Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • 37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน บาดแผลและบทเรียนสำคัญ เปลี่ยน ‘จีน’ ให้เป็น ‘จีน’ ในวันนี้

    37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน บาดแผลและบทเรียนสำคัญ เปลี่ยน ‘จีน’ ให้เป็น ‘จีน’ ในวันนี้

    ภาพการชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา พร้อมป้ายประท้วงที่มีข้อความกำกับว่า ALL POWER BELONGS TO THE PEOPLE บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงประเทศจีน เมื่อปี 1989 เป็นภาพที่ยากจะเชื่อว่า ครั้งหนึ่งประชาชนจีนเคยมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเปิดเผย ภาพดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่กี่ชิ้นที่ยังค้นหาได้ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวการประท้วงต่อต้านรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เป็นอย่างดี

    วันนี้เมื่อ 37 ปีที่แล้ว จีน หนึ่งในชาติมหาอำนาจของโลกในปัจจุบัน เกิดเหตุการณ์ ‘การสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ โดยรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมและปราบปรามนิสิตนักศึกษา รวมถึงประชาชนที่ออกมารวมตัวกันเรียกร้อง ‘ประชาธิปไตย’ ให้กับประเทศ ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก

    เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัย ที่ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดมาได้เกือบ 4 ทศวรรษ

    The Momentum ชวนผู้อ่านไล่เรียงลำดับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าว พร้อมสำรวจการปรับตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตลอดจนทำความเข้าใจว่า บาดแผลจากเหตุการณ์เทียนอันเหมินหล่อหลอมเศรษฐกิจและการเมืองจีนมาจนถึงปัจจุบันอย่างไร

    กาลครั้งหนึ่ง…ประชาธิปไตยเคย (เกือบ) เบ่งบาน

    ภายหลังการอสัญกรรมของ เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ พร้อมกับการสิ้นสุดช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในปี 1976 จีนตกอยู่ภายใต้การนำของ เติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ผู้นำคนสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประเทศผ่านการประกาศใช้ ‘นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ’ ซึ่งทำให้จีนในช่วงเวลานั้นเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    ทั้งนี้ การประกาศใช้นโยบายดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

    1.สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่ อันเกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของเหมา เจ๋อตง และช่วงเวลาดำมืดของการปฏิวัติวัฒนธรรม

    ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ผู้นำรุ่นแรกของประเทศจีนประกาศใช้ ‘นโยบายคอมมูนประชาชน’ (People’s Commune) และ ‘นโยบายก้าวกระโดดไกล’ (Great Leap Forward) โดยทั้ง 2 นโยบายมีลักษณะแบบรวมศูนย์ เพื่อต้องการกรุยทางไปสู่แนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง

    อย่างไรก็ตาม นโยบายข้างต้นกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ส่งผลให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก คุณภาพชีวิตของประชาชนย่ำแย่ จนมีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากมากกว่า 20 ล้านคน และท้ายที่สุดเกิดการแตกหักระหว่างบรรดาผู้นำภายในพรรคคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งทำให้จีนต้องตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตยยาวนานถึง 10 ปี 

     2. สำหรับสาเหตุที่ 2 คือ กระแสการเติบโตของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นการเปิดการค้าแบบเสรีและลดข้อจำกัดทางด้านการค้าและการลงทุน เช่น การลดกำแพงภาษี การลดบทบาทของรัฐและเพิ่มบทบาทเอกชน การเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตกและเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียผ่านกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรและได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ จีนจึงได้รับผลกระทบจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    จากสาเหตุข้างต้น จึงทำให้เกิดข้อสรุปจากการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 3 ของสมัชชา 11 ในช่วงปลายปี 1978 และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

    สำหรับด้านการเมือง มีการแต่งตั้งให้ จ้าว จื่อหยาง (Zhao Ziyang) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ หู เย่าปัง (Hu Yaobang) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการและประธานพรรคคอมมิวนิสต์ โดยหู เย่าปัง เป็นนักปฏิรูปสายเสรีนิยมคนสำคัญที่จะจุดประกายให้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์เทียนอันเหมินครั้งนี้ด้วย

    นอกจากนี้ ยังมีการปฏิรูปเกิดขึ้นภายในพรรคซึ่งระบุว่า ผู้นำสูงสุดจะต้องมีวาระในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วาระละ 5 ปี และต้องไม่เกิน 2 วาระ เพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวบุคคลและเพื่อสร้างเสถียรภาพในการบริหารงานราชการแผ่นดิน

    ในด้านเศรษฐกิจ เติ้ง เสี่ยวผิงเสนอให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘สี่ทันสมัย’ (Four Modernizations) ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงการเปิดรับเอาการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาปรับใช้ภายในจีน

    ผลที่ตามมาจากการใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อ นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 และมีการเข้ามาลงทุนจากชาวต่างชาติแล้ว ยังทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านการศึกษาด้วยเช่นกัน

    กล่าวคือ จีนเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาเพื่อเร่งผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น รวมถึงมีการรับเอาแนวคิดจากชาติตะวันตกเข้ามามากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนยังมีศักยภาพมากพอที่จะส่งนิสิตนักศึกษาของประเทศไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

    แม้ว่าเราจะได้เห็นแนวโน้มการเริ่มผลิบานของประชาธิปไตยจากการพัฒนาด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางด้านการเมือง จึงทำให้ประเทศยังคงเต็มไปด้วยปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน การเล่นพรรคเล่นพวก หรือแม้กระทั่งการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานบางประการของประชาชน ซึ่งแม้ว่าหู เย่าปังจะพยายามกวาดล้างปัญหาเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวอ้างที่ว่า ‘ผิดพลาดต่อการดำเนินนโยบายทางการเมือง’

    การเสียชีวิตของหู เย่าปัง ด้วยภาวะหัวใจวายในเดือนเมษายน 1989 นับเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การรวมตัวกันของกลุ่มนิสิตนักศึกษา บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อแสดงความอาลัยต่ออดีตผู้นำสายปฏิรูป แต่อีกนัยหนึ่ง การชุมนุมดังกล่าวยังถูกสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา อีกทั้งใช้เป็นพื้นที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังมากขึ้นอีกด้วย

    การชุมนุมขยายตัวอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เดือนเมษายน 1989 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาเริ่มอดอาหารประท้วงในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เพื่อกดดันให้รัฐบาลหันมารับฟังข้อเรียกร้องจากผู้ชุมนุม

    การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจากหลายภาคส่วน ทั้งจากแรงงาน ปัญญาชน และข้าราชการ ส่งผลให้การประท้วงลุกลามไปตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่า เฉพาะในกรุงปักกิ่ง มีผู้ชุมนุมออกมารวมตัวกันมากกว่า 1 ล้านคน

    กระทั่งในคืนวันที่ 3 เข้าสู่วันที่ 4 มิถุนายน 1989 ทหารจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) จำนวนหลายพันคน พร้อมด้วยอาวุธรบอย่างรถถัง รถหุ้มเกราะ รวมถึง ‘กระสุนจริง’ ได้เข้าปิดล้อมจัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนจะเปิดฉากปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

    รัฐบาลจีนอ้างว่า มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวราว 3,000 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตมีประมาณ 200 ราย อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินอาจมีมากกว่าที่รัฐบาลจีนให้ข้อมูล โดยอาจสูงถึง 1 หมื่นราย

    เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนที่รุนแรงที่สุดของประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน อีกทั้งยังถูกมองว่าเป็นการปิดฉากความหวังในการเปิดกว้างทางการเมืองที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาตลอดช่วงทศวรรษ 1980 

    กลบบาดแผลใหญ่ ด้วยการผลักดันประเทศก้าวสู่ WTO

    ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน จีนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush) รวมไปถึงชาติพันธมิตรอื่นๆ อย่างกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นประกาศคว่ำบาตรและจำกัดการร่วมมือกับจีน แม้ว่าจีนจะเพิ่งเปิดประเทศและมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศได้เพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น

    ในอีกด้านหนึ่ง พรรคคอมมิวนิสต์ก็เริ่มมีการ ‘ถอดบทเรียน’ เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุการเรียกร้องของประชาชน และเพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก

    ทั้งนี้ เหล่าผู้นำภายในพรรคกลับมีมุมมองต่อสาเหตุของเหตุการณ์แตกต่างกันออกเป็น 2 กระแส โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า การปฏิรูปประเทศเกิดขึ้น ‘เร็ว’ เกินไป จนทำให้แนวคิดและค่านิยมจากตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่สังคมจีนและกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ปัญหาเกิดจากการปฏิรูปที่ ‘ล่าช้า’ เกินไป โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ คอร์รัปชัน จนกระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน

    อย่างไรก็ดี เติ้ง เสี่ยวผิงซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนในขณะนั้นเห็นว่า จีนควรเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจให้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ภายใต้หลักการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาด ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์

    ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศขนานใหญ่อีกครั้งในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผ่านการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ระบบสวัสดิการ รวมถึงการปฏิรูปหน่วยงานรัฐ

    จีนพัฒนาระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติอีกครั้ง และสามารถนำพาประเทศเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ได้สำเร็จในปี 2001 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศยิ่งเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก

    ความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการนิยามว่าเป็น ‘ความสำเร็จ’ ที่ทำให้องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งยังต้องนำพลวัตดังกล่าวของจีนมาใช้เป็นกรณีศึกษา ไม่เพียงแค่นั้น จีนยังสามารถก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจวบจนถึงปัจจุบัน

    พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ถอดบทเรียน เพื่อความอยู่รอด

    เหตุการณ์เทียนอันเหมินไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความเข้มแข็งและระมัดระวังต่อภัยคุกคามที่อาจจะสร้างความสั่นคลอนให้กับอำนาจของตนมากขึ้น ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภายหลังเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว พรรคยุติความพยายามในการเปิดกว้างทางการเมือง และดำเนินมาตรการควบคุมทางการเมืองอย่างเข้มงวดมากขึ้น 

    ในช่วงแรก ผู้นำสายปฏิรูปหลายคนสูญเสียอิทธิพลทางการเมือง ขณะที่กลุ่มผู้นำสายอนุรักษนิยมได้รับบทบาทในการกำหนดทิศทางประเทศมากขึ้น จนกระทั่งในยุคผู้นำรุ่นที่ 5 อย่าง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจและการบริหารแบบบน-ล่าง (Top-Down) ก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

    ไม่เพียงแค่นั้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังเพิ่มมาตรการการกำกับดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้สอดส่องประชาชนภายในประเทศ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการชุมนุมประท้วงที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรค

    และอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ ตลอด 37 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนไม่เคยดำเนินการสอบสวนหรือเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตและรายละเอียดของเหตุการณ์นี้ต่อสาธารณชนอย่างจริงจัง

    ขณะเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องต้องห้ามภายในประเทศจีนที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้ การกล่าวถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินผ่านสื่อ ตำราเรียน หรือบนโลกออนไลน์ภายในจีน ถูกควบคุมและเซนเซอร์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ‘เหตุการณ์ 4 มิถุนายน’ ‘การปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ หรือแม้แต่ภาพและเรื่องราวของ ‘ชายผู้ยืนขวางรถถัง’ (Tank Man) ก็ตาม

    นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังจำกัดการจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือแม้กระทั่งในพื้นที่เขตปกครองตนเองพิเศษอย่างฮ่องกง จนอาจทำให้เหตุการณ์นี้ค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ของชาวจีนรุ่นใหม่

    ทั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจสามารถปฏิเสธได้ว่า หยดเลือดของนักศึกษาและประชาชนในวันนั้น ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ ‘จีน’ กลายเป็น ‘จีน’ อย่างในทุกวันนี้

    อ้างอิง:

    – วรศักดิ์ มหัทธโนบล. (2557). เศรษฐกิจการเมืองจีน. กรุงเทพมหานคร: openbooks

    https://history.state.gov/milestones/1989-1992/tiananmen-square

    https://www.britannica.com/biography/Hu-Yaobang 

    https://www.bbc.com/news/world-asia-china-27404764

    https://www.amnesty.org/en/latest/campaigns/2025/05/what-is-the-tiananmen-crackdown/ 

    https://yuhuawang.scholars.harvard.edu/sites/g/files/omnuum8221/files/yuhuawang/files/how_has_tiananmen_changed_china_the_washington_post.pdf

    https://www.pbs.org/wgbh/frontline/article/tiananmen-square-tank-man-china/

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-37-years-of-tiaanmen-crackdown/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BrZaHbmD4UYtBrUF2u_pH

