Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ททท.คาดคนไทยแห่เที่ยววันพ่อ เงินสะพัด 10,320 ล้านบาท

    ททท.คาดคนไทยแห่เที่ยววันพ่อ เงินสะพัด 10,320 ล้านบาท

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ประเมินบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 5–7ธ.ค.2568 จะคึกคัก โดยคาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.52 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 10,320 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรม 68 % สะท้อนแรงหนุนจากวันหยุดต่อเนื่อง สภาพอากาศที่เย็นลงมาเร็ว และมาตรการรัฐอย่าง “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศให้ฟื้นตัวเด่นชัด

    ในเชิงพื้นที่ ภาคกลางยังเป็นปลายทางหลัก มีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุดราว 612,700 คน-ครั้ง รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 526,800 คน-ครั้ง และภาคตะวันออก 516,500 คน-ครั้ง ขณะที่ด้านรายได้ ภาคตะวันออกขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง 2,720 ล้านบาท ตามด้วยภาคเหนือ 1,960 ล้านบาท และภาคกลาง 1,600 ล้านบาท สำหรับเมืองยอดนิยม เมืองหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา ส่วน เมืองน่าเที่ยว ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ สุพรรณบุรี อุดรธานี เชียงราย เลย และนครศรีธรรมราช สอดคล้องกับพฤติกรรมท่องเที่ยวช่วงวันพ่อที่เน้นเดินทางใกล้บ้าน พาครอบครัวพักผ่อน รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมเชิงศาสนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

    อย่างไรก็ดี ททท.ประเมินปัจจัยเสี่ยงควบคู่ ได้แก่ ปัจจัยลบสำคัญที่อาจกดดันการท่องเที่ยวในประเทศช่วงวันหยุดยาววันพ่อปี 2568 คือภาระค่าครองชีพและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง สอดคล้องกับผลสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งชี้ว่าดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีค่า 73.0 สะท้อนมุมมองผู้บริโภคว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว ส่งผลให้บางครัวเรือนอาจลดระยะเวลาเดินทาง เลือกที่พักราคาประหยัด หรือชะลอการใช้จ่ายในกิจกรรมเสริมระหว่างทริป

    อีกด้านหนึ่ง การท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงเดือนธ.ค.ยังเป็นแรงดึงสำคัญ จากสถิติปี 2567 พบคนไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเฉลี่ยวันละ 48,400 คน และปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเงินบาทแข็งค่า โดยปลายทางยอดนิยมอยู่ในเอเชียตะวันออก เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย ขณะเดียวกัน เหตุอุทกภัยปลายเดือนพ.ย.ในภาคใต้ยังส่งผลต่อบางพื้นที่ โดยเฉพาะอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลังน้ำลดของโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกเป็นช่วง ๆ ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดนี้ชะลอตัวลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2899437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jvYgMi7BpkjnfKRCNBnL_

  • ครม. เคาะมาตรการอัดฉีดสินเชื่อ-ค้ำประกัน-ภาษี รวม 3.27 แสนล้าน อุ้ม SME

    ครม. เคาะมาตรการอัดฉีดสินเชื่อ-ค้ำประกัน-ภาษี รวม 3.27 แสนล้าน อุ้ม SME

    เศรษฐกิจ

    02 ธ.ค. 2025 เวลา 14:07 น.

    ครม. ไฟเขียวมาตรการใหญ่ “Quick Big Win” อุ้ม SME สั่ง 7 แบงก์รัฐ เติมเงินด่วน-ค้ำประกันสินเชื่อ และมาตรการภาษี วงเงินรวม 3.27 แสนล้าน ออกมาตรการภาษีป้องกันสินค้านอกตีตลาด คาดดันจีดีพีปี 69 โตเพิ่ม 0.36%

    วันที่ 2 ธ.ค.2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย เพื่อเร่งแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และสินเชื่อที่หดตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา

    โดยมาตรการนี้ยึดหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” เพื่อสร้าง Ecosystem ใหม่ให้ SMEs กลับมาเข้มแข็ง โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้

    มาตรการการเงิน อัดฉีด-ค้ำประกัน 2.67 แสนล้าน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า มาตรการด้านการเงินจะดำเนินการผ่าน 7 สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ในการปล่อยสินเชื่อ และค้ำประกัน เพื่อเสริมสภาพคล่องเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันวงเงิน 50,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก ผ่าน 3 โครงการย่อย ครอบคลุมทั้ง SMEs ทั่วไป รายย่อย (Micro) และกลุ่มรับเหมา/จัดซื้อภาครัฐ รับคำขอถึง 30 ธ.ค.69 

