Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘พังงา’คึกคัก! นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติแห่เที่ยวช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ‘พังงา’คึกคัก! นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติแห่เที่ยวช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ‘พังงา’คึกคัก! นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติแห่เที่ยวช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.42 น.

    ‘พังงา’คึกคัก! นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติแห่เที่ยวช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    1 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าว จ.พังงา ลงพื้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ที่ อพ.2 (เขาพิงกัน) ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของ จ.พังงา โดยเฉพาะ “เขาตาปู” หรือ “เกาะเจมส์บอนด์” สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง The Man with the Golden Gun เมื่อปี พ.ศ. 2517 จนทำให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมนับล้านคน

    นอกจากนี้ บริเวณเขาพิงกัน ซึ่งมีลักษณะภูเขาหินปูนสองลูกแนบชิดกันอย่างโดดเด่น แตกต่างจากภูเขาทั่วไป ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความรักของจังหวัดพังงา

    สำหรับบรรยากาศในช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่า มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาจากท่าเรือในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และท่าเรือต่างๆ รอบอ่าวพังงา เข้ามาท่องเที่ยวอย่างคึกคัก ภายใต้การดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา

    นายอิสรินทร์ โสธรจิตต์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา กล่าวว่า ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงระดับโลก พร้อมขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และยังได้กล่าวอวยพรเนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ ขอให้ทุกคนเดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและมีความสุข

    นายเดชา ปาทาน กำนันตำบลเกาะปันหยี ได้กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเกาะปันหยี เพื่อสัมผัสธรรมชาติอันสวยงามของอ่าวพังงา ควบคู่กับการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในหมู่บ้านลอยน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมยืนยันว่าชาวบ้านเกาะปันหยียินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยไมตรีจิตและความเป็นกันเอง

    ขณะที่บรรยากาศบริเวณเกาะปันหยี หมู่บ้านชาวประมงชื่อดังกลางอ่าวพังงา เป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวต่างพากันแวะรับประทานอาหารมื้อเที่ยง เลือกซื้อของฝากและของที่ระลึก สร้างรายได้ให้กับชุมชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นอย่างมาก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/938289&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FSzy5flouI7hzHv39DKHe

  • ปิดฉาก “คนละครึ่งพลัส”ยอดใช้จ่ายสะพัด 8.4 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 โต 0.2% 

    ปิดฉาก “คนละครึ่งพลัส”ยอดใช้จ่ายสะพัด 8.4 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 โต 0.2% 


    คลังสรุปยอดโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ประชาชนร่วมใช้สิทธิเกือบ 20 ล้านราย อัดฉีดเม็ดเงินลงระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ดัน GDP ปี 68 โตเพิ่ม 0.2%

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการฯ รวม 84,185.73 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่าย ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) จำนวน 1,558.91 ล้านบาท และส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 39,899.53 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 1,475.56 ล้านบาท และสำหรับจำนวนร้านค้าในโครงการฯ จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลจำนวน 999,350 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 89,799 ราย 

    ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินโครงการฯ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.2 ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ได้ก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง ตามมาเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569 


     
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39068&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rtj7H_K-WaBmy_QWBiBtW

  • หัวเรือใหญ่ Lenovo แนะผ่าตัดใหญ่ระบบราชการ-ศึกษา ชูไอทีปั้นเศรษฐกิจใหม่

    หัวเรือใหญ่ Lenovo แนะผ่าตัดใหญ่ระบบราชการ-ศึกษา ชูไอทีปั้นเศรษฐกิจใหม่

    ท่ามกลางบรรยากาศที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ขณะที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งนำเสนอนโยบายเพื่อครองใจผู้ใช้สิทธิ “ฐานเศรษฐกิจ” เล็งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานระยะยาว จึงจัดแคมเปญ Thailand Redesign : อนาคตออกแบบได้ ระดมความคิดเห็นจากผู้นำและผู้บริหารระดับสูงเพื่อร่วมออกแบบพิมพ์เขียวอนาคตประเทศให้ขับเคลื่อนไปอย่างยั่งยืน