  • EEC ปักหมุด

    EEC ปักหมุด

    EEC ปักหมุด ‘กรีนอุตสาหกรรม’ ดึงทุนนอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังงานสะอาด


    4/06/2569 | 63 |

    ในยุคที่ระเบียบเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความยั่งยืน “พลังงานสะอาด” (Clean Energy) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากแต่กลายมาเป็น “เงื่อนไขใหม่” และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่ขับเคลื่อนทิศทางการค้า การลงทุน และการจ้างงานทั่วโลก สำหรับประเทศไทย พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กำลังทำหน้าที่เป็นหัวหอกสำคัญในการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ โดยปักหมุดสู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry Hub) ของภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนคุณภาพจากต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

    พลังงานสีเขียว: ปัจจัยขั้นหนึ่งในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนข้ามชาติ

    ปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากภูมิภาคยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออก ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ต้นทุนการผลิต ค่าจ้างแรงงาน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ปัจจัยสำคัญสูงสุดในการตัดสินใจเลือกตั้งฐานการผลิตในนาทีนี้ คือ “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน” (Renewable Energy) ที่ได้มาตรฐานสากล

    กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (New S-Curve) อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง, อุตสาหกรรมดิจิทัลขั้นสูง เช่น Data Center รวมถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล้วนมีข้อผูกพันภายใต้ปฏิญญาความยั่งยืนระดับสากล เช่น RE100 (การใช้พลังงานหมุนเวียน 100%) สอดคล้องกับสัญญาณบวกล่าสุดจากการที่ผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทยเดินทางเยือนประเทศฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งกลุ่มทุนข้ามชาติต่างแสดงความสนใจอย่างเด่นชัดในการเข้ามาขยายการลงทุนในไทย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือภาครัฐต้องสามารถจัดหาและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดได้อย่างเสถียรและเพียงพอ

    โครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ในพื้นที่ EEC

    เพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ (Demand) พลังงานสีเขียวที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งผลักดันแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการสำคัญต่างๆ ดังนี้:

    1. การปลดล็อกข้อจำกัดระบบสายส่ง (Third-Party Access: TPA): สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ไฟฟ้าสะอาดเป็นหัวใจสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคปัจจุบัน ภาครัฐจึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการเปิดให้เอกชนสามารถใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (TPA) พลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของนิคมอุตสาหกรรมและกลุ่ม Data Center ที่คาดว่าจะมีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

    2. การอนุมัติโครงการผลิตไฟฟ้าไฮบริดและระบบพลังงานหมุนเวียน: คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการประกอบกิจการพลังงานเพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดในพื้นที่ EEC (อาทิ โครงการผลิตไฟฟ้าของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)) ซึ่งเป็นรูปแบบโรงไฟฟ้าเพื่ออุตสาหกรรมหมุนเวียน เสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้า ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และยกระดับมาตรฐานการจัดการพลังงานสู่สากล

    3. นโยบายเมืองคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon City) ของ กนอ.: การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ประกาศแนวทางยกระดับนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ให้มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งช่วยสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่อุปทาน

    มาตรการเชิงรุกและการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน

    นอกเหนือจากการเตรียมพร้อมทางกายภาพด้านสายส่งและโรงไฟฟ้าหมุนเวียนแล้ว รัฐบาลยังได้กำหนดเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการลงทุน (Ease of Doing Business) ประกอบด้วย:

    • มาตรการ Thailand FastPass: การเร่งรัดและช่องทางพิเศษในการอนุมัติ อนุญาต สำหรับโครงการลงทุนที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนและการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

    • มาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดทำมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ “Smart and Sustainable Industry” ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโดยหันมาใช้พลังงานทดแทน เช่น ระบบ Solar Rooftop หรือโซลาร์ลอยน้ำ

    • การปรับปรุงกฎระเบียบ: การเร่งแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Green Tariff) เพื่อตอบสนองสัญญาระดับสากลของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก

    บทสรุป

    การผลักดันพื้นที่ EEC สู่การเป็นฐานการลงทุน “กรีนอุตสาหกรรม” ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย พลังงานสะอาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่มิติการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์และเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาทเข้าสู่ประเทศ ความพร้อมด้านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน, ระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid), และนโยบายสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจน จะช่วยค้ำจุนให้ประเทศไทยคงความขัดเจนในห่วงโซ่อุปทานโลก รักษามูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างงานที่มีทักษะสูงให้แก่แรงงานไทยได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    แหล่งข้อมูลอ้างอิงและตรวจสอบความถูกต้องเชิงสถิติ:

    1. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ข้อมูลความคืบหน้าการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายสีเขียวปี 2568-2569

    2. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม. มติเห็นชอบโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดในเขต EEC (สิงหาคม 2568)

    3. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รายงานการศึกษา “ระบบโครงข่ายและสายส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดในพื้นที่ EEC” (2568)

    4. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานสถิติการส่งเสริมการลงทุนหมวดพลังงานหมุนเวียนและการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน

    5. กระทรวงพลังงาน ข้อมูลทิศทางพลังงานหมุนเวียนภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP ฉบับล่าสุด)

    ความพยายามร่วมมือกันระหว่าง สกพอ. กระทรวงพลังงาน และภาคเอกชน นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบของนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาค


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/508641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YilE1YxKaff5Jxn15ivLZ

  • คาดเศรษฐกิจโลกเติบโตชะลอตัวเหลือ 2.8% ในปี 2026 เซ่นพิษวิกฤตตะวันออกกลาง

    คาดเศรษฐกิจโลกเติบโตชะลอตัวเหลือ 2.8% ในปี 2026 เซ่นพิษวิกฤตตะวันออกกลาง

    ปารีส, 3 มิ.ย. (ซินหัว) — วันพุธ (3 มิ.ย.) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัวลงจากร้อยละ 3.4 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 2.8 ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2027

    รายงานระบุว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มต้นปี 2026 ได้แข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่กำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยแนวโน้มของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจยังคงส่งผลต่อไปอีกระยะ แม้หลังความขัดแย้งยุติลง

    องค์การฯ ตระหนักถึงความไม่แน่นอนนี้ และได้วิเคราะห์โดยพิจารณาจาก 2 แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่ สถานการณ์หยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด ซึ่งผลกระทบต่างๆ จะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ และสามารถคลี่คลายได้ค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนอีกแนวทางคือสถานการณ์หยุดชะงักที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบในวงกว้างและมีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า

