Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ต่างชาติเที่ยวไทยปี 69 คาดแตะ 34.1 ล้านคน แต่รายได้ยังไม่ฟื้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เสนอ 4 ทางออก

    ต่างชาติเที่ยวไทยปี 69 คาดแตะ 34.1 ล้านคน แต่รายได้ยังไม่ฟื้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เสนอ 4 ทางออก

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยมาถึงจุดเปลี่ยน โดยการที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิด เป็นเรื่องยากขึ้น และหากไม่ทำอะไร แรงส่งต่อเศรษฐกิจคงแผ่วลง ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่รุนแรง คาดปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอยู่ที่ 34.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% แต่ค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ

    โดยมองการท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวสู่สมดุลใหม่ เน้นเร่งนักท่องเที่ยวเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปให้มากขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ทั้งการจัดกิจกรรมประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) รวมทั้งบริการด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness)

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทย พบ 4 ข้อสังเกต ได้แก่ 1.ผลต่างระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกับค่าใช้จ่ายของคนไทยเที่ยวต่างประเทศ มีแนวโน้มลดลงเกือบเท่าตัว2.สัญญาณการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันชัดเจนขึ้น 3.ตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและอินเดียยังทดแทนจีนและอาเซียนไม่ได้ทั้งหมดและ 4.การกระจายความหนาแน่นจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรอง ยังต้องทำอีกมาก
     
    นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวจากการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 34.1 ล้านคน หรือโต 4%จากที่หดตัว 7% ในปี 2568 แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้การท่องเที่ยว และค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อน   โควิด เมื่อมาถึงจุดที่การเพิ่มจำนวนทำได้ยาก ดังนั้น การเพิ่มรายได้คงต้องหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงอย่างการเจาะตลาดกลุ่มกิจกรรมบันเทิง การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) เช่น การจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เป็นต้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือการดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุนในไทย ตลอดจนตลาดกลุ่มเดินทางเพื่อสุขภาพและรักษาพยาบาล แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำตลาดได้ดีนักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
     
    นางสาววรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness) แม้จะเป็น 1 ในเครื่องมือที่ช่วยดันรายได้ท่องเที่ยว แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่องตลาดคนไข้หลักที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนและรายได้คนไข้ต่างชาติโตชะลอที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งหากต้องการเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว ไทยต้องโฟกัสไปที่การแพทย์เฉพาะทางที่มีระยะเวลาในการรักษาและพักฟื้นนานขึ้น รวมถึงขยายบริการสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น Longevity และแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น

    โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มี 4 ข้อเสนอเพื่อให้การท่องเที่ยวไทยไปต่อ ได้แก่ 1.การฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งตลาดระยะใกล้ยังสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน หลังสัดส่วนลดลงเท่าตัวจากก่อนโควิดมาอยู่ที่ราว 14% 2.เน้นเร่งเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ผ่านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการเติมเต็ม Ecosystem 3.จูงใจคนไทยเที่ยวในประเทศ และ 4.ผลักดันเมืองท่องเที่ยวรองด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น Geographical Indications เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262049&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rOmX4x2yv2iDQO8_l9KdF

  • องคมนตรี มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ปี 2568

    องคมนตรี มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ปี 2568

    องคมนตรีเป็นประธานมอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ปี 2568 พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานโรงเรียนใน โครงการฯ จังหวัดน่าน

    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงเรียนบ้านนายาง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียนผู้ได้รับทุนพระราชทาน รุ่นที่ 7 ในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 3 คน โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับ

    ภายหลังพิธีมอบทุน องคมนตรีได้ รับฟังการดำเนินงานของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 5 แห่ง ได้แก่
    โรงเรียนบ้านนายาง อำเภอนาหมื่น
    โรงเรียนประกิตเวชศักดิ์ อำเภอนาน้อย
    โรงเรียนบ้านหลวง อำเภอบ้านหลวง
    โรงเรียนทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง
    โรงเรียนไตรเขตประชาสามัคคี รัชมังคลาภิเษก อำเภอสองแคว

