Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อนุทินลุยน้ำท่วมสตูล เจอประตูน้ำโบราณ“ปิดตาย”สั่งรื้อด่วน เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    อนุทินลุยน้ำท่วมสตูล เจอประตูน้ำโบราณ“ปิดตาย”สั่งรื้อด่วน เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    วันที่ 6 ธ.ค.2568  นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสตูลโดยมีนางสาวดุษฎี  พฤกษเศรษฐ รองผวจ.สตูลให้การต้อนรับพร้อมนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล พร้อมส.ส.ทั้ง 2 เขตและผู้นำท้องที่และท้องถิ่น เพื่อติดตามสถานการณ์หลังน้ำลดและให้กำลังใจประชาชนในเขตเทศบาลเมืองสตูลและเทศบาลตำบลคลองขุด ท่ามกลางการต้อนรับจากประชาชนจำนวนมาก โดยได้ตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังยาวนานในเขตเศรษฐกิจ ซึ่งสร้างความเสียหายหนักเป็นประวัติการณ์

    เริ่มต้นที่ตลาดสดเทศบาลเมืองสตูล นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมผู้ประกอบการร้านข้าวสารที่ได้รับผลกระทบหนักถึง 3 ล้านบาท พร้อมเดินตรวจสอบพื้นที่ระบายน้ำในคลองมำบัง จุดรับน้ำสุดท้ายก่อนออกทะเล ซึ่งพบว่าประตูระบายน้ำดั้งเดิม ปิดตายไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้การระบายน้ำล่าช้าและเกิดน้ำท่วมวงกว้างในเขตเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    ภาคธุรกิจในพื้นที่ได้ยื่นข้อเสนอขอให้รื้อถอนประตูน้ำดังกล่าว เนื่องจากกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการป้องกันน้ำท่วมชุมชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับเรื่องไว้ พร้อมเร่งให้เทศบาลจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยมีแนวโน้มว่าอาจต้องรื้อออกมากกว่าปรับปรุง เพราะเก่าเกินไปและไม่ก่อประโยชน์แล้ว

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้มอบถุงยังชีพให้ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองสตูล 200 ครัวเรือน ก่อนเดินทางต่อไปยังเทศบาลตำบลคลองขุด เพื่อมอบถุงยังชีพให้ประชาชนอีก 800 ครัวเรือน และพบปะพูดคุยให้กำลังใจ  ระหว่างการปราศรัย นายอนุทินกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ชาวสตูลมีบุญคุณกับผม ที่ให้มี ส.ส.ถึง 2 คน เงินเยียวยา 9,000 บาทเทียบไม่ได้กับความเสียหายที่เกิดขึ้น ต่อให้เพิ่มศูนย์อีก 3 ตัวก็ไม่คุ้ม วันนี้ผมมารับฟังปัญหาและให้กำลังใจ… เราจะไม่ทอดทิ้งกัน”พร้อมย้ำให้ประชาชนมั่นใจในบทบาทของ ส.ส.ในจังหวัดว่า “เข้มแข็งและปกป้องประโยชน์ของพี่น้องได้เต็มที่ และขอบคุณประชาชนที่ส่งกำลังใจให้รัฐบาลสู้ต่อ พร้อมอวยพรให้ชาวสตูลผ่านพ้นสิ่งไม่ดีในช่วงท้ายปี และกลับมามีชีวิตที่มั่นคงอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรการฟื้นฟูโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมพร้อมเปิดทางให้รื้อหรือย้ายประตูน้ำโบราณออก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเศรษฐกิจ พร้อมทั้งย้ำถึงความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน ได้แก่โครงการผันน้ำ ขุดลอกคลอง แก้มลิง การสร้างผนังกั้นน้ำ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความเสียสละของจิตอาสาและมูลนิธิต่าง ๆ ว่า บุคคลเหล่านี้ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองอย่างมาก สมควรได้รับการสรรเสริญ แต่ขอให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใจเย็น  ขอให้คิดว่าทุกคนเข้ามาช่วยชาวบ้าน ส่วนมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจและบ้านเรือน  รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ได้แก่ เงินเยียวยารายครัวเรือนจาก ปภ. สินเชื่อฟื้นฟูสำหรับเอสเอ็มอี ไม่มีดอกเบี้ย ระยะเวลาชำระ 1 ปี  เงินกู้สำหรับซ่อมแซมบ้านเรือน ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท ดอกเบี้ย 0% ชำระคืนภายใน 1 ปี