    ทั้งนี้ องค์การฯ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกข้างต้น ภายใต้สถานการณ์พื้นฐานที่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มคืบหน้ามากขึ้น และราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jlhj3Onqs4p0QXy6QrZ58

  • พชรเตือน GDP โตสวนทาง MPI ไทยเสี่ยงสูญเสียเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    พชรเตือน GDP โตสวนทาง MPI ไทยเสี่ยงสูญเสียเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. กล่าวถึงสัญญาณเศรษฐกิจไทยและปัญหาเชิงโครงสร้างในขณะนี้ว่า แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP จะออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด โดยขยายตัว 2.8% และมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกที่ขยายตัวสูงถึง 15.5% เกือบสองเท่าของไตรมาสก่อนหน้า แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนการเติบโตที่แข็งแรงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    “ฟังดูเหมือนเป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องพูดตรง ๆ ว่า การมองตัวเลขเพียงผิวเผินอาจทำให้เราชะล่าใจ และละเลยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมอยู่ภายในประเทศ

    นายพชรกล่าวว่า การส่งออกที่เติบโตอย่างมากส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า หรือ Front Loading ก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ จึงเปรียบเสมือนการดึงอุปสงค์ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน และเมื่อผลของการเร่งส่งออกหมดลง ตัวเลขเศรษฐกิจอาจสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น

    สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลข GDP คือความผิดปกติระหว่างการส่งออกกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณการผลิตจริงของโรงงานภายในประเทศ

    ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระบุว่า MPI ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 0.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 61.26% และเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 57–61% ติดต่อกันมาหลายไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2567 โดยยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

    ในช่วงเวลาเดียวกัน การส่งออกกลับขยายตัวถึง 15.5% ทำให้ช่องว่างระหว่างตัวเลขการส่งออกกับการผลิตภายในประเทศอยู่ในระดับกว้างอย่างผิดปกติ ขณะที่อุตสาหกรรมซึ่งช่วยดึง MPI ให้เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง

    นายพชรกล่าวว่า แม้แต่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังเคยระบุว่า แม้การส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ MPI และอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นตามที่ควรจะเป็น

    ในภาวะปกติ หากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิต ดัชนี MPI ควรขยายตัวอย่างน้อย 3–5% แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น จึงสะท้อนว่าการส่งออกบางส่วนอาจเป็นเพียงการส่งผ่านสินค้า หรือ Pass-through โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไทย 

    พชรเตือน GDP โตสวนทาง MPI ไทยเสี่ยงสูญเสียเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    ภาคบริการมูลค่าต่ำ ไม่อาจทดแทนภาคอุตสาหกรรม

    นายพชรกล่าวต่อว่า หลายฝ่ายอาจมองว่าหากภาคการผลิตอ่อนแอลง ภาคการท่องเที่ยวและบริการจะสามารถเข้ามาชดเชยได้ แต่ความเชื่อนี้กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าอาจไม่เป็นจริงอีกต่อไป

    แม้ที่ผ่านมา ภาคบริการดูเหมือนจะสามารถทดแทนภาคอุตสาหกรรมได้ในบางช่วง แต่ภาคบริการของไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการท่องเที่ยว ซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญที่แตกต่างจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งการไม่สามารถส่งออกได้ในลักษณะเดียวกับสินค้า การขาดแรงกดดันจากการแข่งขันต่างประเทศให้เร่งพัฒนาผลิตภาพ และการขยายตัวที่มีขอบเขตจำกัด

    ปัจจุบัน ภาคบริการคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 62% ของ GDP ไทย แต่บริการส่วนใหญ่ยังเป็นบริการมูลค่าต่ำ แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาคบริการมูลค่าสูงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป และกำลังเผชิญภาวะขาดดุลดิจิทัล หรือ Digital Deficit จากค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่คนไทยต้องจ่ายออกไปทุกเดือน ซึ่งเป็นภาระถาวรที่สะสมเพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในแต่ละปี 

    จับตาดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกติดลบ

    นายพชรกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้อาจไม่ใช่ GDP แต่คือดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ

    ตลอดทั้งปี 2568 ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ 15.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในเดือนเมษายน 2569 เพียงเดือนเดียว ไทยกลับขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนเมษายน 2569 ติดลบแล้วประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์ โดยมีสาเหตุสำคัญจากการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะที่เรียกว่า Premature Deindustrialization หรือการลดบทบาทของภาคอุตสาหกรรมก่อนที่ประเทศจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    “โครงสร้างในขณะนี้คือ เรายังไม่ทันจะรวยกับเขา แต่กลับสูญเสียเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไปหลายอย่างแล้ว”

    นายพชรระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยอาจเรียกได้ว่าเป็น Negative Deindustrialization เพราะภาคอุตสาหกรรมไม่ได้หดตัวจากการมีผลิตภาพสูงขึ้นจนใช้แรงงานน้อยลง แต่หดตัวจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่ค้าสำคัญ

    ขณะเดียวกัน ภาคบริการที่เข้ามาทดแทนกลับเป็นบริการมูลค่าต่ำ ไม่สามารถสร้างวงจรการเติบโตที่พึ่งพาตนเองได้ และยังเป็นโครงสร้างที่ฟื้นตัวได้ยากเมื่อเทียบกับการลดบทบาทภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบอื่น  

    เตือนเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันสามด้าน

    จากข้อมูลภาคการผลิตและภาคบริการที่อ่อนแอลง นายพชรประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดันสำคัญพร้อมกันอย่างน้อยสามด้าน

    ด้านแรก คือ การส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังผลของการเร่งส่งออกล่วงหน้าหมดไป ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากจีน ซึ่งปัจจุบันผลิตสินค้ามากกว่า 30% ของโลก และกำลังส่งออกสินค้าราคาถูกเข้าสู่ตลาดที่ไทยเคยครองส่วนแบ่ง รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้อำนาจมาตรา 301

    ด้านที่สอง คือ ความผันผวนของราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยสภาพัฒน์ประเมินว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อเป็นเวลา 6–9 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 135–145 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP ไทยอาจขยายตัวเหลือเพียง 0.2% และอัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นถึง 5.8%