    โครงการกองทุนการศึกษา เป็นโครงการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด จากพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะองคมนตรีพัฒนาการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพระบรมราโชบาย ด้านการศึกษา เพื่อ “สร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง”

    การดำเนินงานโครงการอยู่ภายใต้ ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ได้แก่
    ให้เด็กได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพ
    ให้เด็กจบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
    ปลูกฝังวินัย คุณธรรม และจริยธรรม

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3826981/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DLx5A6Bpew8szjt37Jq4b

  • ชาวเน็ตค้นพบ บัณฑิตหนุ่ม ม.ดัง ในรูปถ่าย 20 ปีก่อน เปิดโปรไฟล์ปัจจุบัน เก่งจนทึ่งอีกรอบ!!!

    ชาวเน็ตค้นพบ บัณฑิตหนุ่ม ม.ดัง ในรูปถ่าย 20 ปีก่อน เปิดโปรไฟล์ปัจจุบัน เก่งจนทึ่งอีกรอบ!!!

    ภาพถ่ายของเด็กนักเรียนที่ถูกดึงเข้ามาถ่ายร่วมกับเด็กหญิงในปี 2005 และการพบกันอีกครั้งหลังจาก 20 ปี

    ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้!

    โชคชะตาที่มาพร้อมกับช่วงเวลาสั้น ๆ

    มีบางคนที่เมื่อเราได้พบเพียงแค่แวบเดียว รู้สึกเหมือนไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่แล้วด้วยวิธีที่ยากจะอธิบาย พวกเขากลับกลับมาในชีวิตของเราอีกครั้งเหมือนกับการหยุดอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง… และค่อยๆ กลายเป็นบทที่สำคัญที่เราก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน บางครั้งโชคชะตาไม่ได้มาในรูปแบบของฟ้าผ่า แต่มาในช่วงเวลาที่เล็กๆ จนบางทีหากเราเดินช้าลงแค่หนึ่งวินาที หรือก้าวไปเร็วขึ้นแค่หนึ่งก้าว บางทีทุกอย่างอาจจะต่างไป

    ความประหลาดใจจากภาพถ่ายในปี 2005

    เมื่อไม่นานมานี้ สื่อสังคมออนไลน์ได้ถูกกระตุ้นจากโพสต์ของเด็กนักเรียนหญิงชาวจีนเกี่ยวกับภาพถ่ายในปี 2005 ตามการแชร์ในเวลานั้น พ่อของเด็กหญิงซึ่งมีความชื่นชมในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้ดึงเด็กชายจากมหาวิทยาลัยเฉิงหัวที่เดินผ่านไปให้ถ่ายรูปกับลูกสาวของเขา ขณะนั้นเด็กหญิงยังเด็กอยู่ ยืนมองลงไปด้วยท่าทางเขินอายและเกร็งขณะถ่ายภาพกับคนแปลกหน้า เมื่อกลับถึงบ้าน พ่อของเธอได้นำภาพมาล้างและวางไว้ในที่ที่มองเห็นง่าย เป็นการเตือนใจและให้กำลังใจลูกสาวในการตั้งใจเรียน แต่สุดท้ายเธอก็ไม่สามารถสอบเข้าเฉิงหัวได้

    ใครจะรู้ว่ามันจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ของคนแปลกหน้า แต่ภาพถ่ายนี้กลับกลายเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์ หลายคนได้พยายามตามหาตัวตนของเด็กชายในภาพนั้นด้วยความหวังว่าจะทำให้เขาและเด็กหญิงได้พบกันอีกครั้งอย่างไม่คาดคิด

    เร็วเหมือนลมพัด…. หลายคนสามารถหาข้อมูลของเขาได้แล้ว พบว่าเด็กชายในภาพเมื่อ 20 ปีก่อนชื่อว่า Yang Wang ปัจจุบันเขาเป็นรองศาสตราจารย์ในภาควิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (CSE) ที่มหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอในสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานที่ Meta และศึกษาที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสที่ออสติน

