Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “หลวงพี่น้ำฝน” นำครู-ผอ.มอบเงินช่วย’ครูชุลีพร’​วัย 87 ปี พลิกชีวิตวัยชรา

    “หลวงพี่น้ำฝน” นำครู-ผอ.มอบเงินช่วย’ครูชุลีพร’​วัย 87 ปี พลิกชีวิตวัยชรา

    พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน พร้อม ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 และคณะครู อสม. ลงพื้นที่มอบเงิน 21,000 บาท และข้าวสาร ให้ครูชุลีพร อดีตครูโรงเรียนดัง หลังชีวิตพลิกผัน สูญเสียครอบครัวและขาดรายได้ในวัยชรา สร้างกำลังใจให้ต่อสู้ชีวิตต่อไป

    พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 และผู้อำนวยการฯ ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่อสม.ตำบลสนามจันทร์ ลงพื้นที่นำเงินจำนวน 2.1 หมื่นบาท พร้อมด้วยข้าวสาร ในกิจกรรมช่วยเหลือเพื่อนครู มอบให้กับ ครูชุลีพร วัย 87 ปี อดีตอาจารย์โรงเรียนดัง ในตัวเมืองนครปฐม หลังพบวิกฤติในการดำเนินชีวิต เมื่อสามีอดีต ผอ. เสียชีวิต ลูกๆทยอยเสียชีวิตและนอนป่วยติดเตียง ไร้ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ บ้านค้างหนี้ธนาคารนับล้าน

    ในการช่วยเหลือดังกล่าวพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยน.ส.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 และคณะผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครู อาจารย์ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา เขต 1 เจ้าหน้าที่ อสม.ตำบลสนามจันทร์ รวมกว่า 20 คน ได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านเลขที่ 56/241 หมู่ 5 ตำบล สนามจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เพื่อให้กำลังใจกับนางชุลีพร เรืองวงษ์ อายุ 87 ปี อดีตครูชำนาญการ โรงเรียนชื่อดังกลางเมืองนครปฐม และเข้าเยี่ยม นายบัญชา เรืองวงค์ อายุ 61 ปี บุตรชายคนสุดท้อง ซึ่งนอนป่วยติดเตียงจากอาการสโตรก ซึ่งนอกเหนือจากการให้กำลังไปแล้ว ยังได้นำเงินที่ได้รับรวบจากคณะครูอาจารย์ ที่มีจิตกุศล จำนวน 21,000 บาท จากกิจกรรมช่วยเหลือเพื่อนครู และข้าวสารจากมูลนิธิกสิกรไทย มามอบให้เพื่อบรรเทาทุกข์ โดยเป็นการนำกิจกรรมร่วมกับโครงการธนาคารแห่งกำลังใจ วัดไผ่ล้อมฯ ซึ่งหลวงพี่น้ำฝน ได้จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิต

    น.ส.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 กล่าวว่า การนำเงินและข้าวสารและเข้าเยี่ยมเยียนครอบครัวของ ครูชุลีพร หลังจากทราบข้อมูลจากหลวงพี่น้ำฝน ซึ่งท่านได้ลงพื้นที่มาให้การช่วยเหลือในการนำเตียงสำหรับผู้ป่วยมามอบให้กับครอบครัวนี้ ก่อนหน้าและยังได้รับข้อมูล เรื่องราวที่น่าเห็นใจสำหรับอดีตครู ซึ่งต้องมาประสบปัญหาในการดำเนินชีวิตในช่วงที่สูงวัยแล้ว ในวันนี้จึงได้มีการนำเงินมามอบให้จากโครงการช่วยเหลือเพื่อนครู ซึ่งเป็นการรวบรวมเงินจากครูอาจารย์ที่ยังอยู่ในการรับราชการ ซึ่งมีสมาชิกอยู่จำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ได้มีการนำข้าวสารจาก มูลนิธิกสิกรไทย มามอบให้สำหรับในการยังชีพ การที่ได้เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวนี้นอกจากที่ทราบจากหลวงพี่น้ำฝนว่า ครอบครัวนี้มีความลำบากหลายด้าน ซึ่งลำพังหลวงพี่เองก็อาจจะช่วยได้อย่างเต็มที่เนื่องจากมีประชาชนประสานขอความช่วยเหลือเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งท่านให้แนวทางว่าครูเองก็ต้องช่วยครูด้วยกันด้วย จุดนี้จึงเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนในการที่นำจัดโครงการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ที่มีความเดือดร้อนในจังหวัดนครปฐมอยู่แล้วมาร่วมกันกับทางวัดไผ่ล้อมและหน่วยงานอื่นๆต่อไปด้วย

    ขณะที่ครูชุลีพร ได้มีสีหน้าและรอยยิ้มขึ้นมาหลังจากทนทุกข์ทรมานมานานนับปี ซึ่งได้กล่าวขอบคุณหลวงพี่น้ำฝน และคณะครูอาจารย์ สมาชิก อสม. ตำบลสนามจันทร์ ที่ได้เข้ามาให้การช่วยเหลือและนำเงินรวมถึงสิ่งของมามอบให้ในวันนี้ซึ่งอยากจะบอกว่าตอนนี้มีกำลังใจมากขึ้น ความหวังในการดำเนินชีวิตในยามบั้นปลายมากขึ้น ทุกคนที่เข้ามาหาถึงแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ก็มีน้ำใจที่จะช่วยเหลืออดีตครูที่ได้รับความเดือดร้อนต้องขอบคุณกำลังใจจากวิชาชีพครู อาจารย์ที่ไม่ทอดทิ้งกัน เป็นความทรงจำที่ดีตลอดไปด้วย