    นอกจากนี้ ได้ขยายระยะเวลาโครงการ PGS 11 ที่ยังคงมีวงเงินเหลืออยู่จากเดิมที่จะสิ้นสุดระยะเวลารับคำขอในวันที่ 30 ธ.ค.68 ขยายเป็น 30 ธ.ค.69

    2.ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 100,000 ล้านบาท เน้นความช่วยเหลือ 4 กลุ่ม ได้แก่ 

    (1) โครงการสินเชื่อกรณีเสริมสภาพคล่อง (Mitigation) ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.69) 

    (2) โครงการสินเชื่อกรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยให้ภาคเอกชน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขของการขอสินเชื่อ และประเภทธุรกิจเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใน Reinvent Thailand

    (3) โครงการสินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) 

    และ (4) โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยว (Tourism) โดยโครงการ Reinvent Thailand โครงการ Transformation และโครงการ Tourism สามารถรับคำขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 31 มี.ค.2570

    3. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมสินเชื่อวงเงิน 80,000 ล้านบาท ช่วยเกษตรกรและ SMEs เกษตร ผ่านโครงการ “ไทยยั่งยืน” วงเงิน 50,000 ล้านบาท และ “SME ไทยไชโย” วงเงิน 30,000 ล้านบาท รับคำขอถึง 31 ก.ค.71

    4. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ปรับเกณฑ์โครงการสินเชื่อวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุมการปล่อยกู้ Micro SME ไม่เกิน 1 ล้าน และ SMEs ทั่วไป ไม่เกินรายละ 30 ล้าน ขยายเวลารับคำขอสินเชื่อถึง 30 ธ.ค.69

    5. ธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย  (EXIM Bank) เสริมสภาพคล่อง และประกันการส่งออก วงเงิน 12,000 ล้านบาท

    6. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) สนับสนุนเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าฮาลาลส่งออก หรือผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ฮาลาล และธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วงเงิน 3,000 ล้านบาท 

    7.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท สำหรับการปลูกสร้าง ซื้อ ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้าง หรือต่อเติม ปรับปรุงซ่อมแซม รวมทั้งสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และบ้านจัดสรรในภูมิภาค

    มาตรการภาษี สร้างความเป็นธรรม และคืนสภาพคล่อง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ครม.ได้มีการอนุมัติมาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับ SME ภายในประเทศ โดยกรมศุลกากร ยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ (De Minimis Value) เพื่อให้ SMEs ไทยแข่งขันกับสินค้านำเข้าต่างประเทศได้อย่างเป็นธรรม

    นอกจากนี้ ให้กรมสรรพากรดำเนินการเร่งคืนภาษีนิติบุคคลให้ SMEs กว่า 20,000 ราย วงเงิน 60,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 68 และโครงการพี่ช่วยน้อง ดึงผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วยสนับสนุนรายย่อยใน Supply Chain ของตนเอง เพื่อช่วยให้รายเล็กเข้าระบบดิจิทัลเพื่อขอคืนภาษี และกู้เงินได้ง่ายขึ้น คาดว่ามีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 1,500 ราย เข้าร่วมโครงการ และคาดว่าจะได้รับคืนภาษีเร็วขึ้น 1,700 ล้านบาทต่อปี

    นายเอกนิติ กล่าวว่า โดยในอนาคตจะมีการพิจารณาเชื่อมโยงระบบ PromptBizกับการให้สินเชื่อ Supply chain financing ซึ่งจะทำให้ SMEs ใน Supply chain มีโอกาสได้รับสินเชื่อมากยิ่งขึ้น

    มาตรการเพิ่มโอกาส การค้าภาครัฐ-อีคอมเมิร์ซ

    นอกจากนี้ ยังมีกลไกหนุนแต้มต่อจัดซื้อภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางให้แต้มต่อด้านราคาเพิ่มอีก 5% สำหรับ SMEs ที่รับรองโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และใช้ระบบ e-Tax Invoice พร้อมปล่อยสินเชื่อคู่ค้าภาครัฐผ่านระบบ PromptBiz

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เร่งศึกษาจัดตั้ง National E-commerce Platform ของคนไทยเอง เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการค้าหรือให้บริการผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นายเอกนิติ ทิ้งท้ายว่า มาตรการทั้งหมดนี้จะช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น 107,000 ราย เติมเม็ดเงินเข้าระบบ 2.7 แสนล้านบาท และส่งผลให้ GDP ปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.36% ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CbN-xrr1b9VJbdHe-JYAA

  • “รมว.ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียวมาตรการใหญ่ หนุนผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 30% กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คาดเงินสะพัด 4,600 ล้านบาทต่อปี

    “รมว.ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียวมาตรการใหญ่ หนุนผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 30% กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คาดเงินสะพัด 4,600 ล้านบาทต่อปี

    “รมว.ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียวมาตรการใหญ่ หนุนผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 30% กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คาดเงินสะพัด 4,600 ล้านบาทต่อปี