    นายวรพจน์ ถาวรวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย จำกัด ร่วมสะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้าง เพื่อวางแนวทางสำหรับทศวรรษใหม่ โดยระบุว่าโครงสร้างที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นอันดับแรกคือ ระบบการศึกษาและระบบราชการ เนื่องจากเป็นแกนหลักสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ

    หัวเรือใหญ่ Lenovo แนะผ่าตัดใหญ่ระบบราชการ-ศึกษา ชูไอทีปั้นเศรษฐกิจใหม่

    สำหรับการสร้างความมั่งคั่งในอีก 5–10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจจากการพึ่งพารูปแบบเดิมมาเป็นการนำเทคโนโลยีไอทีผสานร่วมกับภาคการเกษตร

    ขณะเดียวกันต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้เท่าทันยุคสมัย โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะ Prompt Engineer และสนับสนุนให้นักศึกษามีทักษะการออกแบบความคิดภายใต้กรอบวัฒนธรรมที่ดีงาม เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

    ในส่วนของการเพิ่มสมรรถนะภาครัฐ มีข้อเสนอให้ปรับโครงสร้างรัฐไทยให้เล็กลงและมีความคล่องตัวสูงขึ้นด้วยการลดขั้นตอนการทำงาน พร้อมชี้ว่าคอขวดอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือระบบราชการ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย นอกจากนี้ รัฐควรพิจารณากระจายอำนาจเพื่อเพิ่มความสำคัญให้กับเมืองใหญ่อื่นๆ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการย้ายเมืองหลวง เพื่อกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

    กลยุทธ์ด้านการเงินและขีดความสามารถทางการแข่งขัน มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังนี้:

    • เสนอให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ให้เพิ่มสิทธิการลดหย่อนภาษีสำหรับคนชั้นกลางเพื่อลดภาระค่าครองชีพ
    • มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ผ่านการลดภาษี ส่งเสริมการส่งออก และพัฒนาศักยภาพเพื่อดึงดูดทุนคุณภาพอย่างยั่งยืน
    • รัฐบาลและพรรคการเมืองควรหยุดนโยบายประชานิยมทันที เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่ออนาคตของประเทศ
    • ประเทศไทยควรวางตัวเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์บนเวทีโลก

    สำหรับนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) หลังการเลือกตั้ง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม หากต้องเลือกเปลี่ยนทิศทางประเทศเพียงเรื่องเดียวภายในวาระเดียวของรัฐบาล นายวรพจน์ เน้นย้ำว่าต้องเป็นเรื่องการพัฒนาการศึกษา เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องถอยหลังอีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/technology/647933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CMo2YHbttbqhmtbR9oBZQ

  • สคต.ดูไบ ส่องทิศทางเศรษฐกิจและธุรกิจกลุ่มประเทศ GCC ปี 2569

    สคต.ดูไบ ส่องทิศทางเศรษฐกิจและธุรกิจกลุ่มประเทศ GCC ปี 2569

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ  รายงานข่าวระบุว่า กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ Gulf Cooperation Council หรือกลุ่ม GCC ที่ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กาตาร์ และบาห์เรน กำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แห่งการเติบโตที่ยั่งยืน โดยผลจากการวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจและนโยบายการคลังล่าสุดเผยให้เห็นว่า ภูมิภาคนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการ “ถอดรหัสพันธนาการ” จากความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยหันมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการกระจายฐานรายได้ที่หลากหลายและการเติบโตที่แข็งแกร่งของภาคส่วนอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil Sector)

    ภาพรวมเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ของกลุ่มประเทศ GCC ในช่วงปี 2568-2569 มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4 ถึงร้อยละ 4.4 โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมัน อาทิ การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ การเงิน และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่น่าสนใจคือ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 สัดส่วนของภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 70  ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในภูมิภาค (Real GCC GDP) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่แม้ว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันตามมติของOPEC+ แต่ฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งในระยะยาวจะยังคงเป็น “โครงการอภิมหาโปรเจกต์” (Giga-projects) และระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

    ขณะที่ความต้องการภายในประเทศของกลุ่ม GCC กำลังเติบโตในอัตราที่รวดเร็วกว่าระบบเศรษฐกิจชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุน 3 ประการ