    พลังของสังคมออนไลน์ที่เชื่อมโยงทุกอย่าง

    หลังจากเรื่องราวของภาพถ่ายนี้กลายเป็นกระแสและตัวตนของเด็กชายในภาพถูกเปิดเผย เด็กหญิงในภาพที่ตอนนี้เป็นผู้หญิงโตแล้วก็แสดงความประหลาดใจต่อพลังของสังคมออนไลน์ ด้านล่างของภาพ มีคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าของ Yang Wang และยังติดต่อกับเขาอยู่ ก็ได้เล่าเรื่องราวนี้ให้เขาฟังและเขาก็รู้สึกสนุกสนาน ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยจำเรื่องราวของการถ่ายภาพเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

    ดังนั้น หลังจาก 20 ปีจากวันที่มีภาพถ่ายที่ดูเขินอายนี้ ชีวิตของทั้งสองคนในภาพก็ไม่ได้มีการติดต่อกันอีกต่อไป ทุกคนมีชีวิตของตัวเองแล้ว แต่ขอบคุณสังคมออนไลน์ พวกเขาก็ได้ “พบกัน” อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้มีการพบปะหรือสนทนาอย่างเป็นทางการก็ตาม

    ความคิดเห็นจากชาวเน็ตบางส่วน:

    “เด็กหญิงที่ยืนมองลงไปในภาพเมื่อก่อนนี้ คงจะโตขึ้นมากแล้ว ส่วนเด็กชายในภาพเมื่อก่อนนี้ ตอนนี้กลายเป็นรองศาสตราจารย์ที่อเมริกาแล้ว มันคือโชคชะตาที่เราไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆ”

    “พ่อถ่ายภาพกับเด็กชายจากมหาวิทยาลัยเฉิงหัว แต่สุดท้ายลูกสาวไม่สามารถสอบเข้าได้ อย่างน้อยก็ได้ถ่ายภาพกับรองศาสตราจารย์ในอนาคต”

    “ใครจะรู้ว่าในอนาคตสองคนนี้จะติดต่อกันอีกครั้งนะ? น่ารักมากๆ เลย!”

    “จริงๆ แล้วบางครั้งช่วงเวลาสั้นๆ อาจสร้างเรื่องราวใหญ่ๆ ได้จริงๆ สังคมออนไลน์คือที่ที่ความประหลาดใจสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา!”

    “สิ่งที่ทำให้ผมตกใจก็คือ ชาวเน็ตสามารถหาตัวตนของเด็กชายในภาพได้อย่างรวดเร็ว”

    “ฮ่าๆ อ่านความคิดเห็นของทุกคนแล้วขำเลย ทุกคนอยากรู้เกี่ยวกับเด็กชายในภาพ และโปรไฟล์ของ Yang Wang ก็ไม่น่าเชื่อจริงๆ”

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9858034/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qKim88nnLyx80p-6or8oh

  • ไทยจ่อมี ท่าอวกาศยานแห่งแรก! “ชลบุรี-สงขลา-อู่ตะเภา” ขึ้นแท่นพื้นที่เหมาะสม

    ไทยจ่อมี ท่าอวกาศยานแห่งแรก! “ชลบุรี-สงขลา-อู่ตะเภา” ขึ้นแท่นพื้นที่เหมาะสม

    ไทยจ่อมี ท่าอวกาศยานแห่งแรก! “ชลบุรี-สงขลา-อู่ตะเภา” ขึ้นแท่นพื้นที่เหมาะสม

    ประเทศไทยก้าวอีกขั้นสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศใหม่ (New Space Economy) หลังสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ร่วมกับ KPMG เปิดเผยผลสรุปจากการประชุมเชิงปฏิบัติการของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอวกาศยานประเทศไทย (Thailand Spaceport)

    โดยผลการประเมินเบื้องต้นชี้ว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ และอาจก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมอวกาศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ไทยจ่อมี ท่าอวกาศยานแห่งแรก! “ชลบุรี-สงขลา-อู่ตะเภา” ขึ้นแท่นพื้นที่เหมาะสม การประชุมเชิงปฏิบัติการระดมสมองครั้งที่ 1 เผยให้เห็นความเป็นไปได้สูงของการพัฒนาท่าอวกาศยานแห่งแรกของประเทศ ทั้งในด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการพัฒนาคนรุ่นใหม่

