Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อนาคต VS ความเสี่ยงธุรกิจบริการไอที

    เส้นทางนักลงทุน

    ในระยะ 3 ปี (2568-2570) แนวโน้มธุรกิจบริการไอทียังมีความน่าสนใจ เพราะรายได้ยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อเนื่องในอัตราไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี

    สำหรับรายได้ของธุรกิจบริการไอทีนี้จะประกอบด้วยรายได้จากผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดจำหน่าย 2. ผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ และ 3. System Integrator (SI) ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า

    ข้อมูลจากศูนย์ Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงปี 2568-2570 รายได้รวมของธุรกิจนี้คาดว่าจะเติบโต 5.3%, 5.8% และ 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นราว 8.5%

    ทั้งนี้ในส่วนของรายได้จากธุรกิจ System Integrator มีสัดส่วนราว 60% ของรายได้ทั้งหมด คาดว่าในช่วงปี 2568-2570 จะเติบโต 4.4%, 5% และ 5.8% จากปีก่อน เป็นการเติบโตจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.6%

    ขณะที่รายได้จากการจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2568-2570 จะเพิ่มขึ้น 6.9%, 7.1% และ 7.5% จากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.3% โดยคาดว่ารายได้รวมของธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาระบบคลาวด์กลาง และการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐ

    เช่น ระบบ Cybersecurity และระบบบริการ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Cloud Solution, Cybersecurity Solution และ AI Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท Storage Management ของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ เช่น ERP มากขึ้น โดยเฉพาะ Analytics module เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายสินค้าและให้บริการ

    ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะใช้บริการซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management มากขึ้นเพื่อรองรับการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล

    สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะ ใช้ IT Management ประเภท Storage Management มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้บริการระบบ Cloud ที่เพิ่มขึ้น

    ปัจจัยหนุนจากภาคเอกชนที่มีแผนลงทุนด้านระบบไอทีในโครงการเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 และให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Data Analytics Solution, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management เพิ่มขึ้น

    นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจ SI ยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการติดตั้งระบบเครือข่ายจากผู้ให้บริการ Data Center ที่จะลงทุนในช่วงปี 2567-2571 ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้กับธุรกิจ SI ราว 3.5 หมื่นล้านบาท

    อัตรากำไรของธุรกิจนี้ในช่วงปี 2568-2570 คาดว่าสูงกว่าปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้บริการ IT Solution ที่มีอัตรากำไรสูง โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ Virtual Bank ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีเข้ามาตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 ด้วยงบประมาณ 3.0-5.7 พันล้านบาท

    รวมทั้งยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการพัฒนา Application, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันที่สูง และความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอที การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเพิกถอน หรือไม่ต่อสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย

    ต้นทุนสินค้า บริการ และแรงงานเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจบริการไอที มีสัดส่วนราว 49% และ 39% ตามลำดับ โดยอัตราค่าบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยต้นทุนในการให้บริการทั้งหมดบวกส่วนต่างกำไร ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ

    การแข่งขันในธุรกิจบริการไอทียังมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นหลังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.6% ในช่วงปี 2562-2567

    บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่งได้จัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน IT Solution เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ เช่น PTT, TCC,Toyota และ CPF ธุรกิจนี้จึงมีโอกาสที่จะได้รับงานจากบริษัทเหล่านั้นน้อยลง

    และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกมีแนวโน้มใช้เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าตามหลัก ESG ที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจบริการไอทีของไทยอาจต้องดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เช่น การให้บริการลูกค้าด้วยการเลือกระบบ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ยังคงได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800473&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36EqpvMd6_lC794i4oXuX5

  • อนาคต VS ความเสี่ยงธุรกิจบริการไอที

    เส้นทางนักลงทุน

    ในระยะ 3 ปี (2568-2570) แนวโน้มธุรกิจบริการไอทียังมีความน่าสนใจ เพราะรายได้ยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อเนื่องในอัตราไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี

    สำหรับรายได้ของธุรกิจบริการไอทีนี้จะประกอบด้วยรายได้จากผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดจำหน่าย 2. ผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ และ 3. System Integrator (SI) ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า

    ข้อมูลจากศูนย์ Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงปี 2568-2570 รายได้รวมของธุรกิจนี้คาดว่าจะเติบโต 5.3%, 5.8% และ 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นราว 8.5%

    ทั้งนี้ในส่วนของรายได้จากธุรกิจ System Integrator มีสัดส่วนราว 60% ของรายได้ทั้งหมด คาดว่าในช่วงปี 2568-2570 จะเติบโต 4.4%, 5% และ 5.8% จากปีก่อน เป็นการเติบโตจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.6%

    ขณะที่รายได้จากการจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2568-2570 จะเพิ่มขึ้น 6.9%, 7.1% และ 7.5% จากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 8.3% โดยคาดว่ารายได้รวมของธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาระบบคลาวด์กลาง และการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐ

    เช่น ระบบ Cybersecurity และระบบบริการ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Cloud Solution, Cybersecurity Solution และ AI Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท Storage Management ของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ เช่น ERP มากขึ้น โดยเฉพาะ Analytics module เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายสินค้าและให้บริการ

    ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่และสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะใช้บริการซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management มากขึ้นเพื่อรองรับการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล

    สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะ ใช้ IT Management ประเภท Storage Management มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้บริการระบบ Cloud ที่เพิ่มขึ้น

    ปัจจัยหนุนจากภาคเอกชนที่มีแผนลงทุนด้านระบบไอทีในโครงการเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 และให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการใช้บริการ Data Analytics Solution, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ IT Management ประเภท API Management เพิ่มขึ้น

    นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจ SI ยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการติดตั้งระบบเครือข่ายจากผู้ให้บริการ Data Center ที่จะลงทุนในช่วงปี 2567-2571 ด้วยเม็ดเงินลงทุนราว 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้กับธุรกิจ SI ราว 3.5 หมื่นล้านบาท

