Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดแผน ‘เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ’ รัฐบาลลุยลดขนาดรัฐ ปรับฐานเงินเดือนใหม่

    เปิดแผน ‘เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ’ รัฐบาลลุยลดขนาดรัฐ ปรับฐานเงินเดือนใหม่

    มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire สำหรับข้าราชการ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลในด้านการบริหารภาครัฐ และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเป็นนโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ข้อที่ 21 มีใจความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ 

    ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน พร้อมจัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง รวมทั้งเปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม” เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

    การดำเนินการดังกล่าวมีเหตุผลสำคัญ นั่นคือ การเปลี่ยนโฉมรัฐราชการแบบเดิม ไปสู่ระบบราชการที่ทันสมัย กระชับ คล่องตัวในการให้บริการประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการยกระดับพัฒนาทักษะข้าราชการเดิมให้มีความเชี่ยวชาญรับโลกแห่งเทคโนโลยียมากขึ้น

    ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เร่งจัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีจำนวนมากเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

    สำหรับเหตุผลสำคัญเกี่ยวกับการลดจำนวนข้าราชการลง เนื่องด้วยในปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น แต่ระบบกฎหมายไทยแบบเดิมที่เน้นการควบคุม (Control System) ทำให้ต้องใช้คนจำนวนมากในการอนุมัติอนุญาต แต่เมื่อนำเทคโนโลยี Agentic AI และระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ กระบวนงานจะกระชับขึ้น ความจำเป็นในการใช้คนจึงลดลง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศนิวซีแลนด์ที่สามารถลดจำนวนข้าราชการลงได้ถึง 8,700 คนภายในปีเดียว

    ปรับค่าตอบแทนข้าราชการใหม่

    นายปกรณ์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะมีแผนการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire ของข้าราชการอย่างเหมาะสมแล้ว รัฐบาลจะพัฒนาทักษะข้าราชการเดิม และข้าราชการบรรจุใหม่ที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ จากนั้นจึงมีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ให้กับข้าราชการยุคใหม่ต่อไป 

    “ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบและมีภาระงานที่มากขึ้น ควรได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนหรือค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนผู้ที่เกษียณอายุไปแล้ว รัฐจะวางแผนในการส่งเสริมการจ้างงานในลักษณะใหม่ที่ตรงกับความต้องการของตลาดเหมือนในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิตในสังคม และมีรายได้โดยไม่ต้องทำงานเต็มเวลาตลอดชีวิต” รองนายกฯ ระบุ

    ทั้งนี้ตามเป้าหมายของรัฐบาล เห็นว่า ต้องทำให้จำนวนข้าราชการในประเทศมีจำนวนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบราชการ สามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าลดจำนวนคน แต่ต้องมีการพัฒนาทักษะ (Re-skill) ให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ และสร้างระบบที่คนอยู่ต่อมีรายได้ที่เพียงพอและยั่งยืน

    กางแผน Re-skill ข้าราชการ

    สำหรับการพัฒนาทักษะ หรือ Re-skill สำหรับข้าราชการนั้น ที่ผ่านมา คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้เห็นชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ตามแนวทางพัฒนาบุคลากรภาครัฐ พ.ศ. 2566–2570 โดยกำหนดกรอบทักษะสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่

    1. ความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)
    2. การปฏิบัติตามและใช้กฎหมายด้านดิจิทัล (Digital Governance)
    3. ภาวะผู้นำด้านดิจิทัล (Digital Leadership)
    4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนางาน (Digital Technology)
    5. การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริการ (Digital Service)
    6. การใช้ประโยชน์และการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน (Data Utilization and Sharing)
    7. ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)

    ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จะพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับบทบาทของบุคลากรแต่ละกลุ่ม ทั้งผู้ปฏิบัติงาน หัวหน้างาน และผู้บริหาร รวมถึงแบ่งกลุ่มเป้าหมายระหว่างผู้ที่ทำงานด้านเทคโนโลยีโดยตรง และผู้ที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานทั่วไป เพื่อให้การพัฒนาตรงกับภารกิจและสามารถนำไปใช้ได้จริง 

    สำหรับการขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ดูแลระบบประเมินทักษะและสมรรถนะดิจิทัล สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) รับผิดชอบหลักสูตรพัฒนาทักษะทั้งแบบ Onsite และ Online และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่รับรองหลักสูตรให้สอดคล้องกับกรอบทักษะที่ ก.พ. กำหนดต่อไป

    จำนวนข้าราชการไทยในปัจจุบัน

    ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบข้อมูลสถิติกำลังคนภาครัฐ จากสำนักงาน ก.พ. ประกอบด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ พนักงานจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และพนักงานองค์การมหาชน ที่สังกัดกระทรวง กรม ทั้งในสังกัดบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งข้อมูลล่าสุดในปีงบประมาณ 2567 พบว่า กำลังคนภาครัฐ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,004,485 คน 

