Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อ.อุ้มผาง หนาวแล้ว นทท.ชาวไทยและต่างชาติ แห่ชมความงามน้ำตกทีลอซู

    อ.อุ้มผาง หนาวแล้ว นทท.ชาวไทยและต่างชาติ แห่ชมความงามน้ำตกทีลอซู

    จ.ตาก อ.อุ้มผาง หนาวแล้ว นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ แห่ชมความงามน้ำตกทีลอซู

    ผู้สื่อข่าวรายงานเช้าวันนี้ ในพื้นที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก อุณหภูมิลดต่ำสุดเหลือประมาณ 17 องศาเซลเซียส บรรยากาศหนาวเย็น จนทำให้แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะที่น้ำตกทีลอซู แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก มีทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสความงามของน้ำตกทีลอซู โดยล่องเรือยางลำน้ำแม่กลองไปพิชิตน้ำตกทีลอซูกันอย่างคึกคัก รับลมหนาวแรกที่มาถึงในปีนี้ นักท่องเที่ยวต่างสวมเสื้อกันหนาวเข้าร่วมกิจกรรมล่องเรือยางที่ใช้เวลาหลายชั่วโมง ผ่านแก่งธรรมชาติและโค้งน้ำจำนวนมาก ชมความงามของหน้าผา และชมน้ำตกสายรุ้ง และแช่น้ำพุร้อน ลองเรือยาง ท่ามกลางหมอกบางลอยเหนือผิวน้ำอากาศที่เย็นตลอดเส้นทาง ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างสนุกสนานและท้าทาย

    น.ส.ธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย( ททท.) สำนักงานตาก ได้นำคาราวานนักท่องเที่ยวกว่า 80 คน จากภาคีเครือข่ายการท่องเที่ยว “Isuzu เพื่อนร่วมทางคลับ” เข้าร่วมกิจกรรม “พิชิตน้ำตกทีลอซู” เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติช่วงฤดูหนาว สนับสนุนให้เกิดการจับจ่ายสินค้า และบริการที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ตลอดจนสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เข้าถึงวิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ผู้ให้บริการด้านยานพาหนะ และสร้างรายได้ให้เจ้าของธุรกิจ ที่ประกอบการด้านการท่องเที่ยวต่างๆในพื้นที่อุ้มผางให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

    นายพีระพนต์ บุญศรีสด หรือ หมอพี กล่าวว่า ตนเป็นนักกีฬาวิ่งเทรล เคยมาวิ่งในจังหวัดตากหลายครั้ง เช่น ที่ดอยมูเซอ และที่ อำเภอท่าสองยาง วันนี้มีโอกาสได้เดินทางมาที่ อำเภออุ้มผาง มาล่องเรือยางชมธรรมชาติลำน้ำแม่กลอง และมาชมน้ำตกทีลอซูอันสวยงาม มาครั้งแรกประทับใจมากและจะมาอีก เส้นทางจากทางเข้าน้ำตกทีลอซูจนมาถึงตัวน้ำตก เหมาะสมมากสำหรับใช้เป็นเส้นทางวิ่งเทรลมาก อย่างไรก็ตามถ้ามีโอกาสมาจังหวัดตากอีกครั้ง ก็จะมาเที่ยวน้ำตกทีลอซูแห่งนี้อีก อยากเชิญชวนทุกท่านที่ยังไม่เคยมาเที่ยวน้ำตกทีลอซู ขอเชิญชวนมาเที่ยวกันในช่วงปลายปีนี้เป็นการส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ และที่สำคัญสร้างรายได้ให้คนในชุมชนอีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3827243/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZtIjGHtKEMGDUS11HQRiV

  • จีนส่งเสริม “เศรษฐกิจสีเงิน” ตลาดเครื่องสำอางผู้สูงวัย ยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

    จีนส่งเสริม “เศรษฐกิจสีเงิน” ตลาดเครื่องสำอางผู้สูงวัย ยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

    จีนส่งเสริม “เศรษฐกิจสีเงิน” ตลาดเครื่องสำอางผู้สูงวัย ยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

    เมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) สำนักบริหารผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์แห่งชาติจีน (NMPA) ได้ออกชุดแนวปฏิบัติสำคัญเพื่อส่งเสริมการปฏิรูปกฎระเบียบและการพัฒนาคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางภายในประเทศ

    แนวปฏิบัติดังกล่าวได้วางมาตรการปฏิรูปที่หลากหลาย เช่น การเพิ่มการสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง รวมถึงการผลักดัน “เศรษฐกิจสีเงิน” (Silver Economy) หรือเศรษฐกิจผู้สูงวัยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม

    นโยบายอำนวยความสะดวกการลงทุนและนวัตกรรม

    รัฐบาลจีนได้มอบแรงจูงใจให้บริษัทเครื่องสำอางต่างชาติเข้ามาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดจีนมากขึ้น โดยมีมาตรการพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าสู่ตลาด

    มาตรการเหล่านั้นรวมถึงการปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนเครื่องสำอางที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณใหม่ โดยใช้ระบบ “ตรวจสอบทันทีที่ยื่นคำร้อง” เพื่อลดระยะเวลาในการอนุมัติ นอกจากนี้ ยังยกเว้นข้อกำหนดให้ผลิตภัณฑ์นำเข้าใหม่ต้องแสดงหลักฐานการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้เข้าสู่ตลาดจีนได้ง่ายยิ่งขึ้น

    การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ

    การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเงินถือเป็นทิศทางการปฏิรูปที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของจีน ซึ่งรัฐบาลกระตุ้นให้เพิ่มความพยายามในการวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุโดยเฉพาะ

    การพัฒนาดังกล่าวรวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของประชากรสูงวัยของจีน ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรของประเทศ

    ยกระดับการกำกับดูแลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

    การยกระดับการกำกับควบคุมเครื่องสำอางด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยให้ความสำคัญกับการเร่งดำเนินการติดฉลากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-labeling)

    นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงการอ่านและการเข้าถึงข้อมูลบนฉลากให้ดีขึ้น เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุและกลุ่มประชากรที่หลากหลาย