    เปิดผลวิเคราะห์เบื้องต้นพื้นที่เหมาะสม 3 แห่ง

    ผลการประเมินเบื้องต้นระบุพื้นที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาท่าอวกาศยาน ในขั้นต่อไป 3 แห่ง ได้แก่

    1. เกาะจวง/เกาะจาน จ.ชลบุรี: เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง โดดเด่นด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่และมีผลกระทบต่อประชาชนน้อย
    2. แหลมสนอ่อน จ.สงขลา: เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง แต่อาจยังมีผลกระทบกับพื้นที่ชุมชน
    3. สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา: เด่นด้านโลจิสติกส์ เหมาะกับการส่งแบบแนวราบ และมีศักยภาพพัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต

    ไทยจ่อมี ท่าอวกาศยานแห่งแรก! “ชลบุรี-สงขลา-อู่ตะเภา” ขึ้นแท่นพื้นที่เหมาะสม

    KPMG ชี้โอกาสสร้างเศรษฐกิจอวกาศใหม่

    KPMG เผยผลการศึกษาว่า การมี Spaceport จะช่วยส่งเสริมหลายด้านที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศในยุคอวกาศใหม่ ดังนี้:

    • สร้างอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
    • ยกระดับทักษะ STEM พร้อมสร้างอาชีพแห่งอนาคตให้เยาวชน โดยเริ่มต้นจาก suborbital launch
    • เพิ่มความเป็นอิสระของชาติ ในการส่งดาวเทียมและพัฒนานวัตกรรมของตนเอง
    • ผลักดันไทยสู่การเป็น “Space-Faring Nation” ซึ่งหลายประเทศในภูมิภาคเริ่มมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

    ผลการศึกษานี้ถือเป็น “สัญญาณสำคัญ” ว่าประเทศไทยไม่เพียงพร้อม แต่ยังมีศักยภาพสูงในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ของตัวเอง และอาจเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ระดับหมื่นล้านบาท พร้อมปั้นคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/technology/644673&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z6266w3FaqPp0g51R7rSH

  • หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า”

    สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต่อศาลปกครอง ยกเลิกเงินกินเปล่า สาเหตุ ค่าไฟแพง ทำประชาชนแบกภาระปีละกว่า 34,000 ล้านบาท

    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้เพิกถอนประกาศ กกพ. ที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า การกำหนดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าหรือแอดเดอร์ จากไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจากนโยบายของภาครัฐ (Policy Expense หรือ PE) ที่นำไปรวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนที่ต้องจ่ายทุกเดือนในรูปแบบของค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่าย ค่าไฟแพง กว่าต้นทุนจริง โดยเป็นภาระรวมกว่า 34,000 ล้านบาทต่อปี โดยการฟ้องครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสภาผู้บริโภคในการผลักดัน “ความเป็นธรรมด้านพลังงาน” และทวงคืนโครงสร้างค่าไฟที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ผลิตเกินควร

    หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” : บุญยืน ศิริธรรม

    บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การยื่นฟ้องในวันนี้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” หลังจากสภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ทั้งยังมีการปล่อยให้จัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่รัฐจ่ายให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือ ค่าแอดเดอร์ (Adder) ต่อเนื่องจนเป็นภาระต่อผู้บริโภคทั้งประเทศ

    หากยกเลิกค่าแอดเดอร์ จะช่วยลดความจำเป็นในการขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) ได้ทันที และทำให้ค่าไฟฟ้าต่อครัวเรือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมย้ำว่าความตั้งใจในการฟ้องคือเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและให้ศาลตรวจสอบว่าการจัดเก็บเงินส่วนนี้ยังสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่

    “ค่าแอดเดอร์ที่เรียกเก็บ 17 สตางค์ต่อหน่วย อาจดูไม่มาก แต่เมื่อนำไปรวมทั้งประเทศ กลายเป็นเงินปีละกว่า 34,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งที่ไม่ใช่ต้นทุนจริง เราเรียกกันตรง ๆ ว่า ‘เงินกินเปล่า’ เราไม่อยากพึ่งศาลเป็นทางเลือกแรก แต่ในประเทศนี้ไม่มีที่พึ่งใดให้ผู้บริโภคไปได้มากกว่านี้แล้ว จึงต้องขอความเป็นธรรมจากศาลปกครอง เพื่อให้คนไทยไม่ต้องจ่ายค่าไฟที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป” บุญยืน ระบุ