    #ภูมิภาค-82

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/115260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l1evESTOfKlddJ2hNdxYc

  • ปูตินไม่สนทรัมป์! ลั่นพร้อมส่งน้ำมันให้อินเดีย แม้สหรัฐฯ กดดันหนักให้อินเดียหยุดซื้อจากรัสเซีย

    ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยกับนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดียในระหว่างที่ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงเดลีว่า “รัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการขนส่งน้ำมันไปยังอินเดีย ‘อย่างต่อเนื่อง’” ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายต่อสหรัฐฯ พร้อมทั้งยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้”

    แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (5 ธ.ค.) หลังการประชุมสุดยอดอินเดีย-รัสเซียประจำปี ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันอินเดียให้ลดความสัมพันธ์กับรัสเซีย

    ปูตินตั้งคำถามว่า “เหตุใดอินเดียจึงถูกลงโทษที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เองก็ซื้อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากรัสเซียเช่นกัน”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างว่าอินเดียกำลังบ่อนทำลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

    “รัสเซียจะไม่ยอมถอยแม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานกับอินเดีย…รัสเซียเป็นผู้จัดหาทรัพยากรพลังงานที่เชื่อถือได้ และทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคพลังงานของอินเดีย เราพร้อมที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

    — ปูติน กล่าวในแถลงการณ์

    ขณะที่โมดีไม่ได้กล่าวถึงน้ำมันโดยตรง แต่กล่าวว่า “ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และสำคัญสำหรับความร่วมมือระหว่างอินเดียและรัสเซีย”

    การเยือนอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของปูตินนับตั้งแต่การรุกรานยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองไม่ได้ถูกรบกวน

    โมดีอธิบายความร่วมมือระหว่างอินเดียกับรัสเซียว่าเป็นเหมือน “ดาวนำทาง” และกล่าวว่า “ความสัมพันธ์เหล่านี้มีพื้นฐานจากความเคารพและความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง” ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ตึงเครียด และไม่แน่นอนในปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์รัสเซีย-อินเดียยังคงแข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก”

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังตกลงที่จะร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจจนถึงปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 อีกทั้งยังตกลงที่จะปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียได้พยายามสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

    (Photo by : SAJJAD HUSSAIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/putin-vows-oil-shipments-to-india-will-be-uninterrupted-in-defiance-of-us&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fZcK39ZyJmwdI31CLjE1

  • ฟิล์มกันรอยหน้าจอทั่วไป อาจทำให้การป้องกันแสงสะท้อนของ iPhone 17 Series ลดลง

    ฟิล์มกันรอยหน้าจอทั่วไป อาจทำให้การป้องกันแสงสะท้อนของ iPhone 17 Series ลดลง

    Astropad นำเสนอการทดสอบขึ้นมา เนื่องจากเป็นผู้จำหน่าย Fresh Coat ซึ่งเป็นฟิล์มกันรอยที่มีสารเคลือบป้องกันแสงสะท้อน โดยอ้างว่า Fresh Coat ช่วยลดแสงสะท้อนบนหน้าจอ iPhone 16 ได้ถึง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.flashfly.net/wp/496019&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oq_hqnbENjHpQq7vArqem

  • “ฟิล์ม ธนภัทร”น้ำตาตก เสียใจปม”#แบนแม่หยัว” ดวงตกเจอดราม่าซ้ำสอง ลั่นเกิดแต่กับผม | TOPNEWS

