Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เอกนิติ” ชี้ 4 ประเด็น รีเซตเศรษฐกิจไทย ดันยุทธศาสตร์ไทย ปีหน้าเป็น “ปีแห่งการลงทุน”

    “เอกนิติ” ชี้ 4 ประเด็น รีเซตเศรษฐกิจไทย ดันยุทธศาสตร์ไทย ปีหน้าเป็น “ปีแห่งการลงทุน”

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 3 ธ.ค. 2568, 12:01 1

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Thailand’s Economic Reset ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ในงาน Dinner Talk : Go Thailand 2026 – Beyond Survival โอกาสไทยในวิกฤตจัดโดยฐานเศรษฐกิจว่าประเทศไทยต้องมีการ Reset ในปัญหาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 

    1.ประเทศไทยวันนี้ในเรื่องของเศรษฐกิจ ประเทศเราเศรษฐกิจโตต่ำลงเรื่อยๆจากที่เคยโตเฉลี่ย 7%ในช่วงทศวรรษ2540  มาปัจจุบันเศรษฐกิจโตแค่ 2%  การที่เศรษฐกิจไทยเราโตต่ำนั้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเรากินบุญเก่ามาตลอด โดยมาจากการลงทุนในอดีต เราไม่ได้ลงทุนอย่างจริงจังมานาน โดยก่อนปี 2540 การลงทุนรวมอยู่ที่40% ของจีดีพี ปัจจุบันการลงทุนเหลือแค่ 22% เท่านั้น

    “ถ้าประเทศไทยเปรียบเป็นโรงงานของเราก็เก่ามาก ผลิตของไม่เป็นที่ต้องการ แม้กระทั่งการไปขายข้าวเราก็ยังขายข้าวแบบเดิม อุตสาหกรรมรถยนต์ที่คนใช้รถไฟฟ้า และไฮบริดมากขึ้น เราจะทำอย่างไร การท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเติบโตเป็น wellness destination ซึ่งทั้งหมดต้อง Resetใหม่”นายเอกนิติ กล่าว 

    ดังนั้นได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยว่า ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในปีหน้าจะเป็นปีแห่งการลงทุน เราต้อง Reset เรื่องของการลงทุน จากที่ผ่านมาเราโตด้วยการส่งออก  ประเทศไทยเราพึ่งพาการส่งออกทั้งในเรื่องของพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการ การเติบโตของเศรษฐกิจ ต้องแก้หนี้ครัวเรือน และช่วยSMEs ให้มีลมหายใจ เพื่อให้การเติบโตในประเทศเข้มแข็ง

    2.การเติบโตของเศรษฐกิจไทยต้องมุ่งเสถียรภาพ ต้องไม่ใช่โตระยะสั้น หรือไม่มีเสถียรภาพ เพื่อให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งในเรื่องของการคลังเราต้องรักษาเสถียรภาพ โดยก่อนปี 2540 เรามีปัญหาเรื่องสถาบันการเงินและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จึงมาเจอเรื่องวิกฤติปี 2540 

    การเติบโตต้องเน้นในเรื่องการสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจแม้ว่า ปัจจุบัน NPL ของไทยอยู่ที่ไม่ถึง 3% เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 20% ซึ่งสถาบันการเงินเราเข้าแข็ง ทุนสำรองเราแข็งแรงมากในปัจจุบันเกินดุลบัญชีเดินสะพัด4% เทียบกับหนี้ระยะสั้นมากกว่า 2.5%  ซึ่งสถานการณ์ต่างจากปี 2540 แต่การคลังเราอ่อนแอ ซึ่งเราโดนใบเหลืองทำให้ Outlook เราโดนปรับลดลงเป็น Negative ซึ่งเราแก้โดยการคืนหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส.) และเราทำแผนเรื่องการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดการขาดดุลให้ต่ำลงเรื่อยๆโดยมีเป้ามาต่ำกว่า 3% ของจีดีพีให้ได้ภายในปี 2572 

    3.ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ และมีความเหลื่อมล้ำสูง คนมีรายได้ 20% กินสัดส่วนรายได้ 50% และคนที่รายได้น้อย 20% มีรายได้น้อยมาก แค่ 6% ของประเทศ และผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก  ขณะที่SMEs เราขาดสภาพคล่องและความสามารถในการผลิตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงมีการนำเอามาตรการสนับสนุน SMEs เข้า ครม.ในวันนี้ และมีแพคเกจที่ออกมาเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และให้มาตรการภาษีให้รายใหญ่ช่วย SMEs รวมทั้งมาตรการการเร่งจ่ายเงินในส่วนของคู่ค้าทั้งรายใหญ่ และภาครัฐ โดยใช้การวางบิลผ่านระบบ PromtBiz เพื่อสร้างสถาพคล่องSMEs ระยะยาว 

    ปัญหาประชากรที่น้อยลงต้องเร่งการทำ Reskills Upskills ให้คนไทยเก่งมากขึ้น เช่นการทำโครงการคนละครึ่งพลัสที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเพิ่มความสามารถให้กับพ่อค้าแม่ค้าให้เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่เก่งขึ้น เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะที่การดึงคนที่เป็นบุคคลที่มีความสามารถเปิดให้คนที่มีเก่งมากๆเข้ามาทำงานกับคนไทย แต่ไม่ใช่เรื่องการเข้ามาแบบเป็นแสกมเมอร์ 