    มูลค่าตลาดเครื่องสำอางจีน

    จีนเป็นตลาดเครื่องสำอางขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีบริษัทผู้ประกอบธุรกิจเครื่องสำอางมากกว่า 20,000 แห่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงและตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องหอมและเครื่องสำอางแห่งประเทศจีนเปิดเผยว่า ปริมาณธุรกรรมในตลาดเครื่องสำอางจีนในปี 2024 นั้นสูงเกินกว่า 1.07 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 4.89 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

    จีนจะมุ่งเร่งดำเนินการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมถึงโครงการปรับปรุงระบบการจัดการคุณภาพการผลิตในบริษัทเครื่องสำอางในระยะ 3 ปี ซึ่งคาดว่าจะสามารถอัดฉีดแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของอุตสาหกรรมนี้ได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/235/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E3t0T19TQFYUgPym7Veyv

  • น้ำท่วมใต้ล่าสุด 22 พ.ย.68 เช็ก 10 อันดับ ฝนสูงสุดบริเวณภาคใต้

    น้ำท่วมใต้ล่าสุด 22 พ.ย.68 เช็ก 10 อันดับ ฝนสูงสุดบริเวณภาคใต้

    วันนี้ (22 พ.ย.2568) หลายจังหวัดทางภาคใต้ ยังถูกน้ำท่วมหนัก จากฝนตกแช่นานหลายวัน ที่ จ.ตรัง น้ำขยายวงกว้าง เข้าท่วมแล้ว 8 อำเภอ บางพื้นที่ระดับน้ำเพิ่มสูงต่อเนื่อง ขณะที่ จ.สงขลา พื้นที่เขตเศรษฐกิจชั้นใน อ.หาดใหญ่ ยังมีน้ำท่วม 

    ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก รายงาน 10 อันดับ ฝนสูงสุดบริเวณภาคใต้ ประจำวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 (หมายเหตุ ปริมาณฝนตั้งแต่เวลา 07.00 น. วานนี้ ถึงเวลา 07.00 น. วันนี้ ) 

    1. อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี 441.0 มิลลิเมตร

    2. อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 423.4 มิลลิเมตร 

    3. อ.สายบุรี จ.ปัตตานี 382.6 มิลลิเมตร 

    4. ท่าอากาศยานหาดใหญ่ จ.สงขลา 370.2 มิลลิเมตร

    5. อ.มายอ จ.ปัตตานี 366.6 มิลลิเมตร

    6. อ.หนองจิก จ.ปัตตานี 315.0 มิลลิเมตร

    7. ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 306.5 มิลลิเมตร

    8. อ.นาหม่อม จ.สงขลา 304.5 มิลลิเมตร

    9. อ.ปะนาแระ จ.ปัตตานี 296.6 มิลลิเมตร

    10. สถานีอุตุปัตตานี 291.1 มิลลิเมตร

    หลายจังหวัดทางภาคใต้ ยังเผชิญน้ำท่วม

    น้ำเหนือจาก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ไหลบ่าลงมาเข้าท่วมเข้าท่วม อ.รัษฎา จ.ตรัง ส่งผลกระทบพื้นที่ 6 ตำบล บ้านเรือนและถนนถูกน้ำท่วม ชาวบ้านกว่า 5,000 คน ได้รับผลกระทบ บางพื้นที่ต้องใช้เรือท้องแบนสัญจร โดยเฉพาะหมู่ 1 ต.ควนเมา ชาวบ้านราว 30 ครัวเรือนต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ถนนเข้าหมู่บ้านยาว 1 กิโลเมตรถูกน้ำสูง 1–2 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องใช้เรือนำถุงยังชีพเข้าไปช่วยเหลือ

    ขณะที่ จ.ตรัง มีน้ำท่วมแล้ว 8 อำเภอ กระทบกว่า 6,000 ครัวเรือน โดยใน อ.ย่านยาขาว ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ที่ จ.สตูล ทหารเรือเข้าช่วยเหลือชาวบ้านพื้นที่บ้านวังสายทอง หมู่ 10 ต.น้ำผุด อ.ละงู จำนวน 20 คน หลังถูกน้ำตัดเส้นทางเข้าออกหมู่บ้าน และสามารถช่วยไปอยู่ที่ปลอดภัยได้ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ละงู ยังคงวิกฤตจากมวลน้ำก้อนใหญ่ที่ไหลจากเทือกเขาบรรทัดลงคลองสายละงูทำให้หลายหมู่บ้านน้ำเข้ารวดเร็ว โดยเฉพาะ หมู่ 13 บ้านทุ่งพัฒนา และ หมู่ 11 บ้านห้วยมะพร้าว บางจุดต้องตัดไฟฟ้าเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร

    สตูล มีน้ำท่วมแล้วใน 6 อำเภอ และประกาศพื้นที่ภัยพิบัติครอบคลุมทั้งหมด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเตือนน้ำท่วมฉับพลัน ,น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรงในพื้นที่ชายฝั่ง อย่างต่อเนื่อง และเฝ้าระวังพื้นที่เสียงตลอด 24 ชั่วโมง

    จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่รองรับน้ำใน อ.ไชยา บางจุดยังคงน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.เลม็ด ทหารกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 25 นำสิ่งของไปแจกเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนผู้ประสบภัย เนื่องจากบางจุดระดับน้ำยังท่วมสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต้องใช้เรือสัญจร ส่วนเขตเศรษฐกิจตลาดไชยา น้ำลดเขาสู่ภาวะปกติแล้ว

    สุราษฎร์ธานีมีพื้นที่น้ำท่วม 8 อำเภอ ขณะนี้มวลน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำริมทะเลอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ฝั่งภูเขาใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนพื้นทีริมทะเลยังต้องรับน้ำและเฝ้าระวังทรัพย์สินในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง อันจะส่งผลให้ระดับน้ำที่ท่วมขังสูงขึ้นเช่นกัน

    “หาดใหญ่” อ่วมหนัก น้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ นทท.ติดค้างหลายพันคน

    น้ำจากเขาคอหงส์ อ.นาหม่อม และ อ.จะนะ ไหลทะลักเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจชั้นในของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่กลางดึกต่อเนื่องถึงเช้าวันนี้ (22 พ.ย.) ปริมาณน้ำยังเพิ่มสูงเพราะฝนที่ยังตกหนัก ส่งผลให้ร้านค้า โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานประกอบการต่างๆ ถูกน้ำท่วม

