Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แลนด์มาร์คใหม่ “ตัน ภาสกรนที” ประเดิม ‘Wonder One’ รวม 14 ศิลปินตัวท็อปวาเลนไทน์นี้

    แลนด์มาร์คใหม่ “ตัน ภาสกรนที” ประเดิม ‘Wonder One’ รวม 14 ศิลปินตัวท็อปวาเลนไทน์นี้

    One Chichan (วันชีจรรย์) แหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์คแห่งใหม่ล่าสุดของ “ตัน ภาสกรนที” เจ้าพ่อโปรเจคใหญ่ และเจ้าของ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะเดสติเนชันด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ไลฟ์สไตล์ และเวลเนส แห่งใหม่ของไทยบนพื้นที่กว่า 160 ไร่ 

    พร้อมความจุงานอีเวนต์ตั้งแต่ 2,500 – 20,000 คน รองรับทั้งงานระดับประเทศและต่างประเทศ พร้อมแก้ปัญหาคาใจของหลายเวที ทั้งที่จอดรถสะดวกสบาย ที่พักสุดหรูหลายรูปแบบ และห้องน้ำสะอาดกว่า 200 ห้องที่การันตีว่า คลีนเวอร์!

    “ผมตั้งใจสร้าง One Chichan (วันชีจรรย์) เป็นสถานที่จัดงานอีเว้นท์และคอนเสิร์ตคุณภาพที่เป็น man made destination เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสูงของส่วนต่อขยายของพื้นที่พัทยา พื้นที่นี้จะทำให้เป็นที่ที่คนมาแล้วรู้สึกดีขึ้น หายใจได้เต็มปอด ได้สนุก ปลอดภัย และได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ ผมอยากให้ภาคตะวันออกมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ทั้งสวย ทั้งสะดวก และมาตรฐานระดับโลก โดยไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม Wonder One จึงเป็นอีเว้นท์เปิดตัว One Chichan และจะเป็น จุดเริ่มต้นของพลังดีๆ ของความรัก ดนตรี ความสุข และโมเมนต์ที่คนมาแล้วจะจำไปอีกนาน”

    เทศกาลดนตรีสำหรับทุก mood ของความรัก

    เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัว One Chichan ประเดิมด้วยเทศกาลดนตรี One Chichan Presents “Wonder One Music Festival” เทศกาลดนตรีรับวันวาเลนไทน์ 14–15 กุมภาพันธ์ 2569 คัดไลน์อัปศิลปินชื่อดัง 14 เบอร์ตัวท็อป สร้างประสบการณ์เทศกาลดนตรีสองคืนแบบจัดเต็ม

    แลนด์มาร์คใหม่

    งานนี้รับรองความคุ้มค่าที่ “เกินราคาบัตร” เพราะคุณตันตั้งใจเสิร์ฟประสบการณ์คอนเสิร์ตระดับพรีเมียม ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของวิวทะเลสาบ ภูเขา และเงาจันทร์แบบ 360 องศา แสงสีเสียงจัดเต็มมาตรฐานสากล พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใส่ใจคนมางานด้วนที่จอดรถสะดวกสบายรองรับกว่า 3,500 คันและให้ความสำคัญกับ 200 ห้องน้ำที่การันตีว่าคลีนเวอร์! รวมถึงโซนอาหารเจ้าดังมากมายที่ยกขบวนมาเสิร์ฟกันตลอดคืน

    บัตรราคา 2500.- สำหรับ 2 วัน และพิเศษเพียง 2,200.- เมื่อจองแบบ Early Bird เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ All Tickets 7-Eleven ทุกสาขา พร้อมสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้ากลุ่มแรก 200 ท่าน รับสิทธิ์กางเต็นท์ฟรี ในวันงานท่ามกลางพื้นที่ธรรมชาติอลังการในบรรยากาศฤดูหนาว

    ด้วยทำเลของ One Chichan เพียง 2 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ, 20 นาทีจากสนามบินอู่ตะเภา และ 30 นาทีจากพัทยา One Chichan จึงถูกออกแบบให้เป็น “ส่วนต่อขยายของพัทยายุคใหม่” จุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมของครอบครัวและนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม.