    4.ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม จากการที่เราเห็นปัญหาที่หาดใหญ่ ที่มาจากปัญหาโลกร้อน เราจะรองรับมันอย่างไร เพราะปัญหานี้จะมาอีกในอนาคต โดยจำเป็นเรื่องการถอดบทเรียนซึ่ง ครม.ได้มอบให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำงานในเรื่องนี้ เพื่อให้สามารถถอดบทเรียน หาทางป้องกัน และเราต้องทำในเรื่องที่สอดคล้องกับกติกาโลกในส่วนที่ส่งเสริมเรื่องเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM การเงินสีเขียว (Green loan) ที่เป็นโอกาสของธุรกิจไทย 

    นอกจากเรื่องของ Reset 4 ด้าน เราต้องผลักดันเรื่องของการลงทุน ที่สำคัญคือเรื่องของพลังงานสะอาด โดยต้องปลดล็อกเรื่องของการลงทุนในเรื่องของพลังงาน เช่น เรื่องของการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) 

    ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนยังให้ความสนใจคือสาขาที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) อุตสาหกรรมอาหาร (Food Processing) สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Printed Circuit Board (PCB)  นอกจากนั้นยังมีการอัปเกรดฐานการผลิตรถยนต์เป็นรถยนต์ Hybrid หรือไฟฟ้า (EV) และศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ได้เข้าไปดูในเรื่องของปัญหาคือโครงการจำนวนมากที่ได้รับอนุมัติบัตรส่งเสริมแล้ว และพร้อมจะลงทุนจริง ซึ่งมีกว่า 80 โครงการ ที่มีมูลค่าประมาณ 460,000 ล้านบาท กลับติดปัญหาไม่สามารถลงมือได้จริง เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องน้ำ ไฟฟ้า วีซ่า การขออนุญาต และที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงปลดล็อก โดยให้เป็นการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เป็นการลงทุนกองทุน Infrastructure Fund โดยมีกลไกในเรื่องนี้อยู่แล้วสามารถทำได้และช่วยในเรื่องนี้เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ของไทยสามารถเติบโตได้ด้วย ซึ่งถืเป็นการปลดล็อกทั้งการลงทุน และศักยภาพการลงทุน 

    นอกจากนั้นต้องคิดในเรื่องการปลดล็อกให้ผู้สูงอายุกลับมาทำงาน ซึ่งคนไทยจำนวนมากที่เกษียณโดยยังไม่พร้อมโดยให้ผู้สูงอายุสามาถกลับมาทำงานได้ ซึ่งเราอาจต้องเปิดใจในเรื่องการรับหมอ พญาบาล  จากต่างประเทศเข้ามาทำงานได้ เรื่องนี้ต้องเปิดใจเหมือนสิงคโปร์ ที่ทำในเรื่องนี้เพื่อให้เศรษฐกิจไปได้ 

    นอกจากนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าสู่ในเรื่องของกรีนซัพพลายเชนให้ได้  และซัพพลายเชนของโลกให้ได้ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยให้มาตรการทางภาษีเข้ามาช่วย ซึ่งจะลงทุนในอนาคต และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยคิดอย่างจริงจังเพื่อลงทุน

    “โอกาสสุดท้ายที่เราจะ จะผลักดันการลงทุน คุ้มค่า สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก การลงทุนในคน และการลงทุนที่ตรงกับความต้องการของโลกเพื่อดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ โลกยุคใหม่เพื่อให้ไทยนั้นสามารถที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง โตอย่างมีเสถียรภาพ และมีความยั่งยืน” นายเอกนิติ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/64mfw0qhz6ea&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UyKBAuTWqEqnfb2vXtyaj

  • นายกฯ ตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ขีดเส้น 3 เดือน เสนอ ครม.เห็นชอบผลศึกษา

    นายกฯ ตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ขีดเส้น 3 เดือน เสนอ ครม.เห็นชอบผลศึกษา

    นายกฯลงนามตั้งคกก.ถอดบทเรียน-เตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ขีดเส้น 3 เดือน นำผลการศึกษาชงครม.เห็นชอบแนวทางป้องกันความเสียหายใหญ่อุทกภัยในอนาคต ถกนัดแรกพรุ่งนี้

    3 ธันวาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 459/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย

    ทั้งนี้ โดยในปี 2554 ได้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นในภาคกลาง และในปีนี้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นที่จังหวัดสงขลา และเกิดอุทกภัยขึ้นในภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต สมควรที่จะถอดบทเรียนเพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายมากอย่างในอดีต รวมทั้งวางแผนและมาตรการให้ความช่วยเหลือ แก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบภัยหากมีเหตุทำนองดังกล่าวเกิดขึ้น ด้วยความรวดเร็ว และโดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    อาศัยอำนาจตามมาตรา 11(6) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 นายกฯ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยขึ้น โดยมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

    1.นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ 2.รองนายกรัฐมนตรีทุกคน รองประธานกรรมการ

    ขณะที่กรรมการ ประกอบด้วย 3.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 4.ปลัดกระทรวงกลาโหม 5.ปลัดกระทรวงการคลัง 6.ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 7.ปลัดกระทรวงมหาดไทย 8.ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 9.ผู้บัญชาการทหารสูงสุด 10.เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

    11.เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 12.อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 13.อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง 14.อธิบดีกรมชลประทาน 15.อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา 16.อธิบดีกรมทางหลวง 17.อธิบดีกรมเจ้าท่า 18.ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 19.ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา 20.อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    21.นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา 22.นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ 23.เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 24.ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา 25.นายเสรี ศุภราทิตย์ 26.นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 27.นายแก้วสรร อติโพธิ 28.นายดุสิต เครืองาม 29.นายอนุชิต อนุชิตานุกูล 30.นายพณชิต กิตติปัญญางาม