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (2 ธ.ค.68) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ โดยมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำหลักเกณฑ์และรายละเอียดให้ครบถ้วนและสอดคล้องตามกรอบที่ ครม. เห็นชอบ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า  อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งในด้านรายได้ การจ้างงาน และการส่งออกวัฒนธรรมไทยสู่ตลาดโลก แต่ในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมการผลิตมีแนวโน้มลดลง ขณะที่การแข่งขันจากผู้ผลิตต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทรวงวัฒนธรรมจึงเร่งผลักดันมาตรการสำคัญนี้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสให้ภาพยนตร์ไทยก้าวสู่สากล

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวต่อว่า มาตรการดังกล่าวให้เงินสนับสนุนพื้นฐานร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายการผลิตในประเทศ สำหรับผู้ผลิตภาพยนตร์สัญชาติไทย และมีลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ไทยหรือได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการผลิตภาพยนตร์ไทย ที่มีการลงทุนในการผลิตต่อเรื่องตั้งแต่  15 ล้านบาทขึ้นไป  โดยรวมกระบวนการผลิตตั้งแต่ Pre-production, Production และ Post-production แต่ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาด ทั้งนี้ ยังสามารถรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้อีกร้อยละ 15 รวมเป็นสูงสุดร้อยละ 30 ต่อโครงการ โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ ได้แก่

    1. เนื้อหา (Theme) สร้างสรรค์ตามที่คณะอนุกรรมการกำหนด รับเพิ่ม ร้อยละ 5
    2. ทุนสร้างขนาดกลาง–ใหญ่
    • ตั้งแต่ 40 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 50 ล้านบาท รับเพิ่ม ร้อยละ 2.5
    • ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป รับเพิ่ม ร้อยละ 5
    3. เข้าฉายในต่างประเทศอย่างน้อย 4 ประเทศ หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มีการฉายในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 4 ประเทศ โดยอย่างน้อย 1 ประเทศต้องอยู่นอกอาเซียน รับเพิ่ม ร้อยละ 5

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพยนตร์ไทยในความหมายนี้หมายความรวมถึง  ภาพยนตร์  ละคร  ซีรีย์ แอนิเมชัน และมิวสิควิดีโอ โดยสิทธิประโยชน์ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยสามารถเพิ่มคุณภาพผลงาน สร้างภาพยนตร์ทุนสูงแข่งขันได้จริงในตลาดโลก พร้อมทั้งรักษาระดับการลงทุน การผลิตผลงานลิขสิทธิ์ไทย และการจ้างงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงวัฒนธรรมจะรีบหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีต่อไป

    “มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญของประเทศในการผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มรายได้ สร้างงาน และยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยอย่างยั่งยืน คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 4,600 ล้านบาทต่อปี” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62421&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ftI2re7U6l7id2zC2Sb4C

  • ครม. ถอนวันหยุดพิเศษเพิ่มปี 2569 ไปศึกษาผลกระทบ หวั่นกระทบผู้ประกอบการ-การจ้างงาน

    ครม. ถอนวันหยุดพิเศษเพิ่มปี 2569 ไปศึกษาผลกระทบ หวั่นกระทบผู้ประกอบการ-การจ้างงาน

    ที่ประชุม ครม. 2 ธ.ค. 68 ถอนประกาศวันหยุดพิเศษเพิ่มเติมปี 2569 ไปศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมก่อน หวั่นหยุดยาวต่อเนื่องกระทบผู้ประกอบการ-การจ้างงาน

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เสนอเรื่องให้ ครม. พิจารณาประกาศวันหยุดพิเศษ เพิ่มเติมปี 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดให้รัฐมนตรีแสดงความคิดเห็น ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าในแต่ละปีมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน หากประกาศเพิ่มอาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการและการจ้างงานได้ จึงให้ถอนเรื่องดังกล่าวไปศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากเดิมสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเสนอกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ และภาพรวมวันหยุดราชการ ประจำปี 2569 โดยกำหนดให้เพิ่มวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษอีก 2 วัน คือ 2 มิถุนายน 2569 และจะส่งผลให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง 5 วัน คือ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้มีวันหยุดต่อเนื่องยาวติดต่อกัน 6 วัน คือ วันที่ 28 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2899369&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZovIIKTPGHO-DnBzA2RWU

  • ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันบุกจับชาวรัสเซียลักลอบเปิดบังกะโลเถื่อน

    ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันบุกจับชาวรัสเซียลักลอบเปิดบังกะโลเถื่อน

    ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันบุกจับชาวรัสเซียลักลอบเปิดบังกะโลเถื่อน

    วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

    ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันบุกจับชาวรัสเซียลักลอบเปิดบังกะโลเถื่อน

