    พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม อาทิ ฟรีโหลดกระเป๋า สัมภาระ 20 กก.ต่อท่าน ห้องรับรองบูทีคเลานจ์ เสริฟอาหารและเครื่องดื่มบนเที่ยวบิน    

    สำรองที่นั่ง ได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า โทร 1771 หรือ 02-270-6699 ได้ทุกวัน (ตั้งแต่เวลา 08:00 – 20:00 น.) PGLiveChat : https://bit.ly/PGLiveChatTH เว็บไซต์ www.bangkokair.com   และติดตามข่าวสาร พร้อมอัปเดตโปรโมชันสุดพิเศษได้ทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/FlyBangkokAir หรือ Line Official Account: @flybangkokair เพียงคลิกที่ https://bit.ly/addfriend_pgline  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/thailand/262019&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zwahzp6-AVrKvosa6aiqj