    ด้านที่สาม คือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่มองไปข้างหน้า แม้ PMI ภาคการผลิตเดือนมีนาคม 2569 จะอยู่ที่ระดับ 54.1 สูงสุดในรอบสามเดือน แต่ความเชื่อมั่นต่อผลผลิตในอนาคตกลับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสี่ปีครึ่ง จากความกังวลเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลาง  

    จี้เร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ก่อนสายเกินไป

    นายพชรกล่าวว่า รัฐบาลกำลังพยายามปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องประกอบด้วยอุปสงค์ โครงสร้างพื้นฐาน นักลงทุน และทรัพยากรมนุษย์ แต่การดำเนินงานในหลายด้านอาจยังขาดความสมดุล เนื่องจากระบบราชการไม่ได้ถูกออกแบบให้เอื้อต่อการบริหารจัดการที่ง่าย รวดเร็ว และคล่องตัว

    แม้ตัวเลข GDP และการส่งออกจะเติบโต แต่ MPI และอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับไม่เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่ภาคบริการยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เพียงพอ ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกจากบวกเป็นลบอย่างรวดเร็ว และอุตสาหกรรมที่ช่วยพยุง MPI ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น ไม่ใช่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

    ตัวเลขที่ดูดีเหล่านี้จึงอาจกำลังซ่อนสัญญาณเตือนที่สำคัญกว่าเอาไว้

    “คำถามของไตรมาส 2 จึงไม่ใช่เพียงว่า GDP จะอยู่ที่เท่าไร แต่คือประเทศไทยกำลังสูญเสียเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีสิ่งใดเข้ามาทดแทนได้จริงหรือไม่ และนี่อาจไม่ใช่วิกฤตชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการคำตอบเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน”

    นายพชรกล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับปรุงโครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน แม้จะมีการพูดถึงความซับซ้อนและความท้าทายกันอย่างมาก แต่ยังมีการพูดถึงทางออกอย่างเป็นรูปธรรมน้อยเกินไป

    “การสร้างทางออกต้องประกอบด้วยการแก้ไขอุปสรรคของนักลงทุน การปรับภูมิทัศน์ของภาคอุตสาหกรรม และการสร้างบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเราไม่ได้เห็นการแก้ปัญหาในลักษณะนี้มาเป็นเวลานานแล้ว” นายพชรกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863673&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d6xQnwIJWXieO7PiNQlcO

  • โบรกขยับเป้า ‘หุ้นไทย’ ปี 69 สู่ 1,680 จุด รับแรงหนุน 4 ด้าน ผลักดันเศรษฐกิจ-ตลาดทุน

    โบรกขยับเป้า ‘หุ้นไทย’ ปี 69 สู่ 1,680 จุด รับแรงหนุน 4 ด้าน ผลักดันเศรษฐกิจ-ตลาดทุน

    ‘นักวิเคราะห์’ บล. กรุงศรี ปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2569 เป็น 1,680 จุด จากเดิม 1,600 จุด มองไทยกำลังเข้าสู่ ‘การลงทุนรอบใหม่’ มีปัจจัยหนุน 4 ด้าน จากกระแสการลงทุนโลก, ความพร้อมของไทยในการดึงดูดเอฟดีไอ, นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และสถิติตลาดทุนไทยในอดีตเอื้อ

    ทีมนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า มีการปรับเพิ่มเป้าหมายตลาดหุ้นไทยปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 1,680 จุด จากเป้าหมายเดิมที่ 1,600 จุด โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น หรือ PER ที่ 17.5 เท่า หลังได้แรงขับเคลื่อนสำคัญจากการที่ไทยกำลังพัฒนาเข้าสู่ทิศทาง “การลงทุนรอบใหม่” ผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ซึ่งจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย

    ปัจจัยแรกคือ เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่กระแสการลงทุนรอบใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยมีแรงหนุนจาก 3 ด้านคือ สงครามการค้าและ “การย้ายฐานการผลิต” กลับประเทศหรือไปยัง “ประเทศพันธมิตร” รวมถึงกระแสการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ “เอไอ” และ “ความมั่นคงทางพลังงาน”

    สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เอเชียก้าวเข้าสู่ “วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของประเทศจีนในช่วงปี 2546-2550 โดยคาดว่าการลงทุนรวมของเอเชียในช่วงปี 2569-2573 จะมีอัตราการเติบโตเร่งตัวขึ้นราว 3 ถึง 4 เท่า ส่งผลให้มูลค่าเม็ดเงินลงทุนสะสมเพิ่มขึ้นจาก 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 สู่ระดับกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

    ปัจจัยต่อมา ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มีความพร้อมสูงในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เนื่องจากมี “ระบบไฟฟ้า” และ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ที่มั่นคง มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ รวมถึงมีเม็ดเงินลงทุนที่รอการจัดสรรอีกเป็นจำนวนมาก

    ปัจจัยที่สาม นโยบายทางการเงินยังมีส่วนช่วยเกื้อหนุน โดยคาดการณ์ว่า “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ของไทยจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ราว 1.0% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 หรืออาจยาวนานกว่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน

    ท้ายที่สุด จากการศึกษาข้อมูลในอดีตพบว่า ทุกครั้งที่ประเทศไทยเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหญ่ ตลาดหุ้นไทยมักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 82% พร้อมกับการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นขึ้น โดยมี PER Re-rating เฉลี่ยสูงขึ้น 5.3 เท่า

    สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน ในปัจจุบันแนะนำเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ในระยะแรก ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มต้นน้ำและกลางน้ำ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงาน กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ต้องเร่งการลงทุนเพิ่ม เช่น ไฟฟ้า น้ำ และระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม

    ทั้งนี้ ได้เลือกหุ้นเด่น ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มดังกล่าว ประกอบด้วย GULF, GPSC, AMATA, KBANK, BBL, PTT และ ADVANC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1236952&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1agnaJk919oPWZibal_QV7

  • “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    ในห้วงการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) หรือการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระดับรัฐมนตรีวันแรก ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ OECD นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม พร้อมด้วยนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ซึ่งมีนางสาวฟาบริตเซีย ลาเปโคเรลลา รองเลขาธิการ OECD ให้การต้อนรับ

    ผู้สื่อข่าว/Pool
    “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    ก่อนที่จะร่วมกล่าวใน Plenary Session หัวข้อ “Balancing the Goals and Impacts of Industrial Policy” การกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงทั้งเป้าหมายการพัฒนา และผลกระทบที่ตามมาว่า สำหรับประเทศไทย นโยบายอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด

    นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ดำเนินยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการทดแทนการนำเข้าไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งออกผ่านมาตรการต่าง ๆ

    อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ และแรงจูงใจด้านการลงทุนที่มุ่งเป้าหมาย การดำเนินยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างเข้มแข็ง และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    โดยนโยบายเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนประเทศไทยจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักไป สู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี

    แต่บริบทที่เคยเอื้อต่อความสำเร็จดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์ หรือแรงจูงใจทางภาษีเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับทักษะแรงงาน นวัตกรรม คุณภาพของกฎระเบียบ ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และความมีเสถียรภาพของนโยบายภาครัฐ

    ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ยังต้องสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าว/Pool
    “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ นโยบายอุตสาหกรรมจึงยังคงมีความสำคัญ แต่ต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะภาคส่วน ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจโดยรวมนั่นหมายถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการพัฒนาทักษะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเพิ่มการลงทุนในระบบนิเวศนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว

    และยังหมายถึงการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนในปัจจุบันต่างเชื่อมโยงและเป็นดำเนินการข้ามพรมแดนมากขึ้น

    สิ่งเหล่านี้ยังเป็นแนวทางสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยในปัจจุบัน ขณะที่เร่งเดินหน้าการปฏิรูป เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับอนาคต ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การ OECD จึงมีความสำคัญต่อประเทศไทย

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า “เรามองว่า การเข้าเป็นสมาชิกมิใช่เป้าหมายปลายทาง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในภาพรวม และการเข้าเป็นสมาชิกช่วยให้ประเทศไทยสามารถ นำแนวคิด และนโยบายของตนกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพิ่มความสอดคล้องเชิงนโยบาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่าง ๆ เพื่อรองรับอนาคต”

    ซึ่งในความเป็นจริง ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ OECD มิได้เริ่มต้นจากกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ คณะกรรมการ ตลอดจนตราสารต่าง ๆ ของ OECD อย่างต่อเนื่อง เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของ OECD และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

    เราเชื่อว่า OECD เองก็สามารถได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของประเทศไทยเช่นกัน ในฐานะประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ประเทศไทยมีประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่สามารถช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายใน OECD และสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

    ผู้สื่อข่าว/Pool
    “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    โดยในแง่นี้ การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้จาก OECD เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างบทบาท และความสำคัญของ OECD ในเวทีโลกที่กำลังขยายตัวมากขึ้นด้วย

    ทั้งนี้ เชื่อว่าคำถามสำคัญที่สุดที่เราควรร่วมกันพิจารณาคือ นโยบายอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยให้สังคมต่าง ๆ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญได้อย่างไร พร้อมทั้งต้องทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาพร้อมกับการมีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่น และมีความยั่งยืน

    นี่คือความท้าทายที่ตนเชื่อว่า หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน และนั่นคือเหตุผลที่เวทีความร่วมมืออย่าง OECD จึงยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้แน่ใจว่า นโยบายของเราจะมีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้น

    จากนั้นนายสีหศักดิ์ ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับหลายประเทศ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงการหารือกับนายมาทีอัส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276890&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u93ZR8s-33yg85PwROiJl

  • ไทยช่วยไทย พลัส ควรเรียนรู้อะไรจาก คนละครึ่ง

    ไทยช่วยไทย พลัส ควรเรียนรู้อะไรจาก คนละครึ่ง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06nUtFtz4ZIAWzYTEIaxkI

  • สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

    สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

    สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

    สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

    หนึ่งในคำถามที่นักลงทุนและนักธุรกิจถามกันมากที่สุดในช่วงนี้ นั่นคือ “ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?” ท่ามกลางปัจจัยบวกและลบที่รายล้อม

    คำตอบที่ตรงที่สุดคือ – ขึ้นอยู่กับสามตัวแปรที่ยังไม่มีใครรู้คำตอบ แต่ก่อนจะไปถึงสามด่านนั้น ต้องเข้าใจความจริงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันก่อน

    ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของเศรษฐกิจหลักทั่วโลกออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล จีนโต 5.0% สหรัฐฯ 2.7% ยูโรโซน 0.8% และไทยเองก็โต 2.8% แต่นั่นเป็นเพราะ สงครามตะวันออกกลางเพิ่งระเบิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส ผลกระทบที่แท้จริงจึงยังไม่ทันสะท้อนเต็มที่ 

    ผู้เขียนประเมินว่าไตรมาส 2-3 จะเป็นช่วงที่ยากที่สุด จากสามแรงกดดันที่รุมพร้อมกัน ได้แก่ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลกลุ่ม G7 ที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ก่อนที่ทั้งหมดจะค่อยฟื้นตัวในไตรมาส 4 ตามรูปแบบ U-shape หากราคาน้ำมันปรับลดลงตามคาด

    ด้านภาพเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายนสะท้อนความขัดแย้งที่น่าสนใจ ตัวเลขเทียบปีต่อปีดูดี มูลค่าส่งออกขยายตัวถึง 23.3% นำเข้าพุ่ง 43.9% แต่เมื่อดูในเชิงเดือนต่อเดือน ภาพกลับตรงกันข้าม การบริโภคภาคเอกชนหดตัว -2.1% การลงทุนภาคเอกชนดิ่งลง -5.0% นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -3.9% 

    ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปพุ่งขึ้นแรงสู่ 2.9% ต่อปี และมีแนวโน้มพุ่งสูงระดับ 4-5% ใน 2-3 เดือนข้างหน้า ส่วนตัวเลขส่งออกและนำเข้าที่พุ่งสูงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากฐานต่ำในปีก่อนและราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากสงคราม แต่อีกส่วนก็สะท้อนความต้องการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และ AI

    แต่ถ้ามองลึกลงไปกว่าตัวเลขรายเดือน จะเห็นภาพที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นมาก โดยก่อนที่สงครามตะวันออกกลางจะจุดชนวนความไม่แน่นอนในปีนี้ ภาคเศรษฐกิจจริงของไทยกำลังถูก “ไฟเผาช้า” (Slow Burn) มาต่อเนื่องหลายปี