    ที่ตลาดสดพลาซ่าและซอยโดยรอบถูกน้ำท่วมลึก รถเล็กสัญจรลำบาก หลายพื้นที่ต้องตัดกระแสไฟตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อความปลอดภัย ชาวบ้านเผยน้ำมาเร็วมากตั้งแต่ตี 4 แทบไม่มีเวลาเก็บของ และส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมน้ำ อาหารไว้ ขณะที่ ถนนเพชรเกษมสายหลักยังพอใช้รถกระบะหรือรถยกสูงผ่านได้ แต่ซอยย่อย เช่น ชุมชนภาสว่าง ถูกน้ำท่วมหนัก

    วันนี้ (22 พ.ย.68) เวลา 08.00 น. สภาพถนน 30 ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา มีน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

    วันนี้ (22 พ.ย.68) เวลา 08.00 น. สภาพถนน 30 ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา มีน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

    วันนี้ (22 พ.ย.68) เวลา 08.00 น. สภาพถนน 30 ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา มีน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

    ขณะเดียวกันพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย รวมถึงผู้ร่วมประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 เข้าพักในโรงแรมย่านหาดใหญ่รวมราว 9,000–10,000 คน กำลังประสบปัญหาไม่มีอาหาร เนื่องจากที่โรงแรมหรืออพาตเมนต์ที่นักท่องเที่ยวพักไม่มีครัว ซึ่งอาศัยรับประทานอาหารข้างนอกโรงแรม หลายคนจึงต้องการให้ภาครัฐหรือหน่วยภาคเอกชนบริการอาหารและบริการรถรับส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งมีอีกส่วนหนึ่งต้องการดินทางกลับ

    ด้านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำเป็นจะต้องมีการตัดไฟในหลายจุด เช่นเดียวกับการให้บริการสื่อสารอินเทอร์เน็ต ต้องตัดการให้บริการเช่นกัน รวมถึงระบบการส่งน้ำประปาด้วย

    ส่วนที่ อ.คลองหอยโข่ง บริเวณหน้ากองบิน 56 มีน้ำท่วมสูง 30 – 50 เซนติเมตร ระยะทางยาวประมาณ 300 เมตร รถเล็กต้องสัญจรด้วยความระมัดระวัง ในขณะที่ประชาชนที่มีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำได้ออกมาติดตามระดับน้ำท่วมรวมถึงเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเตรียมเอาไว้ในกรณีน้ำท่วมระยะยาวมากกว่า 1 วัน

    11.38 น. (22 พ.ย.68) น้ำท่วมบริเวณ 4 แยกลพบุรีราเมศวร์ ทางเข้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถนนเพชรเกษม 42

    11.38 น. (22 พ.ย.68) น้ำท่วมบริเวณ 4 แยกลพบุรีราเมศวร์ ทางเข้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถนนเพชรเกษม 42

    11.38 น. (22 พ.ย.68) น้ำท่วมบริเวณ 4 แยกลพบุรีราเมศวร์ ทางเข้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถนนเพชรเกษม 42

    สถานการณ์ที่เข้าขั้นวิกฤตทำให้ จ.สงขลาประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแลว 13 อำเภอ จากทั้งหมด 16 อำเภอ นายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา เผยว่า แม้วันนี้ฝนจะลดลงบ้าง แต่น้ำจากเทือกเขา น้ำป่า และน้ำจากลำคลองต่างๆจะยังคงไหลสู่ที่ลุ่มต่ำรวมถึงคลองอู่ตะเภาและคลองภูมินารถดำริ ทำให้ยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    ขณะที่ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งระดมกำลังรวมถึงเครื่องสูบน้ำเข้าปฏิบัติการสูบน้ำออกจากพื้นที่โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่อย่างเร่งด่วน

    อ่านข่าว : นายกฯ บินด่วนหาดใหญ่บ่ายนี้ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

    หาดใหญ่ประกาศ “ยกธงแดง” 103 ชุมชน – ยกเลิกงานสัมมนาหอการค้า

    น้ำท่วมหน้า รพ.หาดใหญ่ – อพยพชาวบ้านคลองหลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CGjZPfj3iFb7sYaUUw1n3

  • กับดักเหยื่อมิจฉาชีพ “กลัว โลภ เร่ง” ถูกเวลา ถูกอารมณ์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กับดักเหยื่อมิจฉาชีพ “กลัว โลภ เร่ง” ถูกเวลา ถูกอารมณ์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กับดักเหยื่อมิจฉาชีพ “กลัว โลภ เร่ง” ถูกเวลา ถูกอารมณ์

    กับดักเหยื่อมิจฉาชีพ” ยุคใหม่ ใช้ความกลัว เรื่องอารมณ์ ความรวดเร็ว ทำให้คนไทยตกเป็นเหยื่อ สภาผู้บริโภคเร่งผลักดันมาตรการ ‘หน่วงเงิน – รู้จักตัวตนคนขาย’ อุดช่องโหว่ระบบการเงิน

    ผู้บริโภคอาจมีความคุ้นชินกับข่าวคนถูกหลอกออนไลน์ที่มีการรายงานแทบทุกวัน แต่งานเสวนาสร้างภูมิคุ้มกันคนไทยจากภัยการเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทยในงาน BOT Symposium 2025 ทำให้เห็นชัดว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเดิม ๆ ที่คนไม่ระวัง แต่เป็นภัยการเงินที่พัฒนาความซับซ้อนเร็วยิ่งกว่าเทคโนโลยีที่ทุกคนใช้ในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลจากการเสวนาชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2565 มีการแจ้งความคดีออนไลน์ในไทยมากกว่า 1 ล้านคดี และสร้างความเสียหายรวมกว่า 9.8 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่นับผู้เสียหายอีกกว่า 80% ที่ไม่แจ้งความ ทำให้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้หลายเท่า