    หลวงพี่น้ำฝน กล่าวว่าสำหรับโครงการนี้เป็นโครงการธนาคารแห่งกำลังใจ ซึ่งครั้งแรกได้รับการร้องขอในการประสานความร่วมมือเพื่อให้นำเตียงสำหรับผู้ป่วยมาให้บุตรชายของครูชุลีพร ซึ่งหลังจากทราบเรื่องข้อมูลที่เกิดปัญหาทั้งสามีเสียชีวิตลูกทยอยเสียชีวิตและมีลูกชายคนสุดท้องที่เป็นกำลังหลักต้องมานอนติดเตียงเป็นผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้ ทำให้ขาดรายได้หลัก เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนวัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง ได้ขับเคลื่อนในการติดตามข้อมูลและให้การประสานงานต่างๆและได้ส่งข้อมูลไปยังคณะผู้อำนวยการ ครู อาจารย์ ให้ทราบถึงปัญหาของ ครอบครัวนี้ซึ่งท่านผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 ได้ขับเคลื่อนนำคณะครูและการช่วยเหลือเข้ามาร่วมด้วยกับโครงการของวัดไผ่ล้อมซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งมันไผ่ล้อมก็พร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการประสานงานให้เกิดสิ่งที่ดีเหล่านี้สืบต่อไป และตอนนี้ได้จัดประสานหางานให้หลานชายของครูชุลีพร เพื่อให้มีรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัวบรรเทาความเดือดร้อนให้อีกส่วนหนึ่งแล้วด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/260948&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14U0ljj6HaFhwgZBRqJXYC

  • ทภ.2-พสบ.ทภ.2 จัดโครงการ “เต็มพลังใจให้น้องนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส” ปลุกสำนึกรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ | TOPNEWS

    ทภ.2-พสบ.ทภ.2 จัดโครงการ “เต็มพลังใจให้น้องนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส” ปลุกสำนึกรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 29/11/2025 12:10

    นครราชสีมา กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับ พสบ.ทภ.2 เติมพลังใจให้กับน้องๆนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส โรงเรียนบ้านโนนแดง อำเภอปักธงชัย นครราชสีมา

    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงเรียนบ้านโนนแดง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พันเอกพันเอกจิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายทหารพราน กองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยนายฉัตรชัย ทองมาลัย ประธานชมรมหลักสูตรพัฒนาความสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 และคณะ ได้จัดโครงการ“เต็มพลังใจให้กับน้องๆนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส” โดยนายวรพงษ์ นิธิการุณย์เลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนแดง คณะครูและนักเรียนให้การต้อนรับ

    พันเอกพันเอกจิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายทหารพราน กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า การทำกิจกรรมให้กำลังใจนักเรียน เสริมสร้างความรักชาติ เป็นนโยบายที่ พลโทวีรยุทธ์ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 นอกจากการป้องกันประเทศ การสร้างขวัญให้กำลังใจกำลังพล การปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเยาชนในเรื่องการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็เป็นภารกิจที่สำคัญของกองทัพ และวันนี้ก็ร่วมกับชมรมหลักสูตรพัฒนาความสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 มามอบสิ่งของและร่วมรับประทานอาหารกับน้องๆนักเรียน เป็นการสร้างภาพจำที่ดีให้กับน้องๆนักเรียนกับทหาร

    ทางด้านนายฉัตรชัย ทองมาลัย ประธานชมรมหลักสูตรพัฒนาความสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 (พสบ.ทภ.2) กล่าวว่า ทางชมรมฯทำงานควบคู่ไปกับทางกองทัพภาคที่ 2 นอกจากนโยบายที่ร่วมสนับสนุนในการป้องกันประเทศ การสนับสนุนเครื่องอุปโภค บริโภคทหารตามแนวชายแดน การสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล เช่น โครงการซ่อม สร้างบ้าน การมอบทุนการศึกษา ทางชมรมฯยังร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 ในการร่วมทำกิจกรรมทสร้างภาพลักษณ์และให้กำลังใจให้นักเรียนที่ห่างไกลโอกาส โดยวันนี้ได้มามอบชุดพละ รองเท้า ทุนการศึกษาแล้ว ยังได้ร่วมรับประทานไก่ KFC กับน้องๆนักเรียนที่โรงเรียนบ้านโนนแดง ซึ่งกิจกรรมดีๆแบบนี้ทางชมรมเราจะร่วมกับทางกองทัพภาคที่ 2 ทำในอีก 20 จังหวัดทางภาคอีสานต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    5

    dfgbdfbd

    มูลนิธิสว่างฯโคราช เปิดงานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” ยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน พร้อมพิธีขึ้นเสาโคม–งิ้วสมโภช และระดมทุนช่วยเด็กยากไร้

    ผู้ตรวจฯ ยผ. ตรวจโครงการระบายน้ำ 257 ล้านบาท ช่วยลดน้ำท่วมเมืองนราธิวาส “น้ำท่วมลดลงชัดเจน”

    ผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมอินโดฯพุ่งทะลุ 200 ราย

    แอร์บัสเรียกคืน A320 ด่วนกระทบสายการบินทั่วโลก

    “เยาวชนคิดดี” ร่วมจิตอาสา ช่วยงานมูลนิธิยังมีเรา-วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ทำอาหาร แจกเครื่องบริการประชาชน สักการะพระบรมศพ พระพันปีหลวง

    ฮ่องกงประกาศไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้ 3 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1407347&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k1OlL-5xz9i_FG5ZIoqrQ

  • วว. โชว์ผลงานเพิ่มศักยภาพการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ณ งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14 จังหวัดเลย

    วว. โชว์ผลงานเพิ่มศักยภาพการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ณ งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14 จังหวัดเลย

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส และคณะ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับมอบหมายจาก ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. เข้าร่วมพิธีเปิด “งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14” อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

    ภายในงานมีการประกวดต้นคริสต์มาสโดยเกษตรกรในพื้นที่ การประกวดวากภาพระบายสี การแสดงพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีการแสดงโดรนเทิดพระเกียรติและศิลปวัฒนธรรม จากหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอภูเรือและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นต้น

    โดยได้รับเกียรติจาก นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว และ วว. ได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเลยและคณะ เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานของ วว. ภายใต้การดำเนินโครงการ “การเพิ่มศักยภาพในการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG”

    ซึ่งภายในบูธ วว. จัดแสดงผลงานในโครงการฯ อาทิ ต้นคริสต์มาสหลากสายพันธุ์ กระถางต้นไม้อัตลักษณ์จังหวัดเลย ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากไม้ดอกไม้ประดับ รวมทั้งหนังสือดอกไม้กินได้ Edible flowers ด้วย

    การเข้าร่วมงานของ วว. ครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรและจังหวัดเลย พร้อมทั้งได้เผยแพร่องค์ความรู้ด้านไม้ดอกไม้ประดับ และการผลักดันการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อเสริมสร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมพืชสวนและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/976793&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y6rqHWrH1k7HAYm1RJ1Fe

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67677/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XLW1ma9U6scYK49VdanPp

  • ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    เศรษฐกิจ

    28 พ.ย. 2025 เวลา 16:13 น.

    ‘ธนาคารออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหา SME เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ‘วิทัย’ ย้ำ แบงก์ชาติต้องเอื้อมมือติดดิน เข้าถึงประชาชน

    ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ลงนาม MOU โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2568

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานลงนาม MOU ว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยผลักดันการแก้ปัญหาอีกด้านหนึ่ง คือปัญหาที่ผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อนำมาต่อยอดการลงทุนได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน

    สำหรับบทบาทของ ธปท.ระยะที่ผ่านมา มักเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และนโยบายการเงินในภาพรวม แต่ในปัจจุบัน ธปท. หันมาส่งเสริมการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและมาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น เพราะเราต้องการที่จะสร้างสร้างแรงกระตุ้นที่ได้ผลจริงในระยะยาว

    รวมทั้งเมื่อไม่นานมานี้ ธปท.ริเริ่มโครงการแก้หนี้ครัวเรือนสำหรับผู้มีหนี้ต่ำกว่าแสนบาท โดยการโอนหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทย์ จำกัด (SAM) และผลักดันมาตรการโซเชียลเอเอ็มซีเพื่อลดหนี้ ทั้งให้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง และทำการแฮร์คัตเงินต้นให้ลึก เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย

    ในอีกด้านหนึ่ง ธปท. มีความตั้งใจเข้าไปแก้ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยหรือ เอสเอ็มอี ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อหรือบริการทางการเงิน ผ่านการตั้งเป้าหมายในการลดอุปสรรค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและกระทรวงการคลัง

    ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ธปท.พบว่า แม้จะมีนโยบายสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ แต่เมื่อนำไปใช้จริงก็มักจะปล่อยให้แต่เฉพาะกับคนกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ เช่น พนักงานเงินเดือนที่มีรายได้แน่นอน

    ส่วนคนที่ไม่มีประวัติเครดิตก็จะไม่สามารถขอสินเชื่อได้ไปตลอด ในคราวนี้ ธปท. จึงมีความตั้งใจว่า โครงการที่ออกไปจะต้องสามารถดึงคนที่ไม่เคยได้รับสินเชื่อมาก่อนเพราะไม่มีประวัติเครดิตให้เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้นอย่างแท้จริง

    “โครงการสินเชื่อสร้างเครดิตสร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน มีแนวทางชัดเจนว่า ควรจะปรับปรุงโครงการจากครั้งก่อนหรือทำการขยายผลอย่างไร โดยอาจเริ่มต้นจากการปล่อยสินเชื่อจำนวนน้อย ๆ ประมาณหนึ่งหมื่นบาทก่อน และหากผู้กู้ผ่อนได้ในระยะเวลา 12 เดือน ธนาคารออมสินก็อาจพิจารณาขยายเป็นสองหมื่นหรือสี่หมื่นบาทได้

    ทั้งนี้ ธปท.จะช่วยสนับสนุนข้อมูลจากฐานข้อมูล Your Data ของ ธปท. ให้ธนาคารสามารถทำการประเมินและกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) ให้ครอบคลุมคนกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจขนาดย่อยแล้ว ก็จะเป็นการแก้หนี้นอกระบบไปพร้อมกันด้วย