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ร่วมกับ พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาะพะงัน ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงัน ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบบังกะโลพร้อมจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 3 ราย

    การเข้าจับกุมครั้งนี้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รับแจ้งจากนายชัยนิมิต ชมอินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.เกาะพะงัน ว่ามีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีชาวต่างชาติประกอบธุรกิจรถเช่า ซึ่งเป็นการจัดตั้งบริษัทในรูปลักษณะ นอมินี โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงร่วมกับผู้ใหญ่บ้านเข้าตรวจสอบเป้าหมาย

    เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่พบ นายโอเล็ก อีลิซีฟ สัญชาติรัสเซีย อายุ 51 ปี นั่งอยู่บริเวณบ้าน เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบภายในบ้านพักพบ นางอีแคทเทอรีน่า มิกูลิน่า สัญชาติรัสเซีย อายุ 38 ปี กำลังใช้โน้ตบุ๊กเปิดเว็บไซต์ชื่อ บุ๊กกิ้ง คาเลนดาร์ “Booking Calendar” ที่ระบุข้อมูลการจองห้องพักอย่างชัดเจน นายโอเล็ก ให้การว่า ตนไม่ได้ประกอบธุรกิจรถเช่าแต่ได้ร่วมกับนางอีแคทเทอรีน่าฯ ประกอบธุรกิจที่พักชื่อมูนเว บังกะโล ตั้งอยู่ที่บ้านศรีธนู หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน โดยทั้งสองจะทำงานอยู่ที่บ้านพัก คอยตอบข้อความลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน วอชแอป และลงข้อมูลการจองห้องพักเท่านั้น จากการตรวจสอบไม่พบเอกสารใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม หรือที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม

    โดยนายโอเล็ก และ นางอีแคทเทอรีน่า ยอมรับสารภาพว่า บังกะโลมีจำนวน 7 ห้อง คิดค่าเช่าวันละ 500 บาทต่อห้อง ไม่มีใบอนุญาตจริง เนื่องจากเข้าใจผิดว่ามีเพียงหนังสือรับรองบริษัทก็เพียงพอแล้วนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจสอบบริเวณบังกะโล และพบนางหล้า เอ สัญชาติเมียนมา อายุ 21 ปี กำลังให้บริการลูกค้าอยู่ภายในห้องพัก นางหล้าฯ ให้การว่า นายโอเล็กฯ และนางอีแคทเทอรีน่าฯ เป็นเจ้านาย จ้างตนมาเป็นพนักงานต้อนรับและแม่บ้าน

    เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อหาดำเนินคดี นายโอเล็ก กับ นางอีแคทเทอรีน่า ร่วมกันประกอบธุรกิจ โดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ , และเป็นนายจ้างจ้างคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ และแจ้งข้อหา นางหล้า เอ ชาวเมียนมา เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้

    ด้าน พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน กล่าวว่า กรณีนี้ต้องขยายผลต่อในส่วนของการประกอบจดจัดตั้งบริษัทในลักษณะเข้าขายนอมินี หรือไม่ เพราะมีเงินหมุนเวียนในบัญชีหลายล้านบาท ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งมีการโอนเงินเพื่อหลบหลีกตบตาเจ้าหน้าที่ ซึ่งจากการสอบถามผู้ต้องหาให้การวกวน จากการสืบสวนพบว่ามีหญิงไทยให้การช่วยเหลือ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะขยายผลต่อหากพบพยานหลักฐาน ก็จะดำเนินการทางกฏหมายทุกคนที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/931921&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R1EqvPKiB4ntB575QEMtB

  • น้ำมันลดลง ปมขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ยังระอุ-เศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ

    น้ำมันลดลง ปมขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ยังระอุ-เศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ

              สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนมกราคม ลดลง 1.15 ดอลลาร์ ปิดที่ 58.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนมกราคม ลดลง 72 เซนต์ ปิดที่ 62.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนหน้านี้ตลาดน้ำมันขยับขึ้นมากกว่า 1% เมื่อวันจันทร์(1ธ.ค.) นักลงทุนหันไปโฟกัสการเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย พบปะกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ในเครมลิน ในวันอังคาร(2ธ.ค.)