    อัตรากำไรของธุรกิจนี้ในช่วงปี 2568-2570 คาดว่าสูงกว่าปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้บริการ IT Solution ที่มีอัตรากำไรสูง โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ Virtual Bank ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีเข้ามาตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 ด้วยงบประมาณ 3.0-5.7 พันล้านบาท

    รวมทั้งยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการพัฒนา Application, Cloud Solution และ Cybersecurity Solution ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันที่สูง และความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอที การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเพิกถอน หรือไม่ต่อสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย

    ต้นทุนสินค้า บริการ และแรงงานเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจบริการไอที มีสัดส่วนราว 49% และ 39% ตามลำดับ โดยอัตราค่าบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยต้นทุนในการให้บริการทั้งหมดบวกส่วนต่างกำไร ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ

    การแข่งขันในธุรกิจบริการไอทียังมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นหลังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.6% ในช่วงปี 2562-2567

    บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่งได้จัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน IT Solution เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ เช่น PTT, TCC,Toyota และ CPF ธุรกิจนี้จึงมีโอกาสที่จะได้รับงานจากบริษัทเหล่านั้นน้อยลง

    และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกมีแนวโน้มใช้เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าตามหลัก ESG ที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจบริการไอทีของไทยอาจต้องดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เช่น การให้บริการลูกค้าด้วยการเลือกระบบ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ยังคงได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800473&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36EqpvMd6_lC794i4oXuX5

  • “อัทธ์ พิศาลวานิช”ชำแชละ” เศรษฐกิจไทย-ส่งออก  ปี 69  “เสี่ยงรอบทิศ!

    “อัทธ์ พิศาลวานิช”ชำแชละ” เศรษฐกิจไทย-ส่งออก  ปี 69  “เสี่ยงรอบทิศ!

    เศรษฐกิจ

    07 ธ.ค. 2025 เวลา 8:00 น.

     เงิน“อัทธ์ พิศาลวานิช “ประเมินปี 2569 จะเป็นปีที่ท้าทายที่สุดรอบหลายปี เศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่ำสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่ไทยโตเพียง 1.5–1.8% เสี่ยงเงินฝืด หนี้ครัวเรือนสูง การเมืองไม่นิ่ง และส่งออกถูกกดดันจากภาษีสหรัฐฯ หลายชั้น แม้ยังคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวราว 7% แต่ต้องเผชิญแรงเสียดทานจากทุกทิศทาง

    • รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปี ที่ 1.5-1.8% จากปัจจัยเสี่ยงรอบด้านทั้งในและต่างประเทศ
    • ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวต่ำสุดในรอบ 6 ปี มาจากเศรษฐกิจจีนซบเซา ปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลก ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ (Trump Tariff Shock)
    • ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศที่สำคัญคือหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่ฉุดรั้งการบริโภค เสี่ยงเกิดภาวะเงินฝืด การลงทุนที่ผันผวน และความไม่แน่นอนทางการเมือง
    • การส่งออกไทยปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัว โดยเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ หลายระลอก ทั้งภาษีตอบโต้ ภาษีเฉพาะสินค้า และภาษีสวมสิทธิ (Circumvention Tariff)

    รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช   ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า  ได้วิเคราะห์และประเมินเศรษฐกิจและส่งออกไทย ปี 2569 โดยเศรษฐกิจโลกปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่โควิด (2563) เป็นต้นมา อยู่ที่ 3.0 – 3.1%  เพราะเป็นปีที่ผลเสียหายทางเศรษฐกิจโลกสะสมมาหลายปี ทั้งปัญหาเก่าและใหม่

    โดยปัญหาเก่ามาจาก  3 ปัจจัย คือ

    1.การชะลอตัวของ “เศรษฐกิจจีนยังรุนแรงและยืดเยื้อ” ที่มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคที่ชะลอตัวเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืด และภาคอุตสาหกรรมที่ซบเซา จากการอัดฉีดเงินช่วยภาคผลิตเกินจนผลผลิตล้นตลาด เป็นต้น

    เพราะจีนเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก มีมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของโลก (สัดส่วน 30% ของโลก) และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ที่สำคัญ จีนยังเป็นผู้นำเข้าอันดับสองของโลก ทั่วโลกพึ่งกำลังซื้อจากประเทศจีน

    2.เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะ “หนี้สาธารณะสะสมเพิ่มขึ้นเป็นเวลายาวนาน (Global Debt Supercycle)” เช่น ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะ 260% ของ GDP สูงสุดในโลก สหรัฐอเมริกาหนี้พุ่งเร็วที่สุดในประเทศพัฒนาแล้ว มีหนี้สาธารณะ 34–36 ล้านล้านเหรียญ คิดเป็น 120% ของ GDP และคาดว่าจะเกิน 140–150% ของ GDP ภายในปี 2035 หากไม่ปรับนโยบาย  จีนหนี้สาธารณะจริงสูงกว่าที่รัฐบาลกลางประกาศ

    IMF ประเมินว่าหนี้รัฐบาลอย่างแท้จริงของจีนอาจสูงกว่า 120–140% ของ GDP และยังเพิ่มเร็ว (ในขณะที่รัฐบาลประกาศอยู่ที่ 60% ของ GDP) ที่จะทำให้ไม่มีเงินมากพอเข้าไปสู่ภาคการผลิตจริง (Real Sector)

    3.ความขัดแย้ง “ภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อหลายปี” ทั้งประเทศคู่ขัดแย้งเก่าและใหม่ ส่งผลทำให้มีเกิดการสู้รบและกระทบเศรษฐกิจโลก คู่ขัดแย้งเก่า เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน และ จีน-ไต้หวัน ส่วนคู่ขัดแย้งใหม่คือ จีน-ญี่ปุ่น และไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย เช่น ราคาน้ำมัน การขนส่งสินค้า และราคาธัญพืช เป็นต้น

    ขณะที่ปัจจัยใหม่ที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 คือ ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ (Trump Tariff Shock) ของสหรัฐฯ ที่เริ่มเก็บเมื่อสิงหาคม 2568 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและอัตราการขยายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในปี 2569 สถานะการภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก จนกว่าศาลฏีกาสหรัฐฯ จะมีคำสั่งระงับ