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจะเดินหน้าผลักดันการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรม ควบคู่กับการเฝ้าระวังนโยบายพลังงานที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ประกอบการจนกระทบผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนจริง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อประชาชนทั้งประเทศ

    หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” : รสนา โตสิตระกูล

    ด้านรสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ย้ำว่า จุดประสงค์หลักของการฟ้องในครั้งนี้คือการขอให้พิจารณาโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนปัจจุบัน โดยเฉพาะค่าแอดเดอร์ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เพื่อต้องการสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ในยุคนั้น ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นชั่วคราว แต่กลับถูกต่ออายุโดยอัตโนมัติมาตลอดจนแทบเป็นนโยบายถาวร

    รสนา ตั้งคำถามว่า ในปี 2550 ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์แพง รัฐจึงให้แรงจูงใจเพิ่มอีก 8 บาทต่อหน่วย แต่ปัจจุบันต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ถูกลงมาก บางประเทศประมูลได้แค่ 1.3 สตางค์ต่อหน่วย แล้วเหตุใดคนไทยยังต้องซื้อไฟ 11 บาทต่อหน่วย

    ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ ย้ำว่า ค่าใช้จ่ายภาครัฐ หรือค่า PE ไม่ควรถูกผลักภาระให้ประชาชนอีก เพราะภาคเอกชนได้รับสิทธิประโยชน์ไปนานถึง 18 ปีแล้ว แต่กลับไม่มีการทบทวน ทั้งที่ กกพ. เคยเสนอว่าการยกเลิกค่าแอดเดอร์สามารถลดค่าไฟได้ทันที 17 สตางค์ต่อหน่วย

    “ความเป็นธรรมต้องเกิดขึ้นกับทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ที่ผ่านมา ภาระทั้งหมดถูกโยนให้ประชาชน จึงถึงเวลาที่ศาลจะต้องตรวจสอบว่าเรายังจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทต่อปีหรือไม่ ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคคาดหวังว่าศาลจะมีคำสั่งก่อนรอบการปรับค่า Ft เดือนมกราคม 2569 เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญภาระค่าไฟที่สูงขึ้นอีก”

    หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” : ส.รัตนมณี พลกล้า

    ทางด้าน ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยถึงขั้นตอนทางกฎหมายว่า ขณะนี้ศาลได้ลงรับคำฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที 2526/2568 แล้ว และจะพิจารณาว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครองหรือไม่ ซึ่งโดยหลักการแล้ว สภาผู้บริโภคมีสถานะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องในคดีที่เกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคโดยตรง โดยกระบวนการหลังจากนี้ ศาลจะใช้เวลาราว 1 – 2 เดือนเพื่อพิจารณารับฟ้อง จากนั้นศาลจะส่งสำเนาคำฟ้องให้หน่วยงานที่ถูกฟ้องเพื่อยื่นคำชี้แจงภายใน 30 วัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาคดีตามขั้นตอน

    “นี่เป็นคดีสำคัญต่อสังคม เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างราคาไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนทุกคน เราหวังว่าศาลปกครองจะให้ความเป็นธรรมและช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนได้อย่างแท้จริง” ส.รัตนมณี กล่าวทิ้งท้าย


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ขีดเส้น ต้น ก.ย.นี้ ฟ้องเลิก สัญญาซื้อไฟ ปลดภาระประชาชน

    รับชมเฟซบุ๊กไลฟ์ได้ที่ : เฟซบุ๊กไลฟ์ ฟ้อง กพช. – กกพ. ยกเลิก ‘ค่า PE’ ชี้ผลักภาระให้ประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/21112568_electric-fair_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tZi4QvKi3epfLe6jbJKHx

  • ไปหัดมาใหม่!

    ไปหัดมาใหม่!

    วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.44 น.