    แลนด์มาร์คใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/734460&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pfWOtU3jJRtZzOVqjuPzZ

  • สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเส้นทางการค้าโบราณล้านนาฯ จ.เชียงใหม่ และ แม่ฮ่องสอน

    สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเส้นทางการค้าโบราณล้านนาฯ จ.เชียงใหม่ และ แม่ฮ่องสอน

    สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ พาสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเส้นทางการค้าโบราณล้านนาและเส้นทางวัวต่างม้า จ.เชียงใหม่ และ แม่ฮ่องสอน

    เมื่อเร็วๆ นี้ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ และสื่อมวลชนร่วมกันสำรวจเส้นทางการค้าโบราณล้านนา และเส้นทางวัวต่างม้าจ.เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

    ทั้งนี้ กิจกรรมการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวการค้าโบราณ เส้นทางวัวต่างม้าต่างนั้น เพื่อประชาสัมพันธ์ เผยแพร่สร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 รวมถึงช่วยสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่กิจกรรมในครั้งนี้จะสร้างการรับรู้เรื่องประวัติศาสตร์จากประสบการณ์จริงในเส้นทางท่องเที่ยวที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มนักท่องเที่ยววัยเก๋าโดยเฉพาะ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวเส้นทางการค้าโบราณล้านนา ให้เกิดการขยายผลสู่การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้อย่างยั่งยืน

    นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวการค้าโบราณในประวัติศาสตร์ล้านนาอยู่ภายใต้โครงการ soft power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประจำปีงบประมาณ 2568 เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และปฏิบัติการโดยเฉพาะเส้นทางวัวฟาร์มมาต่างซึ่งมีการถอดความรู้และบทเรียนแล้วทั้งจากนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้การพัฒนาต่อยอดโครงการดังกล่าวจะนำหลักสูตรนี้ไปพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะนักสื่อความหมายท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว และร่วมกันพัฒนาขยายโอกาสในเส้นทางท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมเป็นย่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญต่อไป

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3837208/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lKQqVsQ2MWkLxxSoD1tBY

  • Brother ประกาศเกมรุกครั้งใหญ่ ทุ่มงบกว่า 30 ล้าน เปิดแคมเปญใหญ่ที่สุดในวงการ IT

    Brother ประกาศเกมรุกครั้งใหญ่ ทุ่มงบกว่า 30 ล้าน เปิดแคมเปญใหญ่ที่สุดในวงการ IT

    Brother ประกาศเกมรุกครั้งใหญ่ ทุ่มงบกว่า 30 ล้าน เปิดแคมเปญใหญ่ที่สุดในวงการ IT

    “บราเดอร์ อิงก์แทงก์ เล่นใหญ่ แจกเบนซ์ ฟินยกกำลัง 3”

     นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จของการเปิดตัว Brother YES Tank – อิงก์แทงก์ที่ดีที่สุดของบราเดอร์ 

    เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ภายใต้การสื่อสารร่วมกับนักแสดงชื่อดัง เจมมี่เจมส์ ได้สร้างปรากฏการณ์การจดจำแบรนด์และแรงขับเคลื่อนทางยอดขายอย่างโดดเด่น ส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ Ink Tank ของ Brother สามารถไต่ขึ้นมาครอง Market Share อันดับ 2 ของตลาดได้สำเร็จในไตรมาส 3 ปี 2568 ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริงเพื่อเป็นการตอบแทนความไว้วางใจจากลูกค้า และเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการ IT Brother จึงเปิดตัวแคมเปญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีและวงการ “บราเดอร์ อิงก์แทงก์ เล่นใหญ่ แจกเบนซ์ฟินยกกำลัง 3” แคมเปญระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาเพื่อมอบ “ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย” ให้กับผู้ใช้ ด้วยสิทธิพิเศษแบบฟิน 3 ต่อ ยาว 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความมุ่งมั่นของ Brother ในการยกระดับความคุ้มค่าให้เทียบชั้นไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง

    นายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า แคมเปญ “บราเดอร์ อิงก์แทงก์ เล่นใหญ่ แจกเบนซ์ฟินยกกำลัง 3” มอบความคุ้มค่าแบบฟิน 3 ต่อทันที ให้กับลูกค้าที่ซื้อเครื่องพิมพ์ Brother YES Tank รุ่น DCP-T230, DCP-T430W และ DCP-T530DW 

    ที่ร่วมรายการ ประกอบด้วย

    ฟินต่อที่ 1 – “ลด” รับสิทธิ์ซื้อเครื่องพิมพ์ในราคาพิเศษ พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 10 %

    ฟินต่อที่ 2 – “รับ” ฟรีเก้าอี้แคมป์ปิ้งสุดคูลจาก Brother มูลค่า 990 บาท

    ฟินต่อที่ 3 – “ลุ้น” รับรางวัลทุกเดือน รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 4 ล้านบาท ได้แก่

    ทองคำ 1 สลึง 30 รางวัล (10 รางวัลต่อเดือน)

    iPhone Air 18 รางวัล (6 รางวัลต่อเดือน)

