Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิกฤตใหญ่ มหาอุทกภัย น้ำท่วมภาคใต้ เปิดหุ้นรับ-เสียประโยชน์ 

    วิกฤตใหญ่ มหาอุทกภัย น้ำท่วมภาคใต้ เปิดหุ้นรับ-เสียประโยชน์ 

    Stock

    วิกฤตใหญ่ มหาอุทกภัย น้ำท่วมภาคใต้ เปิดหุ้นรับ-เสียประโยชน์ 

    นักวิเคราะห์เผย หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์น้ำท่วมคือกลุ่มซ่อมสร้างและวัสดุก่อสร้าง เช่น HMPRO, GLOBAL, DOHOME, TOA, TASCO และ SCC เนื่องจากความต้องการซ่อมแซมบ้านและโครงสร้างพื้นฐานหลังน้ำลด ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะเสียประโยชน์คือกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว แต่ผลกระทบโดยตรงประเมินว่าอยู่ในวงจำกัด เช่น CENTEL และ ERW มีการปิดบริการโรงแรมบางแห่งชั่วคราวซึ่งกระทบรายได้รวมเพียง 1-2%

    • หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์น้ำท่วมคือกลุ่มซ่อมสร้างและวัสดุก่อสร้าง เช่น HMPRO, GLOBAL, DOHOME, TOA, TASCO และ SCC เนื่องจากความต้องการซ่อมแซมบ้านและโครงสร้างพื้นฐานหลังน้ำลด
    • กลุ่มที่คาดว่าจะเสียประโยชน์คือกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว แต่ผลกระทบโดยตรงประเมินว่าอยู่ในวงจำกัด เช่น CENTEL และ ERW มีการปิดบริการโรงแรมบางแห่งชั่วคราวซึ่งกระทบรายได้รวมเพียง 1-2%
    • สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดหลัก โดยพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ลดลง 12% ในช่วงสัปดาห์ที่มีฝนตกหนัก
    • แม้ผลกระทบโดยตรงต่อ GDP ของประเทศจะไม่รุนแรงเท่ามหาอุทกภัยปี 2554 แต่น้ำท่วมได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อจิตวิทยาการลงทุนและสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้ง

    ภาคใต้กำลังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ขยายวงกว้างและยาวนานกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงระดับประเทศ โดยเฉพาะต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันจากปัญหาน้ำท่วมและความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้ง ทำให้ภาพรวมตลาดยังถูกกดดันจากปัจจัยลบหลายด้านและยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงติดขัดจากประเด็นน้ำท่วมภาคใต้ที่ยังมีความรุนแรงอยู่ในช่วงนี้ ทำให้นำไปสู่ความเชื่อมั่นทางการเมืองลดน้อยลงไปด้วย จึงทำให้หุ้นไทยไม่เฟอร์ฟอร์มเลย ณ ขณะนี้ 

    แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจังหวัดสงขลา มีสัดส่วนแค่ 1 ใน 25 ของกรุงเทพฯ เท่านั้น จึงนำมาเทียบกับช่วงปี 2554 ไม่ได้ แต่ทว่า เริ่มมีสัญญาณที่ดีน้ำไม่ท่วมแล้ว ขณะที่กนง.หากมีสัญญาณว่าจะปรับลดดอกเบี้ยมากขึ้นก็อาจจะทำให้ดัชนีหุ้นไทยมีการกลับมารีบาวด์ขึ้นมาได้เร็ว 

    “หากเทียบช่วงน้ำท่วมในราวปี 2554 ประมาณ 2 เดือน ดัชนีหุ้นไทยลงไปประมาณ 24% ถือว่าลงมาค่อนข้างเยอะ เนื่องจาก World Bank ออกมาบอกว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสียหายเยอะ จึงคาดการณ์ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท และในปีนี้ด้านหอการค้าคาดการณ์ไว้ที่น้ำท่วมนานในทุก ๆ 1 วัน จะทำให้เกิดความเสียหายประมาณ 1- 1.5 หมื่นล้านบาท ยังคงต้องเฝ้าติดตามต่อไปว่าจะท่วมนานหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีการชะลอตัวลงไปด้วย” 

    สำหรับหุ้นที่ได้รับประโยชน์จะได้จากหุ้นซ่อมสร้างต่าง ๆ เช่น HMPRO GLOBAL DOHOME และกลุ่มทาสีบ้านหลังจากที่น้ำลดลงแล้วได้แก่หุ้น TOA รวมถึงกลุ่มซ่อมสร้างถนนที่ต้องใช้ปูนเยอะขึ้นได้แก่ TASCO SCC 

    กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล. ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เริ่มมีความกังวลต่อกลุ่มค้าปลีก และกลุ่มอื่น ๆ เซนติเมนไม่ค่อยดี ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องน้ำท่วมเป็นจิตวิทยาที่ทำให้การเมืองเกิดความไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นในช่วงที่ใกล้จะเลือกตั้ง ในช่วงแรกยังคงมองว่า พรรคภูมิใจไทยอาจจะได้รับคะแนนเสียงค่อนข้างมากแต่ทว่าในขณะนี้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น เพราะอาจทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจจึงเกิดการขายหุ้นออกมาก่อน 

     “จิตวิทยาลบจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาค ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อ GDP ไทยยังไม่มากนัก เนื่องจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคิดเป็นไม่ถึง 10% ของ GDP แต่ส่งผลต่อ จิตวิทยาการลงทุนและคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่า โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์เชิงจิตวิทยาระยะสั้น ได้แก่กลุ่มสร้างบ้าน เช่น GLOBAL HMPRO”