    สำหรับประเด็นความกังวลที่ว่า อาจเกิดปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่รุนแรงขึ้น นายวิทัยมองว่าคงไม่เป็นปัญหา เพราะสามารถนำกำไรจากการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจเชิงพาณิชย์มาทดแทนได้

    ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    “ใครที่เดือดร้อน เราก็จะพยายามเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือ ธปท. จะต้องติดดินแก้ปัญหาประชาชนมากขึ้น การที่จะออกมาโครงการเดียวแล้วจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมดนั้นคงไม่มี จะต้องทำไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อมั่นจริง ๆ ว่าในการศึกษาครั้งนี้ จะได้ผลลัพธ์อะไรที่ตอบโจทย์ สร้างความแตกต่างในนโยบาย และจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ช่วยคนได้จริง ๆ”

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้ว่าการธนาคารออมสิน กล่าวถึงรายละเอียดของการศึกษาในครั้งนี้ว่า มีครัวเรือนกว่า 30% ที่ยังเป็นกลุ่มอันเดอร์เซิร์ฟ หรือกลุ่มที่เข้าไม่ถึงการให้บริการทางการเงินได้ จากปัญหาการขาดรายได้ที่แน่นอน และขาดประวัติเครดิตทางการเงิน ทำให้ต้องหันไปใช้เงินกู้ดอกเบี้ยสูงนอกระบบ ทำให้ปัญหาหนี้ครัวเพิ่มต่อเนื่อง

    ธนาคารออมสิน มีเป้าหมายที่จะช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมและยั่งยืนได้ ผ่านโครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิตสร้างโอกาส” ซึ่งเป็นประตูแห่งโอกาสบานใหม่ ที่จะช่วยให้ประชาชนเริ่มสร้างคะแนนเครดิตได้อย่างทั่วถึง โดยตลอดระยะเวลาที่ได้ดำเนินโครงการมา มีคนไทยสร้างข้อมูลเครดิตให้กับตนเองแล้วกว่าสองแสนราย

    นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังได้จัดตั้ง “สถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานราก” เพื่อทำการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ธนาคารสามารถออกแบบเครื่องมือได้ตรงจุด และเป็นประโยชน์กับประชาชน และเป็นธนาคารที่ทำงานเพื่อสังคมได้อย่างแท้จริง

    “ธนาคารออมสินในฐานะธนาคารเพื่อสังคม หรือ โซเชียลแบงก์ มุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แก้ปัญหาหนี้สิน และยกระดับทักษะอาชีพ” นางลภาวรรณ กล่าว

    ในความร่วมมือครั้งนี้ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาวิถีชีวิต ความต้องการ และความสามารถในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินของประชาชน

    ‘วิทัย’ ย้ำ ธปท.ต้องเอื้อมมือเข้าถึงประชาชน ‘ออมสิน’ จับมือ ‘สถาบันป๋วย’ แก้ปัญหาสินเชื่อ SME

    ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสให้กับประชาชนเท่านั้น แต่ยังให้ประโยชน์ทางวิชาการอย่างมหาศาลในการศึกษาและออกแบบนโยบายทางการเงิน ทั้งยังช่วยให้ข้อมูลกับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงได้ดีมากยิ่งขึ้น

    ดร.โสมรัศมิ์ พบว่า จากผลการศึกษา กว่า 67% ของประชาชนในเขตชนบท และ 37% ของประชาชนในเขตเมืองยังพึ่งพิงแหล่งเงินนอกระบบ โดยที่ผ่านมาโครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิตสร้างโอกาส” ได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้วให้ผู้ขอสินเชื่อกว่า 2-3 แสนราย เราว 2-4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการดึงคนที่เคยอยู่นอกระบบกลับเข้าระบบอีกครั้ง โดยระยะ 3 ปี ข้างหน้าอาจช่วยเพิ่มเติมได้มากถึง 1 ล้านราย

    สำหรับการศึกษาวิจัยในโครงการนี้จะทำให้เราสามารถเห็นคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบมาก่อน เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดี ในการศึกษาว่าคนเหล่านี้มีพฤติกรรมทางการเงิน หรือการได้มาซึ่งรายได้อย่างไร โดยการดำเนินการจะมีทั้งหมดสี่ด้านด้วยกัน ได้แก่

    1.สำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เข้ามาใหม่จากนอกระบบ และสังเกตดูพฤติกรรมทางการเงินอย่างใกล้ชิด

    2.ช่วยเหลือธนาคารในการออกแบบสินเชื่อและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมทั้งแสวงหากลไกที่จะช่วยให้ลูกหนี้สามารถชำระเงินคืนได้ โดยมีความยืดหยุ่น 

    3.เก็บข้อมูลก่อนและหลังเข้า และชี้ว่าชุดข้อมูลใดจะสามารถเป็นข้อมูลทางเลือกที่ไม่ใช่ข้อมูลเครดิตที่จะสามารถบอกได้ว่า ผู้ที่มาขอสินเชื่อสามารถชำระหนี้ได้จริง 

    4.ศึกษาว่าหลังจากได้สินเชื่อแล้วมีผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มตัวอย่างอย่างไร