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศาลฎีการระงับอำนาจการใช้ภาษีของทรัมป์ก็ตาม ปธน.ทรัมป์ จะหันไปใช้ภาษีเฉพาะจากกฎหมาย Tariff Act of 1930 (Section 701, 731, 781) Trade Act of 1974 (Section 301) Trade Expansion Act of 1962 (Section 232) กฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122) ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษี 15% กฎหมายศุลกากรปี 1930 (Section 388)  ซึ่งเปิดทางให้เก็บภาษีสูงสุด 50% จากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสินค้าสหรัฐฯ   

    “ปัญหาเก่าและใหม่ข้างต้น  จะส่งผลทำให้ GDP โลกปี 2569 มีความเสี่ยงขยายตัวเพียง 3.0 – 3.1% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี (หลังปี 2020) โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วน 25% ยุโรป 17% และญี่ปุ่น 4% ที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน 46% ของ GDP โลก มีอัตราการขยายตัวต่ำมากสุด เมื่อเทียบกับจีน อินเดีย และอาเซียน 5 (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปฟินส์ ไทย และเวียดนาม)  ”รศ. ดร.อัทธ์ กล่าว

    “อัทธ์ พิศาลวานิช”ชำแชละ” เศรษฐกิจไทย-ส่งออก  ปี 69  “เสี่ยงรอบทิศ!

    รศ. ดร.อัทธ์  กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดการณ์ว่าจะขยายตัว อยู่ระหว่าง 1.5 – 1.8% หรือเฉลี่ยอยู่ที่  1.7% เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี  (นับตั้งแต่ปี 2565) และยังคงเติบโต ต่ำกว่าศักยภาพจริงของเศรษฐกิจ (Potential GDP) 

    ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ประกอบด้วยหนี้ครัวเรือนทรงตัวในระดับสูง การบริโภคต่ำ เสี่ยงภาวะเงินฝืด โดยมูลค่าหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มจาก 11 ล้านล้านบาท ในปี 2562 เป็น 17 ล้านล้านบาท ในปี 2567 สัดส่วนเพิ่มจาก 80% เป็น 91% ต่อ GDP แม้ว่าในปี 2568 สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลงก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน

    หนี้ครัวเรือนที่สูงจะส่งผลทางลบต่อการบริโภคที่มีสัดส่วน 55% ของ GDP เห็นได้จากอัตราการบริโภคลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 จาก 6.3% (2565) เหลือ 2.7% (2568) และ คาดการณ์ว่าปี 2569 การบริโภคชะลอตัวที่ 1.9-2.2% ชะลอตัวเป็นปีที่ 5 ปีติดต่อกันการบริโภคที่ต่ำทำให้ระดับราคาสินค้า ลดลงอย่างต่อเนื่องใน 5 ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าปี 2569 เงินเฟ้ออยู่ที่ -0.1-0.3% มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด “ภาวะเงินฝืดแบบอ่อน (Mild Deflation)”

    นอกจากนี้ ขาดนโยบายลงทุนหลัก ทำลงทุนเอกชนผันผวน และ FDI ถดถอยลดจาก 4.5% เหลือ 2.5% ต่อ GDP คาดการณ์ว่าปี 2569 การลงทุนเอกชนมีอัตราการขยายตัวลดลงจาก 2% เหลือ 1.5% ในขณะที่ ทุนต่างชาติ (FDI) อยู่ที่  3.1% มูลค่า 6 แสนล้านบาท  

    ขณะที่ยังมีปัจจัยในเรื่องของการเมืองไม่นิ่ง  เพราะไม่ว่าจะยุบสภาวันใดก็ตาม ส่งผลต่อการลงทุน การบริโภคและการค้าต่างประเทศ  จะทำให้ GDP ในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2569 ลดลงในเกือบทุกตัวแปร เฉลี่ยไตรมาสละ 1.8% ทั้งด้านการบริโภคประชาชน รัฐบาล การส่งออก และนำเข้า เป็นต้น

    รศ. ดร.อัทธ์  กล่าวว่า สำหรับการส่งออกไทยปี 2569  คาดว่า จะขยายตัวระหว่าง  6.7-7.4% หรือ 7.1% มูลค่า   340,741 –  342,977 ล้านดอลลาร์  ซึ่งชะลอตัวในรอบ 2 ปี 

    โดยการส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับ ภาษีทรัมป์ ภาษีเฉพาะ ภาษีสวมสิทธิ  ทำให้ส่งออกไทยลดลง ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ในระหว่างการเจรจาภาษีนำเข้าสหรัฐ ข้อมูล ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ไทยกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในขั้นตอนของ “ถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย (JOINT STATEMENT ON A FRAMEWORK FOR A UNITED STATES-THAILAND AGREEMENT ON RECIPROCAL TRADE)” ซึ่งใน ปี 2569 สินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ ต้องเจอกับ 3 ด่านภาษีนำเข้าคือ ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ต้องเสีย 19% ภาษีเฉพาะสินค้า (Specific Product Tariff) และภาษีสวมสิทธิ  

    นอกจากภาษีตอบโต้ 19% แล้ว ปี 2569 ไทยต้องเจอกับภาษีเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกหลายรายการ ที่เป็นตามกฎหมายเฉพาะของสหรัฐฯ เช่น กฎหมาย Tariff Act of 1930 (Section 701, 731, 781) Trade Act of 1974 (Section 301) Trade Expansion Act of 1962 (Section 232) กฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122) ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษี 15% กฎหมายศุลกากรปี 1930 (Section 388)  ซึ่งเปิดทางให้เก็บภาษีสูงสุด 50% จากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสินค้าสหรัฐฯ แทนที่ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff)  มูลค่าสินค้าส่งออกไทยที่มีโอกาสได้รับผลกระทบที่จะส่งไปสหรัฐฯ เท่ากับ 8.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.6 แสนล้านบาท

