Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0%

    กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในฐานะเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0 เปอร์เซ็นต์ โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2568-2569 ของ กกร. ธันวาคม 2568 GDP อยู่ที่ 2.0 เปอร์เซ็นต์ ด้านการส่งออก 10.0 เปอร์เซ็นต์ และ เงินเฟ้อ 0.0 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ ปี 2569 จากการประมาณการ ณ ธ.ค. 68 GDP อยู่ที่ 1.6 เปอร์เซ็นต์ ถึง 2.0 เปอร์เซ็นต์ การส่งออก -1.5 เปอร์เซ็นต์ ถึง -0.5 เปอร์เซ็นต์ และเงินเฟ้อ 0.2 – 0.7 เปอร์เซ็นต์

    ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ มาตรการภาษีการสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000116229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05WAjsSKxiJ4r9FE7C4puP

  • กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปัญหารุมเร้า มองปี 69 ขยายตัวแค่ในกรอบ 1.6-2.0%

    กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปัญหารุมเร้า มองปี 69 ขยายตัวแค่ในกรอบ 1.6-2.0%

    กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปัญหารุมเร้า ปี 69 ขยายตัวแค่ในกรอบ 1.6-2.0% รับผลกระทบจากศก.จีนยังไม่โต-มาตรการภาษีของสหรัฐฯไม่นิ่ง ดันการแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากขึ้น ฉุดภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศตก

    3 ธ.ค. 2568 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในฐานะเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0% โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2568-2569 ของ กกร. ณ ธ.ค. 68 GDP อยู่ที่ 2.0% ด้านการส่งออก 10.0% และ เงินเฟ้อ 0.0% ขณะที่ ปี 2569 จากการประมาณการ ณ ธ.ค. 68 GDP อยู่ที่ 1.6% ถึง 2.0% การส่งออก -1.5% ถึง -0.5% และเงินเฟ้อ 0.2% ถึง 0.7%

    ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ มาตรการภาษี การสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย

    ขณะที่อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง(ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟู และยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

    “กกร.ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน  ครอบคลุมการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น การช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ การลดภาระทางการเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบกิจการ รวมถึงมาตรการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โรงงาน และสถานประกอบการให้กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด”นายเกรียงไกร กล่าว

    โดย กกร. ได้ให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบอุทกภัย อาทิ สมาคมธนาคารไทยร่วมกับธนาคารสมาชิก ได้บริจาคเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทยจำนวน 50 ล้านบาท ซึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มอบเงินบริจาคและสิ่งของมูลค่า 7.8 ล้านบาท และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการ “พี่ช่วยน้องอุตสาหกรรมไทย”เพื่อเร่งฟื้นฟูให้โรงงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

    ทั้ง การส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ การรับบริจาคอุปกรณ์ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการมอบส่วนลดสินค้าราคาพิเศษ ทั้งนี้ กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้นระยะกลางและระยะยาว

     นอกจากนี้ กกร.ให้ความสำคัญต่อการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเห็นชอบมติ ครม. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การวางหลักประกันของนายจ้างในการนำคนต่างด้าวมาทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากเดิมที่กฎกระทรวงปี 2564 กำหนดให้นายจ้างต้องวางหลักประกัน 1,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ซึ่งสร้างภาระต้นทุนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงได้ปรับเป็นระบบอัตราหลักประกันแบบขั้นบันไดตามจำนวนแรงงานเพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายเล็ก เปิดโอกาสให้นำเงินหลักประกันส่วนที่ได้รับคืนมาเสริมสภาพคล่องของกิจการ ขณะเดียวกันยังคงหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบของนายจ้างต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

     รวมถึง กกร. และเครือข่าย Zero Corruption ประเมินว่าการแก้ปัญหาทุจริตของไทยจำเป็นต้อง “ยกระดับกลไกเชิงระบบ” มากกว่าเพียงมาตรการรณรงค์ จึงเสนอกรอบขับเคลื่อน 6 ด้านที่เน้นการปฏิรูปทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และโครงสร้างข้อมูลของประเทศ ได้แก่ 1.การปลูกฝังจิตสำนึก 2. นโยบายต่อต้านการทุจริต 3. ระบบบริหารความเสี่ยง 4.เทคโนโลยี 5. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ 6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล พร้อมเปิดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รายไตรมาสที่มุ่งผลลัพธ์จับต้องได้ ได้แก่ การประกาศเจตนารมณ์ “เอกชนฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และเร่งให้ธุรกิจเข้าร่วม CAC เพื่อสร้างมาตรฐานต่อต้านสินบนในระดับอุตสาหกรรม การใช้ฐานข้อมูล ACT Ai ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ

    อย่างไรก็ตาม การสำรวจค่าสินบนใบอนุญาตในหน่วยงานรัฐและเปิดเผย “10 สินบนที่ไม่ยอมทน” เพื่อผลักดันใบอนุญาตโปร่งใส การจัดเวทีความรู้สกัดทุนเทา–บัญชีม้า การรณรงค์ “เรียกรับ–เราร้อง” ผ่าน Corruption Watch เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการผลักดันกฎหมายเร่งด่วนด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐาน OECD และ OGP ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกวางเป็นข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล โดยมุ่งเปลี่ยนระบบกำกับดูแลประเทศให้ตรวจสอบได้มากขึ้น ลดต้นทุนคอร์รัปชันของภาคธุรกิจ และสร้างความโปร่งใสอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    “กกร. ขอขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ความสำคัญและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนในประเด็นที่เกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงาน และมีมติ กพช. เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 ให้ภาคอุตสาหกรรมคงการใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่อ้างอิง Pool gas ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระให้กับทั้งภาคเอกชนและประชาชน ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมกันวางแผนและกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมอย่างสมดุล”นายเกรียงไกร กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/908274/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SiEuh_nD7IrZN53E4r_HB

  • กกร. ชี้เศรษฐกิจไทย 2569 ชะลอแรง กำลังผลิตจีนล้น อุทกภัยใต้ฉุดรายได้

    กกร. ชี้เศรษฐกิจไทย 2569 ชะลอแรง กำลังผลิตจีนล้น อุทกภัยใต้ฉุดรายได้

              นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย และนายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟู และยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

              โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0% โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ มาตรการภาษี การสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย

              ส.อ.ท. ดำเนินโครงการ ‘พี่ช่วยน้องอุตสาหกรรมไทย’ เพื่อเร่งฟื้นฟูให้โรงงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ ทั้งการส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ การรับบริจาคอุปกรณ์ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งนี้ กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

               กกร.ให้ความสำคัญต่อการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเห็นชอบมติ ครม. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การวางหลักประกันของนายจ้างในการนำคนต่างด้าวมาทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากเดิมที่กฎกระทรวงปี 2564 กำหนดให้นายจ้างต้องวางหลักประกัน 1,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ซึ่งสร้างภาระต้นทุนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงได้ปรับเป็นระบบอัตราหลักประกันแบบขั้นบันไดตามจำนวนแรงงานเพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายเล็ก เปิดโอกาสให้นำเงินหลักประกันส่วนที่ได้รับคืนมาเสริมสภาพคล่องของกิจการ ขณะเดียวกันยังคงหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบของนายจ้างต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

               กกร. และเครือข่าย Zero Corruption ประเมินว่าการแก้ปัญหาทุจริตของไทยจำเป็นต้อง“ยกระดับกลไกเชิงระบบ” มากกว่าเพียงมาตรการรณรงค์ จึงเสนอกรอบขับเคลื่อน6 ด้านที่เน้นการปฏิรูปทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และโครงสร้างข้อมูลของประเทศ ได้แก่ 1) การปลูกฝังจิตสำนึก 2) นโยบายต่อต้านการทุจริต 3) ระบบบริหารความเสี่ยง 4)เทคโนโลยี 5) การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ 6) แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล พร้อมเปิดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รายไตรมาสที่มุ่งผลลัพธ์จับต้องได้ ได้แก่ การประกาศเจตนารมณ์ “เอกชนฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และเร่งให้ธุรกิจเข้าร่วม CAC เพื่อสร้างมาตรฐานต่อต้านสินบนในระดับอุตสาหกรรม การใช้ฐานข้อมูล ACT Ai ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ การสำรวจค่าสินบนใบอนุญาตในหน่วยงานรัฐและเปิดเผย “10 สินบนที่ไม่ยอมทน” เพื่อผลักดันใบอนุญาตโปร่งใส การจัดเวทีความรู้สกัดทุนเทา–บัญชีม้า การรณรงค์ “เรียกรับ–เราร้อง” ผ่าน Corruption Watch เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้อย่างปลอดภัย

              รวมถึงการผลักดันกฎหมายเร่งด่วนด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐาน OECD และ OGP ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกวางเป็นข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล โดยมุ่งเปลี่ยนระบบกำกับดูแลประเทศให้ตรวจสอบได้มากขึ้น ลดต้นทุนคอร์รัปชันของภาคธุรกิจและสร้างความโปร่งใสอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    #เศรษฐกิจไทยปี69ชะลอตัว

    #กกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VJjxYtlvaboPIFskWcEti

  • ห่วงเศรษฐกิจปีหน้าโตต่ำกว่า 2% เหตุภาษีการค้ายังไม่จบ

    ห่วงเศรษฐกิจปีหน้าโตต่ำกว่า 2% เหตุภาษีการค้ายังไม่จบ


    กกร.ประเมินเศรษฐกิจปี’69 ชะลอตัว ผลกระทบจากภาษีสหรัฐ สินค้าทะลักแข่งเข้าไทย ชี้น้ำท่วมใต้ฉุดรายได้วูบ 3 หมื่นล้านบาท วอนแบงก์ชาติดูแลบาทแข็งค่า ทุบส่งออกและท่องเที่ยว

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผย ว่าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 -2.0%  จากผลกระทบมาตรการภาษีของสหรัฐฯที่ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain  ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local  content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ

    สำหรับอุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง(ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟูและยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาทหรือ 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0%  โดยในปี2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

    ทางกกร.ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน  ครอบคลุมการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นการช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ การลดภาระทางการเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบกิจการรวมถึงมาตรการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โรงงาน และสถานประกอบการให้กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้นระยะกลางและระยะยาว 

    นอกจากนี้กกร.ยังมีความกังวล ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากอีกปัจจัยที่กกร.มีความกังวลคือเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก โดยช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้น 7% เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาครองจากมาเลเซีย ซึ่งมีผลกระทบต่อการส่งออก เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอย่างเวียดนามแล้ว ค่าเงินดองอ่อนค่าลง 3%  ขณะเดียวกันยังกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย

    ” อยากฝากให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ดูแลเรื่องค่าเงินบาท ที่น่าแปลกใจว่า เวียดนามทำอย่างไรให้ค่าเงินดองอ่อนได้ไม่ผิดเกณฑ์ของสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศไทยซึ่งมีพื้นฐานเศรษฐกิจในแนวโน้มชะลอตัวแต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นสวนทางกัน “

    ด้านนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า  เศรษฐกิจปีหน้าต้องยอมรับว่ายังคงเหนื่อย โดยเท่าที่มีการประเมินกันนั้นจีดีพีปีหน้ากรอบการเติบโตจะประมาณ 1.5-1.8% จากปัจจัยท้าทายในความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ยังไม่รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้

    ขณะที่สภาพคล่องในระบบและระดับหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในภาวะน่ากังวล ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับจำเป็นต้องเร่งพิจารณามาตรการดูแลอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hx863dA84skyTpq65F8qY

  • จีนออกกฎหมายใหม่ส่งเสริมเศรษฐกิจเอกชนของมณฑลซานตง

    จีนออกกฎหมายใหม่ส่งเสริมเศรษฐกิจเอกชนของมณฑลซานตง

    เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการสภามณฑลซานตงได้ออก “ข้อบัญญัติส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเอกชนของมณฑลซานตง” ชุดที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและกำหนดมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

    ปัจจุบัน มณฑลซานตงมีนิติบุคคลเอกชนกว่า 14.4 ล้านราย และมีสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนสูงถึงร้อยละ 63.3 สะท้อนบทบาทสำคัญของภาคเอกชนต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของมณฑลฯ โดยข้อบัญญัติฉบับนี้ประกอบด้วย 8 หมวด 64 มาตรา ได้แก่ บททั่วไป การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การสนับสนุนทรัพยากร การคุ้มครองสิทธิ์ การพัฒนาคุณภาพสูง การค้ำประกันด้านบริการ และความผิดตามกฎหมาย โดยรองอธิบดีกรมยุติธรรมมณฑลซานตง นายหลิว เจิ้นหยวน กล่าวว่า กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเอกชนของประเทศจีนฉบับใหม่ ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับรูปแบบและความต้องการของภาคเอกชนในยุคปัจจุบัน เช่น การคุ้มครองสิทธิทางธุรกิจ ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ยกระดับมาตรการรักษาความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ และเพิ่มมาตรการด้านการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ภาคเอกชน เช่น  การส่งเสริมบริการด้านการเงินในห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามข้อห้ามอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังห้ามหน่วยงานรัฐจำกัดหรือกีดกันธุรกิจเอกชนในกระบวนการประมูลและการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงกำหนดกลไกลงโทษหน่วยงานที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือจ่ายเงินล่าช้าแก่เอกชน พร้อมกำหนดให้การตรวจสอบภาคธุรกิจต้องเป็นไปตามหลักการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม ห้ามเก็บค่าธรรมเนียมเกินควร หรือบังคับใช้กฎหมายโดยมิชอบ รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    ในอนาคตมณฑลซานตงยังตั้งเป้าผลักดันภาคเอกชนเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมอนาคต เช่น พลังงานใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงเปิดให้ธุรกิจเอกชนเข้าร่วมโครงการสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เพื่อยกระดับฐานการผลิตและดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในการนี้ รัฐบาลมณฑลซานตงได้เร่งขจัดอุปสรรคการเข้าถึงตลาด และเปิดเสรีการลงทุนด้านพลังงาน ยกเลิกกฎระเบียบซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติ 58 ฉบับ และตรวจสอบกรณีการแข่งขันไม่เป็นธรรมกว่า 1,900 เรื่อง เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมมากชั้น พร้อมทั้งดำเนินมาตรการบริการเพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการกว่า 900 เรื่อง และปรับปรุงระบบการตรวจสอบประวัติบริษัทให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยลดระยะเวลาดำเนินการลงร้อยละ 30 ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของมณฑลอย่างมั่นคงในระยะยาว

    ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว
    ปัจจุบันมณฑลซานตงมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน (รองจากมณฑลกวางตุ้ง และมณฑลเจียงซู) โดย GDP ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ของมณฑลซานตงมีมูลค่า 7.71 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 35 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.65 ของ GDP ทั้งประเทศจีน ที่ผ่านมามีวิสาหกิจไทยที่มาลงทุนในมณฑลซานตง ได้แก่ กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) บมจ.บ้านปู (BANPU) (เหมืองถ่านหินและผลิตไฟฟ้า ที่เมืองปินโจว) บริษัท ปตท. จำกัด (PPT) (โรงงานบรรจุน้ำมันหล่อลื่น เมืองหลินอี๋)  และบริษัท ดับเบิลเอ จำกัด รวมทั้งความร่วมมือในกลุ่มอุตสาหกรรมยางพารากับกลุ่ม Rubber Valley 

    ทั้งนี้ มณฑลซานตงได้เร่งดำเนินนโยบายยกระดับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ โดยการจัดการกิจกรรมสำคัญอย่างมีคุณภาพสูง เพิ่มระดับการสนับสนุนการลงทุนซ้ำในประเทศของวิสาหกิจต่างชาติ นำนักลงทุนต่างชาติขยายการลงทุนในมณฑลซานตงอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมบรรษัทข้ามชาติจัดตั้งบริษัทลงทุนในมณฑลซานตง ดึงดูดการลงทุนต่างชาติสู่โครงการสำคัญระดับมณฑล อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติในการควบรวมกิจการและซื้อกิจการข้ามพรมแดนในมณฑลซานตง ซึ่งข้อบัญญัติส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเอกชนฉบับใหม่ของมณฑลซานตง ไม่เพียงเป็นการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจภายในจีนเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ให้ไทยในด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะโครงการ EEC ทำให้ความร่วมมือไทย–จีนมีแนวโน้มเติบโตมากยิ่งขึ้นในอนาคต

    ที่มาข้อมูล: 
    http://sd.news.cn/20251125/4192ff9976224ea08f6f1336ffc76832/c.html
    http://news.lznews.cn/luzhong/shandong/202511/t20251122_16760876.html
    ที่มาภาพ:  https://nenpower.com/blog/shandong-province-issues-notice-for-smooth-transition-of-power-market-by-2025/
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/namqn3ig4wcmax5ptjh0o4fl&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PXTXE1WcYBN829sibSRTC

  • ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต ดันปีหน้า ‘ปีแห่งการลงทุน’

    ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต ดันปีหน้า ‘ปีแห่งการลงทุน’

    3.ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ และมีความเหลื่อมล้ำสูง คนมีรายได้ 20% กินสัดส่วนรายได้ 50% และคนที่รายได้น้อย 20% มีรายได้น้อยมาก แค่ 6% ของประเทศ และผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก  ขณะที่ SMEs เราขาดสภาพคล่อง และความสามารถในการผลิตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงมีการนำเอามาตรการสนับสนุน SMEs เข้า ครม.ในวันนี้ และมีแพ็กเกจที่ออกมาเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และให้มาตรการภาษีให้รายใหญ่ช่วย SMEs รวมทั้งมาตรการ การเร่งจ่ายเงินในส่วนของคู่ค้าทั้งรายใหญ่ และภาครัฐ โดยใช้การวางบิลผ่านระบบ PromtBiz เพื่อสร้างสภาพคล่อง SMEs ระยะยาว

    ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต ดันปีหน้า 'ปีแห่งการลงทุน'

    ปัญหาประชากรที่น้อยลงต้องเร่งการทำ Reskills Upskills ให้คนไทยเก่งมากขึ้น เช่นการทำโครงการคนละครึ่งพลัสที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเพิ่มความสามารถให้กับพ่อค้าแม่ค้าให้เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่เก่งขึ้น เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะที่การดึงคนที่เป็นบุคคลที่มีความสามารถเปิดให้คนที่มีเก่งมากๆ เข้ามาทำงานกับคนไทย แต่ไม่ใช่เรื่องการเข้ามาแบบเป็นสแกมเมอร์

    และ 4.ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม จากการที่เราเห็นปัญหาที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่มาจากปัญหาโลกร้อน เราจะรองรับมันอย่างไร เพราะปัญหานี้จะมาอีกในอนาคต โดยจำเป็นเรื่องการถอดบทเรียนซึ่ง ครม.ได้มอบให้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำงานในเรื่องนี้ เพื่อให้สามารถถอดบทเรียน หาทางป้องกัน และเราต้องทำในเรื่องที่สอดคล้องกับกติกาโลกในส่วนที่ส่งเสริมเรื่องเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM การเงินสีเขียว (Green loan) ที่เป็นโอกาสของธุรกิจไทย

    นอกจากเรื่องของ Reset 4 ด้าน ต้องผลักดันเรื่องของการลงทุน ที่สำคัญคือ เรื่องของพลังงานสะอาด โดยต้องปลดล็อกเรื่องของการลงทุนในเรื่องของพลังงาน เช่น เรื่องของการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA)

    ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนยังให้ความสนใจคือ สาขาที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) อุตสาหกรรมอาหาร (Food Processing) สมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Printed Circuit Board (PCB)  นอกจากนั้นยังมีการอัปเกรดฐานการผลิตรถยนต์เป็นรถยนต์ Hybrid หรือไฟฟ้า (EV) และศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ได้เข้าไปดูในเรื่องของปัญหาคือ โครงการจำนวนมากที่ได้รับอนุมัติบัตรส่งเสริมแล้ว และพร้อมจะลงทุนจริง ซึ่งมีกว่า 80 โครงการ ที่มีมูลค่าประมาณ 460,000 ล้านบาท กลับติดปัญหาไม่สามารถลงมือได้จริง เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องน้ำ ไฟฟ้า วีซ่า การขออนุญาต และที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงปลดล็อก โดยให้เป็นการลงทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชน (PPP) เป็นการลงทุนกองทุน Infrastructure Fund โดยมีกลไกในเรื่องนี้อยู่แล้วสามารถทำได้ และช่วยในเรื่องนี้เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ของไทยสามารถเติบโตได้ด้วย ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกทั้งการลงทุน และศักยภาพการลงทุน

    นอกจากนั้นต้องคิดในเรื่องการปลดล็อกให้ผู้สูงอายุกลับมาทำงาน ซึ่งคนไทยจำนวนมากที่เกษียณโดยยังไม่พร้อม โดยให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมาทำงานได้ ซึ่งเราอาจต้องเปิดใจในเรื่องการรับหมอ พยาบาล  จากต่างประเทศเข้ามาทำงานได้ เรื่องนี้ต้องเปิดใจเหมือนสิงคโปร์ ที่ทำในเรื่องนี้เพื่อให้เศรษฐกิจไปได้

    สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องเข้าสู่ในเรื่องของกรีนซัพพลายเชน และซัพพลายเชนของโลกให้ได้ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยให้มาตรการทางภาษีเข้ามาช่วย ซึ่งจะลงทุนในอนาคต และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยคิดอย่างจริงจังเพื่อลงทุน

    โอกาสสุดท้ายที่จะผลักดันการลงทุน คุ้มค่า สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก การลงทุนในคน และการลงทุนที่ตรงกับความต้องการของโลก เพื่อดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ โลกยุคใหม่เพื่อให้ไทยนั้นสามารถที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง โตอย่างมีเสถียรภาพ และมีความยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378970257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wrMnomJXBGBqjiSXynmCN

  • ผู้บริหาร รร.ไผทอุดมศึกษา แจงปมเลิกกิจการ ผู้ปกครองกว่า 60% ค้างชำระค่าเทอม

    ผู้บริหาร รร.ไผทอุดมศึกษา แจงปมเลิกกิจการ ผู้ปกครองกว่า 60% ค้างชำระค่าเทอม

    ผู้บริหารโรงเรียนไผทอุดมศึกษา แจงปมเลิกกิจการ เผยมีผู้ปกครองกว่า 60% ของนักเรียนจำนวนกว่า 1,000 คน ค้างชำระค่าเทอมต่อเนื่องหลายปี พร้อมประสานโรงเรียนเอกชนอื่นให้เด็กเรียนต่ออย่างต่อเนื่อง

    วันที่ 3 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า ภายหลังจาก “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดัง ส่งหนังสือถึงผู้ปกครอง ประกาศยุติการเรียนการสอน และเลิกกิจการโรงเรียนไผทอุดมศึกษา หลังเปิดมานานกว่า 55 ปี โดยอ้างถึงปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินและการค้างชำระค่าเทอมจากผู้ปกครอง และได้มีการเรียกประชุมผู้ปกครอง เพื่อชี้แจงรายละเอียด ในวันนี้ 3 ธันวาคม 2568 ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ทั้งนี้ ได้มีกลุ่มผู้ปกครองได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องการช่วยเหลือและการเยียวยา โดยความรู้สึกของตัวแทนผู้ปกครองได้สะท้อนถึงการประกาศยุติการเรียนการสอนและเลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 ของโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ถนนวิภาวดีรังสิต 

    โดยมีผู้ปกครองจำนวนมากตั้งคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานของคณะผู้บริหาร ซึ่งนำไปสู่ปัญหาขาดสภาพคล่องและการประกาศยุติกิจการอย่างกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อผู้ปกครองที่ต้องเร่งหาสถานศึกษาใหม่ให้กับบุตรหลานในระหว่างปีการศึกษา บางรายมีบุตรหลานเพิ่งเข้าเรียนได้เพียงปีเดียว และได้ชำระค่าแรกเข้าเป็นจำนวนเงินประมาณหนึ่งหมื่นบาท รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ แต่กลับต้องหาสถานศึกษาใหม่ ทำให้เกิดภาระเพิ่มเติมแก่ผู้ปกครอง

    ทางผู้บริหารโรงเรียนได้จัดให้มีการชี้แจงและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชี้แจงว่าผู้ปกครองกว่า 60% ของนักเรียนจำนวนกว่า 1,000 คน มีการค้างชำระค่าเทอมมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ซึ่งส่งผลให้การบริหารภายในโรงเรียนขาดดุล ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายบุคลากรและการดูแลนักเรียน

    นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้เปิดเผยว่า โรงเรียนไผทอุดมศึกษาได้ยื่นเรื่องเพื่อขอเลิกกิจการ และได้ประสานงานกับโรงเรียนเอกชนประมาณ 24 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือในการรองรับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,005 คน เพื่อให้สามารถเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่องตามระดับชั้นที่กำลังศึกษาอยู่ โดยจะมีการติดตามสถานการณ์และขั้นตอนต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนทุกคนจะมีสถานศึกษารองรับ ส่วนบุคลากรในโรงเรียนจะได้รับสิทธิในการรับเงินชดเชยตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2899563&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O2og0AwI_3xAE0S1WPeJ3

  • “ดร.เอ้” เปิดตัว 22 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยก้าวใหม่  ลั่นพาประเทศออกจากหลุมดำ

    “ดร.เอ้” เปิดตัว 22 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยก้าวใหม่  ลั่นพาประเทศออกจากหลุมดำ


    “ดร.เอ้” เปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส. พรรคไทยก้าวใหม่ 22 คน ชี้ถึงเวลาประเทศไทยต้อง “ก้าวใหม่” เลิกจมหนี้–จมน้ำ พร้อมเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

    ที่ Victor Club, FYI Center ชั้น 2 ถนนพระราม 4 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่   นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ “ดร.เอ้” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แถลงเปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรค จำนวน 22 คน โดยระบุว่า ตลอด 2 เดือน นับตั้งแต่การเปิดตัวพรรคเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พรรคไทยก้าวใหม่ยึดอุดมการณ์การเมืองแบบสร้างสรรค์ มุ่งแก้ปัญหาความขัดแย้งที่สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี และตั้งใจทำงานเพื่อคนไทยทุกกลุ่ม ให้หลุดพ้นจากความยากจนและความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่

    ดร.เอ้ ระบุว่า เพิ่งลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ และพบภาพ “โลกสองใบ” ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ระหว่างผู้คนในเมืองใหญ่ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางความสะดวกสบาย กับประชาชนจำนวนมาก ซึ่งยังเผชิญความลำบากขั้นพื้นฐาน ทั้งเด็กที่ไม่มีอาหารเช้าให้กิน ผู้สูงอายุที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และครอบครัวที่ไม่มีรายได้เพิ่มแม้เพียงวันละ 100–200 บาท

    ขณะที่ผู้พิการจำนวนมากต้องพึ่งสวัสดิการ เพียงเดือนละ 1,000 บาท ทั้งนี้ ประชาชนใน “โลกใบที่สอง” เหล่านี้กำลังถูกดึงเข้าสู่ภาวะหนักหน่วงเหมือน “หลุมดำ” และหากประเทศไม่เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างโดยเร็ว ทั้งครอบครัว และประเทศชาติอาจถูกแรงดึงดูดนั้นกลืนลงสู่ความยากจนอย่างถาวร

    ดร.เอ้ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ขณะที่ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ความยากจนในชุมชนเมือง และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กำลังขยายตัว จนกลายเป็นวิกฤตระดับประเทศ พรรคไทยก้าวใหม่จึงตั้งใจเปลี่ยนประเทศด้วยหลักคิดเชิงวิชาการและอุดมการณ์ที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ประเทศไทยซ้ำรอยความผิดพลาดเดิม

    หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ยังระบุว่า ผู้ที่มาร่วมในวันนี้ล้วนเป็นคนที่มีความสามารถ ทั้งผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจ “ก้าวออกจากโลกใบเดิม” เพื่อรับใช้ประชาชน โดยเชื่อว่าการรวมพลังครั้งนี้จะส่งความหวังให้ประชาชนเห็นว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกใหม่ที่ตั้งใจทำงานจริง ไม่เล่นการเมืองแบ่งขั้ว

    “วันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้ ต้องออกมาก้าวใหม่ ต้องเลิกจมทั้งหนี้และจมน้ำ นี่คือเวลาที่เราจะเดินไปพร้อมกับประชาชน สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงทั้งจังหวัด เขตเลือกตั้ง และประเทศไทยของเรา”

    จากนั้น ดร.เอ้ ได้มอบเสื้อและหมวกให้แก่ผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส. ทั้ง 22 คน ได้แก่

    1.ว่าที่ ร.อ.พรเนตร ศรีทอง (กาญจนบุรี)

    2.อำนาจ ทัดสวน (กาญจนบุรี)

    3.ปกาศิต วิเศษแก้ว (ขอนแก่น)

    4.ระพีพร ชำนาญเวช (จันทบุรี)

    5.พชรดนัย ใจเที่ยง (จันทบุรี)

    6.ดิเรก ผาสุขมูล (ชัยภูมิ)

    7.ธีรวุฒิ พงษ์จันทร์ (ชัยภูมิ)

    8.ประเสริฐศักดิ์ ขำหินตั้ง (ชัยภูมิ)

    9.เทพบัญชา ทุมโยมา (บึงกาฬ)

    10.ดร.ทรงพล บุญสวัสดิ์ (ปทุมธานี)