    • อัตราว่างงานต่ำ : การขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดการจ้างงานในระดับสูง
    • เสถียรภาพด้านราคาสินค้า: ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ผันผวน แต่อัตราเงินเฟ้อใน GCC กลับถูกควบคุมไว้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะคงอยู่ที่ระดับร้อยละ 2 หรือต่ำกว่า ในปี 2569
    • การขยายตัวของสินเชื่อ: การผ่อนปรนของอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร บริการด้านสุขภาพ และสันทนาการ เติบโตอย่างก้าวกระโดด

    ยูเออี ยังคงรักษาสถานะผู้นำในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและมีความโปร่งใสสูงงบประมาณแผ่นดินปี  2569 และวิสัยทัศน์ “We the UAE 2031”: คณะรัฐมนตรี UAE ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายมูลค่ากว่า 2.51 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นงบประมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเพิ่มขึ้นถึง 29% จากปีที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    ผู้นำตลาดทุน: ยูเออีได้กลายเป็นศูนย์กลางการออกพันธบัตรและหุ้นกู้อิสลาม (Sukuk) ของภูมิภาค โดยในปี 2568 มีมูลค่าการออกตราสารหนี้ในตลาดแรกสูงถึง 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะบทบาทผู้นำด้านตราสารหนี้สีเขียว (Green Debt) เพื่อความยั่งยืน ซึ่งดึงดูดนักลงทุนระดับโลกที่เน้นด้าน ESG หรือการพัฒนาองค์กรด้วย  “หลักความยั่งยืน – Sustainability” ได้อย่างมหาศาล

    ซาอุดีอาระเบีย ยังคงเป็นตลาดโครงการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ภายใต้ธงนำของแผนยุทธศาสตร์ Vision 2030 การลงทุนในโครงการอภิมหาโปรเจกต์ ซึ่งซาอุดีอาระเบียครองสัดส่วนการจ้างงานในโครงการก่อสร้างกว่าร้อยละ 50 ของทั้งภูมิภาค ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นโครงการ NEOM, Red Sea Project หรือ Qiddiya ซึ่งเริ่มเปลี่ยนผ่านจากระยะวางแผนเข้าสู่ระยะการดำเนินงานอย่างเต็มตัวการเติบโตของภาคเอกชน: คาดการณ์ว่า GDP ภาคที่ไม่ใช่น้ำมันจะขยายตัวราว 5% ในปี 2026 โดยได้รับการสนับสนุนจากการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาล เป็นต้น

    นอกจากนี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s และ Fitch ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของ GCC ในปี 2569 ว่าอยู่ในเกณฑ์ “มีเสถียรภาพถึงเป็นบวก” (Stable to Positive) อัตราดอกเบี้ยในปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูงแต่สามารถบริหารจัดการได้

    โดยการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจจะช่วยเสริมความยืดหยุ่นและเป็นเกราะป้องกันผลกระทบจากความไม่สงบ ด้านสภาพคล่องของภาคธนาคารยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากระดับเงินทุนสำรองที่อยู่ในเกณฑ์สูงและความพร้อมในการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ ส่วนการบริหารการคลังของภาครัฐยังคงดำเนินไปอย่างรอบคอบและมีวินัย ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนทั่วโลก

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ ระบุในตอนท้ายว่า ยุทธศาสตร์ “We the UAE 2031” เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 10 ปีของยูเออี ซึ่งประกาศใช้ในปี 2565 เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การลงทุนและนวัตกรรมระดับโลกปัจจุบันสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนแล้วร้อยละ 67 แม้จะยังเหลือระยะเวลาดำเนินการอีก 6 ปี ปัจจุบัน ยูเออีสามารถครองอันดับ 1 ของโลกในด้านการนำ AI มาใช้ในสถานที่ทำงาน เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดของโลก และสามารถดึงดูดกลุ่มมหาเศรษฐีได้มากที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่สาม

    ในปี 2569 รัฐบาลยูเออีจะปรับรอบการวางแผนยุทธศาสตร์จาก 5 ปี เหลือ 3 ปี เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรับมือความผันผวนของโลก โดยมุ่งลดขั้นตอนการทำงานและนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพด้านการเงินและการบริหารจัดการภาครัฐ ดังนั้น หากเป็นผู้ส่งออกสินค้ากลุ่ม อาหารคุณภาพสูง เทคโนโลยีสีเขียว หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ตลาด GCC ในปี 2569 คือโอกาสทอง เนื่องจากนโยบายรัฐสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนอย่างเต็มที่