    31.รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมายและเลขานุการร่วม 32.รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมอบหมายและเลขานุการร่วม และ 33.เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยเลขานุการ ที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมายจำนวนไม่เกิน 2 คน

    ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

    1.ศึกษาและถอดบทเรียนจากมหาอุทกภัยที่จ.สงขลาโดยเฉพาะที่อ.หาดใหญ่
    รวมทั้งมหาอุทกภัยปี 2554 เพื่อเสนอแนวทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายใหญ่จากอุทกภัยในอนาคตซึ่งรวมถึงแนวทางในการจัดทำ

    (1.1) ระบบเตือนภัย ป้องกันภัย ศูนย์อพยพ ยานพาหนะ เครื่องมือเครื่องใช้ภัย
    คลังอาหาร เวชภัณฑ์สำรอง และสิ่งจำเป็นอื่น

    (1.2) ระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมรับมืออุทกภัย ทั้งไฟฟ้า ประปา การโทรคมนาคม

    (1.3) ระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลให้พร้อมรับมืออุทกภัย

    (1.4) คู่มือประชาชนเพื่อรับมืออุทกภัย และจัดฝึกซ้อมจริงอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

    (1.5) คู่มือเจ้าหน้าที่ในการบรรเทาอุทกภัย และตั้งศูนย์บัญชาการการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่มีเอกภาพ

    2.ศึกษาการดำเนินการของประเทศที่มีความพร้อมในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยหรือภัยธรรมชาติอื่น และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือให้มาช่วยสร้างระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่มีประสิทธิภาพ

    3.นำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอต่าง ๆ ไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง

    4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือบุคคล ให้ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมายหรือให้ดำเนินการแทนคณะกรรมการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ

    5.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายในกรณีที่กรรมการคนใดพ้นจากตำแหน่งเพราะตาย หรือลาออกให้คณะกรรมการเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

    ให้คณะกรรมการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนนับแต่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับและเสนอรายงานให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบเพื่อถือปฏิบัติต่อไป เมื่อครม.ให้ความเห็นชอบรายงานของคณะกรรมการแล้ว ให้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ นำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะดังกล่าวไปพิจารณากำหนดไว้ในแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติด้วย และให้ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการเผยแพร่ผล
    การศึกษาและถอดบทเรียนจากมหาอุทกภัยให้ประชาชนทั่วไปรับทราบโดยไม่ชักช้า

    ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2568

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 4 ธ.ค.นายกฯจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ครั้งแรก ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลเวลา 10.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/908319/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jqI2t4r68gI-dorMWCIZ7

  • พว.เดินหน้าพัฒนาการศึกษา

    พว.เดินหน้าพัฒนาการศึกษา

    พว.เดินหน้าพัฒนาการศึกษา

    วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.18 น.

    พว.จัดการอบรมครู “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ณ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย จังหวัดราชบุรี

    ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ในฐานะที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญ ประจำวุฒิสภา คณะกรรมาธิการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มาเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ในการอบรมครู “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ณ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และได้บรรยายพิเศษ สรุปได้ดังนี้

    กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้ทดลองใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตามแนวทางโรงเรียนมาตรฐานสากลในโรงเรียนเอกชนให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของประเทศนั้น โรงเรียนต้นแบบได้ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือให้นักเรียนนำไปสู่การสร้างความรู้ได้ด้วยตนเองทั้งในระดับความคิดรวบยอดและหลักการ และยังสามารถสร้างผลผลิต ผลงาน โครงงาน นำไปสู่ปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อเตรียมนำไปต่อยอดสร้าง AI ผ่านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการสะท้อนสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และมีความก้าวหน้าอย่างมาก

    ในโรงเรียนนี้มีการจัดให้มีการอบรมพัฒนาครูในเรื่อง “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” นับเป็นที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากและเป็นที่ยืนยันได้ว่า กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะช่วยทำให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้และดำเนินการวัดและประเมินผล ที่จะสะท้อนให้เห็นสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/932347&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pv9GABy_-NO7x3MJpP2Ly

  • โคราชคึกคัก! งานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” เปิดฉลองยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน | TOPNEWS

    โคราชคึกคัก! งานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” เปิดฉลองยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 03/12/2025 15:49

    โคราชคึกคัก! งานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” เปิดฉลองยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน

    เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่มูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน (หลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา บรรยากาศงานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” เต็มไปด้วยความคึกคักและศรัทธาของพี่น้องชาวโคราชและผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากที่มาร่วมงาน

    ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, นายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน, นายศิวัช เตียเจริญวรรธน์ รองประธานมูลนิธิฯ พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิ นางสุพรรณี เรามานะขัย ประธานชมรมสตรีมูลนิธิฯ สมาคม มูลนิธิ ตระกูลแซ่ต่าง ๆ และสาธุชนในจังหวัดเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    การจัดงานในปีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียน รร.ในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมมอบทุนให้บุตรพนักงานและอาสากู้ภัย เพื่อสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ และการสาธารณกุศลต่อไป

    โดยช่วงเช้ามีพิธีสวดมนต์เก็งจู สาธยายมนต์ ถวายพุทธบูชา สักการะเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณมูลนิธิ พร้อมพิธีเชิญองค์โป๊ยเซียนโจวซือเสด็จประทับทรงเจิมสิ่งของมงคล และพิธีรับไท้จื้อ รับส้มมงคล ในช่วงเย็นมีพิธีถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามด้วยการเลี้ยงอาหารค่ำท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น