    11.พ.ต.อ.เอกราช หุ่นงาม (ประจวบคีรีขันธ์)

    12.สธานนท์ ใยบำรุง (ประจวบคีรีขันธ์)

    13.ดร.ประภาส เนื่องแก้ว (มหาสารคาม)

    14.พันเอก (พิเศษ) สมเพชร ปาปะโข (มหาสารคาม)

    15.สุปรีชา พุทธคุณ (ยโสธร)

    16.อภิรักษ์ชัยชนะ ปันยารชุน (ราชบุรี)

    17.ดนิตา มาบุญธรรม (ร้อยเอ็ด)

    18.เกียรติศักดิ์ สุดแดน (สระแก้ว)

    19.อภิวัฒน์ จันแปรน (สระแก้ว)

    20.นงรัตน์ จันทะมา (สระแก้ว)

    21.ชาญ สุคนธ์ (สระแก้ว)

    22.รักษา สุนินทบูรณ์ (สุรินทร์)

    ขณะเดียวกัน นายสุชัชวีร์ ยังแถลงนโยบายด้านการศึกษา ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยหลายด้าน ทั้งอุทกภัย วาตภัย และปัญหาเศรษฐกิจ แต่ภัยที่รุนแรงที่สุดคือ “ปัญญาภัย” หรือภัยจากความไม่รู้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้น ในประเทศไทยอย่างชัดเจน เมื่อคนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้

    ดังนั้น การศึกษา คือ “ยาแก้จน” และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยบริหารการศึกษา โดยใช้ความรู้หรือปัญญาอย่างแท้จริง ส่งผลให้เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือปัญหาระดับโครงสร้าง รัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    จากนั้น นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวเปิดนโยบายด้านการศึกษา ว่า รัฐบาลแก้ปัญหาผิดวิธี เพราะเน้นผลประโยชน์ระยะสั้นเพื่อให้ได้คะแนนนิยม โดยการแจกเงิน เพื่อหวังจะได้คะแนน เป็นการซื้อเวลาแบบไม่สร้างอนาคต รัฐบาลเล่นง่าย แต่กำลังทำลายอนาคตของชาติ นโยบายของรัฐบาลไม่มีการลงทุนกับคนเลยแม้แต่บาทเดียว
           
    นายวราวิช  กล่าวต่อว่า พรรคไทยก้าวใหม่ เชื่อว่าคนไทยทุกคนคือต้นน้ำของเศรษฐกิจดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำ คือการลงทุนสร้างคน และคนเท่านั้นที่จะเป็นทางรอดทางเดียวของประเทศ เพราะเราไม่เคยลงทุนสร้างคนมาก่อนเลย เราจะสร้างทุนมนุษย์สร้างคนไทยทุกคนให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น เราจะทำทันที โดยแบ่งคนไทยออกเป็น 2 กลุ่มกลุ่มแรกคือกลุ่มอนาคต ที่กำลังเรียนอยู่ และกลุ่มคนปัจจุบันคือคนที่จบไปแล้ว 
           
    นายวราวิช กล่าวอีกว่า นโยบายที่จะนำไปช่วยกลุ่มคนปัจจุบันคือ ต้องเอาเทคโนโลยีไปช่วยคนตัวเล็ก เกษตรกร SME และมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ ดังนั้นจึงมีนโยบาย คือ1.ให้ทุนกับเกษตรกรที่มีบุตรหลานเป็นยุวเกษตรอัจฉริยะ โดยจะส่งอุปกรณ์และคนลงไปสอน 2. นโยบายพลิกชีวิต SME  รายย่อย จะไม่สอนแต่จะส่งทีมไปช่วย และ3. สกิลปังกระเป๋าตุง ด้วยการทำรีสกิล อัพสกิล
         
    นายวราวิช กล่าวด้วยว่า ขณะที่กลุ่มอนาคต เราต้องรื้อโครงสร้างการศึกษาทั้งระบบ เพราะมีความเหลื่อมล้ำ เด็กหลุดออกจากระบบจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเด็กไทยต้องมีทักษะในอนาคต คนมาไม่ตรงปัญหาการศึกษาที่ผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งมหาลัยและอาชีวะ ทำให้ต้องมี5 นโยบายนื้อระบบการศึกษา คือ 1. Digital transformation ทำแพลตฟอร์มสำหรับการศึกษาระดับชาติที่เป็น Big Data ที่ไม่ใช่แค่กระทรวงศึกษา อาชีวศึกษา แต่รวมถึงอุดมศึกษาด้วย ,ต้องมีระบบการจัดการโรงเรียน ที่จะต้องไม่ใช่หน้าที่ของครู , ความรู้ที่ดีขึ้นระบบออนไลน์ เพื่อให้ครูรุ่นใหม่ได้ศึกษา ,และจะต้องมีครูเพอ่มเขึ้นจาก4แสนคน เป็น8แสนคน โดยใช้ AI เป็นครูผู้ช่วยในการทำการเรียนการสอน และจะนำงานวิจัยขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์  2. Re-Engineering ต้องบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจ, ยกเลิกภารกิจครูที่ไม่เกี่ยวกับการสอนโดยสิ้นเชิง ,ยกเลิกระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอน ,เรียนรู้ได้จากผู้เชี่ยวชาญ ,ครูครบชั้น ครูตรงวุฒิต้องมี, งบประมาณต้องมีการเสนอขึ้นมาจากเขต 3. Re-Design เด็กวันนี้ต้องมีทักษะ 4C และเน้นการเรียนรู้แบบทำความเข้าใจ, จะต้องมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่2 ต้องสอน AI ตั้งแต่ป.1, เลิกฟัง จด ท่องสอบ และสร้างอาชีวะเฉพาะทาง และต้องเพิ่มสาขาในมหาลัยให้มากขึ้น  4. อัพสกิล รีสกิล ข้าราชการทุกระดับชั้นที่เกี่ยวกับการศึกษาต้อง up skill ทั้งหมด ครูอาชีวะต้องไปทำงานตอนปิดเทอม และ5. โรงเรียนดีใกล้บ้าน จะลดความเหลื่อมล้ำ มีครูตรงวุฒิครบชั้นและทันสมัยได้
      