    รางวัลใหญ่ รถยนต์ Mercedes-Benz EQE300 Saloon – 1 รางวัล ในรอบสุดท้าย

    สมัครเข้าร่วมรายการได้ผ่านทาง Line Official Account : Brother Thailand ลุ้นรับรางวัลได้ทุกเดือน โดยจะมีการจับรางวัลและประกาศผลอย่างเป็นทางการทุกวันที่ 6 ของเดือนถัดไป รวม 3 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 วันที่ 6 มกราคม 2569 รอบที่ 2 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 และรอบสุดท้าย วันที่ 6 มีนาคม 2569 ลุ้นรับรางวัลใหญ่ รถยนต์ Mercedes-Benz EQE300 Saloon ซื้อก่อนมีสิทธิ์ลุ้นก่อน ยิ่งซื้อเพิ่ม ยิ่งเพิ่มโอกาสฟินแบบทวีคูณ เพราะความฟินครั้งใหญ่แห่งปีนี้ มีไว้สำหรับคนที่ไม่รอช้าเท่านั้

    Brother เดินหน้าสื่อสารแคมเปญแบบ Omnichannel ครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทั่วทุกจังหวัด 

    เพื่อสร้างการรับรู้และขับกระแสแคมเปญให้เกิดอิมแพ็คสูงสุดในระดับประเทศ โดยทุ่มงบการตลาดรวมกว่า 30 

    ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้และขยายกระแสแคมเปญในวงกว้างอย่างทรงพลัง

    Brother มั่นใจว่าแคมเปญ “บราเดอร์ อิงก์แทงก์ เล่นใหญ่ แจกเบนซ์ฟินยกกำลัง 3” จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดเครื่องพิมพ์อิงก์แทงก์ในช่วงไฮซีซัน พร้อมช่วยรักษาตำแหน่ง Market Share อันดับ 2 ได้อย่างแข็งแกร่ง และเพิ่มสัดส่วนทางการตลาดให้เข้าใกล้ตำแหน่งอันดับ 1 อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อต่อยอดสู่การเป็นแบรนด์ผู้นำที่ผู้บริโภคไว้วางใจในระยะยาว

    สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและผลิตภัณฑ์ของ Brother เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.brother.co.th 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/457108&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sowRM5Unhf2GqiEwefK-h

  • กกร. ชี้เศรษฐกิจไทย 2569 ชะลอแรง กำลังผลิตจีนล้น อุทกภัยใต้ฉุดรายได้

    กกร. ชี้เศรษฐกิจไทย 2569 ชะลอแรง กำลังผลิตจีนล้น อุทกภัยใต้ฉุดรายได้

    เศรษฐกิจ

    03 ธ.ค. 2025 เวลา 13:20 น.

    กกร. ชี้เศรษฐกิจไทย 2569 ชะลอแรง จากจีนล้นกำลังผลิต-อุทกภัยใต้ฉุดรายได้ แนะรัฐเร่งฟื้นฟู–เร่งปฏิรูป Reinvent Thailand หนุนธุรกิจสู้การแข่งขัน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย และนายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมในการแถลงข่าว

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟู

    และยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท
    หรือ 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี
    2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

    โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0% โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ มาตรการภาษี การสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย

    ทั้งนี้ กกร.ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน  ครอบคลุมการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

    การช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ การลดภาระทางการเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบกิจการ
    รวมถึงมาตรการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โรงงาน และสถานประกอบการให้กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด โดย กกร. ได้ให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบอุทกภัย อาทิ สมาคมธนาคารไทยร่วมกับธนาคารสมาชิก ได้บริจาคเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทยจำนวน 50 ล้านบาท ซึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มอบเงินบริจาคและสิ่งของมูลค่า 7.8 ล้านบาท

    โดย ส.อ.ท. ดำเนินโครงการ “พี่ช่วยน้องอุตสาหกรรมไทย” เพื่อเร่งฟื้นฟูให้โรงงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ ทั้งการส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ การรับบริจาคอุปกรณ์ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
    รวมถึงการมอบส่วนลดสินค้าราคาพิเศษ ทั้งนี้ กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

    กกร.ให้ความสำคัญต่อการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเห็นชอบมติ ครม. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การวางหลักประกันของนายจ้างในการนำคนต่างด้าวมาทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากเดิมที่กฎกระทรวงปี 2564 กำหนดให้นายจ้างต้องวางหลักประกัน 1,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ซึ่งสร้างภาระต้นทุนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงได้ปรับเป็นระบบอัตราหลักประกันแบบขั้นบันไดตามจำนวนแรงงาน
    เพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายเล็ก เปิดโอกาสให้นำเงินหลักประกันส่วนที่ได้รับคืนมาเสริมสภาพคล่องของกิจการ ขณะเดียวกันยังคงหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบของนายจ้างต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