              อย่างไรก็ตามก่อนหน้าการประชุม ปูติน เตือนบรรดามหาอำนาจยุโรป ว่าถ้าพวกเขาเริ่มสงครามกับรัสเซีย มอสโกก็พร้อมสู้ นอกจากนี้แล้ว ปูติน ยังขู่ตัดขาด ยูเครน จากการเข้าถึงทะเล ตอบโต้กรณีที่ส่งโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำ

              ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดบวกเป็นวันที่ 6 ในรอบ 7 วันในวันอังคาร(2ธ.ค.) แม้การซื้อขายเป็นไปอย่างเบาบาง ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ความคาดหมายว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า ยังคงสูงลิ่ว

              ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 185.13 จุด (0.39 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 47,474.46 เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 16.74 จุด (0.25 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 6,829.37 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 137.75 จุด (0.59 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 23,413.67 จุด

              ข้อมูลเศรษฐกิจเมื่อเร็วๆนี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจลดความร้อนแรงลงตามลำดับ ความเห็นจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก่อความคาดหมายในตลาดเพิ่มมากขึ้น ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกรอบ ณ ที่ประชุมเฟดประจำเดือนธันวาคม

              ส่วนราคาทองคำขยับลงราว 1% ในวันอังคาร(2ธ.ค.) นักลงทุนขายทำกำไร หลังจากหนึ่งวันก่อนหน้านี้ดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนเฝ้ารอข้อมูลทางเศรษฐกิจ ก่อนการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า โดยราคาทองคำโคเม็กซ์ งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 1.30 % ปิดที่ 4,220.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    #รัสเซียยูเครน

    #น้ำมันโลกร่วง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vJ9hIlaceUR8TNJMz0ICp

  • การส่งออกของฮ่องกงเติบโตร้อยละ 17.5 ในเดือนตุลาคม แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า

    การส่งออกของฮ่องกงเติบโตร้อยละ 17.5 ในเดือนตุลาคม แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า

    ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยกรมสำมะโนและสถิติ มูลค่าสินค้าส่งออกของฮ่องกงในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 461.8 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 59.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทางการคาดว่าการปรับตัวที่ดีขึ้นนี้จะยังคงดำเนินต่อไปอีกซักระยะ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีการเติบโตในระดับปานกลางอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศได้ลดลง การเติบโตนี้ขยายตัวในระดับเลขสองหลักตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา     และเร่งขยายตัวขึ้นจากร้อยละ 16.1 ของเดือนกันยายน

    การส่งออกไปยังมาเลเซียเติบโตเร็วที่สุดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 139.4 ตามด้วยเนเธอร์แลนด์ร้อยละ 56.8 และเวียดนามร้อยละ 56 ในขณะที่สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าจากฮ่องกงมูลค่ากว่า 36 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงในเดือนสิงหาคมซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มูลค่าการนำเข้ารวมอยู่ที่ 501.7 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 ส่งผลให้เกิดดุลการค้าของฮ่องกงติดลบลบ 39.9 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง

    โฆษกรัฐบาลฮ่องกงระบุว่า “การเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลกประกอบกับความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงสูงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของการค้าสินค้าของฮ่องกงต่อไป”

    ศาสตราจารย์ Billy Mak Sui-choi จากภาควิชาบัญชีเศรษฐศาสตร์และการเงิน Baptist University กล่าวว่า ฮ่องกงมีบทบาทมายาวนานในฐานะศูนย์กลางการส่งออกซ้ำ (re-exporter) และได้รับประโยชน์จากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี Donald Trump สหรัฐอเมริกา ซึ่งภาษีที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ภายใต้การนำของ Joe Biden จะมุ่งเป้าไปที่จีนรวมถึงฮ่องกงซึ่งส่งผลเสียต่อประเทศโดยรวม แต่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้ากับคู่ค้าทุกรายและต่อมาได้ตรึงภาษีที่มีต่อจีนไว้ ทำให้จีนมีความได้เปรียบในการแข่งขัน การผลิตในจีนแผ่นดินใหญ่สามารถขยายขนาดได้ ราคายอมรับได้และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นธุรกิจระดับโลกจึงอาจเลือกผลิตในจีนและส่งออกซ้ำผ่านฮ่องกง ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของการส่งออก โดยการค้าต่างประเทศของฮ่องกงจะยังคงแข็งแกร่งต่อไปอีกประมาณครึ่งปีหลังจากที่สหรัฐฯ และจีนได้ตกลงขยายการพักรบทางการค้าจนถึงเดือนพฤศจิกายนปี 2869 และได้ลดภาษีตอบโต้ส่วนใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายกำหนดไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

    ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศดีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้พบกับประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีน ระหว่างการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รวมทั้งสหรัฐฯ ได้มีการประกาศลด “ภาษีเฟนทานิล” ต่อจีนลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ภาษีดังกล่าวเดิมถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นการลงโทษจีนจากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการไหลเข้าของสารเสพติดไปยังสหรัฐฯ การลดภาษีครั้งนี้ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ ต่อสินค้าที่นำเข้าจากจีน รวมถึงฮ่องกงและมาเก๊า ลดลงเหลือร้อยละ 47 ซึ่งต่ำกว่าก่อนการพักรบทางการค้าถึงร้อยละ 10 