    ช่องโหว่ที่ทำให้มิจฉาชีพหลอกลวงอย่างต่อเนื่องไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือของสแกมเมอร์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการจับจุดอ่อนทางอารมณ์และพฤติกรรมของคนได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น รูปแบบภัยการเงินเปลี่ยนจากการใช้แอปฯ ดูดเงิน ซึ่งปัจจุบันพอจะปิดช่องโหว่ได้แล้ว ปรับสู่เป็นการหลอกให้โอนเงินด้วยตัวเอง (Authorized Payment Fraud) ผ่านการอาศัยแรงกดดันทางอารมณ์เพื่อให้เหยื่อตัดสินใจเร็วเกินไป ตามที่ทีมวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า การตกเป็นเหยื่อไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ การศึกษา หรืออาชีพ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเจอมิจฉาชีพที่มาได้ถูกเวลา ถูกจริตหรือไม่

    ผลสำรวจจาก รศ. ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานอนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค นำเสนอยิ่งน่าตกใจขึ้นไปอีก โดยพบว่า 73% ของคนไทยเคยถูกมิจฉาชีพเข้าถึง และเกือบครึ่งหนึ่ง 47% กลายเป็นผู้เสียหายจริง ที่สำคัญคือผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ตัวเงิน แต่ขยายวงไปสู่ความเชื่อมั่นในโลกดิจิทัลที่ลดลง เช่น 23% เลิกใช้ออนไลน์ไปทันที และอีก 11% เลิกใช้แอปฯ การเงินทั้งหมด ผลกระทบเหล่านี้คือต้นทุนแฝงที่สังคมไทยต้องจ่ายอย่างเงียบ ๆ และสูงขึ้นทุกปี

    หนึ่งในกรณีศึกษาคือเรื่องของ ประวีณมัย บ่ายคล้อย ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ที่ถูกหลอกผ่านแอปฯ กรมที่ดินปลอม ชื่อ “Smart Land” ซึ่งหน้าตาเหมือนแอปฯ จริง โดยคนร้ายใช้ข้อมูล เช่น เลขโฉนด ที่อยู่ และชื่อเจ้าหน้าที่ ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นการตรวจสอบจากรัฐ ถูกเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงจริงจังจนไม่มีเวลาไตร่ตรอง ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดเจนว่า มิจฉาชีพไม่ได้โจมตีที่เทคโนโลยีของทุกคน แต่ใช้การโจมตีที่ความกลัว ความกังวล และสัญชาตญาณอยากแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด

    พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ รองโฆษก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (บก.สอท.2) อธิบายว่าเบื้องหลังอาชญากรรมออนไลน์ปัจจุบันทำงานเป็นสายพานอุตสาหกรรมที่เร็วและเป็นระบบ เงินที่หลุดจากบัญชีเหยื่อจะถูกส่งต่อไปยังบัญชีม้าหลายทอดภายในไม่กี่นาที โดยมีทั้งคนที่ยอมเปิดบัญชีเพื่อแลกเงินหลักร้อยหรือหลักพัน ไปจนถึงผู้ถูกหลอกให้เปิดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งราคาของบัญชีม้ายังปรับขึ้นลงตามความต้องการในตลาดมืด

    ขณะเดียวกันมิจฉาชีพไม่ได้ใช้รูปแบบการหลอกลวงแบบเดิม ๆ แต่ยกระดับเครื่องมือ เช่น ใช้เอไอเลียนเสียงคนในครอบครัวโทรมาหลอกผู้สูงอายุ (AI Voice Cloning) หรือใช้เทคโนโลยีดีปเฟค (Deepfake) ที่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่จริงจนสร้างแรงกดดันทางอารมณ์อย่างเฉียบพลัน เมื่อจับคู่กับเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เหยื่อ ไม่มีเวลาคิด ผ่านกลไก 3 อย่างคือ ความกลัว ความโลภ และความหลงในความน่าเชื่อถือ ทำให้เหยื่อจำนวนมากยอมโอนเงินด้วยตัวเองโดยไม่ได้ตั้งข้อสงสัย

    ทั้งนี้เบื้องหลังความหลอกลวงแบบเสมือนจริง คือองค์กรอาชญากรรมในประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกจัดโครงสร้างเหมือนบริษัทจริง มีฝ่ายเทคโนโลยีคอยปลอมเบอร์ผ่านระบบการสื่อสารทางเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (VoIP) มีฝ่ายฝึกอบรมที่ล้างสมองพนักงานให้มองการหลอกลวงเป็นเพียงงานหารายได้ และมีทีมสนับสนุนที่เก็บข้อมูลเหยื่อเป็นฐานใหญ่เพื่อเลือกโจมตีตามจุดอ่อนของแต่ละคน

    นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอย่างเครื่องส่งสัญญาหลอกหรือปลอม (Fake Base Station) ที่ส่งข้อความ (SMS) ปลอมมาในชื่อหน่วยงานรัฐ รวมถึงมีการจ้างคนไทยขับรถตระเวนพร้อมอุปกรณ์เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม ทำให้ตำรวจต้องทำงานแข่งกับความเร็วของเทคโนโลยี แม้จะปิดบัญชีปลายทางได้จำนวนมาก แต่เส้นทางเงินที่กระจายตัวรวดเร็ว ดังนั้น การป้องกันตั้งแต่ต้นทางจึงสำคัญยิ่งกว่าการไล่ตามหลังเกิดเหตุ เพราะเมื่อเงินหลุดมือไปเพียงไม่กี่วินาที โอกาสได้คืนแทบเป็นศูนย์

    ด้าน ตฤณห์ โพธิ์รักษา อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายกลไกที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งว่า เมื่อสมองถูกกระตุ้นด้วย “ความกลัว – ความโลภ – ความเร่งด่วน” สมองส่วนเหตุผลจะทำงานช้ากว่าส่วนอารมณ์เสมอ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนรอบคอบยังตกเป็นเหยื่อได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมเพียงแค่ชะลอ 45 – 60 นาที ก็สามารถช่วยให้เราดึงสติกลับมาก่อนจะถูกหลอกได้ นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังใช้ความเชื่อในอำนาจของรัฐ (Authority Bias) ทำให้เหยื่อหลงเชื่อว่าคนที่โทรมาเป็นเจ้าหน้าที่จริง ซึ่งความจริงแล้วเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกต้องจะไม่มีการให้โอนเงินหรือให้ทำธุรกรรมใด ๆ อย่างเด็ดขาด