    ทั้งนี้ ดร. โสมรัศมิ์ เสริมว่า ไม่ใช่ว่าประชาชนไม่มีรายได้จึงชำระเงินไม่ได้ เพียงแต่รายได้ของเขาอาจไม่สม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้ การเรียกชำระคืนหนี้ให้มีความยืดหยุ่นสูง เช่น การทำบัญชีเงินฝากสำหรับชำระหนี้ (Saving Account) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำเงินมาใส่ไว้ในบัญชีรอไว้ก่อนได้ อาจช่วยให้ผู้ที่มีรายได้ไม่ประจำ สามารถชำระหนี้ได้มากขึ้น  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209754&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yL-rjbv8SjTds8TfLMq81

  • “สุดารัตน์” ลงหาดใหญ่ จับมือภาคการศึกษา ซ่อมพาหนะ-เครื่องใช้ไฟฟ้า

    “สุดารัตน์” ลงหาดใหญ่ จับมือภาคการศึกษา ซ่อมพาหนะ-เครื่องใช้ไฟฟ้า

    “สุดารัตน์” ลงหาดใหญ่ จับมือภาคการศึกษา ซ่อมพาหนะ-เครื่องใช้ไฟฟ้า

    ย้ำห่วงเรื่องสาธารณสุข ภาระหนี้สินของผู้ประสบภัย แนะให้หยุดหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย พร้อมเติมสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้ฟื้นกิจการ ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยทีมงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่

    คุณหญิงสุดารัตน์ แสดงความห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบ โดยกล่าวว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตเกินหลักร้อย ความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินกว่าจะนิ่งเฉยได้ พรรคไทยสร้างไทยขอส่งกำลังใจให้ทุกครอบครัว และจะลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าทุกคนจะกลับมายืนได้อีกครั้ง”

    แม้หลายพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังไม่มีน้ำใช้ ไฟฟ้ามีบางจุด สำหรับความเสียหายที่เหลืออยู่นั้นถือว่าสาหัสมาก ทั้งบ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ รวมถึงสุขภาพกายใจของประชาชนที่ยังต้องการการเยียวยาอย่างเร่งด่วน

    หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ “ทันทีหลังจากนี้” คือการเร่งกอบกู้และช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบ อย่าให้เหมือนที่ผ่านมา เพราะประชาชนต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องติดอยู่ในน้ำ หรือบนหลังคา อดข้าวอดน้ำนานถึง 3–4 วัน

    การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลชุดนี้จึงถือว่า “สอบตก” ประชาชนต้องพึ่งพาอาสาสมัครกู้ภัย จิตอาสา และกำลังทหารเป็นหลักในการช่วยชีวิต ไม่ใช่มหาดไทยที่เป็นหน่วยงานหลัก

    สำหรับความผิดพลาดของรัฐบาล หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยระบุว่า “คงต้องรอการตรวจสอบหลังเหตุการณ์สงบ” แต่ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อช่วยชีวิตประชาชนก่อน

    คุณหญิงสุดารัตน์ เสนอให้รัฐบาลเร่งเตรียมแผนจัดการหลังน้ำลดดังต่อไปนี้

    1. งานด้านสาธารณสุข เป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากสงขลามีโรงพยาบาลทั้งหมด 5 แห่ง ต้องดูแลประชาชนกว่า 700,000 คน มีเตียงรวมกันประมาณ 2,000 เตียง แต่ขณะนี้โรงพยาบาลถูกน้ำท่วมเสียหายไปถึง 4 แห่ง คงเหลือที่ใช้การอย่างสมบูรณ์เพียงโรงพยาบาลสงขลานครินทร์แห่งเดียว ที่ต้องรองรับผู้ป่วยปกติทั่วทั้งจังหวัดและผู้ป่วยจากน้ำท่วมอีก

    รัฐบาลจึงต้องเร่งดูแลเรื่องบุคลากรให้เพียงพอ และสำหรับโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วม ต้องเร่งจัดหาเครื่องมือที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วมให้กลับมาใช้ได้อย่างปกติโดยเร็ว

    จากนั้นต้องเตรียมป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาด ที่เกิดจากขยะที่กองเต็มเมือง รวมทั้งซากสัตว์ ยิ่งในขณะนี้ยังไม่มีน้ำประปาใช้อีกด้วย และที่สำคัญคือการดูแลสุขภาพจิตของผู้ประสบภัยที่ขณะนี้อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มาก เพราะสิ้นเนื้อประดาตัว

    2. การดูแลด้านกายภาพ ทั้งระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา การทำความสะอาดบ้านเรือน การซ่อมแซมบ้านเรือน พาหนะ และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ประสบภัย

    3. การดูแลเรื่องการเงินและหนี้ ให้กับผู้ประสบภัย ต้องหยุดต้นหยุดดอกเบี้ยให้กับผู้ประสบภัยอย่างน้อย 1 ปีทันที พร้อมเติมเงินใหม่ โดยให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 1 ปี เพื่อซ่อมแซมร้านค้า และซื้ออุปกรณ์เพื่อเริ่มต้นอาชีพได้ใหม่

    เรื่องการชดเชยที่จะให้บ้านละ 9,000 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมโดยแน่นอน ขอให้จ่ายตามความเสียหายจริง เพราะ “ความเสียหายเกิดจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการของรัฐบาลเอง”