    กกร. และเครือข่าย Zero Corruption ประเมินว่าการแก้ปัญหาทุจริตของไทยจำเป็นต้อง
    ยกระดับกลไกเชิงระบบ” มากกว่าเพียงมาตรการรณรงค์ จึงเสนอกรอบขับเคลื่อน
    6 ด้านที่เน้นการปฏิรูปทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และโครงสร้างข้อมูลของประเทศ ได้แก่ 1) การปลูกฝังจิตสำนึก 2) นโยบายต่อต้านการทุจริต 3) ระบบบริหารความเสี่ยง 4)เทคโนโลยี 5) การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ 6) แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล

    พร้อมเปิดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รายไตรมาสที่มุ่งผลลัพธ์จับต้องได้ ได้แก่ การประกาศเจตนารมณ์ “เอกชนฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และเร่งให้ธุรกิจเข้าร่วม CAC เพื่อสร้างมาตรฐานต่อต้านสินบนในระดับอุตสาหกรรม การใช้ฐานข้อมูล ACT Ai ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ การสำรวจค่าสินบนใบอนุญาตในหน่วยงานรัฐและเปิดเผย “10 สินบนที่ไม่ยอมทน” เพื่อผลักดันใบอนุญาตโปร่งใส การจัดเวทีความรู้สกัดทุนเทา–บัญชีม้า การรณรงค์ “เรียกรับ–เราร้อง” ผ่าน Corruption Watch เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้อย่างปลอดภัย

    รวมถึงการผลักดันกฎหมายเร่งด่วนด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐาน OECD และ OGP ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกวางเป็นข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล โดยมุ่งเปลี่ยนระบบกำกับดูแลประเทศให้ตรวจสอบได้มากขึ้น ลดต้นทุนคอร์รัปชันของภาคธุรกิจ
    และสร้างความโปร่งใสอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ทั้งนี้ กกร. ขอขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ความสำคัญและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนในประเด็นที่เกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงาน และมีมติ กพช. เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 ให้ภาคอุตสาหกรรมคงการใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่อ้างอิง Pool gas ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระให้กับทั้งภาคเอกชนและประชาชน ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมกันวางแผนและกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง
    ยั่งยืน และเป็นธรรมอย่างสมดุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210412&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HkELANVsGSw_mdhlLmslj

  • เอกชน ชี้ท่วมใต้อ่วม ทุบเศรษฐกิจทรุด สูญรายได้ 2-3 หมื่นล้าน

    เอกชน ชี้ท่วมใต้อ่วม ทุบเศรษฐกิจทรุด สูญรายได้ 2-3 หมื่นล้าน

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 3 ธ.ค. 2568, 13:49 1

    วันนี้ (3 ธ.ค.68) นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยเรื่องความเสียหายยังอยู่ระหว่างการประเมินการที่ยังต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งได้ดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการดูแลลูกค้าที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ เช่น การพักชำระหนี้ หรือดอกเบี้ย นั้น ขณะนี้สถาบันการเงิน อยู่ระหว่างการพูดคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  ที่เป็นผู้กำกับดูแล อีกทั้งเห็นมาตรการต่างๆ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้วางเอาไว้แล้ว

    ”ลูกค้าของธนาคารที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมมีเยอะพอสมควร แต่ต้องไปดูในพื้นที่ก่อน เพราะมีบางจุดก็กระทบ เช่น น้ำท่วมสูง 4 เมตร แต่บางจุดไม่กระทบ ซึ่งอยู่บริเวณรอบนอก แต่ก็เดือดร้อนเรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจ“

    เบื้องต้นอุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟู และยังส่งผลกระทบต่อรายได้ 

    โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ถึง 0.2% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

    นายผยงกล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ช่วยลูกหนี้รายย่อยที่กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) กลุ่มที่มียอดหนี้รวมไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เข้ามารับซื้อหนี้เสียจากธนาคารและสถาบันการเงิน

    สำหรับรายชื่อลูกค้าที่จะส่งไป SAM ตามระยะเวลา (ไทม์ไลน์) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุให้เริ่มโครงการฯ วันที่ 1 มกราคม 2569 ขณะนี้ส่วนของธนาคารกรุงไทย กำลังตรวจสอบรายชื่อลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขโครงการฯ โดยต้องรอข้อมูลจากที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) จะส่งรายชื่อผู้เข้าเกณฑ์ หรือเข้าคุณสมบัติ กลับมาให้ธนาคารอีกที จากนั้นธนาคารจะแจ้งให้ลูกค้าทราบต่อไป ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