    จากภาพทั้งหมด สะท้อนว่าภัยการเงินออนไลน์ไม่ใช่เรื่องที่ผู้บริโภคจะแก้ได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป เนื่องจากระบบมีช่องโหว่ที่มิจฉาชีพใช้ได้อยู่มาก สภาผู้บริโภคจึงเสนอหลายมาตรการที่มุ่งปิดช่องโหว่นี้ตั้งแต่ต้นทาง เช่น มาตรการ “หน่วงเงินก่อนโอน” เพื่อกันไม่ให้เงินไหลออกหลายทอดในไม่กี่วินาที ช่วยเพิ่มโอกาสอายัดเงินให้ผู้เสียหาย มาตรการ “เปิดก่อนจ่าย” เพื่อป้องกันปัญหาซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้ของ ซึ่งเป็นเคสที่เกิดขึ้นมากที่สุด และมาตรการ “รู้จักตัวตนคนขาย” ซึ่งเป็นมาตรการล่าสุดที่เน้นความโปร่งใสของผู้ขาย โดยให้แพลตฟอร์มต้องแสดงข้อมูลผู้ขายที่ตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้ร้านผีหรือบัญชีปลอมใช้ช่องว่างตลาดออนไลน์ในการหลอกผู้บริโภค

    นอกจากการปกป้องรายบุคคลแล้ว มาตรการเหล่านี้ยังช่วยให้ระบบโดยรวมมีโครงสร้างป้องกันที่แข็งแรงขึ้น ลดโอกาสการหมุนเงินของมิจฉาชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพติดตามเส้นทางเงินผิดปกติ สอดคล้องกับข้อเสนอจากเวทีเสวนาที่ชี้ว่า ประเทศที่รับมือกับปัญหานี้ได้ดีต้องใช้แนวคิดทั้งระบบ คือใช้หลายมาตรการพร้อมกัน ทั้งการป้องกัน การจับกุม การเฝ้าสังเกตข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะที่สม่ำเสมอ

    สำหรับจุดร่วมสำคัญจึงชัดเจนว่า หากต้องการหยุดอาชญากรรมออนไลน์ เราต้องพัฒนาเกราะป้องกันให้เร็วและฉลาดเท่ากับที่มิจฉาชีพพัฒนาวิธีหลอก ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมวิ่งตามปัญหาอยู่เสมอ ข้อเสนอเชิงนโยบายจากสภาผู้บริโภคจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ต้องเดินควบคู่กับการสร้างความรู้เท่าทัน เพราะเมื่อระบบดีขึ้น ผู้บริโภคมีข้อมูลครบขึ้น และทุกฝ่ายทำงานเชื่อมกันได้มากขึ้น โอกาสที่เงินจะหลุดลอยไปโดยไม่รู้ตัวก็จะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/scam-traps/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ut95CWlPab3U87-bcHZ_q

  • ‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์  ชู‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ

    ‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์ ชู‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ

    ‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์ ชู‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ

    วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.35 น.

    ‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์  ชู ‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ  ชี้ไทยขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาคการเกษตร การพัฒนาคน ไปจนถึงปัญหาสแกมเมอร์  แนะรวมพลังความคิดแก้วิกฤตประเทศ

    นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม” แก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 30 (บ.ส.30) ณ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568  โดยเน้นย้ำว่า ยุทธศาสตร์คือการวางแผนระยะยาวที่มองไปยังอนาคต เพื่อคาดการณ์ปัญหาและการจัดการที่ต้องบริหารจัดการแบบองค์รวมให้ครบถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่กับชีวิตทุกคนอยู่แล้ว เช่น การวางแผนการเงินในครอบครัว

    นายพีระพันธุ์ ได้ยกบทเรียนที่ได้รับจากการศึกษาต่อต่างประเทศที่เน้นให้รู้จัก “คิด” ไม่ใช่การท่องจำตัวบทกฎหมาย เพราะหน้าที่ของนักกฎหมายไม่ใช่การบอกว่าใครถูกใครผิด แต่คือการวิเคราะห์การกระทำและต้องคิดให้เป็นระบบรอบคอบในทุกมุมมอง  โดยเฉพาะในมุมมองของคู่ต่อสู้  

    นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังนำเสนอตัวอย่างของความล้มเหลวที่เกิดจากการขาด “ยุทธศาสตร์แบบองค์รวม” โดยเฉพาะปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และสแกมเมอร์ ซึ่งยังการขาดกฎหมายเฉพาะมารองรับ ทำให้การลงโทษต้องใช้การเทียบเคียงความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี เป็นหลัก และอาจลดโทษเหลือเพียง 6 เดือนถึง 1 ปี หากรับสารภาพ ซึ่งถือว่าน่ากลัวน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้มา อีกทั้งยังมีปัญหาในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ใดโกงใคร ที่สำคัญคือ กฎหมายปัจจุบันไม่มีความผิดฐาน “ตระเตรียม” ที่จะฉ้อโกงในลักษณะสแกมเมอร์ ถึงแม้จะจับแก๊งที่ครอบครองโทรศัพท์ 200-400 เครื่องมาได้   โดยนายพีระพันธุ์เสนอมุมมองทางยุทธศาสตร์ว่า ควรให้ผู้ถูกจับพร้อมหลักฐานต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่ให้ภาครัฐไปพิสูจน์ทั้งหมด เช่นเดียวกับในอดีตที่การปลอมบัตรเครดิตก็ไม่เป็นความผิดจนกว่าจะปลอมเสร็จ ทำให้ไม่สามารถจับกุมผู้ที่มีบัตรพลาสติกเปล่าเพื่อรอทำบัตรปลอมได้

    นายพีระพันธุ์ยังยกตัวอย่างเรื่องการพัฒนานวัตกรรมโดรน ซึ่งประเทศไทยมีบริษัทที่ผลิตโดรนที่มีคนนั่งและสามารถบินได้แล้วหลายแห่ง แต่กลับไม่สามารถนำขึ้นบินได้ เพราะหน่วยงานควบคุมการบินไม่อนุญาตให้บิน เนื่องจากยังไม่ได้มีการแก้กฎหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นองค์รวมของฝ่ายบริหารและฝ่ายประจำ ทำให้ความเก่งของคนไทยไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้