    “ฟิล์ม ธนภัทร”น้ำตาตก เสียใจปม”#แบนแม่หยัว” ดวงตกเจอดราม่าซ้ำสอง ลั่นเกิดแต่กับผม | TOPNEWS

    เผยแพร่ : 15/11/2024 04:53. “ฟิล์ม ธนภัทร”น้ำตาตก เสียใจ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1115800/%3Fnocache%3D1764984199&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IABbYhPm9ZXZ3WVgeJ1ah

  • มอบทุนน้องบนดอยสูง 38 ทุน ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา

    มอบทุนน้องบนดอยสูง 38 ทุน ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา

    6 Dec 68

    คุณประเสริฐ ไตรจักรภพ รองประธานมูลนิธิ ศรีเทพไทย นายพวนชัย โคตรชนะ ผู้จัดการโครงการ แม่วาง community mall สาขาแม่วาง มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนโรงเรียน พรหมอุทิศวิทยาคาร ต.แม่ริม อ.แม่วาง จ เชียงใหม่ จำนวน 38 ทุนๆละ 1,000 บาท รวมจำนวนเงิน 38,000 บาท เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมอนาคตที่สดใสของเยาวชน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครอง

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3840144/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hxug8tSq3oGGTglqYgXgM

  • วิจัยคอนเฟิร์ม “กีวี” กินวันละ 2 ผล ผลลัพธ์น่าทึ่ง ผิวเปลี่ยนแปลงใน 8 สัปดาห์

    วิจัยคอนเฟิร์ม “กีวี” กินวันละ 2 ผล ผลลัพธ์น่าทึ่ง ผิวเปลี่ยนแปลงใน 8 สัปดาห์

    วิจัยคอนเฟิร์ม! กิน “กีวี” วันละ 2 ผล ช่วยบูสต์คอลลาเจน เพิ่มความกระชับให้ผิวใน 8 สัปดาห์

    ใครที่กำลังมองหาเคล็ดลับผิวสวยแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งสกินแคร์ราคาแพง งานวิจัยล่าสุดอาจมีคำตอบให้คุณ มีการค้นพบว่าการรับประทาน “กีวี” (Kiwi) เพียงวันละ 2 ผลอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยเพิ่มระดับคอลลาเจนและความหนาแน่นของผิวได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอวัยและทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์

    พลังของวิตามินซีกับโครงสร้างผิว

    เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) สังเคราะห์คอลลาเจน รวมถึงช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสี UV ล่าสุดวารสาร Journal of Investigative Dermatology ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่เจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่างการกินวิตามินซีกับสุขภาพผิวพรรณ

    การทดลอง: กินกีวีวันละ 2 ผล นาน 2 เดือน

    ทีมนักวิจัยได้ทำการทดลองกับกลุ่มอาสาสมัครที่มีระดับวิตามินซีในร่างกายต่ำ โดยกำหนดให้รับประทาน กีวีวันละ 2 ผล ติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ (ซึ่งจะได้รับวิตามินซีประมาณ 250 มิลลิกรัมต่อวัน)

    ผลการทดลองพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง เมื่อระดับวิตามินซีในเลือดเพิ่มขึ้นจนถึงระดับอิ่มตัว ร่างกายจะส่งวิตามินซีเหล่านี้ไปสะสมยังชั้นผิวหนัง ทั้งชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) อย่างมีประสิทธิภาพ

    ผลลัพธ์ที่ได้: ผิวแน่นขึ้น คอลลาเจนมาเต็ม

    หลังจากผ่านไป 8 สัปดาห์ การตรวจสภาพผิวของผู้เข้าร่วมทดลองพบการฟื้นฟูอย่างชัดเจน ดังนี้:

    • ความหนาแน่นของผิวเพิ่มขึ้น: โครงสร้างผิวมีความหนาแน่นและกระชับขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น
    • การผลัดเซลล์ผิวดีขึ้น: พบการแบ่งตัวของเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าที่ดีขึ้น ทำให้ผิวดูสดใสและมีสุขภาพดี
    • การดูดซึมวิตามินซี: เซลล์ในชั้นหนังแท้ (ซึ่งมีหน้าที่สร้างคอลลาเจน) สามารถเก็บกักวิตามินซีได้เข้มข้นกว่าชั้นหนังกำพร้าถึง 7 เท่า เพื่อใช้ในกระบวนการสร้างคอลลาเจน

    สรุป: กินวิตามินซี ช่วยผิวได้จริงหรือไม่?