    “เมื่อได้รายชื่อแล้ว ธนาคารจะติดตาม ประสานงาน และคุยกับลูกค้า เพื่อเข้าสู่กระบวนการของโครงการฯ ต่อไป“

    สำหรับจำนวนลูกค้าจะต้องตรวจสอบให้ถูกต้อง เพราะลูกค้าบางรายมีสินเชื่อ หรือหนี้มากกว่า 1 ธนาคาร ทำให้ต้องมีการตรวจสอบเรื่องข้อมูลไม่ให้ทับซ้อนกัน จึงต้องมีการดูข้อมูลร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ดังนั้น จึงต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแล และตรวจสอบข้อมูลนี้ด้วย

    นายผยงกล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจปี 2569 จากหน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่ง เช่น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ทั้งของภาครัฐบาลและเอกชน มองว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 1.5-1.8% โดยรวมปัญหาน้ำท่วมไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีต่อเนื่อง เช่น น้ำท่วม กระทบจีดีพี 0.2% แม้จะเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติม แน่ไม่ได้เปลี่ยนในแง่ตัวเลขจีดีพี เนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจคือเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นหลัก

    “ปีหน้าธุรกิจแบงก์ ยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้า และดูแลคุณภาพสินทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งเน้นตามพลวัตของเศรษฐกิจที่เราคงไม่สวนกระแสน้ำ แม้ทุกคนอยากได้ตัวเลขการเติบโต แต่ต้องดูองค์ประกอบด้วย เช่น สภาพคล่องในระบบ ระดับหนี้สาธารณะอยู่ระดับน่ากังวล จึงเป็นสิ่งที่ควรดูแล“

    ทั้งนี้ อุทกภัยต่างๆ ยังเป็นเรื่องน่ากังวล ฉะนั้นความเสี่ยงที่เกิดจากภัยพิบัติคงจะมีมาตรฐานใหม่ รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องมีการประเมินความเสี่ยงในแต่ละปี 

    ดังนั้น คำถามคือโครงสร้างพื้นฐานระบบเศรษฐกิจของไทยจะมีทรัพยากรอะไร มาสนับสนุนตรงนี้ และที่ต้องเข้าไปดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น การดูแลสวัสดิภาพ การมีประกันถ้วนหน้า การมีทรัพยากรส่วนกลางจากภาษีประชาชน เพื่อที่จะมาดูแลกลุ่มเปราะบางจะมีมากขนาดไหน ซึ่งยังเป็นเรื่องที่อยากเร่งพูดคุยเพื่อให้เกิดยกระดับ

    “สำหรับแบงก์ ภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ต้องช่วยเหลือ ธปท. ได้สั่งให้แบงก์จัดทำ Stress Test จะประเมินผลกระทบต่อความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางอากาศ วันนี้หากดูพื้นที่หาดใหญ่ แบงก์ทุกสาขาได้รับผลกระทบทั้งหมด“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/1x353mgivbdq&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vF4ca88lX2fLl90wfDOFa

  • ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ทรงตัว” หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ทรงตัว” หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน

    FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า (ก.พ.69) อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” เศรษฐกิจถดถอยและสถานการณ์การเมืองในประเทศฉุด จับตาแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ดอกเบี้ย กนง.

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนพฤศจิกายน 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 21-30 พฤศจิกายน 2568)  พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กุมภาพันธ์ 2569) ปรับลดมาอยู่ที่ระดับ 101.55 ลงมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” 

    ผลสำรวจเดือนพฤศจิกายน 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด 9.1% อยู่ที่ระดับ 125.00 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ส่วนกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 23.7% อยู่ที่ระดับ 94.89 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับลด 23.2% อยู่ที่ระดับ 118.18 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ปรับลด 28.6% อยู่ที่ระดับ 100.00 อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว”

    ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมา คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน  (กนง.) และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ 

    ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ รองลงมา คือ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และการนำเข้า-ส่งออก
     
    ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธนาคาร (BANK) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION)

    ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า (กุมภาพันธ์ 2569)

    ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ดัชนี SET เคลื่อนไหวผันผวนและปรับลดลงต่อเนื่องจนหลุดกรอบ 1,300 จุด ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อีกทั้งได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล โดยมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสและเที่ยวดีมีคืน 

    โดย SET Index ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ปิดที่ 1,256.69 ปรับตัวลดลง 3.80% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 34,323 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 12,559 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 113,298 ล้านบาท 

    ทางด้านปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ การประกาศนโยบายการเงินของ FED ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าอาจไม่ลดดอกเบี้ยเนื่องจากขาดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่เพียงพอ สถานการณ์ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างประเทศญี่ปุ่นและจีน และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่คลี่คลาย 

    ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของ กนง. ในการประชุมเดือนธันวาคม รวมถึงทิศทางทางการเมืองไทยจากการจัดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญในวันที่ 12 ธ.ค.2568 รวมถึงเม็ดเงินจากกองทุนประหยัดภาษี เช่น Thai ESG และ RMF ที่จะเข้ามากระตุ้นตลาดทุนไทยในช่วงเดือนสุดท้ายของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/734455&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23Ita41jSB7BrDGAWbdft4

  • เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วมสงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน?

    เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วมสงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน?

    THE STANDARD

    1. Business Economic
    2. เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วมสงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน?

    เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วมสงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน?

    03.12.2025

    เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วม สงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน?

    หอการค้าไทย ชี้น้ำท่วมภาคใต้ เสียหายหนักเป็นรองแค่น้ำท่วมปี 54 ประเมินเดือนเดียวเสียหายรวมกว่า 40,000 ล้านบาท ภาคท่องเที่ยวและบริการเสียหายหนักสุด ชี้ประชาชน-ผู้ประกอบการ ต้องการเงินเยียวยาโดยตรง แทนมาตรการสินเชื่อ
    THE STANDARD WEALTH สรุปตัวเลขความเสียหาย หลังมหาอุทกภัยถล่มเศรษฐกิจภาคใต้

    อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่: ลิงก์ https://thestandard.co/hatyai-flood-gdp-crash-1-9/

    เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วม สงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน? 1
    เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วม สงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน? 2
    เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วม สงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน? 3
    เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วม สงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน? 4
    เปิดตัวเลขความเสียหายน้ำท่วม สงขลา ระบบเศรษฐกิจภาคใต้อัมพาต วิกฤตแค่ไหน? 5

    TAGS:  


    READ MORE


    MOST POPULAR


    EDITOR’S PICKS


    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/songkhla-flood-damage-economic-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BSnj_FfP7_XN2PGqkavYo

  • เศรษฐกิจไทย หมดบุญเก่า เลือกตั้งใหม่ เป็นทางออก?

    เศรษฐกิจไทย หมดบุญเก่า เลือกตั้งใหม่ เป็นทางออก?

    เสวนาสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ เป็นเวทีแรกที่ “ขุนคลัง-ผู้ว่าการธปท.” ร่วมวงถกมุมมองนโยบายการเงินและการคลัง ขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์ จาก เกียรตินาคินภัทร ฉายภาพเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญสารพัดปัจจัยลบ ชู “การเลือกตั้งปีหน้า” เป็นความหวังให้คนไทย เลือกทางออกเศรษฐกิจของประเทศ ต้องไม่ใช่แค่การแจกเงิน

    โค้งสุดท้ายแล้ว สำหรับ “รัฐบาลอำนาจเต็ม 4 เดือน ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล” ก่อนเข้าสู่กระบวนการยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ ตามบันทึกข้อตกลง หรือ เอ็มโอเอ

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร ฉายภาพเศรษฐกิจไทย ขณะนี้กำลังเป็น “คนป่วยใหม่ของอาเซียน” หลังเศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มขยายตัว ช้าลงไปเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จนขนาดเศรษฐกิจ อาจลดต่ำลง อยู่ลำดับที่ 5 จาก 10 ประเทศอาเซียน

    ตัวเลขเศรษฐกิจดี แต่ไทยเป็นคนป่วยใหม่ของอาเซียน

    แม้ยอดการส่งออก ในเดือนพฤษภาคม ปีนี้ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ร้อยละ 18.4 แต่ภาคการผลิต หรือ MPI กลับขยายตัวเพียงร้อยละ 1 ตอกย้ำปัญหาความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย ซึ่งกล่าวได้ว่า “บุญเก่าอุตสาหกรรมไทย กำลังหมดไป”

    ขณะที่ “ดาตา เซ็นเตอร์” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาล พยายามดึงดูดการลงทุน เพื่อสร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ ยังคงถูกตั้งคำถามถึงผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก และใช้แรงงานในประเทศไม่มากพอ

    ขณะเดียวกับภาคการท่องเที่ยว ที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และรัฐบาลพยายามผลักดันการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แต่ในข้อเท็จจริงกลับพบว่า “ปริมาณไม่มา คุณภาพไม่มีเช่นเคย”