    บล.กรุงศรี ระบุว่า สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่ายังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคใต้ รวม 10 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยหลายพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    โดยประเมินผลกระทบต่อภาคโรงแรมและร้านอาหารอยู่ในระดับจำกัด 1–4% คาดว่าอยู่ในวงจำกัด โดยคำนวณจากจำนวนสาขาและโรงแรมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงแรมถือว่าจำกัด มีเพียงสองบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการปิดให้บริการชั่วคราว CENTEL ปิดโรงแรม 1 แห่ง ราว 1% ของรายได้รวม และสาขาในธุรกิจอาหารได้รับผลกระทบ 27 แห่งจากทั้งหมด 1,390 สาขา ราว 1% ของรายได้ รวมผลกระทบประมาณ 2% ขณะที่ ERW ปิดโรงแรม Hop Inn ชั่วคราว 3 แห่งในสงขลา ราว 2% ของรายได้รวมจาก 87 แห่ง ส่วน MINT ไม่ได้รับผลกระทบในธุรกิจโรงแรม เนื่องจากไม่มีโรงแรมในพื้นที่ประสบภัย แต่มีร้านอาหารได้รับผลกระทบ 20 สาขา ต่ำกว่า 1% ของรายได้รวม

    ขณะที่ผลกระทบต่อกลุ่มร้านอาหารยังคงจำกัดเช่นกัน สอดคล้องกับสัดส่วนสาขาที่ตั้งในพื้นที่น้ำท่วม AU ได้รับผลกระทบ 1 สาขาในหาดใหญ่ ราว 4% ของรายได้จาก 60 สาขา M ได้รับผลกระทบ 18 สาขาจากทั้งหมด 675 สาขา ราว 2–3% ของรายได้ และ ZEN ได้รับผลกระทบ 1 สาขา ต่ำกว่า 1% ของรายได้ โดยรวมแล้ว ร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายโดยตรง แต่ได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อในพื้นที่ที่ชะลอตัวลงมากกว่า

    อย่างไรก็ตาม แม้ผลกระทบต่อธุรกิจจะไม่รุนแรง แต่ความเสี่ยงสำคัญในช่วงสั้นคือผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักคิดเป็น 14% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด สะสม 4.1 ล้านคน YTD

    นอกจากนี้ ในสัปดาห์17–23 พ.ย.2568 จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ลดลง 12% WoW จากเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงสุดสัปดาห์ คาดว่ายอดนักท่องเที่ยวอาจชะลอต่อเนื่องอีก 1–2 สัปดาห์ ก่อนทยอยฟื้นกลับสู่ระดับปกติเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

    ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากอุทกภัยน้ำน้ำท่วม และกลุ่มที่คาดว่าอาจจะเสียประโยชน์ มีดังนี้ 

    หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้ 

    บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL

    • วิทูร  สุริยวนากุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
    • หมวดธุรกิจ พาณิชย์
    • ผลตอบแทนราคา 5 วัน 11.11 %   
    • ผลตอบแทนราคา 1 เดือน  -13.91%
    • กำไร 9 เดือน 1,535 ล้านบาท
    • รายได้ 9 เดือน  24,571 ล้านบาท

    บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)หรือ HMPRO

    • วีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ
    • หมวดธุรกิจ พาณิชย์
    • ผลตอบแทนราคา 5 วัน +9.40%   
    • ผลตอบแทนราคา 1 เดือน  -7.25%
    • กำไร 9 เดือน 4,410 ล้านบาท
    • รายได้ 9 เดือน  52,862 ล้านบาท

    บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA 

    • จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
    • หมวดธุรกิจ วัสดุก่อสร้าง
    • ผลตอบแทนราคา 5 วัน +4.88%   
    • ผลตอบแทนราคา 1 เดือน  +3.20%
    • กำไร 9 เดือน 2,073 ล้านบาท
    • รายได้ 9 เดือน  16,194 ล้านบาท

    บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC

    • ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่
    • หมวดธุรกิจ วัสดุก่อสร้าง
    • ผลตอบแทนราคา 5 วัน  +1.92%   
    • ผลตอบแทนราคา 1 เดือน  -11.00%
    • กำไร 9 เดือน 17,767 ล้านบาท
    • รายได้ 9 เดือน  386,188 ล้านบาท

    บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD

    • นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
    • หมวดธุรกิจ วัสดุก่อสร้าง
    • ผลตอบแทนราคา 5 วัน -%   
    • ผลตอบแทนราคา 1 เดือน  +2.90%
    • กำไร 9 เดือน 744 ล้านบาท
    • รายได้ 9 เดือน  17,717 ล้านบาท

    บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME

    • อดิศักดิ์ ตั้งมิตรประชา กรรมการผู้จัดการ
    • หมวดธุรกิจ พาณิชย์
    • ผลตอบแทนราคา 5 วัน -0.55%   
    • ผลตอบแทนราคา 1 เดือน  -10.78%
    • กำไร 9 เดือน 504 ล้านบาท
    • รายได้ 9 เดือน  22,337 ล้านบาท

    บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK

    • ณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่
    • หมวดธุรกิจ บริการรับเหมาก่อสร้าง
    • ผลตอบแทนราคา 5 วัน -1.60%   
    • ผลตอบแทนราคา 1 เดือน  -20.13%
    • กำไร 9 เดือน 2,884 ล้านบาท
    • รายได้ 9 เดือน  34,784 ล้านบาท

    บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON

    • ภาคภูมิ ศรีชำนิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม/กรรมการผู้จัดการใหญ่
    • หมวดธุรกิจ บริการรับเหมาก่อสร้าง
    • ผลตอบแทนราคา 5 วัน -2.59%   
    • ผลตอบแทนราคา 1 เดือน  -31.52%
    • กำไร 9 เดือน 1,017 ล้านบาท
    • รายได้ 9 เดือน  23,532 ล้านบาท

    บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO

    • ชัยวัฒน์ ศรีวรรณวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่
    • หมวดธุรกิจ วัสดุก่อสร้าง
    • ผลตอบแทนราคา 5 วัน -3.45%   
    • ผลตอบแทนราคา 1 เดือน  +0.72%
    • กำไร 9 เดือน 1,025 ล้านบาท
    • รายได้ 9 เดือน  20,209 ล้านบาท

    ขณะที่หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ได้แก่ กลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร กลุ่มท่องเที่ยว แต่ทว่านักวิเคราะห์คาดว่าจะได้รับผลกระทบในวงจำกัดเท่านั้น 

    วิกฤตใหญ่ มหาอุทกภัย น้ำท่วมภาคใต้ เปิดหุ้นรับ-เสียประโยชน์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1209685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NgJPIYDoMzq8Xb_hVe4Sz

  • ไทยไร้หน่วยงานดูแลซื้อขายทอง จ่อคุมเข้มร้านทอง ส่งรายงานธุรกรรม

    ไทยไร้หน่วยงานดูแลซื้อขายทอง จ่อคุมเข้มร้านทอง ส่งรายงานธุรกรรม

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-56&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xKlhlsjwq-HMLzQ3AQeHx

  • วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่เศรษฐกิจเสียหาย 2 หมื่นล้าน คาดใช้เวลา 3 ฟื้นฟู

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่เศรษฐกิจเสียหาย 2 หมื่นล้าน คาดใช้เวลา 3 ฟื้นฟู

    วันนี้ (29 พ.ย.2568) นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ประเมินความเสียหายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและลึก ทั้งอาคารบ้านเรือน สถานประกอบการ ทั้ง ธุรกิจค้าปลีก สถานบริการ โรงแรม รถเสียหายร้อยละ 80-90 เครื่องมือดำเนินธุรกิจ อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องจักรจมน้ำต้องลงทุนใหม่ จากการลงพื้นที่สำรวจเบื้องต้น พบว่าธุรกิจได้รับผลกระทบหนักไม่สามารถดำเนินการกลับมาได้ในเร็ววัน

    จึงขอให้รัฐเร่งฟื้นฟูเยียวยาประชาชน และภาคธุรกิจที่หยุดดำเนินการมาตั้งแต่ 20 พ.ย. ขาดรายได้ แต่สิ้นเดือนยังมีค่าใช้จ่ายรออยู่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีอาจจะอยู่ได้ไม่ถึง 1 เดือน

    “ควรนำเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจลงมาฟื้นฟูหาดใหญ่โดยตรง อย่ามองว่าหาดใหญ่เป็นแค่น้ำท่วมตามฤดูกาลจ่ายเงินหัวละ 9,000 บาท เยียวยาแล้วจบ เพราะไม่จบ ผู้ประกอบการต้องการแพ็กเกจที่รวดเร็ว ตรงกับความต้องการ มีกำลังใจที่จะฟื้นธุรกิจ”

    ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เสนอแนวทางแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน โดยขอให้รัฐบาลเร่งออกแพ็กเกจช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น การให้ประกันสังคมจ่ายเงินเยียวยาลูกจ้าง ในช่วงที่ธุรกิจไม่สามารถประกอบกิจการได้ การปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานานเพียงพอ 3-5 ปีที่จะฟื้นฟูธุรกิจได้และมีวงเงินสินเชื่อเพียงพอ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ยุ่งยากเพราะบางรายยังมีหนี้เก่าอยู่

    การลดเงื่อนไขการเคลมประกันภัยและการได้รับการชดเชยที่เหมาะสม รวมไปถึงการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 เดือนก่อนเพื่อให้ธุรกิจตั้งหลักได้ก่อน เพราะหากธุรกิจไม่สามารถประกอบกิจการได้จะส่งผลต่อการจ้างงานจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งอัดแพ็กเกจเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวหาดใหญ่ทันทีหลังฟื้นฟู เช่น การเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว โดยชูโปรแกรม “หาดใหญ่พร้อมเปิดเมือง” โดยใช้มาตรการทางภาษี เช่น ลดหย่อนภาษีได้สองเท่าทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ที่มาใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากร้านค้าที่จดทะเบียนใน อ.หาดใหญ่เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจได้เร็ว

    ส่วนระยะยาว เสนอให้รัฐบาลวางแผนรับมือแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยวางโครงสร้างขนาดใหญ่ เนื่องจากปัจจุบันมีหลายปัจจัยเข้ามาเพิ่มทำให้ระบบการระบายน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพออีกต่อไป ทั้งปริมาณน้ำจากพื้นที่ต่างๆ การขยายตัวของเมือง ปริมาณน้ำฝน จึงควรวางแผนรับมือ มีแผนเผชิญเหตุที่รวดเร็วเพื่อลดความสูญเสียจำนวนมากเหมือนเหตุการณ์ครั้งนี้ และหากรัฐไม่ทำอะไรจะทำให้สูญเสียโอกาสทั้งการค้า การท่องเที่ยวและการลงทุนในพื้นที่จังหวัดสงขลา เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในระบบป้องกันอุทกภัย

    สำหรับประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ เห็นว่า รัฐควรเร่งเยียวยาช่วยเหลือ จัดหาที่พักที่ได้มาตรฐาน ระหว่างที่ซ่อมแซมที่พักอาศัย ซึ่งอาจจะพักในโรงแรมที่ยังไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ เพื่อลดความแออัดในศูนย์อพยพ ซึ่งประชาชนบางส่วนมีศักยภาพที่จะพักอาศัยได้

    นายทรงพล ประเมินว่าจากวิกฤติน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่หากธุรกิจไม่สามารถกลับมาเดินการได้ในช่วง 3 เดือนนี้ จะเสียหายนับหมื่นล้านบาท และยังประเมินว่าเศรษฐกิจหาดใหญ่จะกลับมาฟื้นตัวได้จะต้องใช้เวลา 3 เดือน