    ด้าน นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวชื่นชมการจัดงานว่า งานไหว้ขอบคุณเจ้าถือเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดกันมายาวนาน ไม่เพียงแสดงถึงศิลปวัฒนธรรมงิ้วอันทรงคุณค่าของชาวไทยเชื้อสายจีน แต่ยังสะท้อนถึงความกตัญญูต่อองค์เทพเจ้าผู้คุ้มครองบ้านเมือง พร้อมส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยปีนี้คณะกรรมการยังจัดให้มี “ถนนคนเดิน” ภายในงาน เพื่อเพิ่มความคึกคักและสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด

    สำหรับการประมูลสิ่งของมงคลในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก โดย นายเอกชัย ขจรโกวิท นายกสมาคมตระกูลลิ้ม ประมูล “เสาโคมไฟทีกงเต็ง” (โคมไฟเทวดา) ได้ในราคา 120,000 บาท พร้อมสลากกินแบ่งรัฐบาล 120 ใบ รวมยอดประมูลทั้งหมด 550,000 บาท โดยมีผู้ใจบุญเข้าร่วมประมูลสิ่งของมงคลในปีนี้ อาทิ นายราชัน เศวตอมรกุล นายกเทศมนตรีตำบลท่าช้าง – นางจุรีพร เศวตอมรกุล พร้อมครอบครัว, เฮียเซี๊ยะศิริพงษ์ รุ่งโรจน์กิติยศ บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), สุชีรา จิวเวลรี่, เจ้าสัว และผู้มีจิตศรัทธาอีกหลายท่าน.

    ภาพ-ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    SOCAIL 16-9_2o

    6311

    “นฤมล” นำทีมหารือ Huawei ร่วมพัฒนา AI ยกระดับการศึกษาไทย ลดภาระงานครู พร้อมนำหลักสูตรจีนเพิ่มทักษะการเรียนการสอน

    “เสธหิ” เปิดเบื้องหลัง “ผู้กองธรรมนัส” ลุยภารกิจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ อพยพประชาชนออกจากพื้นที่กว่า 550 ราย ระดม เครื่องบินฝนหลวง ขนถังออกซิเจนช่วย รพ.ถูกตัดขาด

    ปชป. ภาคกลาง เปิดงาน “เพาะกล้า” คัด สส. ชูโมเดล “จับฉลากแสดงวิสัยทัศน์” ย้ำความโปร่งใส

    เชิญชวนทุกท่านมาร่วมชมฟรี คอนเสิร์ตการกุศล “เพราะเราคือคนไทย”

    ชาวบ้านชัยภูมิร้องสื่อ ตั้งข้อสงสัยการใช้งบสร้างถนนกว่า 22 ล้าน ของ อบต. ด้านปลัด ยัน พร้อมให้ตรวจสอบ

    “กระทรวงยุติธรรม” จัดงานเฉลิมพระเกียรติ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1412166&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IesbCnjtDyNCU4DIvhWmk

  • เผย IQ เด็กอินเดียลดเกือบ 20 จุดในพื้นที่มลพิษอากาศรุนแรง

    เผย IQ เด็กอินเดียลดเกือบ 20 จุดในพื้นที่มลพิษอากาศรุนแรง

    โดยไอคิวรวมเฉลี่ยของเด็กในพื้นที่มลพิษสูงอยู่ที่ 80.33 เทียบกับ 98.12 ในพื้นที่ที่มีมลพิษต่ำ นอกจากนี้ เด็กในพื้นที่มลพิษสูง ยังมีไอคิวด้านภาษา 81.60 เทียบกับเพื่อนในพื้นที่อากาศดี 99.68 และไอคิวทางด้านปฏิบัติ 79.02 เทียบกับ 96.55 ในพื้นที่ที่สะอาดกว่า

    ผู้เขียนสรุปว่า การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศในระยะยาวมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับพัฒนาการทางสติปัญญาที่แย่ลงในเด็ก รายงานยังชี้ให้เห็นว่า อายุและน้ำหนักของเด็ก การระบายอากาศในห้องครัวที่ไม่ดีและรายได้ของครอบครัว ล้วนส่งผลกระทบต่อไอคิวรวมของเด็กด้วย ซึ่งฉายให้เห็นภาพของปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน

    อาการหอบหืดกำเริบพุ่งสูงในแอฟริกาตะวันตก

    ผลการวิจัยใหม่อีกฉบับจาก Centre Hospitalier et Universitaire de Pneumo-Phtisiologie (CNHUPPC) ในเมืองโกโตนู ประเทศเบนิน ในแอฟริกาตะวันตก โดยพบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างมลพิษทางอากาศกับความรุนแรงของอาการโรคหอบหืดในวัยรุ่น

    ในเมืองโกโตนู ซึ่งระดับมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในทุกประเภท นักวิจัยได้ติดตามกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นโรคหอบหืด จำนวน 730 คน เป็นเวลา 36 เดือน และผลการศึกษาพบว่า ราว 37 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นกลุ่มนี้เคยมีอาการทางเดินหายใจหรืออาการหอบหืดกำเริบอย่างน้อย 1 ครั้ง

    ทีมนักวิจัยใช้วิธีการวัดการสัมผัสของแต่ละบุคคลผ่านเซ็นเซอร์คุณภาพอากาศแบบพกพาที่ใส่ในกระเป๋าเป้ และเซ็นเซอร์แบบติดตั้งถาวรในโรงเรียนและบ้าน โดยพบว่าวัยรุ่นที่มีอาการทางเดินหายใจผิดปกติบ่อยครั้งมีการสัมผัสกับสารมลพิษหลายชนิดในระดับที่สูงกว่า รวมถึง ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่น PM1 ฝุ่น PM2.5 และ PM10

    งานวิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่า อาการหอบหืดกำเริบเกิดขึ้นบ่อยครั้งถึง 2.5 เท่าในช่วงฤดูฮาร์มัตตันตามฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงที่ลมเย็น อากาศแห้งและมีฝุ่นพัดผ่าน ระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเน้นย้ำถึงผลกระทบที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

    เครื่องฟอกอากาศในโรงเรียน

    ศาสตราจารย์อานันท์ สุดาร์ชาน (Professor Anant Sudarshan) จากมหาวิทยาลัยวอร์ริกในสหราชอาณาจักร เสนอแนวทางแก้ไขที่จับต้องได้เพื่อบรรเทาการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ โดยสนับสนุนการแทรกแซงแบบกำหนดเป้าหมายในโรงเรียน โดยเฉพาะสำหรับชุมชนที่มีรายได้น้อย

    “การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดเหมาะสมในโรงเรียนของรัฐทุกแห่งอาจเป็นนโยบายที่ดี ๆ เด็ก ๆ ใช้เวลาในห้องเรียนเป็นจำนวนมาก การลดการสัมผัสกับมลพิษใด ๆ ก็สามารถนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากได้ สิ่งนี้สำคัญที่สุดสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศที่บ้านได้ หรือผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้กับการจราจรหรือโรงงานอุตสาหกรรม”

    ศาสตราจารย์รายนี้อธิบายว่า เด็ก ๆ ใช้เวลาประมาณ 1 ใน 3 ของวันอยู่ที่โรงเรียน และประมาณ 2 ใน 3 ของปี ซึ่งเท่ากับประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ของชีวิต ดังนั้น การทำให้อากาศในโรงเรียนสะอาดเพียงอย่างเดียว อาจลดการสัมผัสกับมลพิษประจำปีของเด็กได้ประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์

    การลดลงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากฝุ่น PM2.5 มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการรับรู้และประสิทธิภาพการทำงานคล้ายกับการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อความตื่นตัวในระยะสั้นและการพัฒนาในระยะยาว

    สำหรับผู้กำหนดนโยบายที่กำลังรับมือกับวิกฤตนี้ หลักฐานชี้ชัดแล้วว่า การต่อสู้เพื่อปกป้องสุขภาพปอดต้องผนวกการดำเนินการที่รวดเร็วและแข็งแกร่ง เพื่อปกป้องศักยภาพทางสติปัญญา อนาคตและโอกาสตลอดชีวิตของเด็กทั่วโลกด้วย

    ที่มา: Health Policy Watch

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/860974&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cmfx5-ygPP-vV-51SxKsw

  • อบจ.อุดรธานี เปิดประชุมคัดเลือกทุนการศึกษาดูแลเด็กยากไร้

    อบจ.อุดรธานี เปิดประชุมคัดเลือกทุนการศึกษาดูแลเด็กยากไร้

    วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุมชั้น 4 องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี นายศราวุธ เพชรพนมพร นายก อบจ.อุดรธานี มอบหมายให้ นายสมัคร บุญปก รองนายก อบจ. เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองผู้มีสิทธิรับทุนการศึกษา รุ่นที่ 17 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนายวันไชย ศิริมา ปลัด อบจ.อุดรธานี นายเดชา ศรีปิดตา ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงคณะกรรมการทุกฝ่ายเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวางกรอบการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาและนักเรียนที่มีความจำเป็นต้องได้รับทุน โดยอ้างอิงตามคำสั่ง อบจ.อุดรธานี ที่ 426/2568 ซึ่งกำหนดหน้าที่คณะกรรมการให้กลั่นกรองผู้สมัครให้ตรงตามเงื่อนไขของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยรายจ่ายเกี่ยวกับทุนการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2561 ก่อนนำเสนอรายชื่อให้คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนของ อบจ.อุดรธานีพิจารณาอนุมัติทุนในลำดับต่อไป ที่ประชุมได้พิจารณารายงานการประชุมครั้งก่อน พร้อมรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้สมัครทุน และพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดสรรทุนปี 2568 (รุ่นที่ 16) รวมถึงการพิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์ทุนปีงบประมาณ 2569 พร้อมแต่งตั้งคณะทำงานตรวจเยี่ยมบ้านผู้สมัครทุน และคณะอนุกรรมการรับผิดชอบการกลั่นกรองรุ่นที่ 17 ทั้งนี้ อบจ.อุดรธานีได้ตั้งงบประมาณ 2,000,000 บาท สำหรับทุนการศึกษาประจำปี 2569 ตามกรอบรายได้จริงของจังหวัด เพื่อช่วยเหลือนักเรียนยากจน นักเรียนด้อยโอกาส และนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสม โดยงบดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์กำหนดให้สามารถตั้งงบได้ไม่เกิน 2% ของรายได้จริงของปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณาทุนรุ่นที่ 17 ประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ 10 ราย นำโดยนายศราวุธ เพชรพนมพร เป็นประธานกรรมการ มีภารกิจสำคัญในการตรวจสอบความเหมาะสมของผู้สมัคร คัดกรองตามเกณฑ์ และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในจังหวัดได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม โครงการทุนการศึกษาของ อบจ.อุดรธานี รุ่นที่ 17 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของจังหวัดในการสนับสนุนเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนในระยะยาว

    #ภูมิภาค-66

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/114596&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wvY5RFspiu6-0Hi5Sy1jB