    การค้าระหว่างไทยกับ GCC  มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่อง โดยไทยส่งออกล่าสุดปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.)  7,673 ล้านดอลลาห์สหรัฐ (ขยายตัว 6.6%) สินค้าหลากหลาย เช่น รถยนต์ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่อง อิเล็กโทรนิคส์ ขณะที่นำเข้า 25,003 ล้านดอลลาห์สหรัฐ (ขยายตัว 0.65%) สินค้าหลักคือ น้ำมันดิบและพลังงาน ทองคำ/เงินแท่ง  โดยมีคู่ค้าเรียงตามลำดับมูลค่า ได้แก่ ยูเออี ซาอุดิอาระเบีย โอมาน คูเวต กาตาร์และบาห์เรน

    ที่มา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/648001&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wKIOjuz4CODeRI_hJT0zi

  • รายงานพิเศษ…บทสรุปการเงินปี 68 “ปีแห่งการปรับฐานและการฟื้นตัว” พร้อมรับมือปี69 “ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว”

    รายงานพิเศษ…บทสรุปการเงินปี 68 “ปีแห่งการปรับฐานและการฟื้นตัว” พร้อมรับมือปี69 “ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว”

    จะเห็นได้ว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกก้าวผ่านช่วงความผันผวนรุนแรงจากปีก่อนหน้า เข้าสู่สภาวะ “New Normal” ที่มีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนและระเบียบโลกใหม่ทางการค้า ได้แก่

    1. ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค (Macro Overview) โดยในปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้:

    • GDP Growth: คาดการณ์ขยายตัวที่ระดับ 2.8% – 3.2% * อัตราเงินเฟ้อ: ทรงตัวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1.5% – 2.5% ตามราคาพลังงานโลกที่เริ่มนิ่ง
    • เครื่องยนต์หลัก: การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (Mega Projects) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    2. สถานการณ์ทางการเงินและตลาดทุน

    นโยบายการเงิน: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายการเงินแบบ “Neutral” (เป็นกลาง) โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับที่เหมาะสม เพื่อดูแลเสถียรภาพทางการเงินและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

    ตลาดหุ้นไทย (SET Index): ดัชนีมีการปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยได้รับอานิสงส์จาก:

    1. Fund Flow: เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)

    2. ESG Investing: หุ้นกลุ่มความยั่งยืนได้รับความนิยมสูงสุดจากนักลงทุนสถาบัน

    3. Digital Asset: การนำเทคโนโลยี Tokenization มาใช้ในสินทรัพย์จริง (Real World Assets) เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม

    3. แนวโน้มและสิ่งที่ต้องจับตาในปีถัดไป

    1. Virtual Bank: การเปิดตัวธนาคารไร้สาขาอย่างเต็มรูปแบบที่จะเข้ามาเปลี่ยน Landscape การแข่งขันในธุรกิจธนาคาร

    2. ความผันผวนของค่าเงินบาท: จากทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจมีความไม่แน่นอนตามสภาวะเศรษฐกิจอเมริกา

    3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่: นโยบายการคลังที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่ S-Curve ใหม่

    สำหรับการก้าวเข้าสู่ปี 2569 สภาวะตลาดจะเปลี่ยนจากช่วงการฟื้นตัวเข้าสู่ช่วง “ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว” (The K-Shaped World) และเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในหลายประเทศ

    1. กลยุทธ์หลัก: “Core & Satellite” โดยแนะนำให้แบ่งพอร์ตออกเป็น 2 ส่วนเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงและการหาโอกาสทำกำไรสูง

    · Core Port (70-80%): เน้นสินทรัพย์หลักที่มีความมั่นคง กระจายตัวทั่วโลก เพื่อการเติบโตระยะยาว เช่น กองทุนรวมดัชนีหุ้นโลก (Global Equity) และตราสารหนี้คุณภาพดี

    · Satellite Port (20-30%): เน้นการลงทุนตามธีม (Thematic Investment) หรือการจับจังหวะตลาด (Tactical Asset Allocation) เพื่อเพิ่มผลตอบแทน (Alpha)