    “ความเสียหายครั้งนี้ กระทบเป็นวงกว้างและลึกสร้างความเสียหายมากกว่าปี 2553 เป็นเท่าตัว ที่ประเมินไว้ที่ 17,000 ล้านบาท และจากตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้อยู่ที่ 25,000 ล้านบาทก็ไม่น่าจะเกินความจริง”

    อ่านข่าว : 

    นายกฯ ยอมรับรัฐบาลบกพร่องน้ำท่วม จ่อฟันตั๋วบินหาดใหญ่แพง

    ตั๋วเครื่องบินไปหาดใหญ่ราคาพุ่ง พบสูงเกือบ 1 หมื่นบาท

    น้ำท่วม 8 จังหวัดใต้ยอดเสียชีวิตสะสม 162 คน – สงขลาหนักสุด 126 คน

    #น้ำท่วม #น้ำท่วมใต้ #น้ำท่วมใต้2568 #น้ำท่วมภาคใต้2568 #ฝนตกหนัก #น้ำท่วมหาดใหญ่
    #น้ำท่วมสงขลา #เขต8 #เราจะฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน #มหาอุทกภัยภาคใต้2568 #ข่าวไทยพีบีเอส #ข่าวที่คุณวางใจ #ThaiPBSnews #ThaiPBSศูนย์ข่าวภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358978&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TcZuIx7J_GfWmEFzbuija

  • น้ำท่วมใต้ ซัดท่องเที่ยวเสียหายหมื่นล้าน สทท. ชง 5 ยุทธศาสตร์กู้เศรษฐกิจ

    น้ำท่วมใต้ ซัดท่องเที่ยวเสียหายหมื่นล้าน สทท. ชง 5 ยุทธศาสตร์กู้เศรษฐกิจ

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 29 พ.ย. 2568, 17:08 1

    นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สถาการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมไปถึงธุรกิจท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ในชุมชนลดลง และเกิดภาวะขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการอย่างรุนแรง คาดว่าสร้างมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมไม่ต่ำหว่า 11.8 – 23.6 หมื่นล้านบาท ทั้งเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ความเสียหายต่อวันทางด้านการท่องเที่ยว 1,000-1,500 ล้านบาท

    นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 และไตรมาสที่ 1 ในปี 2569  โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นเทศกลาลสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของตลาดต่างประเทศที่มีเชื่อสายจีน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศจีน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้กลับมาดำเนินการได้อย่างมีมาตรฐานโดยด่วน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สร้างรายได้และความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ

    นายรัชชพร กล่าวเสริมว่า สทท. เตรียมเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบในแผนยุทธศาสตร์ดังต่อไปนี้ 1.เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวภายใน 90 วัน 2.อนุมัติมาตรการพักชำระหนี้ 12 เดือนสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว 3.อนุมัติโครงการ Soft Loan ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ระยะเวลา 5 ปี 4.อนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและแคมเปญตลาด 5.มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บัญชาการฟื้นฟู

    ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาเปิดไม่น้อยกว่า 80–100% ภายใน 60 วัน รายได้ท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอ ลดความเสี่ยงล้มละลาย รวมถึงแรงงานกลับเข้าสู่การทำงานมากกว่า 90% ชุมชนท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ และสร้างความมั่นใจแก่ตลาดต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยหลังเกิดภัยพิบัติ สร้างภาพลักษณ์ “Thailand is Ready”

    สำหรับรายละเอียดของขอเสนอแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ในระยะเร่งด่วนดังทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ มีรายละเอียดต่อไปนี้

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งท่องเที่ยวที่ไดรับผลกระทบอย่างเร่งด่วนภายใน 45 วัน คือ ซ่อมแซมถนนหลัก–รองที่ได้รับความเสียหาย ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปา อินเทอร์เน็ต ปรังปรุงสภาพแหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ให้พร้อมรับบริการ และทำความสะอาดพื้นที่ท่องเที่ยวแบบ Big Cleaning รวมถึงการฟื้นฟูท่าเรือและระบบขนส่ง อาทิ การซ่อมแซมท่าเรือโดยสารและท่าเรือท่องเที่ยว ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร ปรับปรุงระบบความปลอดภัยบริเวณท่าเรือ และมาตรการด้านความปลอดภัย โดยติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วม จัดตั้งจุดกู้ชีพและหน่วยตอบสนองเหตุฉุกเฉิน จัดอบรมความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการ

    ยุทธศาสตร์ที่ 2  มาตรการด้านการเงินและธนาคาร โดยพักชำระหนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 12 เดือน คือ  พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 12 เดือนทุกธนาคารพาณิชย์ ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัด และไม่ถือเป็นข้อมูลลบในเครดิตบูโร และธนาคารสามารถนับเป็นสินเชื่อพิเศษไม่ถือเป็น NPL รวมถึงออกโครงการสินเชื่อดดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการปรับปรุงและสภาพคล่อง ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืน 5 ปี ปลอดชำระเงินต้นปีแรก วงเงินสูงสุดต่อรายสำหรับโรงแรม 20–50 ล้านบาท บริษัททัวร์–ร้านอาหาร 5–10 ล้านบาท SMEs–ชุมชนท่องเที่ยว 1–2 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการซ่อมแซมอาคาร, ลงทุนในอุปกรณ์ และเสริมสภาพคล่องหมุนเวียน โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือรัฐร่วมค้ำประกัน 100%

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 การฟื้นฟูตลาดและการสื่อสารสร้างความเชื่อมั่น แบ่งเป็น ตลาดในประเทศ อยากให้รัฐบาลจัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว “เที่ยวใต้ช่วยไทย” โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรมและค่าเดินทาง โดยใช้หลักการเที่ยวไทยคนละครึ่งมาปฎิบัติตลอดระยะเวลา 6 เดือน และสนับสนุนมาตราการทางด้านภาษีให้บริษัทที่เดินทางประชุมและสัมมนาไปในพื้นที่ประสบภัย โดยให้สิทธิทางภาษี 2 เท่าของค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 6 เดือน รวมถึงส่งเสริมการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวทุกเดือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569

    ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน อยากให้มีการจัดแคมเปญ “THAILAND is Ready” พร้อมร่วมมือสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงตรุษจีน และทำโฆษณาเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลจีน จัด Mega FAM Trip เชิญสื่อ–KOL จากประเทศกลุ่มป้าหมายลงพื้นที่ รวมถึงฟื้นความเชื่อมั่น ผ่านการจัดทำ Dashboard รายงานการฟื้นฟูแบบ Real-time รายงานความพร้อมให้ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาศักยภาพแรงงาน อยากให้มีการฝึกอบรมทักษะบริการ ภาษา จีน–อังกฤษ ฝึกอบรมความปลอดภัยและการปฐมพยาบาล มาตรการเยียวยารายได้แรงงานระหว่างฟื้นฟู โดยรัฐบาลประกาศยกเว้นเงินประกันสมทบจากนายจ้างและลูกจ้าง 6 เดือน

    ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารแผนแบบบูรณาการ ผ่านการจัดตั้งศูนย์บัญชาการฟื้นฟูการท่องเที่ยว (TRCC) บูรณาการหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน  ธนาคารแห่งประเทศไทย  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  การท่าอากาศยาน  ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง  สมาคมผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมมีระบบติดตามและประเมินผล ตัวชี้วัดรายสัปดาห์ เช่น การเปิดบริการโรงแรม จำนวนผู้ได้รับ Soft Loan ความคืบหน้าซ่อมโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกสัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4fwzepdi23v4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JCzjlDO8n76OZtDtZKlng

  • นายกฯ ถกทีมเศรษฐกิจ วางแผนฟื้นฟูค้าปลีกใต้หลังน้ำท่วม

    นายกฯ ถกทีมเศรษฐกิจ วางแผนฟื้นฟูค้าปลีกใต้หลังน้ำท่วม

    นายอนุทินเรียกประชุมรองนายกฯ เอกนิติ และปลัดพาณิชย์ วางมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจร้านค้า–เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยใต้ เตรียมจ่ายชดเชย 9,000 บาทสัปดาห์หน้า

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจเพื่อเร่งพิจารณามาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจและร้านค้าท้องถิ่นที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์

    นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลเวลา 10.17 น. หลังจากลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สี่เมื่อวานนี้ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากประชาชนและผู้ประกอบการในจุดที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยภายในที่ประชุมมีการหารือถึงแนวทางฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยที่ถูกน้ำท่วมและจำเป็นต้องกลับมาดำเนินกิจการอย่างรวดเร็ว

    ก่อนหน้านี้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือหลายด้าน ทั้งเงินชดเชยเบื้องต้นและชุดฟื้นฟูชีวิตขั้นต้น โดยสัปดาห์หน้าจะเริ่มโอนเงินช่วยเหลือ 9,000 บาทให้ผู้ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ ที่ประชุมเตรียมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/534731.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kN6YLudxZArn_xqfRwpfQ

  • เปิดจุดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ดันแท็กซี่-วินมอร์เตอร์ไซต์ ร่วมโครงการฯ

    เปิดจุดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ดันแท็กซี่-วินมอร์เตอร์ไซต์ ร่วมโครงการฯ

    เปิดจุดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ดันคนขับแท็กซี่-วินฯ ร่วมคนละครึ่งพลัส ณ อาคาร 6 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบกจตุจักร

    น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน กระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับดูแลของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเป็นต้นทุนในชีวิตประจำวันของทุกคน จึงได้มอบหมายให้ กรมการขนส่งทางบก เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในภาคการขนส่งสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ

    ซึ่งกรมการขนส่งทางบก ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ จึงได้ร่วมมือกับ ธนาคารกรุงไทย เปิดพื้นที่ตั้งบูธรับลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัส ภายในกรมการขนส่งทางบก อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะประเภทรถแท็กซี่ รถตู้ประจำทาง รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้างและรถจักรยานยนต์สาธารณะ โดยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ระหว่างเดินทางมาติดต่อราชการ

    นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับประชาชนนั้น

    ล่าสุด บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะช่องทางหลักของการลงทะเบียนโครงการฯ ให้ความร่วมมือในการตั้งจุดบริการรับลงทะเบียนสำหรับผู้ประกอบการภาคขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกสูงสุดให้แก่พี่น้องผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ จึงได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทยตั้งจุดให้บริการรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ภายในกรมการขนส่งทางบก ณ อาคาร อาคาร 6 ชั้น 1 ในทุกวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ของสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ไปจนถึงวันปิดรับลงทะเบียนสำหรับผู้ประกอบการ (19 ธันวาคม 2568) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่เดินทางเข้ามาติดต่อราชการด้านทะเบียนหรือภาษีรถที่กรมฯ อยู่แล้ว สามารถดำเนินการสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทันที ณ จุดเดียว (One Stop Service) โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังสาขาของธนาคาร

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ในการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนผู้ใช้บริการตามนโยบายของรัฐบาล โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1584 หรือสายด่วนกรุงไทย 02 111 1122 กด 3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945487/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ImP-RBd9Th0LXlPakE3vE