    รวมทั้งสินค้าสวมสิทธิไทยหรือ “Circumvention Tariff”  ยังเสี่ยงโดนภาษี 40% โดยมูลค่าสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ เสี่ยงอยู่ที่ 20-27 พันล้านดอลลาร์หรือ 6.4 – 8.6 แสนล้านบาท โดยกลุ่มสินไทยไปสหรัฐเสี่ยงเจอภาษีสวมสิทธิ์ เช่น ค้าอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม เครื่องใช้ไฟฟ้า  ยานยนต์และชิ้นส่วน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัวโลหะ ผลิติภัณฑ์ยาง ทองแดง และเหล็ก อลูนิเนียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sNMvV_pc_sqYYPG67xpBy

  • สนับสนุนการเรียนรู้ ไม่สิ้นสุด

    โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 26 โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” สนับสนุนการเรียนรู้ ด้วยการมอบทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท  หนังสือจากโครงการส่งความรู้สร้างความสุข ผลิตภัณฑ์ในเครือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์การกีฬาแก่โรงเรียนหอพระวิทยาคม โดยมี คุณสุรพล ยะคำป้อ ผู้อำนวยการโรงเรียน คุณสุกัญญา เหมืองสอง รองผู้อำนวยการโรงเรียน รับมอบจาก คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเวอเวอเรจ จำกัด (มหาชน) คุณนิตยา เชษฐโชติรส ผู้สอบบัญชี บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด ร่วมด้วย คุณธารทิพย์ ศิรินุพงศ์  คุณภาวินี ไชยสิทธิ์  คุณวิรัช เมฆสัมพันธ์ ร่วมด้วยเครือข่ายพันธมิตร ที่โรงเรียนแม่หอพระวิทยาคม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันก่อน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/115286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yaRMxA1GSKtAs2pA6jdGU

  • ทส. ร่วมพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม สำหรับจัดสร้างพระโกศจันทน์ และพระหีบจันทน์ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ทส. ร่วมพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม สำหรับจัดสร้างพระโกศจันทน์ และพระหีบจันทน์ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    วันนี้ (6 ธันวาคม 2568) เวลา 12.19 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษา รมว.ทส. นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงฯ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าร่วมพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอมสำหรับการจัดสร้างพระโกศจันทน์ และพระหีบจันทน์ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมกับอุทยานแห่งชาติกุยบุรี กรมอุทยานแห่งชาติฯ จัดขึ้น ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    โดยมี พลอากาศเอก จารึก สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นประธานในพิธี และมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมในพิธี

    ไม้จันทน์หอม สําหรับใช้ในงานพระราชพิธีฯ ครั้งนี้ เป็นต้นที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้นจันทน์หอมที่ขึ้นอยู่ในบริเวณเดียวกับที่เคยใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อระหว่างวันที่ 25 – 29 ตุลาคม 2560 และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 และพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558

    โดยจากการสำรวจไม้จันทน์หอม ที่มีเส้นรอบวงเฉลี่ย 150 ซม. ความสูงเฉลี่ยเกิน 10 เมตร จำนวน 20 ต้น เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีลักษณะและคุณภาพของต้นที่ค่อนข้างสมบูรณ์นำมาแปรรูปได้ จำนวน 10 ต้น ใช้ได้บางส่วน จำนวน 8 ต้น และภายหลังจากพิธีบวงสรวงในครั้งนี้ จะดำเนินการตัดและแปรรูปตามระเบียบของทางราชการที่กำหนดไว้ พร้อมนำส่งมอบไม้ตามขนาดและจำนวนไม้ให้แก่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เพื่อดำเนินการจัดสร้างพระโกศจันทน์ พระหีบจันทน์ ท่อนฟืนไม้จันทน์ และช่อไม้จันทน์ ในลำดับต่อไป

    ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการตัดต้นจันทน์หอมแล้วจะได้มีการปลูกต้นจันทน์หอมทดแทนในพื้นที่ธรรมชาติ จำนวน 10 ต้น ต่อไม้จันทน์หอม 1 ต้น ที่ตัดนำไปใช้ในงานพระราชพิธีฯไม้จันทน์หอม พบกระจายอยู่มากในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นเปลาตรง เปลือกจะเป็นสีเทาอมขาว หรือสีเทาอมน้ำตาล เนื้อไม้แข็งสีขาวมีความละเอียด หากทิ้งไว้ให้แห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จุดเด่นของไม้จันทน์หอม คือ มีกลิ่นหอม หากเป็นต้นที่ “ตายพราย” คือ ยืนต้นตายตามธรรมชาติ แก่นไม้จะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ผ่านมามีการนำไม้จันทน์หอมมาประกอบในพระราชพิธีนับตั้งแต่สมัยโบราณ โดยพบประวัติการใช้ไม้หอมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ไม้จันทร์หอม จึงจัดเป็น “ไม้มงคลชั้นสูง” ที่มีบทบาทและความสำคัญต่อประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/262706&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20BWn4MgvwnfnpWGVZJERr

  • ‘ธนาคารโลก’ และ ‘เศรษฐกิจไทย’ ในมุมมอง ‘ศุภชัย พานิชภักดิ์’ บริบทที่เปลี่ยนไปในรอบ 35 ปี

    ‘ธนาคารโลก’ และ ‘เศรษฐกิจไทย’ ในมุมมอง ‘ศุภชัย พานิชภักดิ์’ บริบทที่เปลี่ยนไปในรอบ 35 ปี

    ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก หรือ IMF-WBG Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ถือเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 หลังจากเคยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อ 34 ที่ผ่านมา

    ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เขียนบทความให้ “กรุงเทพธุรกิจ” มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประชุมดังกล่าว ดังนี้

    องค์กรทางเศรษฐกิจที่เป็นหลักสำคัญของโลก เช่น ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก และองค์การว่าด้วยการค้าและการพัฒนาของสหประชาชาติ ต่างได้ดำเนินการเปลี่ยนผ่านนโยบายและยุทธศาสตร์ในช่วงระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาด้วยกันทั้งสิ้น

    ปัจจัยหลักของการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจากประสบการณ์และการทำงานที่ได้รับการเรียนรู้จากผลของนโยบายและยุทธศาสตร์ที่แต่ละองค์กรได้นำออกมาใช้ ส่วนใหญ่จะเป็นการมุ่งทิศทางที่สัมผัสกับความเป็นจริงมากขึ้น แทนการพึ่งหลักการทางทฤษฎีที่อาจจะใช้ไม่ได้เสมอไป

    ความเป็นจริงที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ไม่มีนโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกต้องเสมอ ยุทธศาสตร์ต้องผันแปรตามสถานการณ์ความจำเป็นของแต่ละประเทศที่มีจุดอ่อนจุดแข็งไม่เหมือนกัน

    “ที่สำคัญคือแต่ละประเทศจะต้องสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเองให้ได้ แทนที่จะถูกแนะนำที่ผิดบ้างถูกบ้างจากองค์กรระหว่างประเทศแต่อย่างเดียว”

    เศรษฐกิจระบบตลาดเสรี จะมีการตีกรอบจากกฎระเบียบที่ทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้นและป้องกันการเอาเปรียบโดยการผูกขาด หรือโดยการดูแลผลกระทบทางลบต่อผู้บริโภค

    'ธนาคารโลก' และ 'เศรษฐกิจไทย' ในมุมมอง 'ศุภชัย พานิชภักดิ์' บริบทที่เปลี่ยนไปในรอบ 35 ปี

    เป้าหมายของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจก็จะพิจารณาจากตัวเลขตัวเดียวก็ไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องเป็นการเจริญที่มีคุณภาพในลักษณะของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มีผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการศึกษาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมด้วยการดูแลผลกระทบต่อภาวะสิ่งแวดล้อม และต้องกระจายความเจริญให้ทั่วถึงทุกกลุ่มของประชากรและทุกภูมิภาค

    ‘การค้าโลก’ ที่จะมุ่งแต่เพียงเปิดตลาดเสรีก็ไม่สมควร แต่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบของการเปิดเสรีที่ขาดการจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และต้องคำนึงว่าการแข่งขันเสรีจะทำให้เกิดผลดีต่อการพัฒนาได้อย่างไร

    หลักการที่ล้าสมัยที่เคยบ่งบอกว่ารัฐควรมีบทบาทจำกัดและควรปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดการพัฒนาก็ไม่ถูกต้องอีกต่อไปแล้ว และในปัจจุบันบทบาทที่เป็นรัฐเพื่อการพัฒนาได้ถูกยอมรับทั่วโลกว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม โดยให้มีความกลมกลืนกับการทำงานของตลาดที่ไม่ควรมีการบิดเบือน

    ความสำเร็จของกลุ่มประเทศจากเอเชียตะวันออกทำให้นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมที่เคยถูกปฏิเสธในองค์การเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ถูกยอมรับ ที่แม้กระทั่งประเทศพัฒนาแล้วก็ยังต้องนำนโยบายอุตสาหกรรมที่รัฐมีส่วนช่วยกำหนดมาใช้

    “การพัฒนาของเศรษฐกิจใหม่ที่พึ่งพาระบบดิจิทัลมากขึ้นจะอยู่บนรากฐานของการมีบทบาทของรัฐในการร่วมส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงอย่างชัดเจนทั่วโลก”

    ธนาคารโลกเช่นเดียวกับองค์กรโลกอื่นๆ ที่กล่าวมาต่างได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการร่วมมือทำงานกับประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือที่ต้องมี ‘ความเป็นเจ้าของ’ ในยุทธศาสตร์และโดยการพัฒนาประเทศของตนเอง

    ประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นเจ้าของแนวทางการพัฒนาของตนเองได้อย่างสัมฤทธิ์ผลก็จะต้องมีสถาบันทางเศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย ที่แข็งแรงและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    'ธนาคารโลก' และ 'เศรษฐกิจไทย' ในมุมมอง 'ศุภชัย พานิชภักดิ์' บริบทที่เปลี่ยนไปในรอบ 35 ปี

    ด้วยเหตุผลเช่นนี้ในปีที่แล้ว (2024) รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ จึงได้มอบให้กับนักเศรษฐศาสตร์ 3 ท่าน คือ

    • Daron Acemoglu
    • Simon Johnson
    • James Robinson

    ที่ใช้การวิเคราะห์ทั้งทางเชิงประวัติศาสตร์และคณิตศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่า สถาบันการเมืองและเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริงเป็นเหตุผลสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประเทศมีการพัฒนาที่มีผลสำเร็จแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

    ไทยเคยเป็นเจ้าภาพ WB-IMF เมื่อปี 1991

    ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะการประชุมใหญ่ประจำปี 2026 ในเดือน ต.ค.ที่กรุงเทพฯ หลังจากที่ประชุม 2 ปีต่อเนื่องที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นแบบแผนของการจัดประชุมของสองสถาบันนี้ที่จะมีขึ้น 2 ปีต่อเนื่องกันที่กรุงวอชิงตันและปีที่ 3 จะเป็นการประชุมในประเทศอื่น

    ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมที่สำคัญของโลกนี้ครั้งก่อนในปี 1991 ซึ่งเป็นเวลา 35 ปีมาแล้วระยะเวลานั้นไทยเป็นเศรษฐกิจที่ได้รับการยกย่องว่ามีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงที่สุดของโลกโดยมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.5 ต่อปี ระหว่างปี 1986 ถึง 1991

    ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการขยายตัวในอัตราสูงเช่นนี้ มาจากการส่งออกที่กระจายตัวไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างประเทศที่ผลักดันให้มีการผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้น และการเริ่มต้นการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับการสร้างเครือข่ายการขนส่งคมนาคมทั่วโลกที่ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศเริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็ว

    'ธนาคารโลก' และ 'เศรษฐกิจไทย' ในมุมมอง 'ศุภชัย พานิชภักดิ์' บริบทที่เปลี่ยนไปในรอบ 35 ปี