  • “รมว. การท่องเที่ยวและกีฬา” ชี้แจงกระแสดราม่าพิธีเปิด-ปิดซีเกมส์ ยันไม่เคยเซ็นสัญญาว่าจ้างใคร ไม่รู้ผู้ออกแบบไปดีลกับใครมาก่อนหน้า

    “รมว. การท่องเที่ยวและกีฬา” ชี้แจงกระแสดราม่าพิธีเปิด-ปิดซีเกมส์ ยันไม่เคยเซ็นสัญญาว่าจ้างใคร ไม่รู้ผู้ออกแบบไปดีลกับใครมาก่อนหน้า

    โดย Main Stand

    เขียนเมื่อ 03/12/2025 21:16 | อัพเดทล่าสุด 03/12/2025 21:16 84

    จากกรณีที่ เรืองฤทธิ์ สันติสุข นักออกแบบภาพและแสงในงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ระดับประเทศ โพสต์เนื้อหาเบื้องหลังการทำงาน พิธีเปิด-ปิด มหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025 ผ่านทางเฟซบุ๊ค ซึ่งเจ้าตัวเตรียมงานมานานถึง 7 เดือน ก่อนถูกยกเลิกจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยไม่แจ้งล่วงหน้า จนกลายเป็นดราม่าบนโลกโซเชียล มีเดีย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา

    ล่าสุด วันที่ 3 ธันวาคม 2568 – นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่ผู้ออกแบบพิธีเปิด-ปิดซีเกมส์ 2025 อ้างถูกเปลี่ยนทีมกระทันหัน ทำงานฟรีนาน 7 เดือน หลังมีการเปลี่ยนรัฐบาล ว่าเรื่องดังกล่าวทำให้ตนเองเสียหาย เพราะถูกกล่าวหาโดยไม่มีโอกาสชี้แจง และยืนยันว่าไม่เคยรู้จัก หรือเคยว่าจ้างบริษัทที่ออกมาโพสต์ร้องเรียนเรื่องนี้

    นายอรรถกร กล่าวว่า ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยในช่วงนั้นรัฐบาลยังไม่ได้อนุมัติวงเงินจัดการแข่งขันซีเกมส์ โดยเฉพาะงบพิธีเปิด-ปิด ที่เพิ่งได้รับอนุมัติกลางเดือนตุลาคม รวม 450 ล้านบาท จากงบจัดงานทั้งหมด 2,055 ล้านบาท ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเซ็นสัญญาหรือทำสัญญาว่าจ้างใด ๆ ก่อนหน้านี้

    “หากผู้ออกแบบอ้างว่าทำงานเตรียมการมา 7 เดือน และมีการพูดคุยกับหน่วยงานรัฐจริง ก็ต้องตอบให้ได้ว่าไปคุยกับใคร เพราะกระทรวงฯ ยังไม่เคยตั้งทีมว่าจ้างหรือดำเนินการใด ๆ ในช่วงเวลานั้น ผมถูกกล่าวหาว่าจะถอนเงินค่าพิธีเปิด ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะไม่เคยมีการทำสัญญาเกิดขึ้นแม้แต่ฉบับเดียว” นายอรรถกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/th/news/14/article/23527&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pBBeVDXqbswvk1Y1XhIL2

  • หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 ชวนเที่ยวงานเทศกาลสนุกครบทุกกิจกรรม

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 ชวนเที่ยวงานเทศกาลสนุกครบทุกกิจกรรม

              หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 สัมผัสลมหนาวท่ามกลางขุนเขาและบรรยากาศอบอุ่นแบบล้านนา เพลิดเพลินกับงานเทศกาลสุดคึกคัก แสงไฟยามค่ำคืน และกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย

              หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 จังหวัดเชียงใหม่ กำลังจะกลับมาพร้อมเสน่ห์ของลมเย็นและบรรยากาศสบาย ๆ ที่หลายคนรอคอย ชวนคุณออกเดินทางมาสัมผัสความงดงามของเมืองเล็กท่ามกลางขุนเขา ที่ทั้งเงียบสงบ อบอุ่น และเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะมาเติมพลังใจ พักผ่อนแบบช้า ๆ หรือมองหามุมสวย ๆ สำหรับเก็บภาพประทับใจ เมืองแกนก็พร้อมต้อนรับให้คุณได้หลงรักฤดูหนาวนี้มากกว่าเดิม

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 จัดวันไหน

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานเชียงใหม่ – TAT Chiang Mai แจ้งกำหนดการจัดงานหนาวนี้ที่เมืองแกน ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2568 – วันที่ 2 มกราคม 2569 ณ สนามกีฬากลางเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 จัดวันไหน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานเชียงใหม่ – TAT Chiang Mai

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 กิจกรรม

              สำหรับกิจกรรมงานหนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 ในปีนี้ มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกเพียบ ได้แก่

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 จัดวันไหน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานเชียงใหม่ – TAT Chiang Mai

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 จัดวันไหน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานเชียงใหม่ – TAT Chiang Mai

    • ชมขบวนการแสดงวิถีชุมชนเมืองแกน 16 ขบวน

    • การแสดงฟ้อนเล็บจากกลุ่มช่างฟ้อนเมืองแกนกว่า 200 ชีวิต

    • Selfie สุดชีค Check in & แชร์ ทุ่งดอกคอสมอสเมืองแกน และสวนดอกไม้เมืองหนาวหลากหลายสายพันธุ์

    • พบกับแลนด์มาร์กกล้วยหอมที่ใหญ่ที่สุด 

    • ชมแปลงนาข้าว วิถีเกษตรเมืองแกน และร่วมเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรวิถีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