  • เครื่องดื่มผลไม้อันดับ 1 ตลอดกาล ผลวิจัยใหม่ช่วยลดความดัน-ลดเสี่ยงโรคหัวใจ

    เครื่องดื่มผลไม้อันดับ 1 ตลอดกาล ผลวิจัยใหม่ช่วยลดความดัน-ลดเสี่ยงโรคหัวใจ

    น้ำส้ม น้ำผลไม้อันดับ 1 ตลอดกาล ช่วยลดความดัน-ลดเสี่ยงโรคหัวใจ

    งานวิจัยใหม่ และการศึกษาหลายชิ้นได้เชื่อมโยงเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ดื่มเป็นประจำทุกวันกับการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างน่าทึ่ง การดื่มน้ำผลไม้หนึ่งแก้วทุกวันอาจสามารถ ตั้งโปรแกรมยีนของคุณใหม่ได้ ตามรายงานจากการศึกษาล่าสุด พบว่าช่วยลดอาการอักเสบ ลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

    การศึกษานี้ได้ติดตามกลุ่มผู้ใหญ่ที่ดื่ม น้ำส้มพาสเจอไรซ์แท้ 100% ปริมาณ 500 มิลลิลิตร ทุกวันเป็นเวลาสองเดือน หลังจากผ่านไป 60 วัน พบว่ายีนหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและความดันโลหิตสูงมีการทำงานลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว

    สารธรรมชาติในน้ำส้มมีผลต่อยีนต้านการอักเสบ

    David C. Gaze อาจารย์อาวุโสสาขาพยาธิวิทยาเคมี จากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ กล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสังเกตอย่างยิ่ง เพราะเป็นการอธิบายที่เป็นไปได้ว่า เหตุใดน้ำส้มจึงเชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้นในการทดลองหลายครั้ง งานวิจัยใหม่นี้แสดงให้เห็นว่า การดื่มน้ำส้มไม่ได้เพียงแค่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น

    แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในระบบควบคุมของร่างกาย ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบและช่วยให้หลอดเลือดผ่อนคลายลง สารประกอบตามธรรมชาติในส้ม โดยเฉพาะ เฮสเพอริดิน (hesperidin) ซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ในกลุ่มซิตรัส ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง การปรับสมดุลของคอเลสเตอรอล และการจัดการน้ำตาลในร่างกาย

    ลดคอเลสเตอรอลและความเสี่ยงโรคหัวใจ

    การทบทวนผลการทดลองจาก 15 งานวิจัย พบว่าการบริโภคน้ำส้มเป็นประจำช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินและระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ภาวะดื้อต่ออินซูลินเป็นลักษณะสำคัญของภาวะก่อนเป็นเบาหวาน และคอเลสเตอรอลสูงก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทราบกันดีสำหรับโรคหัวใจ

    นาย David Gaze กล่าวว่า การวิเคราะห์อีกฉบับที่เน้นในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน พบว่ามีความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงเล็กน้อย และมีการเพิ่มขึ้นของไขมันดี (HDL) หรือที่เรียกว่าคอเลสเตอรอลชนิดดี หลังจากดื่มน้ำส้มทุกวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดูไม่มากนัก แต่การปรับปรุงเพียงเล็กน้อยของความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลก็สามารถสร้างความแตกต่างที่มีความหมายได้ เมื่อรักษาสภาพที่ดีนี้ไว้เป็นเวลาหลายปี

    ประโยชน์ต่อการไหลเวียนเลือดและจุลินทรีย์ในลำไส้

    การศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำส้มสีเลือด (Blood Orange Juice) เป็นเวลาหนึ่งเดือนช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียในลำไส้ที่ผลิตกรดไขมันสายสั้น ซึ่งช่วยรักษาระดับความดันโลหิตให้ดีและลดอาการอักเสบได้ นอกจากนี้ การดื่มน้ำส้มทุกวันยังช่วยปรับปรุงการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด หรือที่เรียกว่า การทำงานของเยื่อบุผนังหลอดเลือด (endothelial function) ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของภาวะหัวใจวาย

    นาย David Gaze กล่าวสรุปว่า หลักฐานเหล่านี้ท้าทายความคิดที่ว่าการดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเป็นเพียงการบริโภคน้ำตาลในแก้วเท่านั้น แม้ว่าผลไม้ทั้งลูกจะยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเนื่องจากมีใยอาหาร แต่การดื่มน้ำส้มแท้ในปริมาณที่พอเหมาะในชีวิตประจำวันดูเหมือนจะมีผลสะสมเมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์ที่ได้รวมถึงการบรรเทาอาการอักเสบ การสนับสนุนการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น และการปรับปรุงตัวบ่งชี้ในเลือดหลายอย่างที่เชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจในระยะยาว ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่าอาหารในชีวิตประจำวันของเราสามารถมีอิทธิพลต่อร่างกายได้มากกว่าที่เราคาดคิด

    น้ำส้ม ยอดนิยมตลอดกาล

    น้ำส้มถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมของโลก แม้จะไม่ติด 3 อันดับแรกเมื่อเทียบกับทุกเครื่องดื่ม (น้ำเปล่า–ชา–กาแฟ) แต่ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่มีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะในหมวด “น้ำผลไม้” ซึ่งน้ำส้มครองอันดับ 1 มายาวนาน

    เหตุผลที่น้ำส้มได้รับความนิยมตลอดกาล

    • รสชาติถูกปากคนทั่วโลก ทั้งสดชื่น เปรี้ยวหวานพอดี

    • ดื่มง่ายในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่

    • เป็นสัญลักษณ์ของอาหารเช้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป

    • อุดมด้วยวิตามินซี ทำให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

    • เข้าถึงง่าย ทั้งแบบคั้นสดและแบบบรรจุขวด/กล่อง

    แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากมาย แต่ความนิยมของน้ำส้มยังคงมั่นคง คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดในตลาดน้ำผลไม้โลก และยังคงเป็น “น้ำผลไม้ที่คนดื่มมากที่สุด” แบบทิ้งห่างคู่แข่งผลไม้อื่นๆ หลายเท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859402/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C1Fe39IaymtoDU0wcCPrw

  • ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    การศึกษา

    29 พ.ย. 2025 เวลา 14:09 น.