     “ฉะนั้นเราจะเลิกทน เลิกจน ลงทุนสร้างคนกับไทยก้าวใหม่ ถ้าเราเป็นรัฐบาล ปีหน้าเศรษฐกิจจะโตเป็น 2%” นายวราวิช กล่าว
           
    นายวราวิช กล่าวว่า นโยบายสำหรับเด็ก 1.ต้องเรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่มีหนี้ เรียน3 ปีเพียงพอแล้ว ยกเว้นบางวิชาชีพ ต้องจะเพิ่มอาหารเช้า 5 วัน 5 หมู่ 10 มื้อ ส่งลูกเรียนได้เงิน  นโยบายสำหรับคนเรียนจบแล้ว คือ 1.เลิกทำงานไร้ประโยชน์  2.เลิกทำงานที่เพิ่มภาระและไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง  3.เลิกทำวิทยฐานะแบบไร้เหตุผล 4.มีเงินใช้ระหว่างเรียน และ5. Portfolio แบบดิจิตอลตลอดชีวิต
         
    ด้านนายสุชัชวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายการศึกษาของรัฐบาลไทยก้าวใหม่เราต้องรื้อ และนี่คือสิ่งที่ทำได้จริงพรรคไทยก้าวใหม่ทำแล้วและจะทำให้กับโรงเรียนทุกโรงเรียนในประเทศไทย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/38158&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oOdu20fZbI3pZLA8KS7lH

  • สพฐ. ร่วม กฟผ. มอบรางวัล “โรงเรียนเบอร์ 5” ประจำปี 2568 ตอกย้ำความร่วมมือขับเคลื่อนสถานศึกษาสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง – OBEC

    สพฐ. ร่วม กฟผ. มอบรางวัล “โรงเรียนเบอร์ 5” ประจำปี 2568 ตอกย้ำความร่วมมือขับเคลื่อนสถานศึกษาสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง – OBEC

    เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นางอาทิตยา ปัญญา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา พร้อมด้วย นางสาวนลินี จีนกูล ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการพิเศษ เข้าร่วมพิธีมอบรางวัล “โรงเรียนเบอร์ 5” ประจำปี 2568 โดยมี นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางรังสินี ประกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงาน ผู้แทนจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จังหวัดนนทบุรี

    .

    โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้ “โครงการความร่วมมือด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา (โครงการห้องเรียนสีเขียว)” โดยมุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษาดำเนินการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาบทเรียนและกิจกรรมด้านพลังงาน และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมทั้งขยายองค์ความรู้จากโรงเรียนสู่ครอบครัวนักเรียนและชุมชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

    .

    สำหรับปี 2568 มีโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์และได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 98 โรงเรียน นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นและพยายามของสถานศึกษาทั่วประเทศในการอนุรักษ์พลังงานและยกระดับมาตรฐานการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการปลูกฝังจิตสำนึกด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมให้แก่นักเรียน เยาวชน และชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    .

    ข้อมูล/ภาพ : FB Page GREEN OBEC สิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    เรียบเรียง : ยศุเนตร ธรรมปาน

    ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    .

    #สพฐ#กระทรวงศึกษาธิการ#เรียนดีมีคุณธรรม#โรงเรียนเบอร์5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/23884&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mKsOcg-FoDOL1b9Pzp2jR

  • ประกาศรับสมัครย้ายไปบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ระดับชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 57 อัตรา – OBEC

    ประกาศรับสมัครย้ายไปบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ระดับชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 57 อัตรา – OBEC

    อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศรับสมัครย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ ไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ระดับชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 57 อัตรา ระหว่างวันที่ 8 – 17 ธันวาคม 2568  ทั้งนี้ ผู้ที่มีความประสงค์จะขอย้ายไปบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าว สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.moe.go.th/ประกาศ-อ-ก-ค-ศ-สำนักงานปลั-16/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/23928&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gjYEFCFB1Cu8pQwQHfdNm