    • มหกรรมอาหารพื้นบ้านล้านนา ประกวด “อัตลักษณ์อาหารถิ่น ของกิ๋นคนเมือง ปรุงด้วยใจ ในวิถีชุมชน”

    • กาดหมั้วครัวแลง ชิมอาหารพื้นเมืองรสชาติดั้งเดิม จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน

    • มหกรรมสมุนไพรยกระดับชุมชน นวดสมุนไพร / ทำลูกประคบ / ย่ำขาง /การให้ความรู้สมุนไพรชุมชน

    • กิจกรรมแสดงนิทรรศการบ้านข่วงวิถีชีวิตคนเมืองแกน ได้แก่ ฮีตฮอยวัฒนธรรมบ่าเก่า สิ่งขอเครื่องใช้บ่าเก่าและร่วมสมัย การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมประเพณี

    • กิจกรรมนั่งรถรางแอ่วเมืองแกน

    • การจัดนิทรรศการของหน่วยงานต่าง ๆ

    • โชว์ควายสวยงาม

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 ตารางกิจกรรม

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 ตารางกิจกรรม

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 แผนที่จัดงาน

             สำหรับแผนที่งาน และเส้นทาง ข้อมูลที่พัก กิจกรรมต่าง ๆ มีดังนี้

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา

    +++ ข้อมูลที่พัก

    หนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 ที่พัก

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา

              ก่อนลมหนาวจะพัดผ่านไป อย่าลืมแวะมาสัมผัสความสุขที่งานหนาวนี้ที่เมืองแกน 2569 ให้ฤดูหนาวปีนี้เป็นช่วงเวลาที่พิเศษกว่าทุกครั้ง…แล้วมาพบกันที่เมืองแกน ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ งานท่องเที่ยวปลายปี 2568 เที่ยวเชียงใหม่หน้าหนาว อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view297015.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw120Zky1l_x92LJ9q4g4fs4

  • INTERVIEW: ไทยไลอ้อนแอร์ กลับมาพลิกฟื้น ดันเส้นทาง-ฝูงบินเท่าก่อนโควิด

    INTERVIEW: ไทยไลอ้อนแอร์ กลับมาพลิกฟื้น ดันเส้นทาง-ฝูงบินเท่าก่อนโควิด

    INTERVIEW: ไทยไลอ้อนแอร์ กลับมาพลิกฟื้น ดันเส้นทาง-ฝูงบินเท่าก่อนโควิด

    ในฤดูกาลท่องเที่ยวการเดินทางทั้งนักท่องเที่ยวต่างประเทศและในประเทศกลับมาคึกคัก ในปีนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ช่วยหนุนเรื่องการท่องเที่ยว สำหรับ “ไทยไลอ้อนแอร์” สายการบินโลว์คอร์สอันดับ 2 ก็คาดหวังว่าช่วงไฮซีซั่นปลายปี 68 ต่อเนื่องถึงต้นปี 69 ธุรกิจสายการบินจะฟื้นกลับไปเทียบเท่าช่วงก่อนโควิด ทั้งจำนวนเครื่องบินและเส้นทางการบิน

    นางนันทพร โกมลสิทธิ์เวช ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เปิดเผยกับ “อินโฟเควสท์” ว่า ในไตรมาส 4/68 ไทยไลอ้อนแอร์ได้เปิดเส้นทางบินใหม่ 5 เส้นทาง ซึ่งรวมเส้นทางได้เคยทำการบินก่อนเกิดสถานการณ์โควิดแล้วถูกยกเลิกไป ได้แก่ เทียนจิน และ ฉงชิ่ง ประเทศจีน, นิวเดลี ประเทศอินเดีย, ฮอกไกโด และโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

    ขณะที่การขยายฝูงบินในปี 68 จากต้นปีมี 25 ลำ เพิ่มเป็น 30 ลำในปัจจุบัน และในเดือนธ.ค.คาดว่าจะเพิ่มเป็น 32-34 ลำ ทั้งหมดเป็นเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737-900 ER และ 737-800 ส่วนปี 69 คาดว่าจะเพิ่มอีก 3-5 ลำ หรือกลายเป็น 37 ลำเป็นอย่างน้อย หากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะเพิ่มอีก โดยไทยไลอ้อนแอร์ ต้องการให้ Production กลับมาเท่าเดิมก่อนโควิดที่มี 40 ลำ ต้องรอคิดตามว่าจะมีโอกาสเพิ่มเครื่องบินได้หรือไม่ ส่วนเส้นทางบินก็มีโอกาสเพิ่มกลับไปเท่ากับช่วงก่อนโควิดเช่นกัน

    “ในทุกๆการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก หรือเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมไปถึงการเมือง สภาพภูมิอากาศ หลายๆอย่าง มีผลอย่างยิ่งกับเรื่องการท่องเที่ยวแบบคาดไม่ถึงและเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในส่วนสายการบิน จะพยายาม Target Maximum ที่เราทำได้ก่อน แต่ถ้าหากเพิ่มได้ทั้ง Fleet และความถี่ รวมถึงเส้นทางเราก็จะพยายามทำ”

    นางนันทพร กล่าวว่า ปัจจุบัน ไทยไลอ้อนแอร์ มีเส้นทางบินต่างประเทศกว่า 30 จุดบิน ครอบคลุมเอเชียเหนือ อาเซียน โดยเฉพาะจุดบินญี่ปุ่น ที่ทำการบินแบบแวะ 1 จุดด้วยข้อจำกัดเรื่องเครื่องบิน แต่กลับได้รับการตอบรับดีจากผู้โดยสารคนไทย เพราะไม่เหนื่อยและไม่ลำบาก จอดพักไม่นาน ทำให้กลับมาทำการบินในเส้นทางญี่ปุ่นได้ครบ และเพิ่มเส้นทางฮอกไกโด อีกด้วย