    แบ่งเป็น ข้าราชการ 1,756,606 คน สัดส่วน 58.47% รองลงมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว 271,917 คน สัดส่วน 9.05% พนักงานจ้าง 223,528 คน สัดส่วน 7.44% พนักงานรัฐวิสาหกิจ 219,014 คน สัดส่วน 7.29% พนักงานราชการ 179,567 คน สัดส่วน 5.98%

    พนักงานมหาวิทยาลัย 136,859 คน สัดส่วน 4.56% พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 121,285 คน สัดส่วน 4.04% ลูกจ้างประจำ 82,111 คน สัดส่วน 2.73% และพนักงานองค์การมหาชน 13,598 คน สัดส่วน 0.45% ตามลำดับ

    สำหรับข้าราชการ จำนวน 1,756,606 คน นั้น ส่วนใหญ่สังกัดบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 84.74% และสังกัดบริหารราชการส่วนท้องถิ่น 15.26%

    ขณะที่กำลังคนภาครัฐในฝ่ายพลเรือน (ไม่รวมกำลังคนทุกประเภทในสังกัดกระทรวงกลาโหม และไม่รวม กำลังคนประเภทอื่น 4 ประเภท ได้แก่ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และพนักงานองค์การมหาชน) มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,109,541 คน ประกอบด้วย

    ข้าราชการ 1,387,895 คน สัดส่วน 65.79% และกำลังคนประเภทอื่น (ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ และพนักงานจ้าง) 721,646 คน สัดส่วน 34.21% โดยลูกจ้างชั่วคราวมีจำนวนมากที่สุด 262,791 คน รองลงมาคือพนักงานจ้าง 223,528 คน พนักงานราชการ 159,437 คน และลูกจ้างประจำ 75,890 คน ตามลำดับ

    ปิดตายขยายอายุราชการ

    ส่วนแนวคิดการขยายการเกษียณอายุของข้าราชการจากเดิม 60 ปีนั้น รองนายกฯ มองว่า ส่วนตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการ เพราะการดำเนินการดังกล่าวเป็นการยืดปัญหาออกไป ในขณะที่หลายประเทศที่ทดลองการขยายอายุราชการก็มีปัญหา ตัวอย่างเดนมาร์กหรือฝรั่งเศส ประสบปัญหาประชาชนออกมาประท้วงอย่างหนักเนื่องจากต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณในขณะที่ยังมีสุขภาพดี ไม่ใช่ทำงานจนกระทั่งเจ็บป่วย

    ขณะเดียวกันการขยายอายุเกษียณยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงาน ทำให้คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาไม่สามารถเข้าสู่ระบบราชการได้เพราะไม่มีตำแหน่งงานว่าง ดังนั้นหากจะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว คงต้องพิจารณาสถานการณ์และผลกระทบต่าง ๆ ให้รอบคอบ และเป็นประโยชน์ก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660510&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O59BLEq6ggl5ESg4RRtY3

  • ‘รัสเซีย’ สกัดโดรน ‘ยูเครน’ 50 ลำ ก่อนเริ่มงานประชุมเศรษฐกิจในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    ‘รัสเซีย’ สกัดโดรน ‘ยูเครน’ 50 ลำ ก่อนเริ่มงานประชุมเศรษฐกิจในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    ‘รัสเซีย’ สามารถสกัดโดรน ‘ยูเครน’ ได้ 50 ลำ ก่อนงานประชุมเศรษฐกิจที่ปูตินขนานนามว่าเป็นดาวอสแห่งรัสเซีย กำลังเริ่มต้นขึ้นในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    อเล็กซานเดอร์ โดรซเดนโก ผู้ว่าแคว้นเลนินกราด เผยในวันพุธ (3 มิ.ย.) ว่า รัสเซียยิงสกัดโดรนร่วง 50 ลำ เหนือภูมิภาคเลนินกราดทางตะวันตกเฉียงเหนือของมอสโกในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา และยังคงปฏิบัติการขับไล่การโจมตีต้องสงสัยของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่งานประชุมเศรษฐกิจประจำปีครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

    ภูมิภาคเลนินกราด ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกพลังงานที่สำคัญและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ขนานนามว่าเป็น “ดาวอสแห่งรัสเซีย” โดยจัดขึ้นที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ตั้งแต่วันพุธ (3 มิ.ย.) เป็นต้นไป