    ด้านภาคการเกษตร  ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมแต่กลับไม่มีปุ๋ย ต้องนำเข้าทั้งหมด ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียที่เป็นทะเลทราย กลับเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกปุ๋ยในราคาถูกกว่าไทย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างมีแผนยุทธศาสตร์ที่จะนำแร่โปแตชคุณภาพสูงระดับโลกขึ้นมาผลิตปุ๋ย

    ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยขาดการวางแผนระยะยาวในการพัฒนาคน เห็นได้จากตัวอย่างที่บริษัทอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ขาดแคลนแรงงานด้านการพ่นสีรถยนต์ จนต้องขอให้กระทรวงยุติธรรมช่วยฝึกนักโทษให้ ในขณะที่เด็กไทยวันนี้ยังถูกจำกัดอยู่ในหลักสูตรสามัญและอาชีวะแบบเดิม ๆ โดยหลักสูตรการศึกษาของประเทศไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการในยุทธศาสตร์ชาติ เช่น การมุ่งเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน ที่ต้องมีการออกกฎหมายรองรับ แต่กระทรวงศึกษาธิการกลับไม่มีหลักสูตรที่เน้นด้านนี้ ขณะที่จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เพราะพวกเขามียุทธศาสตร์ด้านการศึกษาที่เตรียมคนให้มีคุณภาพเพื่อรองรับการแข่งขัน

    อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของการใช้ยุทธศาสตร์แบบองค์รวมของสถาบันศาลยุติธรรม ได้แก่ การแยกสถาบันศาลออกมาเป็นองค์กรอิสระจากกระทรวงยุติธรรมซึ่งเคยถูกเรียกว่า “กระทรวงศาล”  โดยการแยกตัวนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่คิดไว้ตั้งแต่ประมาณปี 2533-2534 และประสบความสำเร็จเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540 เปิดโอกาสศาลเป็นองค์กรที่สามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเอง  รวมถึงการพัฒนาระบบการฟ้องออนไลน์  ซึ่งศาลยุติธรรมได้ปรับตัวและมีวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้า โดยมีการพัฒนาระบบให้ประชาชนสามารถฟ้องคดีการโกงสินค้าออนไลน์ได้เองทางออนไลน์ ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน หากไม่มีการบริหารจัดการแบบองค์รวมเช่นนี้ ประชาชนก็จะต้องฟ้องแบบเดิมและเกิดความล่าช้า

    ในตอนท้าย นายพีระพันธุ์ย้ำว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจาก “วิสัยทัศน์” ซึ่งเกิดจาก “ความคิด” ไม่ใช่พรสวรรค์ และการบริหารจัดการยุทธศาสตร์ให้สำเร็จ ต้องอาศัยการร่วมมือและประสานงานกันเป็นทีมของทุกหน่วยงาน และหวังว่าสิ่งที่ตนได้นำเสนอจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ารับการอบรมในการนำความรู้ไปช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929762&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f4zB2AMa9oKzGNu8ybUrU

  • “สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า” เปิดเทศกาล “ห่มหมอก กอดหนาว เรื่องเล่าบนภู – น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ”

    “สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า” เปิดเทศกาล “ห่มหมอก กอดหนาว เรื่องเล่าบนภู – น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ”

    วันนี้( 22 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ นายชาญชัย แสงสวัสดิ์ นายอำเภอชาติตระการ เป็นประธานเปิดเทศกาล“ห่มหมอก กอดหนาว เรื่องเล่าบนภู – น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนในพื้นที่อย่างอเนกอนันต์ ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรงส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างอันงดงามแห่งความรักในธรรมชาติ ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล   พร้อมกับเป็นการเริ่มต้นของเทศกาลการท่องเที่ยวฤดูหนาว ที่ ว่า สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ที่หลายคนต่างมองหาสถานที่พักผ่อนเพื่อสัมผัสอากาศหนาวและความงดงามของธรรมชาติท่ามกลางขุนเขา ชมพรรณไม้หายาก และเป็นจุดชมวิวหมอกยามเช้าที่งดงามอีกแห่งหนึ่งของภาคเหนือ

    นายจรัญ มากน้อย หัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ เปิดเผยว่า ทางสวนได้จัดงานเทศกาล “ห่มหมอก กอดหนาว เรื่องเล่าบนภู – น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ”เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์ เผยแพร่คุณค่าและความงดงามของพรรณไม้บนพื้นที่สูง อีกทั้งเป็นกิจกรรมเพื่อสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสอากาศหนาวท่ามกลางขุนเขาและมวลพฤกษานานาพันธุ์ และเรื่องราวของพื้นที่ประวัติศาสตร์ สำหรับในปีนี้จัดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือน มกราคม 2569

    โดยนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสอากาศหนาว ท่ามกลาง ขุนเขาและมวลพฤกษานานาพันธุ์ โดยสามารถเที่ยวชมพื้นที่ประวัติศาสตร์หลุมบังเกอร์บ้านร่มเกล้า ชมสวน กุหลาบกว่า 70 สายพันธุ์ กล้วยไม้ไทย กล้วยไม้ลูกผสมกว่า 300 ชนิด กุหลาบพันปี และสร้อยสยาม พร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ณ จุดชมวิวค้อเดียวดาย ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของประเทศ ไทย-ลาวและ 3 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เลย และอุตรดิตถ์ ส่วนยามค่ำคืนสัมผัสอากาศหนาวเย็นพร้อมชมความงดงามของดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า บางวันมีทะเลหมอกสวยงาม ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็น 12  องศา

    สำหรับสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2542  ตาม พระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำในเขตภูเขาสูงของภาคเหนือตอนล่าง ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้บนพื้นที่สูง เป็นศูนย์เรียนรู้ทางพฤกษศาสตร์ และเป็นสถานที่พักผ่อนเชิงนิเวศที่ประชาชนสามารถสัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด

    /////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/11/22/192110&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hlYCng9-4D7anYPlWU6mH