    ศาสตราจารย์ Billy Mak กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อการพักรบใกล้สิ้นสุดลง ผู้คนจำเป็นต้องจับตาดูว่าจะมีการขยายออกไปอีกหรือไม่ หรือทั้งสองฝ่ายจะต้องเตรียมกลยุทธ์เพื่อเริ่มการเจรจารอบใหม่” ในเดือนนี้ รัฐบาลได้ปรับเพิ่มการประมาณการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของฮ่องกงในปีนี้เป็นร้อยละ 3.2 จากการคาดการณ์เดิมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่คาดว่าอยู่ระหว่างร้อยละ 2 ถึง โดยให้เหตุผลว่ามาจากผลของการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ในสามไตรมาสแรก และแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าที่ดีขึ้นในช่วงระยะสั้นนี้

    ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    การขยายตัวและยังมีแนวโน้มเร่งสูงขึ้นในด้านการส่งออกถือเป็นการเติบโตที่ต่อเนื่องซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตเชิงบวกของเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกไปยังตลาดสำคัญของฮ่องกง            เช่น มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ และเวียดนาม ที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นสะท้อนถึงการกระจายตัวของตลาดปลายทางที่หลากหลายมากขึ้นและการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของผู้ประกอบการในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ฮ่องกงยังคงเผชิญกับการขาดดุลการค้า แต่การเติบโตของการส่งออกสะท้อนถึงบทบาทที่แข็งแกร่งของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการส่งออกซ้ำ (re-export hub) ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายนอกต่างๆ หลายด้าน

    สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการใช้ฮ่องกงเป็นฐานเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีศักยภาพสูง ผู้ประกอบการไทยควรติดตามแนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของภูมิภาคอันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าการค้าของไทยในระยะต่อไป การเติบโตด้านการค้าของฮ่องกงในช่วงที่ผ่านมาเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภูมิภาคและสะท้อนถึงบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการค้าโลก สคต ณ เมืองฮ่องกงจะยังคงติดตามสถานการณ์สม่ำเสมอ พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าและการลงทุนที่เกิดขึ้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในเวทีสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/prqywdott3nemzvf3gtxaus9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFplX1itysUDEOCARDvp1

  • เอกนิติ ชูยุทธศาสตร์ รีเซตศก.ไทย 4 ด้าน ปักธงปี 2569 ปีแห่งการลงทุน

    เอกนิติ ชูยุทธศาสตร์ รีเซตศก.ไทย 4 ด้าน ปักธงปี 2569 ปีแห่งการลงทุน

    วันนี้ (2 ธ.ค.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Thailand’s Economic Reset ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ในงาน Dinner Talk : Go Thailand 2026 – Beyond Survival โดยระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้อง “รีเซต” โครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

    1. รีเซตการเติบโต-หยุดพึ่งบุญเก่า เร่งลงทุนใหม่
    โดยชี้ว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงต่อเนื่อง จากเคยโตเฉลี่ย 7% ในทศวรรษ 2540 เหลือเพียง 2% ในปัจจุบัน สะท้อนว่าไทย “กินบุญเก่า” จากการลงทุนในอดีต โดยสัดส่วนการลงทุนลดจาก 40% ของจีดีพี เหลือเพียง 22%

    “ถ้าเทียบว่าประเทศไทยเป็นโรงงาน ก็เก่าจนผลิตของไม่ตรงความต้องการโลก แม้แต่ข้าวยังขายแบบเดิม รถยนต์เปลี่ยนเป็น EV–Hybrid นักท่องเที่ยวต้องการ Wellness เราจำเป็นต้องรีเซตใหม่ทั้งหมด” นายเอกนิติกล่าว

    ทั้งนี้ ได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เห็นพ้องให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” เพื่อเปลี่ยนจากเศรษฐกิจพึ่งส่งออก มาเป็นการเติบโตในประเทศ แก้หนี้ครัวเรือน และพยุง SMEs ให้มีสภาพคล่อง

    2. สร้างการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ
    แม้ระบบสถาบันการเงินไทยยังแข็งแรง หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต่ำกว่า 3% เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 20% และทุนสำรองสูง แต่ด้านฐานะการคลัง “อ่อนแรง” จนถูกปรับ Outlook เป็น Negative รัฐบาลจึงเร่งแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการชำระคืนหนี้ ธ.ก.ส. และจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อดึงการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของจีดีพีภายในปี 2572

    3. รับมือสังคมสูงวัย–เหลื่อมล้ำ–SMEs อ่อนแอ
    ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ความเหลื่อมล้ำสูง โดยคนรายได้สูง 20% ครองรายได้ประเทศถึง 50% ส่วนกลุ่มรายได้น้อย 20% มีเพียง 6% ของรายได้รวม