    'รัสเซีย' สกัดโดรน 'ยูเครน' 50 ลำ ก่อนเริ่มงานประชุมเศรษฐกิจในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    การประชุมการลงทุน ครั้งที่ 5 นับตั้งแต่รัสเซียส่งกองทัพเข้าสู่ยูเครนในปี 2022 เริ่มต้นขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากรัสเซียโจมตียูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตในกรุงเคียฟ โดยมอสโกกล่าวว่าเป็นการตอบโต้การโจมตีหอพักในเมืองลูฮันสก์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเครมลิน

    ทั้งนี้ ตามกำหนดการระบุว่า ปูตินจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) ในการประชุมที่จะมีประธานาธิบดีอุซเบกิสถานและแทนซาเนียเข้าร่วม รวมถึงรองประธานาธิบดีจีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียด้วย นอกจากนี้ คาดว่าจะมีผู้ทรงอิทธิพลฝ่ายขวาของสหรัฐ เจ้าหน้าที่สหรัฐ และมหาเศรษฐีค้าปลีกชาวเยอรมันเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เช่นกัน

    ทั้งนี้ เนื่องจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของรัสเซียและบ้านเกิดของปูติน เป็นเมืองเจ้าภาพ สนามบินปุลโคโวจึงจำกัดเที่ยวบินชั่วคราว ตามรายงานของสำนักข่าวท้องถิ่นอ้างอิงประกาศของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินของรัสเซีย Rosaviatsia ในเทเลแกรม ระบุว่า มีเที่ยวบินมากกว่า 30 เที่ยวต้องล่าช้า หรือถูกยกเลิก

    อเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กล่าวกับสำนักข่าว RIA ว่า เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างครอบคลุมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจัดงานประชุมนี้

    “ความท้าทายใหม่ทั้งหมดได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้จัดสรรบุคลากรและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยและดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน” เขากล่าว

    รอยเตอร์รายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ ยูเครนได้เพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย เพื่อพยายามตัดเส้นทางรายได้ของมอสโก โดยในวันอังคารที่ผ่านมา ยูเครนได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันส่งออกอิลสกีทางตอนใต้ของรัสเซียด้วยโดรน

    ด้านเซอร์เกย์ โซบยานิน นายกเทศมนตรีโพสต์ในเทเลแกรมว่า โดรนอย่างน้อย 20 ลำที่มุ่งหน้าไปยังมอสโกถูกยิงตกในช่วงกลางคืน ส่วนในภูมิภาคแทมบอฟตอนกลางของรัสเซีย อาคารต่างๆ ของโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองมิชูรินสค์ได้รับความเสียหายด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1236851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XgkogpeDEoLxx2LdH5qNI

  • ถอดรหัส Food Economy หนุนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงผู้ผลิต SME แรงงาน

    ถอดรหัส Food Economy หนุนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงผู้ผลิต SME แรงงาน

    ตลาดร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 6.57 แสนล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 5.72 แสนล้านบาท เติบโต 4.8% และธุรกิจร้านเครื่องดื่มมูลค่า 8.53 หมื่นล้านบาท สะท้อนบทบาทของภาคอาหารในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่กำลังซื้อของผู้บริโภค ธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเศรษฐกิจชุมชน

    เสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 ภายใต้หัวข้อ “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” เป็นการเปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสะท้อนบทบาทของภาคอาหารในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่กำลังซื้อของผู้บริโภค ธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเศรษฐกิจชุมชน

    อาหารยังครองแชมป์หมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกเคทีซี

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี เปิดเผยว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5%

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น แต่การรับประทานอาหารนอกบ้านยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง

    นางสาววริษฐา กล่าวว่า ในมุมมองของเคทีซี “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับการบริโภคในแต่ละมื้อ แต่ยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกการใช้จ่ายในร้านอาหารยังส่งผลต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่วัตถุดิบ ผู้ผลิต แรงงาน เอสเอ็มอี ไปจนถึงเศรษฐกิจฐานราก

    Food Economy โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารไทย

    นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนและต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แต่อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจากการใช้วัตถุดิบและฐานการผลิตภายในประเทศในสัดส่วนสูง

    นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันอาหารแห่งประเทศไทย

    ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากบทบาท “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านการนำข้อมูล เทคโนโลยี และเครื่องมือด้าน Intelligence มาใช้เพิ่มมูลค่าสินค้าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ Food Economy ถือเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน โดยภาคเกษตรไทยมีแรงงานกว่า 12 ล้านคน หรือเกือบ 30% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปี 2567 มีจำนวน 3.25 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างการจ้างงานกว่า 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ

    ตลาดร้านอาหารปี 2568 แตะ 6.57 แสนล้านบาท

    สำหรับภาคธุรกิจปลายน้ำ คาดว่าตลาดร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่ารวม 657,000 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 572,000 ล้านบาท เติบโต 4.8% และธุรกิจร้านเครื่องดื่มมูลค่า 85,320 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่คู่มือ Michelin Guide มากกว่า 482 แห่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนว่า “Gastronomy Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหาร กำลังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะสามารถกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร ผู้ผลิตวัตถุดิบ เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย

    ร้านอาหารเผชิญต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อชะลอ

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเปรียบเสมือน “ดัชนีปลายทางของเศรษฐกิจ” ที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน

    ปัจจุบันผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือเพียง 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าพลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเผชิญภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต” ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและการอยู่รอดของธุรกิจ

    เร่งปรับตัว ใช้ดิจิทัล-ข้อมูล สร้างความแตกต่าง

    นางฐนิวรรณ ระบุว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งด้านการบริหารต้นทุน การนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการสร้างจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ของลูกค้า

    เนื่องจากการแข่งขันในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงเรื่อง “ความอร่อย” แต่รวมถึง “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับ” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

    • ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
    • พัฒนาทักษะดิจิทัลและการใช้ข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการ
    • ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารด้านคุณภาพและความปลอดภัย
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและ Soft Power
    • เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และตลาด

    ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network

    ดันอาหารไทยสู่ “ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ”

    ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า ไทยมีโอกาสต่อยอด “อาหาร” จากสินค้าเพื่อการบริโภค ไปสู่ “ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมือง ชุมชน ร้านอาหาร โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยว

    โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวและผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับอาหารที่มีเรื่องราว สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ใส่ใจสุขภาพและความยั่งยืน รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์การเดินทางได้

    โดยมองว่า “วัฒนธรรมอาหาร” ของแต่ละพื้นที่สามารถกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง เพราะเมื่อ “รสชาติ” กลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง ก็จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเมืองและชุมชนในวงกว้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/660419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JWD45XcOfgOmI5wQwsxKu

  • ราคาน้ำมันล่าสุด 4 มิ.ย.2569 “ดีเซล” “เบนซิน – แก๊สโซฮอล์” ปรับขึ้นยกแผง

    ราคาน้ำมันล่าสุด 4 มิ.ย.2569 “ดีเซล” “เบนซิน – แก๊สโซฮอล์” ปรับขึ้นยกแผง

    PTT Station ปรับราคาขายปลีกน้ำมัน กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 0.40 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมียม GSH95 คงเดิม ส่วนกลุ่มดีเซลทุกชนิด เพิ่มขึ้น 0.80 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมียมดีเซล คงเดิม มีผล 4 มิ.ย. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป 

    โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้ 

    • ULG = 52.89 บาท
    • GSH95 = 43.30 บาท
    • E20 = 38.30 บาท
    • E85 = 34.24 บาท
    • GSH91 = 42.93 บาท
    โออาร์
    ราคาน้ำมันโออาร์ 4 มิ.ย.2569
    • พรีเมียม GSH95 = 50.99 บาท
    • HSD B7 = 41.50 บาท
    • HSD B20 = 36.00 บาท
    • พรีเมียมดีเซล = 58.25 บาท 

    โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร

    บางจาก
    ราคาน้ำมันบางจาก 4 มิ.ย.2569

    เช่นเดียวกับ บางจากฯ ปรับราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด + 0.40 บาทต่อลิตร ยกเว้นไฮพรีเมียม 98+ Plus  และปรับราคาน้ำมันดีเซลทุกชนิด +0.80 บาทต่อลิตร ยกเว้นไฮพรีเมียมดีเซล+ Plus

    โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้

    • GSH 95 S EVO 43.30 บาท
    • GSH 91 S EVO 42.93 บาท
    • GSH E20 S EVO 38.30 บาท
    • GSH E85 S EVO 34.24 บาท
    • Hi Premium 98 + Plus  53.44 บาท
    • Diesel B20  36.00 บาท
    • Hi Diesel S 41.50 บาท
    • Hi Premium Diesel + Plus 58.25 บาท

    (ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ กทม.)

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ราคาน้ำมัน ยังคงผันผวนจากความไม่แน่นอนของการเจราจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ  

    โดยเมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่านรายงานอิหร่านยุติการเจรจากับสหรัฐฯ พร้อมขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบ Bab el-Mandeb ฝั่งทะเลแดง เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีเลบานอน 

    นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) แห่งอิหร่านระบุว่าได้โจมตีเรือคอนเทนเนอร์ MSC Sariska V ติดธงสัญชาติปานามา ซึ่งอิหร่านระบุว่าเป็นเรือของสหรัฐฯ โดยการโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้กรณีเรือของอิหร่านถูกโจมตีใกล้น่านน้ำโอมาน