    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568  นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า   “ตัวตลกทางการเมือง” #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

    น่าผิดหวังกับ ไอติม คนรุ่นใหม่ หน้าตาดี การศึกษาดี(มาก) แต่การพูดและความคิดแต่ละเรื่อง ตลกมาก ไม่เหมือนคนมีการศึกษาที่ดี น้องไม่รู้จริงๆ หรือว่า การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคืออะไร
    การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคือ ความต้องการ “ล้มรัฐบาล”

    คุณตั้งใจจะใช้เสียงข้างมากในสภาล้มรัฐบาล แต่คุณห้ามเขา ไปไหน ด้วยคำพูดที่ดูเหมือนคุณไม่รู้ว่า การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคือ ความต้องการ “ล้มรัฐบาล”

    “คุณพริษฐ์เปรียบรัฐบาลเป็น “ผู้รับเหมาทิ้งงาน” แต่ลืมดูตัวเองรึเปล่าว่าฝ่ายค้านทำตัวเหมือน ”เจ้าของบ้านที่ถือจอบเสียมมาทุบเสาบ้านตัวเอง“

    ในเมื่อผู้รับเหมา (รัฐบาล) รู้ว่าทำไปพวกคุณก็จ้องจะทุบทำลาย ไม่ได้จะมาช่วยกันตรวจงาน การที่ผู้รับเหมาตัดสินใจ ‘คืนกุญแจบ้านให้เจ้าของตัวจริง (ประชาชน)’ ผ่านการยุบสภา เพื่อให้เขา

    เลือกผู้รับเหมาใหม่ มันคือความรับผิดชอบสูงสุดตามระบอบประชาธิปไตย

    อย่ามาตลกครับ เป้าหมายสูงสุดของการอภิปรายไม่ไว้วางใจคือ ”การล้มรัฐบาล“

    เหมือนนักมวยที่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจัดเวทีไว้แล้ว

    รัฐบาลก็แค่บอกว่า
    “ไม่ขึ้นชกบนเวทีที่คุณจัด ผมไปให้ประชาชนตัดสินดีกว่า”

    ฝ่ายค้านอยากให้เกิดฉาก

    • รัฐบาลถูกถล่ม 3 วัน 3 คืน
    • ประชาชนเสพแต่ภาพลบ
    • แล้วรัฐบาล “แพ้มติ” ต่อหน้ากล้อง

    นี่คือเวทีโฆษณาหาเสียงชั้นดี

    อนุทินเลยตัดไฟ “คุณจะสร้างเวที ผมปิดเวทีให้จบก่อน”

    มันเป็นการรู้ทัน ไม่ใช่ “หนีงาน”

    ในเมื่อรัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าเป็นเสียงข้างน้อย สู้ไปในสภาก็แพ้มือพวกคุณอยู่ดี การชิง ‘ยุบสภา’ ก็เท่ากับตอบสนองความต้องการของฝ่ายค้านที่อยากให้รัฐบาลชุดนี้พ้นไปไงครับ คุณได้สิ่งที่คุณต้องการแล้ว (รัฐบาลไป) จะร้องแรกแหกกระเชอทำไม?

    นอกเสียจากว่า… จุดประสงค์จริงๆ ของพวกคุณ ไม่ใช่การล้มรัฐบาลเพื่อประโยชน์ประเทศ แต่คือการอยากใช้เวทีสภาเพื่อ “พ่นน้ำลาย” สร้างคอนเทนต์ตีกินทางการเมืองฟรีๆ พอรัฐบาลรู้ทันเกม ตัดบทไม่ให้เล่นละคร คุณเลยดิ้นพล่านเหมือนเด็กโดนขัดใจแบบนี้”

    “การยุบสภาคือการเดินเข้าหาประชาชน ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินอนาคตประเทศ นี่คือความกล้าหาญที่สุดของนักการเมือง

    อยากล้มรัฐบาล พอรัฐบาลยุบสภาให้ กลับร้องเหมือนเด็กโดนแย่งของเล่น ตกลงอยากเปลี่ยนรัฐบาล หรือแค่อยากด่าเอามันส์?”