    ขณะที่ SMEs จำนวนมากยังขาดสภาพคล่องและผลิตภาพต่ำ วันนี้จึงเสนอแพ็กเกจสนับสนุน SMEs เข้าครม. รวมทั้งมาตรการการเร่งจ่ายเงินในส่วนของคู่ค้าทั้งรายใหญ่ และภาครัฐ โดยใช้การวางบิลผ่านระบบ PromtBiz เพื่อสร้างสถาพคล่อง SMEs ระยะยาว

    ด้านปัญหาประชากรน้อยลง จำเป็นต้องเร่ง Reskill–Upskill ทำให้คนไทยเก่งขึ้น ผ่านโครงการใหม่ เช่น คนละครึ่งพลัส แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความสามารถในการค้าขายให้ผู้ประกอบการเข้าถึงดิจิทัล และเข้าถึงสินเชื่อให้มากขึ้น พร้อมการดึงคนที่เป็นบุคคลที่มีความสามารถเปิดให้คนที่มีเก่งมากๆเข้ามาทำงานกับคนไทย แต่ไม่ใช่เรื่องการเข้ามาแบบเป็นแสกมเมอร์

    4. รับมือภัยสิ่งแวดล้อม–กติกาโลกใหม่
    เอกนิติกล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา คือสัญญาณชัดของปัญหาโลกร้อน รัฐบาลตั้งคณะทำงานถอดบทเรียน โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เพื่อวางมาตรการป้องกันยั่งยืน รวมถึงการเตรียมพร้อมตามกติกาสิ่งแวดล้อมโลก เช่น CBAM และ Green Loan ที่เป็นโอกาสของธุรกิจไทย

    การลงทุนอนาคตต้องเน้นพลังงานสะอาด โดยเร่งปลดล็อกกฎ Direct PPA รวมถึงอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น Smart Farming, Food Processing, Smart Electronics–PCB, อุตสาหกรรม EV และ Medical Hub

    ปัจจุบันมีโครงการลงทุนกว่า 80 โครงการ มูลค่า 460,000 ล้านบาท ที่ได้รับบัตรส่งเสริมแล้วแต่ยังเริ่มไม่ได้เพราะติดปัญหาน้ำ ไฟฟ้า วีซ่า และที่ดิน รัฐจึงเตรียมปลดล็อกด้วยโมเดล PPP และ Infrastructure Fund เพื่อเร่งเริ่มงานจริง

    แรงงานสูงวัย–ซัพพลายเชนสีเขียว–ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
    รัฐบาลยังเตรียมมาตรการให้ผู้สูงอายุที่พร้อมทำงานสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงเปิดทางบุคลากรแพทย์ต่างชาติ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเช่นเดียวกับโมเดลสิงคโปร์
    ไทยต้องเข้าสู่ Green Supply Chain เพื่อให้ SMEs เติบโตคู่กับธุรกิจใหญ่ สนับสนุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี และเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

    “นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะผลักดันการลงทุนให้คุ้มค่า สอดคล้องโลกใหม่ ลงทุนในคน ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน” นายเอกนิติกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/734414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hF0t-tF6BNiTpyYYA6mhN

  • บสย. ขานรับนโยบายรัฐ เดินหน้า “มาตรการพิเศษ” ค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win”จัดเต็มวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เสริมสภาพคล่อง SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจ

    บสย. ขานรับนโยบายรัฐ เดินหน้า “มาตรการพิเศษ” ค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win”จัดเต็มวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เสริมสภาพคล่อง SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจ

    TCG Quick Big Win

    ล่าสุดจากภัยพิบัติ “อุทกภัย” ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการสำคัญในการช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ด้วยการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

    โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผ่าน มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นมาตรการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ของกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ SMEs เพื่อช่วยปลดล็อกปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและฟื้นฟูสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ตามประเภทของ SMEs ได้แก่

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Quick LG วงเงินค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 แสนบาท – 100 ล้านบาท ตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องใช้หนังสือค้ำประกัน เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีที่ 4-7 ค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 1%
    โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Go Big วงเงินค้ำประกัน 35,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 2 แสนบาท – 40 ล้านบาท ตอบโจทย์ SMEs ทั่วไป และ SMEs ขนาดเล็ก ธุรกิจซัพพลายเชนที่ต้องการสินเชื่อเกิน 1 ล้านบาท ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีที่ 4-7 ค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 1.5%

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Smart Win วงเงินค้ำประกัน 10,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 หมื่นบาท – 1 ล้านบาท ตอบโจทย์กลุ่มรายย่อย Micro SMEs กลุ่มอาชีพอิสระที่ต้องการสินเชื่อไม่เกิน 1 ล้านบาท ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีที่ 4-7 คิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง เริ่มต้น 1% โดย บสย. ได้นำ Credit Scoring Model และ Risk-based Pricing มาใช้ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มอัตราการอนุมัติสินเชื่อของ SMEs ที่มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้มากขึ้น