    อย่างไรก็ตาม วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ นาย Donald Trump เร่งประสานให้อิสราเอลและกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิง พร้อมกล่าวว่าอาจบรรลุข้อตกลงเพื่อขยายระยะเวลาหยุดยิงกับอิหร่านและกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในสัปดาห์หน้า โดยปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่าย ยังอยู่ระหว่างเจรจารายละเอียดของบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU)

    Kpler รายงานสหรัฐฯ ส่งออกน้ำมันดิบในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้น 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนก่อน อยู่ที่ 5.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยส่วนใหญ่ส่งออกสู่เอเชียและยุโรป เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้ผู้ค้าในเอเชียและยุโรปนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 

    Reuters รายงานเวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน อยู่ที่ 1.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยส่วนใหญ่ส่งออกสู่สหรัฐฯ อินเดีย และยุโรป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276884&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iSu3xh7kwrVeCafGzHL1-

  • เปิดยืนยันบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ลงทะเบียนวันไหน เฉพาะคนเก่าเท่านั้น | เดลินิวส์

    เปิดยืนยันบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ลงทะเบียนวันไหน เฉพาะคนเก่าเท่านั้น | เดลินิวส์

    วันที่ 3 มิ.ย. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือผู้มีความจำเป็นตัวจริงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลเดิมที่ไม่ได้ถูกทบทวนมานานหลายปี

    นอกจากนี้ ป้องกันการสับสนเรื่องการ ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 จึงขอย้ำว่า ขอให้ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐคนเก่า รายเดิม ทำการยืนยันสิทธิตั้งแต่วันที่ 4-21 มิถุนายน 2569 และจะมีการประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

    ทั้งนี้ ในส่วนผู้มีรายได้น้อย ที่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นรายใหม่ จะดำเนินการควบคู่ไป โดยให้ กระทรวงมหาดไทย กทม. เมืองพัทยา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อสำรวจผู้ตกหล่นจากครั้งก่อน และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามสิทธิให้เข้าถึงการดูแลจากโครงการฯ

    สำหรับช่องทางลงทะเบียนยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เพื่อรอการพิจารณาตามเกณฑ์ใหม่ มีดังนี้

    • แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ
    • เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)
    • หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    เช็กเงื่อนไขเกณฑ์ใหม่และคุณสมบัติ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

    1.คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน

    1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

    2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้

    • ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
    • ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา
    • ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
    • พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี
    • ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
    • ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน 
    • ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้
    • ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป 
    • ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร 

    3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

    4) ไม่มีบัตรเครดิต

    5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท

    6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี

    7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้

    • ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
    • บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
    • กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่
    • กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่

    8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5915338/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06DzJwGKYDWYn3hK0V-BZp

  • รัฐบาลเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัครเข้าร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส” ถึง 31 ก.ค. นี้ ล่าสุดร้านค้าพร้อมใช้งานแล้วกว่า 9.4 แสนราย

    รัฐบาลเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัครเข้าร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส” ถึง 31 ก.ค. นี้ ล่าสุดร้านค้าพร้อมใช้งานแล้วกว่า 9.4 แสนราย

    รัฐบาลเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัครเข้าร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ถึง 31 ก.ค. นี้ ล่าสุดร้านค้าพร้อมใช้งานแล้วกว่า 946,000 ราย หลังโครงการเริ่มใช้สิทธิแล้วตั้งแต่ 1 มิ.ย.

    วันนี้ (3 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังรัฐบาลเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ล่าสุดมีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง และขอเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่ได้สมัคร เร่งลงทะเบียนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้สามารถเข้าร่วมรับสิทธิ์จากประชาชนได้ทันในช่วงที่โครงการกำลังดำเนินอยู่

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการได้เริ่มเปิดให้ประชาชนใช้จ่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 โดยร้านค้าที่เข้าร่วมจะสามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการจากประชาชนได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”  ช่วยเพิ่มยอดขาย เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน

    ข้อมูล ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. พบว่ามีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวนมาก โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 3,634 ราย อยู่ระหว่างยอมรับเงื่อนไขโครงการ (T&C) 130,902 ราย และลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้ว 946,465 ราย แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 848,802 ราย และร้านค้าใหม่ 97,663 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน ผู้ให้บริการ และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศเริ่มฟื้นตัว โครงการนี้จะช่วยเพิ่มลูกค้า เพิ่มรายได้ และทำให้เงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากโดยตรง

    สำหรับขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการของร้านค้าใหม่ มีดังนี้

    1. สมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569

    2. ร้านค้าต้องมีบัญชีธนาคารกรุงไทย

    3. สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์ “ถุงเงินกรุงไทยดอทคอม” พร้อมดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