    “รัฐบาลเสียงข้างน้อยยอมถอยเพื่อให้ประชาชนตัดสิน ดีกว่าทนอยู่ให้ฝ่ายค้านรุมกินโต๊ะในสภาปาหี่ที่ล็อกผลโหวตไว้แล้ว”

    “ผู้รับเหมาไม่ได้ทิ้งงาน แต่คืนงานให้เจ้าของตัวจริงตัดสินใจ ดีกว่าปล่อยให้พวกจ้องทำลายมารื้อบ้านเล่น

    สรุปให้อีกที

    ฝ่ายค้านกำลังพยายามสร้างภาพว่า “รัฐบาลหนีการตรวจสอบ” ทั้งที่ตามโครงสร้างของ ม.151 จุดประสงค์จริงคือ “โค่นรัฐบาล” ไม่ใช่ตรวจสอบธรรมดา

    รัฐบาลเสียงข้างน้อยแพ้แน่นอนอยู่แล้ว ฉะนั้นการยุบสภาคือการคืนอำนาจให้ประชาชน “ไม่ใช่การทิ้งงาน” 

    แต่ในความจริง การยุบสภาคือการปิดเวทีที่ฝ่ายค้านตั้งใจสร้างเพื่อถล่มรัฐบาลเพื่อสร้างคะแนนเสียงก่อนเลือกตั้ง

    อ่อนหัด ไปหัดมาใหม่

    ผมเชียร์ให้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเลยครับ ผมอยากเห็นนายกอนุทินยุบสภาวันที่ 12 ธันวา การแก้รัฐธรรมนูญของพวกคุณทั้งหมดจะได้ยุติไปพร้อมกัน ขอท้าให้กล้าๆ กันหน่อย

    อย่าอ่อยครับ คราวนี้ผมสนับสนุนพรรคประชาชนเต็มที่  จัดไปเลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929722&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1356MJaGFWb-o94P76PC-a

  • ช่อง 7HD x จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉลองความสำเร็จแชมป์กีฬา 7HD

    ช่อง 7HD x จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉลองความสำเร็จแชมป์กีฬา 7HD

    เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ช่อง 7HD ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงานเฉลิมฉลอง “7HD 4 ซีรีส์กีฬานักเรียน รวมพลังฝัน ปั้นตำนานเกม” รวมตัวแฟนกีฬาที่ ลาน BLOCK I สยามสแควร์ เพื่อย้ำบทบาทแพลตฟอร์มสนับสนุนกีฬาเยาวชนที่ต่อยอดทั้งด้านโอกาสการแข่งขันและการศึกษา

    โดย 4 ชนิดกีฬานักเรียน ประกอบไปด้วยบาสเกตบอล 3×3 ชาย, วอลเลย์บอลหญิง, เซปักตะกร้อชาย และฟุตบอลนักเรียน 7 คน ที่เพิ่งปิดฤดูกาลด้วยความสำเร็จและกระแสความนิยมสูง ผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคกีฬา และภาคเอกชนร่วมแสดงความยินดีกับแชมป์ พร้อมประกาศสนับสนุนกีฬาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

    พัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการช่อง 7HD ระบุว่า ช่อง 7HD มอบทุนพัฒนาศักยภาพการกีฬาให้ 5 โรงเรียน รวม 200,000 บาท พร้อมชวนภาครัฐร่วมขับเคลื่อนระบบสนับสนุนเยาวชนอย่างยั่งยืน “ผลแพ้ชนะไม่ใช่ที่สุด แต่คือโอกาสที่ทำให้เยาวชนได้เติบโตทั้งสนามกีฬาและสนามชีวิต”

    ด้าน ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงความตั้งใจในการผลักดันโอกาสทางการศึกษาควบคู่การพัฒนาทักษะกีฬา เพื่อให้เยาวชนไทยสามารถต่อยอดศักยภาพสู่ระดับที่สูงขึ้นอย่างเท่าเทียม

    บรรยากาศภายในงานคึกคักตั้งแต่ขบวนพาเหรดของนักกีฬาและนักแสดงจากช่อง 7HD ที่สร้างสีสันให้ลานกิจกรรม ก่อนต่อด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และกิจกรรม Meet & Greet กับทีมแชมป์ฟุตบอลและทีมมหาชนที่แฟนคลับให้การสนับสนุนอย่างอบอุ่น