    “ตรัง–กระบี่ ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่” Active Learning + CEFR + Gold Experience จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 ส่งแรงกระเพื่อมถึงกระทรวงศึกษา!

    ในห้วงเวลาที่ระบบการศึกษาไทยกำลังถูกตั้งคำถามว่าเราจะยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้ทัดเทียมสากลได้อย่างไร? การปฏิรูปควรเริ่มตรงไหน? “ครู” ต้องปรับบทบาทอย่างไรในยุคดิจิทัล? สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญให้วงการศึกษาภาคใต้ ด้วยการจัดอบรมหัวข้อ “การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และ CEFR ด้วยสื่อ Gold Experience” เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

    นี่ไม่ใช่อบรมธรรมดา แต่เป็น “ประกาศแผนเปลี่ยนสนามเรียนรู้” ที่มีเป้าหมายปลุกศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษให้กลายเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและตรงมาตรฐานระดับโลก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    จ้างครูต่างชาติ สอนทักษะภาษา ดีอย่างไร?

    ไม่ดื่มเหล้า ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย ทำไม?ยังเป็น ‘ไวรัสตับอักเสบอี’

    จุดเริ่มต้นแรงสั่นสะเทือน เสียงผู้บริหารพื้นที่ภาคใต้ 

    นายชัยณรงค์ ช่างเรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ จุดประกายแรกบนเวทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าครูต้องเป็นผู้ออกแบบ ไม่ใช่ผู้บรรยาย การสอนภาษาอังกฤษวันนี้ไม่สามารถยึดแบบเดิมได้อีกต่อไป Active Learning และมาตรฐาน CEFR คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เด็กของเรามีเสียงบนเวทีโลกได้จริง

    นายชัยณรงค์ ย้ำว่า ภาคใต้มีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความหลากหลาย ซึ่งควรใช้ภาษาอังกฤษเป็นพลังในการผลักดันศักยภาพเยาวชนให้ไกลกว่าขอบเขตจังหวัดหรือประเทศ ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อ “ใช้ได้จริง” และ “เปลี่ยนชีวิตได้จริง”

    คำกล่าวนี้เรียกเสียงปรบมือจากครูผู้เข้าร่วมอบรมหลายสิบโรงเรียนอย่างกึกก้อง เป็นสัญญาณว่า “จุดไฟพร้อมลุกแล้ว”

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    มุมมองระดับประเทศ จากประธานสถาบัน พว. 

    ท่ามกลางการขับเคลื่อน Active Learning ทั่วประเทศ ชื่อของ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ผลักดันเชิงวิชาการระดับชาติ ที่สนับสนุนให้การเรียนรู้แบบ Active Learning กลายเป็น “หัวใจของการพัฒนาผู้เรียนไทย”

    ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า Active Learning ไม่ใช่วิธีสอน แต่คือระบบคิดใหม่ของห้องเรียน ห้องที่เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เชื่อมโยงความรู้ สร้างสรรค์ และสะท้อนคิด ครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอด เป็นผู้ออกแบบและโค้ชการเรียนรู้

    คำกล่าวนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับทิศทางของการอบรมในตรัง–กระบี่ครั้งนี้ เพราะเป็นตัวชี้ว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทครูไม่ใช่เพียง “เทรนด์” แต่คือการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ของประเทศ

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    ศ ดร.ศักดิ์สิน ยังชี้ว่า การใช้สื่อที่ออกแบบบนมาตรฐาน CEFR จะช่วยให้ Active Learning เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน เพราะกิจกรรมถูกกำหนดตามระดับสมรรถนะ ครูวัดผลได้ชัดเจน ไม่สอนลอย  และผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนอย่างเป็นระบบ 

    บริบทนี้ทำให้การอบรมของตรัง–กระบี่ กลายเป็น “ภาพจำลอง” ของการปฏิรูปที่ พว. และนักวิชาการระดับประเทศผลักดันมาโดยตลอด
    วิทยากรตัวจริงเสียงจริง – เปิดโลก CEFR ให้ครูใต้เข้าใจแบบถึงแก่น

    บนเวทีการอบรมครั้งนี้ อาจารย์ฐานิสรณ์ เลขทิพย์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้คร่ำหวอดด้านการพัฒนาครูภาษาอังกฤษ คือผู้นำทัพสำคัญ ว่าครูส่วนใหญ่รู้จัก CEFR แต่ไม่เคยเข้าใจวิธีใช้มันจริง ๆ การอบรมวันนี้คือการพาคุณครูกลับมารู้จักระดับความสามารถทางภาษาใหม่ทั้งหมด ว่าเด็กที่ A1 ทำอะไรได้ เด็กที่ B1 ควรผลิตงานแบบไหน แล้วครูจะออกแบบกิจกรรมอย่างไรให้ตรงระดับ… ไม่สอนไหลไปตามตำรา แต่สอนตรงสมรรถนะผู้เรียนจริง ๆ

    อาจารย์ฐานิสรณ์ยังชี้ให้เห็นว่าชุดสื่อ Gold Experience ซึ่งยึดตาม CEFR เป็นแกนนำ จะช่วยครูลดภาระการเตรียมงาน พร้อมเพิ่มคุณภาพกิจกรรม Active Learning ได้มหาศาล เพราะมีโจทย์ ฟังก์ชันภาษา งานเขียน และกิจกรรมสื่อสารที่แตกต่างตามระดับจริง ไม่ใช่สื่อแบบ “One size fits all” เหมือนที่พบทั่วไป

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    ชัดเจน ตรงระดับ สนับสนุนสมรรถนะผู้เรียน