    4. ตรวจสอบประเภทธุรกิจ และดาวน์โหลดแบบฟอร์มสมัคร เพื่อยื่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    5. นำเอกสารที่ได้รับการยืนยันแล้วมายื่นสมัครเข้าร่วมโครงการ

    6. เมื่อผ่านการพิจารณา ร้านค้าจะได้รับ SMS แจ้งผล

    7. เมื่อได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ แบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะปรากฏบนแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ายอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข (T&C)

    8. ร้านค้าสามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการจากประชาชนได้ทุกวัน เวลา 06.00 – 23.00 น. จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

    9. ร้านค้าสามารถตรวจสอบประวัติการรับเงินผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ตลอดเวลา

    รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

    “ขอเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่ได้สมัคร เร่งลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ เพื่อให้สามารถรับสิทธิ์จากประชาชนได้ทันในช่วงที่โครงการกำลังดำเนินอยู่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน” รองโฆษกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73117&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xfem3pX2A6UvLz4uJQhxX

  • สงครามไฮบริด กัมพูชา ลาก ไทย เวที UNCLOS | เนชั่นวิเคราะห์ | 3 มิ.ย. 69

    สงครามไฮบริด กัมพูชา ลาก ไทย เวที UNCLOS | เนชั่นวิเคราะห์ | 3 มิ.ย. 69

    สงครามไฮบริด กัมพูชา ลาก ไทย เวที UNCLOS | เนชั่นวิเคราะห์ | 3 มิ.ย. 69

    “เสธ.แมว” เผย ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา  เข้าสู่สงครามที่ไม่ประกาศ นั่นคือ สงครามไฮบริด  กัมพูชา พยายามลากไทย ไปเวที UNCLOS เจรจาเส้นเขตแดนทางทะเล

    รายการล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/35100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29r66S8LxlNzLah9XJwLoc

  • ดูดวงรายวันประจำวันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    • การงาน : ทำธุรกิจพบความสำเร็จ
    • การเงิน : มีโอกาสได้รับทรัพย์
    • ความรัก : เดินทางท่องเที่ยวได้พบรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ปลูกต้นขนุน
    • อัญมณีมงคล: เลพิโดไลท์
    • สีมงคล: สีเขียว
    • เลขนำโชค: 1, 3, 4, 7, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 1-7 มิถุนายน 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 06:00 – 09:00 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 09:00 – 15:00 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 08:00 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ
    • 06:00 – 11:00 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 05:00 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.sanook.com/horoscope/327930/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SDO71LQpNBeUa602K4iHH

  • สูตรรอดอสังหาฯ ‘ขายความเชื่อมั่นระยะยาว’รับมือเศรษฐกิจป่วยหนัก

    สูตรรอดอสังหาฯ ‘ขายความเชื่อมั่นระยะยาว’รับมือเศรษฐกิจป่วยหนัก

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติแบบ “คลื่นยักษ์เคลื่อนช้า” เครื่องยนต์เดิมทั้งส่งออก อุตสาหกรรม เริ่มหมดแรง! ขณะที่กำลังซื้อคนไทยหดตัวต่อเนื่อง จาก “หนี้ครัวเรือนสูง” และ “สังคมสูงวัย” ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงเข้าสู่โหมด “เอาตัวรอด” เต็มรูปแบบ จากเดิมแข่งกันเปิดโครงการใหม่ วันนี้กลับต้องแข่งกันสร้าง “ความไว้ใจ” เพื่อดึงลูกค้าที่ลังเลให้ตัดสินใจซื้อ

    พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ฉายภาพเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ว่า ไม่ได้เป็นเพียงภาวะชะลอตัวระยะสั้น แต่คือวิกฤติเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกินความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างเงียบๆ จนถูกเปรียบว่าเป็น “Slow Motion Tsunami” หรือคลื่นสึนามิที่ค่อยๆ ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยทีละระลอก 

    ภาคการผลิตและส่งออก ซึ่งเคยเป็นพระเอกสำคัญของประเทศ เริ่มสูญเสียความได้เปรียบ ขณะที่ประเทศไทยยังติดกับดักปัญหาภายใน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรง และการลงทุนใหม่ที่โตต่ำ ส่งผลให้การผลักดันจีดีพีให้เติบโตแตะ 3% กลายเป็นโจทย์ยากขึ้นทุกปี

    ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือ “โครงสร้างประชากร” เมื่ออัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต จำนวนคนวัยทำงานจึงลดลงต่อเนื่อง กระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาฯ และยานยนต์ ซึ่งพึ่งพากลุ่มผู้มีรายได้ประจำเป็นฐานลูกค้าหลักในอดีต ตลาดอสังหาฯ เติบโตด้วย “ปริมาณ” ผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่จำนวนมากและสร้างยอดขายได้รวดเร็ว 