    งานวิจัยนี้สรุปได้ว่า การเพิ่มปริมาณวิตามินซีผ่านการรับประทานอาหาร เช่น กีวี เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการส่งสารอาหารไปบำรุงลึกถึงระดับเซลล์ผิว การได้รับวิตามินซีที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และดูอ่อนกว่าวัย ใครอยากผิวสวย ลองเริ่มที่การปรับอาหารการกินง่ายๆ ได้ตั้งแต่วันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/women/266041/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1edLgp-gFuACAhVMxbzOKr

  • “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชี้ “ติดหล่ม”ราชการไทย อุปสรรคใหญ่ การแปลงโฉมสาระประเทศ

    “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชี้ “ติดหล่ม”ราชการไทย อุปสรรคใหญ่ การแปลงโฉมสาระประเทศ

    นอกจากนี้ยังมีปัญหาเชิงระบบ (System): การรวมศูนย์และเน้นระเบียบมากกว่าผลลัพธ์ โดยระบบราชการไทยยังคงเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน มีการ รวมศูนย์อำนาจ การตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ทุกขั้นตอนต้องผ่านการอนุมัติหลายชั้นตามสายบังคับบัญชาที่ยาวเหยียด ทำให้กระบวนการตัดสินใจมีความล่าช้าอย่างมาก ซึ่งยังเกิดปัญหาจาก ทัศนคติที่ยึดระเบียบ ข้าราชการมัก “กลัวผิด” ตามมาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) จึงนำกฎระเบียบมาเป็นเกราะป้องกันตนเอง วัฒนธรรมที่ให้รางวัลแก่ผู้ที่ “ไม่ทำผิด” มากกว่าผู้ที่ “ทำสำเร็จ” ทำให้งานมุ่งเน้นความถูกต้องตามระเบียบ (Output/ผลผลิต) แต่ไม่เน้นผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์จริง (Outcome/ผลลัพธ์) และปัญหาเชิงบริบท (Context): การเมืองแทรกแซงและกฎหมายล้าสมัย บริบททางการเมืองมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบราชการ เมื่อนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงมากเกินไป ข้าราชการจะปรับเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้รับใช้เจ้านาย” (นักการเมือง) แทนที่จะเป็น “ผู้รับใช้ประชาชน” ผู้ที่หัวแข็งหรือกล้าขัดขืนก็จะถูกโยกย้ายหรือประสบปัญหาในการทำงาน ปัญหาการ คอร์รัปชัน และการใช้ช่องโหว่ของอำนาจในการ “ดองเรื่อง” เพื่อเรียกผลประโยชน์ ก็เป็นปัญหาที่ฝังรากลึก อีกทั้งระบบกฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัยซึ่งมีจำนวนมาก ก็เป็นภาระใหญ่ที่ขัดขวางการทำงานในยุคปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ระบบการประเมินผลของนักการเมืองซึ่งเป็น “นาย” ของข้าราชการนั้นก็อ่อนแอที่สุด เนื่องจากประชาชนยังคงหิวโหยผลประโยชน์ส่วนตนและมักเลือกพรรคที่มีนโยบายจานด่วน ทำให้การกำกับดูแลอำนาจรัฐเป็นไปอย่างไม่เข้มแข็ง