    จับตาสึนามิเศรษฐกิจไทย

    แต่คลื่นสึนามิเศรษฐกิจไทย คือ ปัญหาโครงสร้างประชากรไทย ซึ่งประชากรวัยทำงาน “ผ่านจุดสูงสุด” ไปแล้ว เพราะเมื่อประชากรวัยทำงานลดลง การซื้อบ้าน ซื้อรถก็จะลดลง สินเชื่อใหม่ก็ลดลง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจะเพิ่มขึ้น ผูกโยงกลายเป็นห่วงโซ่สร้างคลื่นสึนามิ รอซัดถล่มเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ไม่สามารถแก้ด้วย “มาตรการแจกเงิน”

    ขณะที่ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จำนวน 2,622 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 94 % เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังต้องรอเม็ดเงินลงทุนจริง

    ทิศทางเศรษฐกิจปีม้าไฟ

    นักเศรษฐศาสตร์ จากเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้า อาจขยายตัวร้อยละ 1.6-1.8 โดยยังไม่รวมผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม โดยไทย กำลังเดินทางมาถึงทางแยกของการฝ่ากระแส “AI Optimize หรือ สมดุลของการใช้เทคโนโลยีเอไอ” และ ความไม่ผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งพรรคการเมือง อาจเสนอทางออกปัญหาทั้งหมดที่กำลังเผชิญอยู่ หาเครื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง

    ทุกคนทราบปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งหมด รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ ขาดแต่ “มรรค” หรือ หนทางดับทุกข์ ซึ่งการเลือกตั้งใหม่ อาจคลายปัญหาที่เรากำลังเจอ พรรคการเมืองจะนำเสนอนโยบายให้เราได้เลือก เพื่อแก้ปัญหาที่นับวันยิ่งท้าทาย

    “ขุนคลัง-ผู้ว่าการ ธปท.” เพื่อนร่วมรุ่น กับ “การวงดุลการทำงาน”

    นอกจากนี้ ในงาน Lunch Talk ซึ่งจัดเสวนาโดย สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ผู้ดำเนินรายการ ระบุว่า เวทีนี้เป็นครั้งแรก ที่ รมว.คลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นั่งร่วมวงเสาวนาพร้อมกันเป็นครั้งแรก

    โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง และ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นเพื่อนร่วมรุ่น คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    นอกจากการนำเสนอมุมมองการประสานนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้ดำเนินรายการ ยังถามทั้งสองคนว่า “การเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ที่สนิทสนมกันมากแบบนี้ ตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานกันอย่างไร”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทย มีหลายหน่วยงาน และข้อมูลจำนวนมาก ทำให้ การตัดสินใจดำเนินนโยบายเศรษฐกิจใด ๆ จะมีข้อมูลหน่วยงานอื่น ๆ ช่วยตรวจสอบ

    ขณะเดียวกัน ความเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับผู้ว่าการแบงก์ชาติ ทำให้ พร้อมเปิดใจรับฟังความเห็น หากข้อมูลของกระทรวงการคลังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็พร้อมปรับแก้ไข เช่นเดียวกับ แบงก์ชาติ ก็รับฟังข้อมูลจากกระทรวงการคลัง และปรับแก้ไขร่วมกัน ทำให้ การประสานนโยบายเป็นไปอย่างราบรื่น

    พร้อมย้ำว่า ตนให้ “อิสระแบงก์ชาติ ในการใช้เครื่องมือ ไม่คิดแทรกแซงการทำงาน แต่ต้องร่วมกันรับผิดชอบเศรษฐกิจประเทศไทย” ต้องร่วมกันทำงานเชิงนโยบาย หรือ Policy coordination เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ให้โตอย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืน

    ขณะที่ นายวิทัยกล่าวว่า รมว.คลัง ให้อิสระในการทำงาน แต่ตามกฎหมายแบงก์ชาติ ไม่ได้ มีแค่ความเป็นอิสระ แต่ยังต้องคำนึกถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่การตัดสินใจใช้เครื่องมือการเงิน ยังคงเป็นของแบงก์ชาติอย่างเต็มที่

    แบงก์ชาติ ในยุคนี้ จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย บนหลักการ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” หรือ การทำนโยบายที่ต้องใกล้ชิดกับปัญหา ใกล้ชิดกับประชาชน โดยยังคงรักษาเสถียรภาพในระยะยาวด้วย

    รายงาน : พรรณทิภา ภัทรวรเมธ ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ไทยพีบีเอส

    อ่านข่าว : ภูกระดึงเปิดเส้นทางน้ำตก 3 แห่งเพิ่มเติม หลังปิด 1 ปีเหตุช้างป่า

    “ทูตจีน” มอบเงินอีก 30 ล้านบาท ช่วยเหตุน้ำท่วมภาคใต้

    AOT เคาะแนวทางแก้ไขสัญญา “ดิวตี้ฟรี” ย้ำรักษาผลประโยชน์ชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cfqmdu6nSA6q4XC6gK8kh