    แต่วันนี้สูตรเดิมใช้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะจำนวนผู้ซื้อใหม่ลดลง ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นกลับมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการกู้ซื้อบ้านผลที่เกิดขึ้นคือ ตลาดเข้าสู่ยุค “Buyer Market” หรือยุคที่ผู้ซื้อเป็นฝ่ายมีอำนาจต่อรองมากกว่าผู้ขายอย่างชัดเจน
     

    ยุคนี้ไม่ได้ “ขายบ้าน” แต่ขาย “ความมั่นใจ”

    ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญของธุรกิจอสังหาฯ ในยุคเศรษฐกิจเปราะบาง คือการสร้าง “Trust” หรือความเชื่อมั่นระยะยาว เพราะเมื่อผู้บริโภคไม่มั่นใจเศรษฐกิจ สิ่งที่พวกเขาเลือกไม่ใช่แบรนด์ที่ถูกที่สุด แต่คือแบรนด์ที่ “ไว้ใจได้มากที่สุด”

    แสนสิริ จึงปรับเกมจากการ “ขายบ้าน” ไปสู่การลดความกังวลให้ลูกค้า ผ่านความร่วมมือกับธนาคารและพันธมิตรทางการเงิน โดยเฉพาะตลาด Affordable Segment ที่ผู้ซื้อมีความละเอียดอ่อนเรื่องภาระผ่อนชำระ หัวใจสำคัญคือการออกแบบ “Base Deal” ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย ตั้งแต่แพ็กเกจการเงิน ความยืดหยุ่นในการผ่อน ไปจนถึงบริการหลังการขายระยะยาว

    “แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่า ตลาดอสังหาฯ ยุคใหม่ ไม่ได้แข่งขันกันแค่ทำเลหรือราคาอีกต่อไป แต่แข่งกันที่ประสบการณ์ ความมั่นใจ ที่ลูกค้าจะได้รับตลอดเส้นทางการอยู่อาศัยเพราะในวันที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้บริโภคจะยิ่งคัดกรองแบรนด์มากขึ้น และเลือกเฉพาะแบรนด์ที่พิสูจน์ตัวเองได้จริงในทุกจุดสัมผัส”

    สูตรรอดอสังหาฯ ‘ขายความเชื่อมั่นระยะยาว’รับมือเศรษฐกิจป่วยหนัก

     ถึงเวลาธุรกิจ “Back to Basic”

    พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) มองว่า Survival Strategy ของธุรกิจอสังหาฯ วันนี้ คือการกลับไปสู่พื้นฐานสำคัญที่สุด นั่นคือ “Back to Basic” การเปิดโครงการใหม่ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่มีทำเลดีแล้วจะขายได้ แต่ต้องเป็นโครงการที่ “ดีจริง” และตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของลูกค้า 

    แม้ผู้บริโภคยังต้องการซื้อบ้านและคอนโด แต่พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น เปรียบเทียบละเอียดขึ้น เลือกเฉพาะสิ่งที่รู้สึกว่า “คุ้มค่าจริง” สะท้อนจากประสบการณ์ของบริษัทพบว่า ลูกค้าบางรายเดินเข้ามาดูโครงการถึง 6 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 2 ปี ก่อนตัดสินใจซื้อ

    นั่นทำให้ “Sales” ในวันนี้ เปลี่ยนบทบาทจากพนักงานขาย ไปเป็นที่ปรึกษาชีวิต เป็น Brand Ambassador และเป็นคนที่ต้องเข้าใจความต้องการเชิงลึกของลูกค้า 

    “ผู้บริโภคยุคใหม่แยกออกทันทีว่าอะไรคือ Marketing Script และอะไรคือคุณค่าที่เกิดขึ้นจริง พวกเขาไม่ได้ซื้อบ้านเพียงเพื่ออยู่อาศัย แต่ซื้อ ‘ตัวตน’ และ ‘คุณค่าชีวิต’ ที่แบรนด์สะท้อนออกมาตั้งแต่เรื่อง Sustainability, Well-being, Community ไปจนถึงจุดยืนของแบรนด์ต่อสังคม ล้วนกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจซื้อดังนั้น หากสินค้าไม่ดีจริง ต่อให้ทำโปรโมชั่นแรงเพียงใด ลูกค้าก็พร้อม ‘รอ’ มากกว่าจะรีบตัดสินใจ”