  • ตำรวจท่องเที่ยวเปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ตำรวจท่องเที่ยวเปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    วันที่ 22 พ.ย. 2568 ตามนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) สถานีตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมสูงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยว พ.ต.ท.ศักดิ์อนันต์ คำไสย สารวัตรใหญ่ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวออกปฏิบัติการช่วยเหลือทันที

    ตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ได้เปิดศูนย์ประสานงานเพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชน แจกจ่ายอาหารกล่องและน้ำดื่ม โดยใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (โฟร์วิล) ออกให้บริการนักท่องเที่ยวที่ติดค้างอยู่ในโรงแรมบริเวณถนนเสน่หาอนุสรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของหาดใหญ่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นและสร้างความมั่นใจ

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังประชาสัมพันธ์ให้หลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำทะเลในช่วงนี้ เนื่องจากสภาพอากาศและระดับน้ำที่อาจเป็นอันตราย การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่

    จรัส ชูศรี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399665&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33NbC8h7frCNLg_0E2TRPr

  • ‘ก้องศักด’ ชูมวยไทยสัญลักษณ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม สร้างบรรยากาศ ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา‘

    ‘ก้องศักด’ ชูมวยไทยสัญลักษณ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม สร้างบรรยากาศ ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา‘

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จัดงานแถลงข่าวกิจกรรม “สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา” เพื่อเดินหน้าผลักดันศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความภาคภูมิใจในศิลปะการต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ อีกทั้งยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของคนไทยทั่วประเทศในการเป็นเจ้าภาพที่ดีในมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 สร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคี ความภาคภูมิใจ และกระตุ้นพลังแรงเชียร์ให้กับนักกีฬามวยไทยทีมชาติไทยในการลงสนามแข่งขัน และกิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “Home of Muaythai” ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในท้องถิ่น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อน อุตสาหกรรมกีฬามวยไทยของชาติให้ก้าวไกลบนเวทีโลก ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก  

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรม “สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา” และพบกับไฮไลต์สำคัญคือการแสดงรำไหว้ครูมวยไทยอันงดงามและทรงพลัง โดย บัวขาว บัญชาเมฆ ตำนานนักมวยไทยระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งมวยไทยและให้กำลังใจแก่นักกีฬาทีมชาติไทยในการสู้ศึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในครั้งนี้ 

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อต้อนรับทัพนักกีฬา นักท่องเที่ยว และเตรียมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในครั้งนี้ให้เป็นที่น่าจดจำในทุกภาคส่วน และสำหรับทัพนักกีฬามวยไทยของเรา มีความพร้อมอย่างเต็มศักยภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และจะสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองเพื่อสร้างเกียรติประวัติให้แก่ประชาชนชาวไทยได้อย่างแน่นอน สำหรับการแข่งขันมวยไทย ได้แบ่งประเภทการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ มวยไทย และไหว้ครู ซึ่งการแสดงไหว้ครูมวย ได้รับการบรรจุในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย เราเชื่อมั่นในศักยภาพของนักกีฬาทุกคนที่จะร่วมสร้างผลงานและนำเหรียญรางวัลมาสู่ประเทศชาติ จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันเชียร์นักกีฬามวยไทยและนักกีฬาไทยในทุกชนิดกีฬาให้สุดพลัง ให้โลกเห็นว่าที่นี่คือ Home of Muaythai”

    สำหรับกิจกรรม “สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา” จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพมหกรรมกีฬาซีเกมส์และศูนย์กลางของมวยไทยในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเผยแพร่มวยไทยและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาชาวโลก อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์ของมวยไทยอันเป็นสัญลักษณ์ความเป็นไทย ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมของประเทศ ตลอดจนเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีและระดมแรงเชียร์จากคนไทยทั่วประเทศ เพื่อส่งกำลังใจสนับสนุนนักกีฬาทีมชาติไทยในทุกชนิดกีฬาอย่างพร้อมเพรียง

    โดยไฮไลต์สำคัญของการจัดงานในครั้งนี้คือ การแสดงรำไหว้ครูมวยไทย นำแสดงโดย “บัวขาว บัญชาเมฆ” นักมวยไทยระดับโลก ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการมวยไทย ซึ่งช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางมวยไทยและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ การแสดงอันยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงเอกลักษณ์และจิตวิญญาณแห่งนักสู้ของมวยไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของกีฬาไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติอีกด้วย

    ขอเชิญร่วมส่งแรงเชียร์และเป็นเจ้าภาพที่อบอุ่นต้อนรับนักกีฬาจากทั่วภูมิภาค ในการแข่งขันมหกรรมกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ตั้งแต่วันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่ กรุงเทพ ชลบุรี สงขลา โดยสามารถรับชมการแข่งขันกีฬามวยไทย แบบติดขอบเวทีได้ตั้งแต่วันที่ 13-19 ธันวาคม 2568 ณ อาคารโรงยิม 1,000 ที่นั่ง สนามกีฬาเมืองหลักภาคใต้ (พรุค้างคาว) และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) เป็นแม่ข่ายร่วมกับ สถานีโทรทัศน์เพื่อการท่องเที่ยวและกีฬา (ทีสปอร์ต 7) รวมถึงสื่อพันธมิตรอีกมากมายที่จะเข้าร่วมถ่ายทอดสดกว่า 30 ชนิด ในทุกช่องทางไม่พลาดทุกวินาทีสำคัญที่นักกีฬาไทยลงสนาม

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/900442/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rx6mQLZhQslJ2d59m0vuF

  • OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

    OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

    วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

    OKMD ขานรับนโยบายรัฐบาล เร่งเดินหน้าปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ สร้างโอกาสเข้าถึงความรู้เท่าเทียมทั่วประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

    22 พฤศจิกายน 2568 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD และได้มอบนโยบายสำคัญเพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนภารกิจด้านการเรียนรู้ของประเทศ โดยเน้นให้การดำเนินงานของ OKMD สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และยกระดับศักยภาพคนไทยด้วยทุนความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นายสันติ กล่าวว่า การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะและศักยภาพที่เท่าทันโลกเป็นภารกิจเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และรูปแบบการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมให้ OKMD ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่ ชุมชนเมือง หรือพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งต้องทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่ เพื่อให้คนไทยสามารถอยู่รอด แข่งขันได้ และพัฒนาต่อยอดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า ในฐานะองค์การมหาชนภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของประเทศ ผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ การผลิตองค์ความรู้ที่เข้าถึงง่าย และการขยายโอกาสด้านการเรียนรู้ไปยังประชาชนทุกกลุ่ม โดยมีเป้าหมายให้ความรู้เป็น ‘ทุนของทุกคน’ ไม่ใช่เพียงของคนบางกลุ่ม พร้อมย้ำว่าการเข้าถึงความรู้คุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นรากฐานของการพัฒนาทุนมนุษย์ในยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง

    ดร.ทวารัฐกล่าวต่อว่า OKMD พร้อมเดินหน้าภารกิจตามนโยบายที่รัฐมนตรีมอบหมายทั้ง 7 ด้านอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการยกระดับ TK Park, Museum Siam และเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์เด็กและเยาวชนยุคดิจิทัล พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มจำนวนแหล่งเรียนรู้คุณภาพในภูมิภาค และพัฒนาระบบแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง

    ในด้านการนำนวัตกรรมมาพัฒนาการเรียนรู้ OKMD จะดำเนินโครงการที่ผสมผสานเทคโนโลยี การเล่น และประสบการณ์จริง เช่น Play-based Learning, Digital Content และเครื่องมือการเรียนรู้สมัยใหม่ เพื่อทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน OKMD จะร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเสริมทักษะสำคัญสำหรับอนาคต ได้แก่ ความรู้ดิจิทัล ความรู้ด้านการเงินและผู้ประกอบการ ความรู้ด้านสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถปรับตัวทันต่อกระแสโลกและใช้ทักษะเหล่านี้ในการยกระดับคุณภาพชีวิต

    ดร.ทวารัฐยังระบุว่า OKMD จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านสื่อความรู้ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ  เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ไทย สร้างคุณค่าและรายได้แก่ประชาชน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงความรู้ เพื่อพัฒนาเมืองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจท้องถิ่น

    สำหรับโครงการเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ OKMD พร้อมเร่งรัดการพัฒนา National Knowledge Center (NKC) บนถนนราชดำเนินให้เป็น ‘แลนด์มาร์กของชาติ’ และเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ตลอดจนผลักดันโครงการ OKMD Sustainable Development Learning Center (OKSD) ที่สวนเบญจกิติ ให้เป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านความยั่งยืนของประเทศ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ในระยะต่อไป

    ดร.ทวารัฐกล่าวปิดท้ายว่า ‘OKMD มุ่งทำให้การเรียนรู้เป็นพลังของประชาชนทุกคน เพราะเมื่อคนไทยเข้าถึงความรู้ที่มีคุณภาพ ประเทศไทยจะมีรากฐานที่แข็งแรงในการรับมืออนาคต และสามารถสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้’

    การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการเรียนรู้ของประเทศให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันให้ OKMD เป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเปิดโอกาสด้านความรู้อย่างเท่าเทียม เพิ่มพูนศักยภาพคนไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังขององค์ความรู้และนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อวางรากฐานสู่สังคมแห่งโอกาส ความรู้ และความยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w_h9OqXJBHpP-fwwikd-G

  • “หาดใหญ่” จมบาดาล! น้ำทะลักท่วมเขตเมืองย่านเศรษฐกิจกลางดึก

    “หาดใหญ่” จมบาดาล! น้ำทะลักท่วมเขตเมืองย่านเศรษฐกิจกลางดึก

    “หาดใหญ่” จมบาดาล! น้ำทะลักท่วมเขตเมืองย่านเศรษฐกิจกลางดึก

    22 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา จากสถานการณ์ฝนที่ตกต่อเนื่องตลอด 2 วัน 2 คืน ทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมาก ทะลักสู่พื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยเมื่อเวลา 22.00 น.เทศบาลนครหาดใหญ่ โดยนายณรงค์พร ณ พัทลุง  นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ประกาศสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ (ธงแดง) จำนวนทั้งหมด 65 ชุมชน ประกอบด้วย เขต 1 ทั้งหมด จำนวน 28 ชุมชน, เขต 2 ทั้งหมด จำนวน 29 ชุมชน, เขต 3 จำนวน 8 ชุมชน ให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เคลื่อนย้ายสิ่งของและเตรียมเข้าอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วน 
     

     

    นายณรงค์พร เปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์น้ำภาพรวมน่าเป็นห่วง หลังจากที่ปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วัน รวมทั้งหมด 544 มิลลิเมตร ประกอบกับฝนรอบนี้ตกหนัก ในพื้นที่บริเวณฝั่งตะวันออกของเทศบาล โดยเฉพาะตลอดแนวเขาคอหงส์ ลุ่มน้ำคลองเปล และลุ่มน้ำคลองเรียน ส่งผลทำให้แก้มลิงคลองเรียนที่ใช้สำหรับการหน่วงน้ำรับน้ำไว้ จนไม่สามารถกักเก็บไว้ได้แล้ว จำเป็นต้องปล่อยน้ำไหลออก เพื่อรักษาสมดุลของแก้มลิง และป้องกันการกัดเซาะแนวขอบแก้มลิง
     

    ทำให้มวลน้ำส่วนหนึ่ง จะไหลทะลักลงคลองสำคัญ 2 สายที่อยู่ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ คือ คลองเรียนและคลองสามสิบเมตร ซึ่งหมายความว่าจะเกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญ จึงต้องแจ้งการยกธงแดง เพื่อให้ประชาชนเก็บของไว้ในที่สูงเพื่อความปลอดภัย
     

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดค่ำคืน เกิดความโกลาหลขึ้น หลังจากประชาชนได้รับการแจ้งเตือนธงแดงให้เก็บข้าวของขึ้นที่สูง ทำให้ในย่านเขตเศรษฐกิจหลายแห่ง ทั้งตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข ตลาดฉือฉาง มีประชาชนเร่งอพยพสิ่งของ และเก็บของขึ้นที่สูง โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายรถยนต์ ไปไว้ในพื้นที่ปลอดภัย ทำให้เกิดการจราจรติดขัดบนถนนหลายสาย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378969728&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JMsRej-w-I2GLB7zxeOCP