    ส่วนประเทศจีน คนไทยก็นิยมไปเที่ยวจีนมากขึ้น ขณะที่คนจีนก็กลับมาท่องเที่ยวไทยแล้วแม้ว่าจะไม่ได้มาเป็นกรุ๊ปทัวร์เหมือนในอดีต ปัจจุบันไทยไลอ้อนแอร์มีจุดบินในจีน 10 เมือง และในปี 69 จะเพิ่มจุดบินแน่นอน รวมไปถึงเมืองรองในประเทศอินเดียที่น่าสนใจก็อาจจะเพิ่มจุดบินใหม่ๆ จากที่บินอยู่ 7 จุดบิน

    ปัจจุบัน ไทยไลอ้อนแอร์มีเส้นทางในประเทศ 16 จุดบิน เส้นทางข้ามภูมิภาค 3 เส้นทาง (หาดใหญ่-อุดร,อู่ตะเภา-เชียงใหม่ และอุดร) และเส้นทางต่างประเทศกว่า 30 จุดบิน โดยเส้นทางในประเทศและเส้นทางต่างประเทศมีสัดส่วน 80/20 แต่ในแง่รายได้แบ่งสัดส่วน 50/50

    นางนันทพร คาดว่าปี 68 จำนวนผู้โดยสารจะทำได้ 6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นราว 20% จากปีก่อน 4 ล้านกว่าคน โดยมีผู้โดยสารต่างชาติ 20-30% ส่วนผู้โดยสารไทย 70-80% สอดคล้องกับความถี่ที่มีเส้นทางในประเทศมากกว่า


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq05/12771380&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k0UaRdYXdWqLTx45WEDFU

  • T

    T

    TAGTHAi แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวแห่งชาติ องค์กรวิสาหกิจเพื่อสังคม ประกาศความสำเร็จอีกครั้งในปี พ.ศ. 2568 ด้วยการคว้ารางวัลในสาขา Best in AI-Ready Platform Award จากเวทีระดับภูมิภาค IDC Future Enterprise Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรที่นำ AI มาปรับใช้ในธุรกิจอย่างเป็นระบบและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรแห่งอนาคต (Future Enterprise) นับเป็นความสำเร็จในระดับภูมิภาคที่สะท้อนถึงกลยุทธ์และศักยภาพในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของ TAGTHAi ในการเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวและนำ AI เข้ามาใช้ยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    TAGTHAi คว้ารางวัล Best in AI-Ready Platform จากเวที IDC Future Enterprise Awards 2025 ยืนยันศักยภาพการใช้ AI ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย

    นางสาวกนกวรรณ บุญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการและเทคโนโลยี บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (TAGTHAi) กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักท่องเที่ยวคาดหวังการได้รับบริการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และตอบโจทย์ความต้องการของตนเอง ซึ่ง การนำ Generative AI เข้ามาใช้พัฒนาฟีเจอร์ Design My Trip ของ TAGTHAi ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรม และสามารถแนะนำแผนเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างชาญฉลาด

    ทั้งนี้ TAGTHAi พบว่าจากการนำ AI มาใช้นำร่อง ช่วยวางแผนเที่ยวในจังหวัดสำคัญ ๆ ของไทยอย่าง กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต อยุธยา และสมุทรสงคราม ทำให้แพลตฟอร์มสามารถส่งมอบประสบการณ์ใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย AI ภายใต้ฟีเจอร์ Design My Trip ไม่ได้จำกัดแค่การแนะนำสถานที่เท่านั้น แต่ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจากความต้องการของนักท่องเที่ยว และนำเสนอสถานที่เที่ยวใหม่ ๆ ของผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่อาจยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง มาเป็นข้อมูลเพิ่มเติมให้นักท่องเที่ยวใช้ประกอบการตัดสินใจได้อีกด้วย และสามารถเสนอแนะสถานที่ท่องเที่ยวได้ตามความสนใจของแต่ละบุคคล ส่งผลให้ทริปเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบาย เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย จนนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งช่วยกระจายรายได้ให้ภาคการท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    นางสาวกนกวรรณ กล่าวตอนท้ายว่า การได้รับรางวัล Best in AI-Ready Platform Award จากเวทีระดับภูมิภาค IDC Future Enterprise Awards 2025 นับเป็นเครื่องยืนยันศักยภาพของ TAGTHAi ในการเป็นแพลต์ฟอร์มการท่องเที่ยวแห่งชาติ ที่มุ่งสร้างแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวครบวงจรยุคใหม่ ที่นำปัญญาประดิษฐ์มาสร้างผลประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งจะช่วยให้การท่องเที่ยวของไทยในระยะยาวเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน ผู้ที่กำลังมองหาประสบการณ์เที่ยวไทยยุคใหม่ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่อนาคต ทั้งการค้นหาแหล่งท่องเที่ยว เส้นทางแนะนำ ข้อมูลสถานที่เที่ยวท้องถิ่น สามารถทำได้โดยง่าย ผ่านแอปพลิเคชั่น TAGTHAi สามารถดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ทั้งจาก App Store และ Play Store

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iety106w5i9o7hkzrwryjnwg2hhlpyr1&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15cEeu9qjW9vG5jAxL6Kqf