    Wellness Residence ไพ่ใบใหม่

    อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังชัดขึ้นท่ามกลางสังคมสูงวัย คือการเติบโตของ “Wellness Residence” หรือที่อยู่อาศัยที่ผสานบริการดูแลสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน พีระพงษ์ พีระโชติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Jin Wellbeing County มองว่า ช่วง 1-2 ปีจากนี้ ธุรกิจต้องทำ “จุดเด่น” ของตัวเองให้ชัดที่สุด เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดที่แข่งขันรุนแรง สำหรับ Jin Wellbeing County จุดขายสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ระยะยาว ทั้งด้านสุขภาพ การใช้ชีวิต และคุณภาพชุมชน

      “แนวคิดหลักคือการทำให้ Wellness Residence ไม่ใช่เพียงโครงการที่พักอาศัย แต่เป็น Destination ที่ผู้คนอยากใช้ชีวิตอยู่จริงในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น โครงการจึงพัฒนาองค์ประกอบหลักทั้ง Wellnet Residence, Healthcare Center และ Wellnet Center เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของลูกบ้านแบบครบวงจร”

    เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่บ้านที่หรูที่สุด แต่คือสถานที่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “ฝากชีวิตไว้ได้” ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

     จาก “เร่งขาย” สู่ “สร้างคุณค่า”

    วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจอสังหาฯ ไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากยุคที่แข่งขันกันเปิดโครงการจำนวนมาก มาสู่ยุคที่ผู้ประกอบการต้องคิดลึกกว่าเดิม แบรนด์ที่อยู่รอด อาจไม่ใช่บริษัทที่ขยายเร็วที่สุด แต่คือบริษัทที่เข้าใจผู้บริโภคมากที่สุด เมื่อกำลังซื้อหดตัว ลูกค้าจะยิ่งใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ทุกการตัดสินใจซื้อจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง

    ขณะที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นจากจำนวนซัพพลายสะสมในตลาด สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำ คือสร้าง “เหตุผล” ให้ลูกค้าเชื่อว่า บ้านหลังนั้นคุ้มค่าพอสำหรับชีวิตในระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยคลื่นลมแห่งความไม่แน่นอน เกมอสังหาฯ ยุคใหม่อาจไม่ได้วัดกันที่ใคร “ขายได้เร็ว” แต่วัดกันที่ใครสร้าง “ความเชื่อมั่น” ได้ยาวนานที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1236879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g6sPMZmjsOWt27UDyFp50

  • บังกลาเทศเตรียมยื่นข้อตกลงเงินกู้ฉบับใหม่จาก IMF เหตุสภาพแวดล้อมเปลี่ยนทำตามข้อตกลงเดิมได้ยาก

    บังกลาเทศเตรียมยื่นข้อตกลงเงินกู้ฉบับใหม่จาก IMF เหตุสภาพแวดล้อมเปลี่ยนทำตามข้อตกลงเดิมได้ยาก

    วันนี้, 01:12น.

              เจ้าหน้าที่รัฐบาลบังกลาเทศ เปิดเผยว่า บังกลาเทศจะมีการเจรจากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ในเร็วๆ นี้เพื่อวางกรอบการทำงาน รูปแบบและเงื่อนไขข้อตกลงเงินกู้ฉบับใหม่ และถอนตัวออกจากโครงการเงินกู้ปัจจุบันมูลค่า 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก ทั้งมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แรงกดดันภายในประเทศ และความไม่แน่นอนในระดับโลก ทำให้เงื่อนไขการปฏิรูปบางประการดำเนินการได้ยากขึ้น

              นายราเชด อัล มาห์มุด ติตูมีร์ ที่ปรึกษาด้านการเงินและการวางแผนของนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า บังกลาเทศไม่ได้ถอยห่างจากการปฏิรูป แต่จะต้องมีการปฏิรูปที่สมจริง สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

              IMF ยืนยันว่ากำลังมีการหารือเกี่ยวกับทิศทางของนโยบายในวงกว้าง นายอีโว เคอร์ซนาร์ หัวหน้าคณะผู้แทน IMF กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ (3 มิ.ย.69) ว่า ทางการบังกลาเทศได้ร้องขอข้อตกลงทางการเงินฉบับใหม่ เพื่อสนับสนุนโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจ ยืนยันว่า IMF ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ความยืดหยุ่น และการเติบโตที่ครอบคลุม

              คาดว่าคณะเจ้าหน้าที่ของ IMF จะเริ่มการเจรจาอย่างละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงใหม่ที่เป็นไปได้ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

    บังกลาเทศเข้าร่วมโครงการของ IMF ในปี 2566 ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเชค ฮาสินา ในช่วงวิกฤตเงินตราต่างประเทศ ต่อมามีการขยายวงเงินเป็น 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรวมถึงการปฏิรูปด้านการระดมรายได้ การปรับปรุงการอุดหนุนด้านพลังงาน และความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน

    #บังกลาเทศ

    #เศรษฐกิจ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1icoMc2iM08n2SjXnWhyuc