    คุณหญิงสุดารัตน์เปิดเผยด้วยว่า พรรคไทยสร้างไทยเตรียมเปิดอีก 2 โครงการช่วยเหลือเพิ่มเติมหลังน้ำลด ดังนี้

    1. “ไทยสร้างไทยมอบความอบอุ่นให้ผู้ประสบภัย” โดยมอบที่นอน–หมอน–ผ้าห่ม ซึ่งเป็นสิ่งของจำเป็นในขณะนี้ เพราะทุกอย่างแช่น้ำหมด

    2. โครงการช่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานพาหนะ โดยร่วมมือกับ “วิทยาลัยเทคโนโลยีสงขลา” เพื่อช่วยผู้ประสบภัย ลดภาระ และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอุปกรณ์และยานพาหนะที่เสียหาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/734178&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37y-sFSA8RNiGfst9H0WL5

  • บางจากฯ ต้อนรับวิทยาลัยการทัพบก ศึกษาดูงาน เยี่ยมชมโรงกลั่นน้ำมันมาตรฐานระดับโลก

    บางจากฯ ต้อนรับวิทยาลัยการทัพบก ศึกษาดูงาน เยี่ยมชมโรงกลั่นน้ำมันมาตรฐานระดับโลก

    บางจากฯ ต้อนรับวิทยาลัยการทัพบก ศึกษาดูงาน เยี่ยมชมโรงกลั่นน้ำมันมาตรฐานระดับโลก

    28 พฤศจิกายน 2568, 16:59น.

       เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นางกัณฑมาศ กฤตยานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการผลิต กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต้อนรับ พลตรี เกียรติชัย โอภาโส ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพบก พร้อมคณะอาจารย์และนักศึกษาในหลักสูตรหลักประจำของวิทยาลัยการทัพบก ชุดที่ 71 ประจำปีการศึกษา 2569 รวม 150 ท่าน ที่เข้าศึกษาดูงาน รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบางจากฯ ครอบคลุมด้านการใช้นวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการองค์กรและการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนในพื้นที่รอบโรงกลั่นน้ำมัน ผ่านภารกิจและโครงการต่าง ๆ ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง สุขุมวิท 64

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/156954&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BdB9TBANm-ICIAzfzmGt8

  • อบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการการท่องเที่ยวหนองบัวลำภู

    อบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการการท่องเที่ยวหนองบัวลำภู

    ภูมิภาค

    อบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการการท่องเที่ยวหนองบัวลำภู

    วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ห้องประชุมโรงแรมภูฟ้ารีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู นายกำธร วิเชฏฐพงศ์ ปลัดจังหวัดหนองบัวลำภู ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ จัดอบรมยกระดับพัฒนาเพิ่มมาตรฐานศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว และการบริการจังหวัดหนองบัวลำภู ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดหนองบัวลำภู ,องค์กรภาคเอกชน เข้าร่วมโดยอบรม รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 มี ดร.อรรจน์ สีหะอำไพ เป็นวิทยากรในการบรรยาย

    โดยมี นายสุวิทย์ ศรีขันธ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการหัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นผู้กล่าวรายงาน วัตถุประสงค์เพื่ออบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยพัฒนาคุณภาพการให้บริการเรื่องท่องเที่ยว การอบรมนี้เน้นเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดีแก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมืออาชีพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจแนวทางการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม การดูแลความปลอดภัย และการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น การยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ไม่เพียงแต่ เพิ่มความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดหนองบัวลำภู และประเทศในวงกว้าง ทำให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างรายได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ดังนั้น การอบรมจึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย ให้มีความสามารถแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/456588&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kmQ8o7L48SOI0IYcXrW8T

  • การสร้างเสริมจิตใจของผู้สูงวัยด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    การสร้างเสริมจิตใจของผู้สูงวัยด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    การสร้างเสริมจิตใจของผู้สูงวัยด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีเพื่อนรุ่นน้องท่านหนึ่งมาพบผมที่บริษัท เพื่อมาขอความเห็นว่า เขาอยากจะทำโครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยนำเอานักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย เขาถามผมว่าผมมีความคิดอย่างไรกับโครงการของเขา ผมจึงตอบไปว่าดีมาก เพราะเป็นนโยบายของประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ผมก็แนะนำไปว่า ให้คิดให้รอบคอบ เพราะแม้ว่าจะมีการส่งเสริมจากภาครัฐในโครงการดังกล่าว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอีกไม่น้องที่จะต้องจัดการให้ได้ครับ

    การเปลี่ยนผ่านของสังคมและโอกาสของผู้สูงวัย การดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงวัยมีความสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย เพราะความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว หรือมีความเครียด จากความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต ในขณะเดียวกันประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของ “ทรัพยากรบำบัด” ที่ล้ำค่า เพราะมีทั้งมรดกทางวัฒนธรรมที่สงบงาม ภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านสุขภาพ และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่เพื่อนรุ่นน้องท่านนั้นนำเสนอมา ก็คือ “มิติใหม่ของการท่องเที่ยว” ซึ่งก็คือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณ (Wellness and Spiritual Tourism) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างเสริม จิตใจให้ผ่องใส (Inner Wellness) และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในช่วงบั้นปลายของชีวิต