  • ม.หอการค้าคาดจีดีพีปี 69 โตต่ำสุด 0.9% น้ำท่วมใต้ฉุดจีดีพีปี 68 เหลือโต 1.9%

    ม.หอการค้าคาดจีดีพีปี 69 โตต่ำสุด 0.9% น้ำท่วมใต้ฉุดจีดีพีปี 68 เหลือโต 1.9%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ประเมินว่า ผลกระทบของน้ำท่วมใหญ่ใน 10 จังหวัดภาคใต้ ที่คาดสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน การค้าขาย ภาคเกษตร ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลดลง 0.22% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทำให้จีดีพีไทยปี 2568 ขยายตัวเหลือเพียง 1.9% จากเดิมที่คาดการณ์เมื่อเดือนต.ค.68 จะขยายตัวได้ 2% 

    ทั้งนี้ ประเมินว่า น้ำท่วมหาดใหญ่รุนแรงเป็นอันดับ  2 รองจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 การฟื้นฟูเยียวยา อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงน่าจะต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปีหน้า สิ่งสำคัญคือการฟื้นฟูเยียวยาและการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของภาครัฐ 

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่า จะเติบโตแบบชะลอตัวอยู่ในกรอบระหว่าง 0.9 – 2% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 1.6% เนื่องจากภาคการส่งออกมีความเสี่ยงกลับมาหดตัว 0.1% ลดลงจากปี 2568 ที่คาดว่าเติบโตได้ 11% เพราะกำแพงภาษีสหรัฐ จะเริ่มมีผลกระทบชัดเจนแบบเต็มปี และยังมีความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การสวมสิทธิส่งออกไปสหรัฐฯ (Transshipment) ที่อาจเก็บภาษีสินค้าจากไทยสูงถึง 40% หากไทยเจรจาไม่สำเร็จ

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากการยุบสภาและเลือกตั้ง หากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไป 3 เดือน ทำให้จีดีพีลดลง 0.32%, วิกฤติสภาพคล่องและหนี้ครัวเรือน ที่สูงถึง 86.3% ของจีดีพี กดดันให้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ปัญหาปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทั้งปี 2569 จะกระทบส่งออกไทยกว่า 140,000 ล้านบาท กระทบจีดี 0.74% “ปี2569 จีดีพีจะโตได้ราว 1.7% แต่ก็มีความเสี่ยงโตเพียง 0.9%”

    ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า ปี 2569 คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.5 – 1.8% หรือเฉลี่ย 1.7% ต่ำสุดรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2565 หรือหลังโควิด และยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพจริง ที่เติบโตได้เฉลี่ย 5.0 – 5.5% “เสนอให้หลังเลือกตั้งปี 2569 ต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาล เพื่อรีบแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เลิกนโยบายประชานิยม นำเงินไปแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง, รื้อระบบการจัดการภัยพิบัติที่มีอยู่แต่ล้มเหลว, มีนโยบายรับมือภาษีทรัมป์, ปรับงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่เน้นการสร้างถนน สู่โครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำทั้งระบบของประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2899432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yWseRuSlGBKzeHCM_g4Ps

  • “โฆษกคลัง” ชี้!น้ำท่วมใต้กระทบเศรษฐกิจจริงราว 2.8 หมื่นล้านต่อเดือน

    “โฆษกคลัง” ชี้!น้ำท่วมใต้กระทบเศรษฐกิจจริงราว 2.8 หมื่นล้านต่อเดือน

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่า ตัวเลขความเสียหายที่มีการพูดถึง 5 แสนล้านบาทนั้น เป็นตัวเลขประมาณการมูลค่า GDP รวมของ 9 จังหวัดในพื้นที่ประสบภัย ไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายจากน้ำท่วมโดยตรง

    โดยนายวินิจ อธิบายว่า หากประเมินเบื้องต้นจากผลกระทบทางเศรษฐกิจเมื่อประชาชนไม่สามารถประกอบอาชีพได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน

    จะมีความเสียหายราว 28,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์เบื้องต้นจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ยังไม่รวมความเสียหายด้านทรัพย์สินหรือผลกระทบอื่นๆ ที่ยังต้องประเมินเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ ตัวเลข 5 แสนล้านบาทเป็นเพียงตัวชี้วัดขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดทั้ง 9 จังหวัดรวมกัน ไม่ได้หมายความว่าน้ำท่วมสร้างความเสียหายสูงถึงระดับดังกล่าว โดยการประเมินความเสียหายจริงยังต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมจากพื้นที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1buOOqHQ9LgL3cHQ39gpEr