    ภาคอสังหาริมทรัพย์คือ ตัวอย่างที่ชัดที่สุด ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จในกรุงเทพและปริมณฑลหดจากกว่า 130,000 หน่วยในช่วงปี 2013 – 2015 เหลือเพียง 72,700 หน่วยในปี 2025 

    ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการดิ่งจากจุดสูงสุด 35,727 ล้านบาทในปี 2019 เหลือเพียง 4,330 ล้านบาท และมีทรัพย์รอการขาย (NPA) ในตลาดสูงถึงราว 700,000 ยูนิต โดยกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทมีมากที่สุด ท่ามกลางยอดปฏิเสธสินเชื่อที่สูงถึง 70%

    ในภาคครัวเรือน การบริโภคกำลังเข้าสู่ K-shape อย่างชัดเจน หมวดบริการยังโตได้ดี ขณะที่สินค้ากึ่งคงทนอย่างเสื้อผ้าแทบไม่เติบโต สะท้อนว่าครัวเรือนเริ่มตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก ส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงถึง 86.7% พร้อมกับโรงงานที่ปิดตัวสะสม 163 แห่งในไตรมาสแรกปีนี้เพียงไตรมาสเดียว กระทบแรงงานกว่า 6 พันคน

    ตัวเลขภาคธนาคารอาจดูนิ่งและมั่นคงในภาพใหญ่ โดยสินเชื่อรวมเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากหดตัวติดต่อกัน 7 ไตรมาส ขณะที่ NPL ภาพใหญ่ทรงตัวที่ 2.85% แต่ NPL ของธุรกิจ SMEs ในระบบธนาคารขยับขึ้นแตะ 9.16% แล้ว

    ความน่ากังวลที่สุดในครึ่งปีหลังคือ ไฟที่เคยลุกเบาๆ มาหลายปี กำลังได้รับ “เชื้อเพลิงใหม่” จากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งสู่ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนพฤษภาคมไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมันที่ปั๊ม แต่กำลังส่งผ่านไปยังต้นทุนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ภาคปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้างซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกำลังเผชิญต้นทุนที่พุ่งขึ้นพร้อมกัน 

    ผู้ประกอบการโรงงานที่เคยแบกต้นทุนไว้ได้ด้วยส่วนต่างกำไรที่บางอยู่แล้ว บางส่วนเริ่มไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด เพราะกำลังซื้อที่แผ่วลงรับภาระเพิ่มไม่ไหว ในขณะเดียวกัน สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังขยายตัวได้ในไตรมาสแรกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการกู้เพื่อรองรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่พุ่งขึ้น ไม่ใช่การกู้เพื่อขยายการลงทุน

    ภาพที่เกิดขึ้นคือ จากเดิมที่เศรษฐกิจจริงถูกกัดกร่อนช้าๆ เหมือนไฟเผาช้า (slow burn) บัดนี้กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนลูกใหม่จากต้นทุนพลังงาน ที่อาจเร่งให้กระบวนการส่งผ่านจากภาคเศรษฐกิจจริงไปสู่ภาคการเงินเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด

    อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนปรับประมาณการกรณีฐานปี 2026 ขึ้นจาก 1.4% เป็น 1.6% หลังประเมินแรงหนุนจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท จากกรอบเงินกู้ฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาทที่ ครม. อนุมัติก้อนแรก 1.7 แสนล้านบาทไปแล้ว คาดว่าจะช่วยพยุงการบริโภคในช่วงไตรมาส 2-3 ได้บ้าง

    กระนั้นก็ตาม ทิศทางที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังถูกกำหนดโดยสามตัวแปรชี้ขาดที่ยังรอคำตอบ

    ด่านที่หนึ่ง ราคาน้ำมันและทิศทางสงคราม ในกรณีฐาน สัญญาณล่าสุดจากทั้งประธานาธิบดี Trump และอิหร่านที่ยืนยันการเจรจาคืบหน้า เพิ่มความน่าจะเป็นที่ราคา Brent จะค่อยๆ ปรับลดลงจาก 104 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม สู่เฉลี่ย 85 ดอลลาร์ตลอดปี

    หากเป็นเช่นนั้น ต้นทุนพลังงานและปิโตรเคมีจะผ่อนคลาย กำลังซื้อของครัวเรือนไทยจะฟื้น และวัฏจักร “ไฟร้อนแรง” จะถูกตัดทิ้งก่อนลุกลามเต็มที่

    แต่หากสงครามยืดเยื้อและน้ำมันทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้ออาจพุ่งถึง 4.4% ต้นทุนการผลิตจะกัดกร่อนผู้ประกอบการอีกระลอก การบริโภคจะหดเหลือเพียง 1.0% และ GDP อาจหล่นสู่กรณีเลวร้ายที่ 1.2%

    ด่านที่สอง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท หากชอบด้วยกฎหมายและเบิกจ่ายได้เต็มที่ จะดันการลงทุนภาครัฐสู่ 6.0% และการลงทุนเอกชนสู่ 5.5% และอาจทำให้ GDP ขยายตัวได้ 2.0% แต่หากศาลตีตกมาตรการ การลงทุนจะชะงัก

    ด่านที่สาม ความเข้มงวดของมาตรการการค้าจากสหรัฐฯ หากมาตรา 301 ถูกบังคับใช้อย่างเต็มที่ ประกอบกับหากกระแสการลงทุนในวัฏจักร AI ลดลงเร็วเกินคาด การส่งออกไทยจากที่คาดว่าจะโต 5.6% อาจกลับมาหดตัว -2.0%

    ครึ่งปีหลังของไทยจึงไม่ใช่แค่คำถามว่าเศรษฐกิจจะโตเท่าไหร่ แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าไฟที่คุกรุ่นในภาคเศรษฐกิจจริงมาหลายปีจะได้รับการดับก่อน หรือจะได้รับเชื้อเพลิงใหม่จากสงครามและต้นทุนพลังงานจนลุกลาม

    สัญญาณที่ต้องจับตาในไม่กี่เดือนข้างหน้ามีชัดเจน ทิศทางการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการค้ากับไทย สามสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะจบลงที่ไหน ระหว่าง U-shape ที่ค่อยๆ ฟื้น กับสถานการณ์เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำหรือ Stagflation

    ฟ้าเท่านั้นที่รู้

    บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1236659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mJ_Iadje7viLM-267i1qn

  • ‘สีหศักดิ์’ ประกาศวิสัยทัศน์ในวงประชุม OECD ชี้ การแข่งขันยุคใหม่วัดที่ทักษะแรงงาน-นวัตกรรม ไม่ใช่แค่สิทธิประโยชน์การลงทุน

    ‘สีหศักดิ์’ ประกาศวิสัยทัศน์ในวงประชุม OECD ชี้ การแข่งขันยุคใหม่วัดที่ทักษะแรงงาน-นวัตกรรม ไม่ใช่แค่สิทธิประโยชน์การลงทุน

    วันนี้, 08:26น.

              การประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) หรือการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระดับรัฐมนตรีวันแรก ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ภายใต้หัวข้อ “Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity” การกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่เหมาะสม เพื่อตลาดที่เปิดกว้าง การเติบโต และความเจริญรุ่งเรือง ระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ OECD

               นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม พร้อมด้วยนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ซึ่งมีนางสาวฟาบริตเซีย ลาเปโคเรลลา (Ms.Fabrizia Lapecorella) รองเลขาธิการ OECD ให้การต้อนรับ

              การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การ OECD จึงมีความสำคัญต่อประเทศไทย เรามองว่า การเข้าเป็นสมาชิกมิใช่เป้าหมายปลายทาง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในภาพรวม และการเข้าเป็นสมาชิกช่วยให้ประเทศไทยสามารถ นำแนวคิด และนโยบายของตนกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพิ่มความสอดคล้องเชิงนโยบาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่างๆ เพื่อรองรับอนาคต ซึ่งในความเป็นจริง ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ OECD มิได้เริ่มต้นจากกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ คณะกรรมการ ตลอดจนตราสารต่างๆ ของ OECD อย่างต่อเนื่อง เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของ OECD และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

              เราเชื่อว่า OECD เองก็สามารถได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของประเทศไทยเช่นกัน ในฐานะประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ประเทศไทยมีประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่สามารถช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายใน OECD และสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ดียิ่งขึ้น โดยในแง่นี้ การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้จาก OECD เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างบทบาท และความสำคัญของ OECD ในเวทีโลกที่กำลังขยายตัวมากขึ้นด้วย

              ทั้งนี้ เชื่อว่าคำถามสำคัญที่สุดที่เราควรร่วมกันพิจารณาคือ นโยบายอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยให้สังคมต่างๆ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญได้อย่างไร พร้อมทั้งต้องทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาพร้อมกับการมีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่น และมีความยั่งยืน นี่คือความท้าทายที่ตนเชื่อว่า หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน และนั่นคือเหตุผลที่เวทีความร่วมมืออย่าง OECD จึงยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้แน่ใจว่า นโยบายของเราจะมีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้น

              จากนั้นนายสีหศักดิ์ ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับหลายประเทศ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงการหารือกับนายมาทีอัส คอร์มันน์ (Mr.Mathias Cormann) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161926&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sNjtIpkw7ul66y723AbRE

  • เปิด 5 ช่องทาง ลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ 69” รายใหม่-รายเก่าต้องทำยังไง | เดลินิวส์

    เปิด 5 ช่องทาง ลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ 69” รายใหม่-รายเก่าต้องทำยังไง | เดลินิวส์

    กระทรวงการคลังได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินการและขั้นตอนสำหรับประชาชนในการเข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยแบ่งกลุ่มผู้รับบริการออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด

    กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม (จำนวน 13.18 ล้านคน)

    ผู้ถือบัตรรายเก่าทุกคน “จำเป็นต้องเข้ามาลงทะเบียนเพื่อยืนยันสิทธิใหม่ทั้งหมด” หากไม่ดำเนินการจะโดนตัดสิทธิการรับเงินอุดหนุนไทยช่วยไทยเดือนละ 1,000 บาทในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ทันที โดยสามารถเลือกทำรายการผ่าน 5 ช่องทางเลือกหลัก ตามคำแนะนำในภาพ “แถลงข่าว บัตรสวัสดิการ ปี 69” ระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569

    1. แอปพลิเคชันเป๋าตัง : ล็อกอินเข้าแอป > เลือก Banner โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 > ยอมรับเงื่อนไข > กดปุ่มลงทะเบียน
    2. แอปพลิเคชันทางรัฐ : ล็อกอินเข้าใช้งาน > ค้นหาและเลือกบริการ “ระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” > ตรวจสอบข้อมูลบัตรประชาชนและระบุเบอร์โทรศัพท์ > กดยืนยันการลงทะเบียน
    3. เว็บไซต์โครงการ : เข้าไปที่เว็บ welfare.mof.go.th หรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
    4. ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย : เดินทางไปที่ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย > เลือกเมนู “ยืนยันตัวตน/สิทธิสวัสดิการ” และเลือก “ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569” > เสียบบัตรประชาชนที่ช่องอ่านบัตร > ตรวจสอบข้อมูลและระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ > กดยืนยัน
    5. หน่วยรับลงทะเบียน ณ ธนาคารรัฐ 5 แห่ง : ผู้ลงทะเบียนสามารถนำบัตรประชาชนตัวจริงเดินทางไปให้เจ้าหน้าที่ทำการเสียบเครื่อง Smart Card Reader เพื่อกรอกข้อมูลและยืนยันข้อตกลง ณ เคาน์เตอร์ของ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    กลุ่มผู้สมัครรายใหม่ (กลุ่มตกหล่นและกลุ่มชายขอบ)

    สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน “ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ไม่ต้องเดินทางไปธนาคารและไม่ต้องเข้าแอปพลิเคชันใดๆ” เนื่องจากภาครัฐจะดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ร่วมกันตรวจสอบรายชื่อผู้ตกหล่นจากฐานข้อมูล จปฐ. และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปบริการรับลงทะเบียนข้อมูลให้แก่ประชาชนถึงในชุมชนและพื้นที่ต่างๆ โดยตรง

    ช่องทางการติดต่อและสอบถามเพิ่มเติม:

    • ระบบยืนยันสิทธิคนเก่า (Helpdesk) : โทร. 0-2640-3701
    • ข้อมูลผู้ตกสำรวจ (กระทรวงมหาดไทย) : โทร. 0-2791-7517
    • เช็กเกณฑ์คุณสมบัติและวงเงินสิทธิ (สศค.) : โทร. 08-5842-7102 ถึง 7109
    • ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : โทร. 0-2109-2345

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5913898/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pdiqLBJh7WvPonYlE1C7J