    ช่อง 7HD เผยเตรียมเดินหน้าจัดซีซันใหม่ในปีหน้า หวังยกระดับเส้นทางไปสู่อาชีพนักกีฬาและทีมชาติ พร้อมชวนติดตามความเคลื่อนไหวทาง Ch7HD และ Ch7HD Sports บนทุกโซเชียลแพลตฟอร์ม

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD SPORT

    WHERE SPORT MEETS STYLE สำนักข่าวกีฬา และสปอร์ตไลฟ์สไตล์ โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ch7hd-chula-4-sports-series-youth-opportunity/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KP_lybl98UAPqklASWOr0

  • ศธจ.แพร่ เปิดงานการแข่งขันโครงการการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาฯ

    ศธจ.แพร่ เปิดงานการแข่งขันโครงการการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาฯ

    ศธจ.แพร่ เปิดงานการแข่งขันโครงการการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาฯ

    22 Nov 68

    ศธจ.แพร่ ประธานเปิดงานการแข่งขันโครงการการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดแพร่ฯ กิจกรรมการแข่งขันทักษะวิชาการศิลปหัตถกรรมนักเรียน

    เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.45 น. นายสุทิน จันทรวรเชตต์ ศึกษาธิการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดงานการแข่งขันโครงการการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดแพร่ พ.ศ. 2566 – 2570 (ฉบับทบทวน พ.ศ. 2568) กิจกรรมการแข่งขันทักษะวิชาการศิลปหัตถกรรมนักเรียนผู้เรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ณ โรงเรียนเจริญศิลป์ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ซึ่งกำหนดจัดงานในวันที่ 22 – 23 พฤศจิกายน 2568 สถานที่จัดแข่งขัน ได้แก่ โรงเรียนมารดาอุปถัมภ์ และโรงเรียนเจริญศิลป์ ซึ่งได้รับสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ โดยมีนายพิทักษ์ กาวีวน รองศึกษาธิการจังหวัดแพร่ เป็นผู้กล่าวรายงาน และมีนายพิภพ ถานะวุฒิพงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดฯ และรับมอบเกียรติบัตรผู้สนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ด้วย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3827665/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s-F7t0R-q3RX4yA_vwjbF

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/board/tcas/4157865/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0igJPxqyPSnQyIMp9E2uzc

  • บุกบ้านพักคนชราเถื่อน ย่านบางเขน เจ้าของ รับ “อยากทำธุรกิจ แต่ไม่มีความรู้ดูแลผู้สูงอายุ”

    บุกบ้านพักคนชราเถื่อน ย่านบางเขน เจ้าของ รับ “อยากทำธุรกิจ แต่ไม่มีความรู้ดูแลผู้สูงอายุ”

    22 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ต คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. สั่งการ พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักหลังหนึ่ง แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ หลังสืบทราบว่ามีการลักลอบประกอบกิจการบ้านพักคนชราโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีระบบควบคุมการทิ้งทำลายขยะติดเชื้อ รวมถึงยังทิ้งขยะลงท่อระบายน้ำจนส่งผลให้เกิดการอุดตัน ส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ด้วย

    เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบนาย บี (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี เจ้าของสถานที่ กำลังให้บริการกับผู้สูงอายุที่เข้ามารับบริการ จากการตรวจสอบไม่มีใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้มีภาวะพึ่งพิง รวมทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพแต่อย่างใดด้วย

    สอบสวน นาย บี (นามสมมุติ) ยอมรับว่าตนจบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ ไม่มีความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุมาก่อน และการเปิดสถานประกอบการฯ แห่งนี้ก็ไม่ได้ขออนุญาตฯ แต่จดทะเบียนบริษัทจำกัด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ คิดค่าดูแลคนชราเดือนละ 18,000 บาท ทำมาแล้วประมาณ 6 เดือน จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ดำเนินคดี ฐาน “ประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ประเภท กิจการการดูแลผู้สูงอายุ หรือ ผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยไม่ได้รับอนุญาต” ระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61636&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1szN9k8ewvovneUrlWX2v9