    ทั้งนี้ดร.แดน ยังวิเคราะห์ว่า ผลกระทบจากระบบราชการที่ติดหล่มต่อสังคมไทย มีผลต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ระบบราชการถือเป็น กลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของประเทศ หากระบบราชการไม่สามารถขยับหรือปรับตัวได้ การปฏิรูปใด ๆ ย่อมกลายเป็นเพียง “นโยบายบนกระดาษ” ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติจริง กล่าวได้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการ คือจุดตายของการปฏิรูปประเทศ ในหลายมิติ เช่น ด้านการศึกษา ด้านดิจิทัลภาครัฐ แม้รัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์รัฐบาลดิจิทัล แต่ ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างที่ล้าสมัยและความซับซ้อนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้โครงการขับเคลื่อนเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบ AI หรือ Big Data ไม่สามารถเดินหน้าอย่างเต็มที่ ทั้งที่มีศักยภาพในการลดต้นทุนรัฐอย่างมาก  

     
    มากกว่านั้น ด้านการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายระบบราชการมัก “รอดูทิศทาง” ของรัฐบาลใหม่ ทำให้การผลักดันนโยบายเชิงรุกหยุดชะงักส่งผลต่อ การสูญเสียโอกาสของประเทศในเชิงยุทธศาสตร์ เป็นต้น  ส่วนผลกระทบทางสังคมและความเชื่อมั่น (Social Impact) คนรุ่นใหม่จำนวนมาก หมดศรัทธาในระบบราชการ เพราะทั้งงานหนักและยังไม่ก้าวหน้าในองค์กร  รวมทั้งยังสูญเสียบุคลากรคุณภาพ  บุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมากเลือกย้ายไปภาคเอกชน หรือต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าระบบราชการ ไม่เปิดพื้นที่ให้เติบโต และไม่สามารถใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่  ทำให้อาจเกิดการสูญเสียทุนมนุษย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ (Human Capital Drain) อย่างเงียบๆ เป็นต้น

     
     ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะแนวทางการแปลงโฉมสาระระบบราชการ ว่า ต้องเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ (systemic change) โดยผสาน คน – ระบบ – บริบท เข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม เพื่อเปลี่ยนระบบราชการจาก “ผู้ใช้กฎ” สู่ “ผู้สร้างผลลัพธ์เพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง  โดยการปฏิรูปคน (บุคลากรและค่านิยม) ภาครัฐประเทศไทยต้องเปลี่ยนค่านิยมให้ข้าราชการตระหนักว่า ประชาชนคือเจ้านาย และตนเองเป็นเพียงผู้บริการ การคัดเลือกบุคลากรต้องเน้นผู้ที่มี จิตสาธารณะ และประวัติทำงานเพื่อสังคมควบคู่กับความเก่ง และต้องปรับระบบค่าตอบแทนและความก้าวหน้าให้สะท้อน ผลงานจริง (Performance-Based) เพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ควรใช้ การประเมินผลแบบ 360 องศา โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้รับบริการร่วมให้คะแนนการทำงานด้วย เพื่อเพิ่มความโปร่งใส

    ขณะเดียวกัน การปฏิรูประบบ (โครงสร้างและกลไก) เป้าหมาย คือ การสร้างระบบราชการที่ “เล็ก จิ๋ว แต่ แจ๋ว” (Lean Government) ใช้คนมีประสิทธิสภาพให้ได้ผลลัพธ์สูงและต้องเร่งกระจายอำนาจการตัดสินใจ สู่ท้องถิ่นและหน่วยปฏิบัติการอย่างเหมาะสม เพื่อลดปัญหาความซับซ้อนและการรวมศูนย์ ควรมีการทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยจำนวนมาก (Legal Guillotine) เพื่อให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ ต้องเปลี่ยนไปใช้ งบประมาณที่มุ่งผลลัพธ์ (Outcome-Based Budgeting) แทนการมุ่งวัดกิจกรรม และต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณอย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ควรศึกษาและเรียนรู้จากบทเรียนประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบราชการ เพื่อนำมาเป็นแบบอย่างในการถกเถียงและแก้ไขปัญหาของประเทศ เช่น 
    – เอสโตเนีย: ใช้ “Once-Only Principle” ทำธุรกรรมออนไลน์เฉลี่ย 3 นาที 
    – สิงคโปร์ที่กระจายอำนาจให้เจ้าหน้าที่ระดับกลางตัดสินใจได้ ลดความล่าช้า 
    – เกาหลีใต้: ใช้ “Regulation Sandbox” ให้เจ้าหน้าที่ทดลองแนวทางใหม่โดยไม่ถูกลงโทษ เป็นต้น 