    อาจารย์สุภาพร กิ่งเล็ก ผู้จัดการศูนย์ HCEC โรงเรียนอำมาตย์พาณิชนุกูล จ.กระบี่ ผู้เข้าร่วมอบรม ย้ำถึงความสำคัญของการประกาศจุดยืนใหม่ของครูในยุคนี้ว่า เด็กสมัยนี้กล้าพูด กล้าถาม กล้าลอง แต่บางครั้งสื่อไม่เอื้อ และครูไม่กล้าปล่อยให้เด็กคิดเอง Active Learning ไม่ใช่กิจกรรมลุกเดินในห้อง แต่คือการปล่อยให้เด็กออกแบบความคิดของตัวเอง เรารอวันนี้มานาน วันที่ภาคใต้จะเริ่มพูดถึงคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษในเชิงมาตรฐานระดับสากลอย่างจริงจัง

    เธอยังกล่าวถึงประโยชน์จากการได้ใช้ Gold Experience ว่าเนื้อหาและโครงสร้างการสอน “ชัดเจน ตรงระดับ และสนับสนุนการสร้างสมรรถนะของผู้เรียนแบบจับต้องได้”

    ครูรุ่นใหม่จากตรัง  เห็นภาพการสอนใหม่ทั้งระบบ

    ครูณิชกานต์ วงเวียน โรงเรียนสามัคคีศึกษา ถ่ายทอดความรู้สึกตรงไปตรงมาว่า นี่คือครั้งแรกที่เห็นภาพการสอน Active Learning + CEFR แบบครบวงจร ขึ้นห้องเรียนได้ทันที ไม่ใช่อบรมแล้ววางเอกสารทิ้ง”
    เธอบอกว่าการใช้ GPAS 5 Steps ช่วยสร้างทักษะคิดขั้นสูง (HOTS) ได้ตรงจุด

    กิจกรรมอบรมสุดเข้มข้น – คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม 
    • วิเคราะห์ Active Learning แบบลงมือทำ
    • ไขรหัส CEFR A1–C1 
    • เจาะโครงสร้างสื่อ Gold Experience
    เวิร์กช็อปวางแผนการสอน 4 ทักษะ
    • ฝึกสร้าง Rubric แบบ CEFR
    • ลงมือออกแบบกิจกรรมตาม GPAS 5 Steps

    แรงกระเพื่อมสู่ส่วนกลาง และ ภาคใต้พร้อมแล้ว ซึ่งการอบรมครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ตรัง–กระบี่กำลังขยับสู่โมเดลใหม่ของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ สอดคล้องกับแนวคิดระดับประเทศที่ สถาบัน พว. ผลักดันมาตลอด คือ

    • ครู = ผู้ออกแบบ
    • ผู้เรียน = ผู้สร้างความรู้
    • Active Learning = กระบวนการหลัก
    • CEFR = มาตรฐานกลาง
    • สื่อคุณภาพ = เครื่องมือสำคัญ

    นี่คือสัญญาณเตือนไปถึงส่วนกลางว่า ภาคใต้พร้อมเดินหน้า ขอเพียงนโยบายต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการเรียนรู้เริ่มต้นที่ครู เมื่อครูเปลี่ยน ห้องเรียนก็เปลี่ยน และผู้เรียนจะเปลี่ยนตาม ภาคใต้ได้ยืนยันแล้วว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชา แต่คือ “กุญแจเปิดโลก”
    และถ้าการพัฒนาครูยังเดินหน้าต่อเนื่อง – แรงสั่นสะเทือนจาก ตรัง–กระบี่ วันนี้ อาจกลายเป็นคลื่นใหญ่ที่พาการศึกษาไทยทั้งระบบก้าวสู่ยุคใหม่ในไม่ช้า

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1209868&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3–TDQo3vI7HMCroHQfitp

  • การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ถ่ายทอดนวัตกรรมและผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

    การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ถ่ายทอดนวัตกรรมและผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

    “การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ถ่ายทอดนวัตกรรมและผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ตามหลักการพัฒนาทักษะงานอาชีพ ของโครงการนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์”

    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นางประกาทิพย์ ผาสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ และคณะผู้บริหารสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษกลุ่ม 6 ให้การต้อนรับ นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสให้เกียรติเป็นประธานเปิด “การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดนวัตกรรม และผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ตามหลักการพัฒนาทักษะงานอาชีพ ของโครงการนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” พร้อมกันนี้ โรงเรียนยังได้รับเกียรติจาก นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เข้าร่วมพิธีเปิดและเยี่ยมชมบูธกิจกรรมการเรียนรู้อาชีพของนักเรียน

    การอบรมครั้งนี้จัดโดย ศูนย์เครือข่ายนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีผู้บริหาร ครู และนักเรียนในศูนย์เครือข่ายเข้ารับการฝึกอบรม ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพ ของนักเรียนในสถานศึกษาพิเศษ ส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ต่อยอดผลงานศิลปหัตถกรรมให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่

    1. การบรรยายพิเศษโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านนวัตกรรมการศึกษา
    2. การเสวนาเรื่อง “การดำเนินกิจกรรมโครงการนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ความสำเร็จและยั่งยืน”
    3. พิธีมอบเกียรติบัตรแก่คณะวิทยากร และผู้ร่วมจัดฐานการเรียนรู้
    4. การเยี่ยมชมฐานการเรียนรู้อาชีพ และนิทรรศการผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

    สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) มุ่งหวังว่าการอบรมในครั้งนี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ผู้เรียน สามารถนำทักษะและความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในชีวิตจริง สร้างโอกาสทางอาชีพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3833437/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aav0aa37KzOsu4XqOOj_V

  • สจด. ร่วมงานแนะนำหลักสูตรศึกษาต่อของโรงเรียนทวีธาภิเศก บางขุนเทียน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมงานแนะนำหลักสูตรศึกษาต่อของโรงเรียนทวีธาภิเศก บางขุนเทียน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117913/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09w6-eFlR_72SiZguxzGCU