    ต้องพูดว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ น่าจะเป็นยาขนานเอกสำหรับจิตใจของผู้สูงวัยที่สำคัญ เพราะการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม มักจะเน้นความรวดเร็วและจำนวนสถานที่ ถ้าพวกเราเคยไปท่องเที่ยวกับกลุ่มทัวร์ เรามักจะพบกับการนัด 6,7,8 จากไกด์ทัวร์เสมอ นั่นก็คือ ตื่นนอน 6 โมงเช้า ทานข้าวเช้า 7 โมงทานข้าวเช้า 8 โมงล้อหมุน ซึ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเร่งรีบไปหมด นี่ก็คือการเดินทางท่องเที่ยวกับทัวร์นั่นแหละครับ แต่สำหรับผู้สูงวัยอย่างพวกเรา การเดินทางน่าจะต้องเปลี่ยนเป็น “การเดินทางเพื่อการบำบัด” ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการฟื้นฟูจิตใจ ดังนั้นควรจะต้องมีการสร้างเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพกายเป็นหลักนั่นเอง

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควรเป็นการลดความเครียดและความเหงา (Stress and Loneliness Reduction) โดยไม่ต้องมีการ “บังคับหรือกำหนดเวลา” ที่เป็นการเร่งรีบจนเกินไป แต่เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัส จากการได้ออกไปสัมผัสสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงน้ำไหล กลิ่นธูปควันเทียนในวัดวาอาราม หรือสีสันของตลาดในสถานที่แปลกใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานและรับกับสิ่งที่สร้างความสดใสให้แก่ชีวิต เพื่อช่วยในการคลายความซึมเศร้าได้นั่นเอง

    ในการจัดทำทริปการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควรจะจัดเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถทำให้ผู้สูงวัยมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ๆ อีกทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตกับเพื่อนๆร่วมกลุ่มทัวร์ ผมเชื่อว่าจะสามารถลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงได้มาก นอกจากนี้ยังสามารถค้นพบความสงบภายใน (Inner Peace Discovery) ได้อีกด้วย ดังนั้นการเลือกโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควรจะมีทั้งการได้ฝึกฝนวิธีการดูแลสุขภาพกาย ที่มีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำแนะนำ การทำกายภาพที่เหมาะกับกลุ่มผู้สูงวัยที่ง่ายๆ เช่น การทำโยคะแบบพื้นฐาน การออกกำลังกายด้วยไทเก๊ก เป็นต้น นอกจากนี้ อาจจะมีการสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับการปฏิบัติสมาธิ (Meditation) และการทบทวนตนเอง (Self-Reflection) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการมีจิตใจที่ผ่องใส หรือการบำบัดทางจิตวิญญาณของผู้สูงวัย

    โปรแกรมดังกล่าว เราอาจจะนำการบูรณาการวัฒนธรรม เพื่อการเยียวยาสุขภาพจิตและสุขภาพกายของผู้สูงวัย เราสามารถนำเอาความโดดเด่นของไทยเรา เช่น ภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่มีทั้งแพทย์แผนไทยด้านสุขภาพ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งการบำบัดแบบช้า (The Slow Healing Arts) โภชนาการบำบัด (Therapeutic Cuisine) เพราะอาหารพื้นเมืองในหลากหลายพื้นที่ของไทยเรา ซึ่งส่วนใหญ่เน้นวัตถุดิบสดใหม่ ปรุงแต่งน้อย และมีสมุนไพรธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ เช่น อาหารที่มุ่งเน้นผักและสมุนไพร หรืออาหารที่เน้นเครื่องเทศต้านอนุมูลอิสระ การได้เรียนรู้และลิ้มรสอาหารเหล่านี้ ก็คือส่วนหนึ่งของการบำบัด นอกจากนี้เรายังสามารถทำกายบริหารแบบไทยๆ ด้วยการเคลื่อนไหวแบบเบาๆ การผสมผสานกับการเคลื่อนไหวแบบดั้งเดิม เช่น มวยไทยไชยาแบบประยุกต์ การฟ้อนรำแบบง่ายๆตามจังหวะที่สนุกสนาน หรือการออกกำลังกายเบา ๆ กลางแจ้งในที่ที่มีทัศนียภาพสวยงาม

    นอกจากที่กล่าวมา ไทยเรายังมีมรดกด้านสัมผัส (The Heritage of Touch) เช่นการนวดแผนไทยและนวดสมุนไพร ซึ่งการนวดที่เป็นการบำบัดทางกาย ที่ส่งผลดีต่อจิตใจอย่างมาก การใช้สมุนไพรและน้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่มีอยู่มากมายในภูมิภาคของไทย เป็นการพักผ่อนกล้ามเนื้อและลดความตึงเครียดทางอารมณ์ไปพร้อมกัน