    ประเด็นเศรษฐกิจไทยต่างจาก 35 ปีที่ผ่านมา

    สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยช่วงการประชุมธนาคารโลก-กองทุนการเงินระหว่างประเทศครั้งที่แล้วและครั้งนี้จึงนับว่าแตกต่างกันมาก ครั้งที่แล้วผู้นำทางการเงินการคลังทั่วโลกมาร่วมกันวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยมีอะไรดีที่มีการเจริญเติบโตขนาดนั้น ในขณะที่มีการรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำและมีภาวะการคลังที่แข็งแรง

    ในครั้งนี้ (ปี 2026) ผู้เข้าร่วมประชุมอาจจะให้ความสนใจว่า ทำไมและอะไรที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้เราเปลี่ยนไปสู่ภาวะเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2-3 การส่งออกก็ยังติดอยู่กับรูปแบบเดิม และภาวะการคลังที่ต้องการการสร้างกำลังขึ้นมาให้แข็งแกร่งใหม่ เพื่อเตรียมรับกับภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจผันผวนมากขึ้นทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ

    เพื่อที่จะช่วยทำความเข้าใจในปัญหาของไทย จึงต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างบทบาทของธนาคารโลกยุคใหม่ การจัดการประชุมของธนาคารโลก-กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (WB-IMF) ที่ประเทศไทยในปี 2026 และการเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพของสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองกับการพัฒนาประเทศที่เป็นสาระสำคัญของงานของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจากปี 2024

    การจัดการประชุมของ WB-IMF มีนัยสำคัญที่จะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การพัฒนา และนักธุรกิจสำคัญระดับโลกเข้ามาสัมผัสกับเศรษฐกิจประเทศไทย นับเป็นโอกาสที่ไทยจะสร้างความประทับใจเพื่อเสริมความเชื่อมั่นในการชักจูงให้มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น

    การพัฒนาการส่งออกของไทยในอดีตที่ผ่านมามีการเชื่อมโยงกับการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และไทยกำลังจำเป็นที่ต้องมีการยกเครื่องปรับโครงสร้างการส่งออกอย่างขนานใหญ่เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับโลกให้สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

    WB เปิดรายงาน Building Thailand’s FutureToday

    ธนาคารโลกจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งด้วยการทำรายงานวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศไทย ในหัวข้อ “Building Thailand’s FutureToday” โดยที่ธนาคารโลกเสนอที่จะพิจารณาเน้นภาคเศรษฐกิจหลักที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ที่รวมถึงอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้า (เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว) อุตสาหกรรมเกษตร บริการทางดิจิตัล การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (เช่น การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    โดยธนาคารโลกเสนอแนะว่าในการสร้างงานและขยายเศรษฐกิจในภาคส่วนดังกล่าว ควรให้การคำนึงถึงตัวช่วยที่สำคัญ 3 ประการ คือ

    1.การกระตุ้นการลงทุน การค้นคิดดัดแปลงและการค้า

    2.การลงทุนเสริมสร้างสมรรถภาพของกำลังแรงงาน

    3.การสร้างระบบเมืองสำหรับอนาคต (รวมกรุงเทพฯ และเมืองรอง)

    สิ่งที่สำคัญ คือ ธนาคารโลกจะไม่นั่งเขียนรายงานนี้จากกรุงวอชิงตัน แต่จะพยายามเข้าถึงแก่นของปัญหาโดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกหมู่เหล่า ทั้งนี้เพื่อให้รายงานมีลักษณะ ‘การเป็นเจ้าของ’ โดยประชาชนไทยอย่างแท้จริงตามหลักการในยุคใหม่ขององค์การโลกดังกล่าวข้างต้น

    ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างถี่ถ้วนจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนจากภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

    ในรายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับไทยที่ผ่านมา ได้เน้นปัญหาโครงสร้างของไทยอย่างชัดเจนในเรื่องของสังคมสูงวัย การขาดการลงทุนและการค้นคิดดัดแปลง ความเสี่ยงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ และการพัฒนาที่เน้นกรุงเทพมหานครมากเกินไป

    เพราะฉะนั้น ความเข้าใจในปัญหาของเศรษฐกิจไทยจากมุมมองของธนาคารโลกคงไม่ได้แตกต่างไปจากที่ฝ่ายผู้วิเคราะห์ไทยได้เคยมีการเสนอแนะไว้บ้างอยู่แล้ว การเติมเต็มในส่วนของ การลงทุนในภาคเศรษฐกิจที่เป็นกุญแจสำคัญ การเจาะลึกในข้อมูลเพิ่มเติมจากการวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทยในทุกภาคส่วน

    และการดึงผู้นำระดับโลก รัฐมนตรีฯคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์จากทั่วโลก และองค์การภาคประชาชนทั้งหลายมาร่วมประชุมกันที่กรุงเทพฯ น่าจะทำให้ประเด็นต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะของรายงานจากธนาคารโลกมีความสมบูรณ์แตกฉานมากขึ้น โดยที่สำคัญคือ ฝ่ายไทยทุกภาคส่วนต้องช่วยกันออกแรงเต็มที่เพื่อที่จะทำให้รายงานนี้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด

    ความคาดหวังต่อสถาบันเศรษฐกิจและการเมืองไทย

    ความหวังที่เราอาจจะมีจากการประชุม WB-IMF และรายงานของธนาคารโลก คือ ข้อเสนอแนะที่มากไปกว่าแนวทาง กว้างๆที่ลงลึกไปถึง “จุดอ่อน” ของระบบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้

    โดยเฉพาะสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้งและมีบทบาทนำอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ปัญหาหลักทางโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยเป็นที่รู้จักและเข้าใจกันเป็นอย่างดี

    ส่วนใหญ่มีบันทึกอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2018-2037) ที่อาจจะนำมาพิจารณาประกอบกับรายงานของธนาคารโลก การยึดมั่นในหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณได้และมีความพร้อมที่จะรับมือกับปัญหามากขึ้น

    ทั้งหมดทั้งปวงนี้เราต้องไม่มองข้ามความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านเสถียรภาพทางการเงิน ภาคการเกษตรที่มีความหลากหลาย

    ประวัติอันยาวนานในการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง ความสามารถของธุรกิจเอกชนที่แข่งขันในระดับโลก บริการทางการแพทย์และสุขภาพที่เป็นที่ยอมรับโดยนานาชาติ ความหลากหลายของวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง การบริหารนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ที่รักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ฯลฯ

    “แต่เรายังคงต้องการคำตอบว่า ทำอย่างไรไทยจะสามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้เทียบเคียงกับระดับโลกและตอบสนองต่อความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่”

    เราจะสร้างภูมิต้านทานทางการคลังได้อย่างไรหากไม่มีการยับยั้งนโยบายระยะสั้นที่เป็นประชานิยมฟุ่มเฟือย และแรงกดดันทางการเมืองที่ไม่ยอมรับเรื่องความจำเป็นในการปรับโครงสร้างระบบภาษีอากร (รวมทั้งการทะยอยปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มให้ค่อยๆ สูงขึ้น)

    การเปิดโอกาสให้การมีส่วนร่วมทางด้านการเมืองไม่ถูกดึงไปในทางรัฐศาสตร์เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรู้จักจบสิ้นแทนที่จะต้องร่วมสร้างแนวทางร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ควรเป็นวาระแห่งชาติ และทำอย่างไรเราถึงจะช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทแทนที่จะปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นจากปีต่อปี

    การที่ไทยจะได้มีโอกาสสัมผัสกับวาระการประชุมระดับโลกของ WB-IMF และได้ร่วมกันวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมที่สุด โดยให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและทุกภูมิภาคในประเทศสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่

    และให้ปรากฏอยู่ในรายงานของธนาคารโลกที่ จะทำให้โลกและไทยสามารถร่วมกันสร้างกำลังให้เศรษฐกิจไทยในอนาคตที่มีลักษณะการขยายตัวก้าวหน้าอย่างทั่วถึงที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1210865&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bpQzX9-dxJ6ZQdx1G0z-x

  • ดาวโจนส์ปิดบวก 104.05 จุด รับความหวังเฟดลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

    ดาวโจนส์ปิดบวก 104.05 จุด รับความหวังเฟดลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (5 ธ.ค.) หลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยังคงหนุนความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า

    • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,954.99 จุด เพิ่มขึ้น 104.05 จุด หรือ +0.22%
    • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,870.40 จุด เพิ่มขึ้น 13.28 จุด หรือ +0.19% 
    • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,578.13 จุด เพิ่มขึ้น 72.99 จุด หรือ +0.31%

    ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 0.5%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 0.31% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.91% โดยดัชนีทั้งสามตัวปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง

    ดาวโจนส์ปิดบวก 104.05 จุด รับความหวังเฟดลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งคิดเป็นมากกว่า 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนส.ค.

    นอกจากนี้ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE เพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนส.ค. ซึ่งทั้งสองตัวเลขนั้นสอดคล้องกับการคาดการณ์

    ส่วนรายงานจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นเดือนธ.ค. อยู่ที่ 53.3 สูงกว่าการคาดการณ์ที่ระดับ 52

    ตลาดกำลังประเมินความน่าจะเป็นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเฟดเดือนนี้ที่ 87.2% ตามเครื่องมือ CME FedWatch แม้คาดว่าจะมีผู้คัดค้านจำนวนมากเนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังสูง

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า นักลงทุนกำลังจับตาผลการประชุมของเฟดในวันพุธหน้า ซึ่งปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% และหลังการประชุม คำถามคือพวกเขาจะสื่อสารอย่างไรเกี่ยวกับนโยบายในอนาคต

    หุ้น Warner Bros Discovery พุ่งขึ้น 6.3% หลัง Netflix ตกลงซื้อธุรกิจทีวี สตูดิโอภาพยนตร์ และสตรีมมิงของ Warner Bros ด้วยมูลค่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปิดสงครามการประมูลที่กินเวลาหลายสัปดาห์

    หุ้น Netflix ปิดร่วงลง 2.9% ส่วนหุ้น Paramount Skydance หนึ่งในผู้ประมูลรายอื่น ร่วงลง 9.8%

    หุ้นกลุ่มบริการสื่อสารเป็นกลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 โดยปรับตัวขึ้นเกือบ 1% และปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ดัชนีหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ของ S&P500 ลดลง หลังที่ปรึกษาวัคซีนกลุ่มหนึ่งยกเลิกคำแนะนำเดิมที่ให้เด็กทุกคนในสหรัฐฯ รับวัคซีนตับอักเสบบีตั้งแต่แรกเกิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/645830&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aIESw0-Bq5tNtcU8LpSNz

  • “สมเด็จพระมหาธีราจารย์” ผู้แทนสมเด็จพระสังฆราชในการประทานประทานปริญญาบัตร มจร ปี 2568 “ดอกอ้อ ทุ่งทอง” คว้าปริญญาโทพุทธจิตวิทยา เตรียมเข้ารับ 7 ธ.ค.นี้

    “สมเด็จพระมหาธีราจารย์” ผู้แทนสมเด็จพระสังฆราชในการประทานประทานปริญญาบัตร มจร ปี 2568 “ดอกอ้อ ทุ่งทอง” คว้าปริญญาโทพุทธจิตวิทยา เตรียมเข้ารับ 7 ธ.ค.นี้

    การศึกษา

    “สมเด็จพระมหาธีราจารย์” ผู้แทนสมเด็จพระสังฆราชในการประทานประทานปริญญาบัตร มจร ปี 2568 “ดอกอ้อ ทุ่งทอง” คว้าปริญญาโทพุทธจิตวิทยา เตรียมเข้ารับ 7 ธ.ค.นี้

    วันเสาร์ ที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.06 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. ณ อาคาร มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช ประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาประจำปี 2568 โดยมีพระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดี พระธรรมวชิโรดม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต พระเทพวัชรสารบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ พร้อมผู้สำเร็จการศึกษาและประชาชนร่วมในพิธีอย่างคับคั่ง