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. พร้อมขานรับนโยบายภาครัฐ เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ภาครัฐต้องการสนับสนุน ให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ |
    รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวม ผ่าน

    การสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นการลงทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยคาดว่าภายใต้มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท จะสามารถช่วย SMEs ได้สินเชื่อกว่า 54,300 ราย สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 208,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 59,500 ล้านบาท และรักษาการจ้างงานกว่า 554,800 ตำแหน่ง

    สำหรับจุดเด่นของมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” ประกอบด้วย

    1. ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก มุ่งลดภาระทางการเงินให้ SMEs
    2. ชำระค่าธรรมเนียมต่ำเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ตามวงเงินคงเหลือในปีที่ 4
    3. คิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง (RBP) โดยใช้ บสย Credit Scoring
    4. ชดเชย NPL ในอัตราสูง (Max Claim) เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น

      ทั้งนี้ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” ถือเป็น “มาตรการพิเศษ” เพื่อช่วยเหลือ SMEs ในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนจากปัจจัยลบรอบด้าน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ในรายที่ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน

      โดยเฉพาะ “กลุ่มเปราะบาง” ผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs กลุ่มอาชีพอิสระ ที่มีปัญหาเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ ด้วยการจ่ายเคลม (จ่ายค่าประกันชดเชย) ในอัตราสูง หรือ Max Claim เมื่อเทียบกับโครงการค้ำประกันสินเชื่อโครงการอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต (Credit Enhancement) ให้กับ SMEs เพื่อลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) และทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มให้กับ SMEs มากยิ่งขึ้น

      “เป้าหมายของมาตรการนี้มุ่งช่วย SMEs ที่ขาดคนค้ำประกันหรือขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อตามนโยบายภาครัฐ ผ่านกลไกค้ำประกันของ บสย. ช่วยเสริมสภาพคล่อง ให้ SMEs สามารถต่อยอดและเติบโตทางธุรกิจ ผลักดันให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเห็นผลและชัดเจนในเวลารวดเร็ว” นายสิทธิกร กล่าว

      ทั้งนี้ จากวิกฤต “อุทกภัย” ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ล่าสุด บสย. ได้ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือลูกค้า บสย. และลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยพักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด อัตโนมัติสูงสุด 12 เดือน สำหรับผู้ประสบอุทกภัยและมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และพักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด เป็นระยะเวลา 6 เดือน

      สำหรับผู้ประสบอุทกภัยและมีพื้นที่ตั้งอยู่ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อให้ความช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูเร่งด่วนแก่ลูกค้าและลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันของ บสย. ช่วยเติมทุนและเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs สามารถฟื้นฟูกิจการได้ภายหลังจากเหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

      ในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน บสย. ยังมีมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” หรือ มาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความสามารถในการชำระหนี้ จุดเด่นคือ การตัดต้นก่อนตัดดอก อัตราดอกเบี้ย 0% ผ่อนยาว 7 ปี โดยปลดหนี้ ลดเงินต้นให้สูงสุด 30% พร้อม “ยกดอกเบี้ย” ช่วยให้ลูกหนี้สามารถ “อยู่รอด อยู่ได้” และ “ปลดหนี้” ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจ และทำให้ลูกหนี้มีกำลังใจ กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

      นอกจากนี้ บสย. ยังทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษาทางการเงิน” ให้คำปรึกษาด้านการเงินให้ SMEs เตรียมความพร้อมในการขอสินเชื่อ สร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดย SMEs ที่สนใจเข้าร่วมโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษาที่ LINE OA : @tcgfirst ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A. Center) หรือสำนักงานเขต บสย. 11 แห่งทั่วประเทศ และ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/tcg-quick-big-win-fully-allocates-50-billion-baht-to-enhance-sme-liquidity/news-update/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X3bE9iI-_uL_t5UwD7pw1

  • น้ำตาล-ฟิล์ม คู่จิ้นสายมุ้งมิ้ง มาพร้อมความสดใส น่ารักโดนใจชาวด้อมลูน่า – ไทยรัฐ

    น้ำตาล-ฟิล์ม คู่จิ้นสายมุ้งมิ้ง มาพร้อมความสดใส น่ารักโดนใจชาวด้อมลูน่า – ไทยรัฐ

    น้ำตาล ทิพนารี และ ฟิล์ม รชานันท์ กลายเป็นคู่จิ้นจากซีรีส์ ‘Pluto นิทาน ดวงดาว ความรัก’ ทาง GMM25. น้ำตาลมีผลงานแสดงหลายเรื่อง เริ่มต้นจากพิธีกร Strawberry Krubcake …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2898861&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V6u6SX6SWvljqx9NHy6yV