    ส่วนสุดท้ายคือ การปฏิรูปบริบท (สภาพแวดล้อม) ประเทศต้องมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้ระบบราชการทำงานได้เต็มที่ โดยการพัฒนากลไกที่ควบคุมให้นักการเมืองมีจริยธรรม และไม่เข้าแทรกแซงการบริหารงานราชการมากจนเกินไป พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทของภาคประชาชน พลเมืองและพลชาติให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับ สนับสนุน และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างสร้างสรรค์  

    “ระบบราชการที่ติดหล่มเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าได้ การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความกล้าหาญในการแปลงโฉมสาระ การนำ การบริหาร ทั้งบุคลากรและองค์ประกอบระบบทั้ง 7 เช่น โครงสร้าง และบริบทแวดล้อมทั้งหมด หากสามารถดำเนินการปฏิวัฒน์ทั้งคน ระบบ และบริบทได้อย่างสมบูรณ์ ระบบราชการจะกลับมามีประสิทธิสภาพ คล่องตัว และรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่จะนำประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนต่อไป”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378970385&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gQyjiQLQD1JD9ZLmMew_d

  • ข่าว: 2899654

    ข่าว: 2899654

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2899654&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O3SCOtjvbsVJ7jQSuU5QC

  • สสวท. เปิดรับสมัครพนักงาน 8 อัตรา

    สสวท. เปิดรับสมัครพนักงาน 8 อัตรา

    การศึกษา

    สสวท. เปิดรับสมัครพนักงาน 8 อัตรา

    วันเสาร์ ที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สสวท. เปิดรับสมัครพนักงาน 8 อัตรา

    สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ประกาศเปิดรับสมัครพนักงาน จำนวน 8 อัตรา ประกอบด้วย นักวิชาการ 4 อัตรา และเจ้าหน้าที่ 4 อัตรา ผู้สมัครต้องสำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกตามคุณสมบัติที่ประกาศ เงินเดือนเริ่มต้น 20,000–37,000 บาท พร้อมสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล และช่วยเหลือการศึกษาบุตร เปิดรับสมัครออนไลน์ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 มกราคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ http://recruit.ipst.ac.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฯ โทร. 0 2392 4021 ต่อ 4253 (คุณสุวิมล พีรทรัพย์)

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com    และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/457522&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UeQNmlZmE9fIBtAfTleaR

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า

    วันนี้ (6 ธันวาคม 2568) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงแรมบียอนด์ กะตะ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เพื่อพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันเรือใบนานาชาติชิงถ้วยพระราชทาน “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 37 ประจำปี 2568

    ในการนี้ มี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, นายประมุขพิสิฐ และนางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย คณะกรรมการจัดการแข่งขัน ตลอดจนคณะนักกีฬา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง

    ภายหลังพิธีพระราชทานรางวัล ทั้งสองพระองค์เสด็จไปยังห้องบรรยาย เพื่อทรงรับฟังการสรุปข้อมูลการแข่งขัน ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินไปยังชายหาดกะตะหน้าโรงแรม และประทับเรือพระที่นั่ง

    จากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ขึ้นประทับยังเรือใบหมายเลข THA72 เพื่อทรงเข้าร่วมการแข่งขันเรือใบนานาชาติในรายการ “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 37 ประจำปี 2568

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชทานรางวัล “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 37 1
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชทานรางวัล “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 37 2
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชทานรางวัล “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 37 3
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชทานรางวัล “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 37 4
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชทานรางวัล “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 37 5

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/king-award-phuket-regatta/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CGUdqxg8c5QlT_a8mQkqz