    ในโอกาสนี้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้ให้โอวาทสำคัญ โดยแสดงมุทิตาจิตแก่บัณฑิตทุกคน พร้อมยกย่องความวิริยะอุตสาหะของคณาจารย์และบุคลากรที่ร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยให้รุดหน้า ก่อนกล่าวเตือนใจว่า “บัณฑิต” ที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงเพียงผู้ได้รับการรับรองจากสถาบัน แต่คือผู้ประพฤติด้วยปัญญาและคุณธรรม สามารถเกื้อกูลสังคมให้เกิดสันติสุขอย่างยั่งยืน

    ท่านกล่าวย้ำว่า ผู้เป็นบัณฑิตต้องฝึกฝนตนให้เป็น “ผู้ใหญ่” และ “ผู้นำ” ที่ยึดถือความยุติธรรมเป็นหลัก โดยปราศจาก อคติ 4 ประการ ได้แก่

    ฉันทาคติ — ลำเอียงเพราะรัก
    โทสาคติ — ลำเอียงเพราะโกรธ
    ภยาคติ — ลำเอียงเพราะกลัว
    โมหาคติ — ลำเอียงเพราะหลง

    หากผู้เป็นผู้นำยังตกอยู่ในอคติทั้ง 4 ย่อมไม่อาจสร้างความผาสุกแก่สังคมได้ ท่านจึงฝากให้บัณฑิตหมั่นสำรวจตน ขัดเกลานิสัยมักลำเอียงให้หมดสิ้น เพื่อเป็น “ผู้นำทางปัญญา” ที่โลกควรค่าแก่การเคารพนับถือ

    ขณะเดียวกัน ในงานพิธีประทานปริญญาบัตรปีนี้ ยังได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก เมื่อมีรายงานว่า “ดอกอ้อ ทุ่งทอง” นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง สังกัดแกรมมี่โกลด์ เจ้าของผลงานฮิตอย่าง เบอร์โทรเจ้าชู้, ขายก้อยคอยอ้าย, น้องมีผัวแล้ว สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท คณะมนุษยศาสตร์ สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปีการศึกษานี้ด้วย

    ดอกอ้อ ทุ่งทอง มีกำหนดเข้ารับประทานปริญญาบัตรในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางความยินดีจากแฟนเพลงและวงการบันเทิง ที่ชื่นชมเส้นทางการเรียนรู้ควบคู่การทำงานศิลปินอย่างไม่เคยหยุดพัฒนา

    พิธีประทานปริญญาบัตรครั้งนี้ นับเป็นอีกปีที่สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในการผลิตบัณฑิตผู้มีคุณธรรมและปัญญา เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยหลักพุทธธรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืน.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/457603&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pPC-dH7I3yMLjSQTrOQYn

  • สนับสนุนการเรียนรู้ ไม่สิ้นสุด

    โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 26 โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” สนับสนุนการเรียนรู้ ด้วยการมอบทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท  หนังสือจากโครงการส่งความรู้สร้างความสุข ผลิตภัณฑ์ในเครือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์การกีฬาแก่โรงเรียนหอพระวิทยาคม โดยมี คุณสุรพล ยะคำป้อ ผู้อำนวยการโรงเรียน คุณสุกัญญา เหมืองสอง รองผู้อำนวยการโรงเรียน รับมอบจาก คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเวอเวอเรจ จำกัด (มหาชน) คุณนิตยา เชษฐโชติรส ผู้สอบบัญชี บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด ร่วมด้วย คุณธารทิพย์ ศิรินุพงศ์  คุณภาวินี ไชยสิทธิ์  คุณวิรัช เมฆสัมพันธ์ ร่วมด้วยเครือข่ายพันธมิตร ที่โรงเรียนแม่หอพระวิทยาคม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันก่อน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/115286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yaRMxA1GSKtAs2pA6jdGU

  • ปูตินไม่สนทรัมป์! ลั่นพร้อมส่งน้ำมันให้อินเดีย แม้สหรัฐฯ กดดันหนักให้อินเดียหยุดซื้อจากรัสเซีย

    ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยกับนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดียในระหว่างที่ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงเดลีว่า “รัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการขนส่งน้ำมันไปยังอินเดีย ‘อย่างต่อเนื่อง’” ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายต่อสหรัฐฯ พร้อมทั้งยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้”

    แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (5 ธ.ค.) หลังการประชุมสุดยอดอินเดีย-รัสเซียประจำปี ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันอินเดียให้ลดความสัมพันธ์กับรัสเซีย

    ปูตินตั้งคำถามว่า “เหตุใดอินเดียจึงถูกลงโทษที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เองก็ซื้อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากรัสเซียเช่นกัน”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างว่าอินเดียกำลังบ่อนทำลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

    “รัสเซียจะไม่ยอมถอยแม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานกับอินเดีย…รัสเซียเป็นผู้จัดหาทรัพยากรพลังงานที่เชื่อถือได้ และทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคพลังงานของอินเดีย เราพร้อมที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

    — ปูติน กล่าวในแถลงการณ์

    ขณะที่โมดีไม่ได้กล่าวถึงน้ำมันโดยตรง แต่กล่าวว่า “ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และสำคัญสำหรับความร่วมมือระหว่างอินเดียและรัสเซีย”

    การเยือนอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของปูตินนับตั้งแต่การรุกรานยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองไม่ได้ถูกรบกวน

    โมดีอธิบายความร่วมมือระหว่างอินเดียกับรัสเซียว่าเป็นเหมือน “ดาวนำทาง” และกล่าวว่า “ความสัมพันธ์เหล่านี้มีพื้นฐานจากความเคารพและความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง” ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ตึงเครียด และไม่แน่นอนในปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์รัสเซีย-อินเดียยังคงแข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก”

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังตกลงที่จะร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจจนถึงปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 อีกทั้งยังตกลงที่จะปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียได้พยายามสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

    (Photo by : SAJJAD HUSSAIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/putin-vows-oil-shipments-to-india-will-be-uninterrupted-in-defiance-of-us&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fZcK39ZyJmwdI31CLjE1