    สิ่งหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอในโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพดังกล่าว นั่นคือการสร้างเส้นทางเชื่อมโยง “สุขภาวะ” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพผู้สูงวัย จำเป็นต้องมีการดำเนินการในเชิงนโยบาย และปฏิบัติการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน หรืออาจจะเป็นระดับจังหวัดต่อจังหวัด ให้มีการนำจุดเด่นแต่ละสถานที่มาผสมผสานกัน เพื่อสร้างเส้นทางใหม่ๆให้แก่ผู้สูงวัยได้เปลี่ยนบรรยากาศ ในการเดินทางไปเยือน ซึ่งอาจจะเป็นการพัฒนาเส้นทางสายสโลว์ไลฟ์ (Developing Slow-Travel Routes) การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวข้ามจังหวัด ที่เน้นความสะดวกสบายและ “ความช้า” (Slow Travel) ไม่เร่งรีบ เช่น “เส้นทางสายบุญและธรรมชาติลุ่มน้ำโขง” (เชียงราย -เชียงใหม่) ที่ใช้เวลาเดินทางแบบสั้นๆ และเน้นกิจกรรมพักผ่อนเป็นหลัก อีกทั้งต้องมีการสร้างจุดพัก และบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่ายตามเส้นทางของการเดินทางนั่นเองครับ

    อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นของบทความ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณสำหรับผู้สูงวัย ไม่ใช่แค่การเดินทางพักผ่อนเท่านั้น แต่คือ การลงทุนด้านคุณภาพชีวิต ที่ให้ผลตอบแทนเป็นความสุข ความสงบ และความรู้สึกมีคุณค่า ซึ่งจะเป็น “ศูนย์กลางการเยียวยาจิตวิญญาณ” ( Spiritual Healing Hub) ด้วยการผนวกเอาความมั่งคั่งทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาดั้งเดิม และธรรมชาติที่เอื้อต่อการพักผ่อนเข้าด้วยกัน ไม่เพียงเป็นการสร้างเสริมจิตใจของผู้สูงวัยเฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้นผู้สูงวัยในประเทศ ก็ยังสามารถมาใช้บริการได้เช่นกัน และยังเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์ได้อีกด้วยครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/oldman/645249&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0juumYm66tFmhreJ4NmBSm

  • หุ้นไทยปิดเช้าบวก 2.08 จุดวอลุ่มบาง แรงซื้อไฟแนนซ์-ท่องเที่ยว-ค้าปลีกรับงบฟื้นฟูน้ำท่วม แนะเกาะติดการเมือง : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดเช้าบวก 2.08 จุดวอลุ่มบาง แรงซื้อไฟแนนซ์-ท่องเที่ยว-ค้าปลีกรับงบฟื้นฟูน้ำท่วม แนะเกาะติดการเมือง : อินโฟเควสท์

    SET ปิดเช้าวันนี้ที่ระดับปิดช่วงเช้าวันนี้ 1,254.79 จุด เพิ่มขึ้น 2.08 จุด (+0.17%) มูลค่าซื้อขายราว 15,704.28 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งไซด์เวย์วอลุ่มบาง เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการขาดปัจจัยชี้นำ ได้รับแรงซื้อกลับกลุ่มไฟแนนซ์-ท่องเที่ยว-ค้าปลีกหนุนจากอานิสงส์นโยบายฟื้นฟูน้ำท่วมภาคใต้ แนวโน้มช่วงบ่ายคาดตตลาดแกว่งคล้ายภาคเช้า ให้กรอบแนวรับ 1,240 จุด และแนวต้าน 1,260 จุด

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวันนี้ 1,254.79 จุด เพิ่มขึ้น 2.08 จุด (+0.17%) มูลค่าซื้อขายราว 15,704.28 ล้านบาท

    การซื้อขายช่วงเช้าดัชนีแกว่งออกข้าง โดยทำระดับสูงสุด 1,264.11 จุด และต่ำสุด 1,252.97 จุด

    นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งไซด์เวย์สอดคล้องตลาดโลก ไร้ประเด็นใหม่ขับเคลื่อนเนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการ ทำให้ปริมาณการซื้อขายเบาบาง และสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ทำให้ บล.ที่มีสาขาในพื้นที่ปิดทำการชั่วคราวด้วย

    อย่างไรก็ตาม เช้านี้มีแรงซื้อกลับกลุ่มไฟแนนซ์ ท่องเที่ยว ค้าปลีก หลังจากก่อนหน้านี้ปรับตัวลงไป เนื่องจากคาดหวังจะได้รับอานิสงส์เม็ดเงินเยียวยาสถานการณ์น้ำท่วมจากภาครัฐราว 3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งเริ่มเห็นผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ไม่มากอย่างที่กังวลก่อนหน้านี้

    แนวโน้มช่วงบ่ายคาดตลาดเคลื่อนไหวทิศทางไซด์เวย์ นักลงทุนสลับเล่นหุ้นรายตัว ระยะถัดไปแนะติดตามสถานการณ์การ

    เมืองจะเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,240 จุด และแนวต้าน 1,260 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    TRUE มูลค่าการซื้อขาย 1,432.22 ล้านบาท ปิดที่ 10.70 บาท ลดลง 0.10 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 874.61 ล้านบาท ปิดที่ 200.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    SCB มูลค่าการซื้อขาย 834.44 ล้านบาท ปิดที่ 130.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    KTB มูลค่าการซื้อขาย 752.91 ล้านบาท ปิดที่ 27.50 บาท ลดลง 0.50 บาท

    KBANK มูลค่าการซื้อขาย 664.06 ล้านบาท ปิดที่ 187.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549780&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1teHwXyr-1EOpdBURkPHPz