    2. ธีมการลงทุนที่น่าจับตาในปี 2569

    หุ้น: จาก “AI Hype” สู่ “AI Reality”

    · Selective Buy: เลิกมองแค่หุ้นกลุ่ม Tech ขนาดใหญ่ (Magnificent 7) แต่ให้มองหาบริษัทที่เริ่มนำ AI มาสร้างกำไรได้จริง (AI Adopters) เช่น กลุ่มซอฟต์แวร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Data Centers)

    · Domestic Recovery: หุ้นไทยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก FDI (การลงทุนต่างชาติ) เช่น นิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวตราสารหนี้: ยุคทองของ Bond Income

    · เมื่อดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ตราสารหนี้จะกลับมาน่าสนใจมาก ทั้งในแง่ของ ดอกเบี้ยรับ (Yield) และโอกาสได้ กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อดอกเบี้ยปรับตัวลดลง แนะนำเน้นหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade

    สินทรัพย์ทางเลือก: ประกันความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

    · ทองคำ: ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีติดพอร์ต (5-10%) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการเมืองโลกและปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศเศรษฐกิจหลัก

    · REITs (กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์): เริ่มกลับมาน่าสนใจเนื่องจากดอกเบี้ยขาลงช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มความน่าสนใจของอัตราปันผล

    3. ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม

    1. อย่ามองข้ามยุโรปและญี่ปุ่น: ในปี 2569 ตลาดเหล่านี้อาจให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ที่ยังไม่แพงจนเกินไป

    2. ระวังความผันผวนช่วงครึ่งปีหลัง: นักวิเคราะห์คาดว่าความผันผวนจะสูงขึ้นจากนโยบายการคลังและกำแพงภาษีระลอกใหม่ในตลาดโลก

    3. การปรับพอร์ต (Rebalancing): ควรทบทวนพอร์ตทุก 6 เดือนเพื่อให้สัดส่วนสินทรัพย์กลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะสมตามเป้าหมาย

    ดังนั้นปี 2569 การลงทุนแบบ “Active Management” (การเลือกหุ้น/กองทุนโดยผู้เชี่ยวชาญ) จะมีความสำคัญมากกว่าการซื้อตามดัชนีเพียงอย่างเดียว เนื่องจากความแตกต่างของผลประกอบการบริษัทจะชัดเจนขึ้นมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/120522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nETcSN6morjddVPzAcuQF

  • นักท่องเที่ยวแน่น‘มอหินขาว ชัยภูมิ’ส่งท้ายปีเก่าคึกคัก เคาท์ดาวน์สู่ปี2569

    นักท่องเที่ยวแน่น‘มอหินขาว ชัยภูมิ’ส่งท้ายปีเก่าคึกคัก เคาท์ดาวน์สู่ปี2569

    วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

    นักท่องเที่ยวแน่น‘มอหินขาว ชัยภูมิ’ส่งท้ายปีเก่าคึกคัก เคาท์ดาวน์สู่ปี2569

    บรรยากาศการท่องเที่ยวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของจังหวัดชัยภูมิ ปีนี้คึกคักเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ลานมอหินขาว แหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์ระดับประเทศ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมเคาท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2569 ท่ามกลางขุนเขาและอากาศหนาวเย็น

    ทั้งนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวและประชาชนหลายพันคนเดินทางมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมร่วมกิจกรรมนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ โดยจังหวัดชัยภูมิได้เนรมิตพื้นที่ “ลานหิน 5 แท่ง” ให้เป็นจุดจัดงานส่งท้ายปี มีการประดับไฟสวยงาม จัดมุมถ่ายภาพ การแสดงดนตรีสด และมินิคอนเสิร์ต สร้างสีสันตลอดทั้งคืน

    นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ด้วยการออกร้านจำหน่ายสินค้า อาหาร และของท้องถิ่นจำนวนมาก ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งกิน นั่งฟังเพลง และชมการแสดงอย่างเต็มอิ่ม ท่ามกลางบรรยากาศลมหนาวบนยอดเขา

    สำหรับเมนูยอดนิยมรับอากาศหนาว ยังคงเป็นอาหารปิ้งย่างหลากหลาย อาทิ ข้าวจี่ ข้าวโพดย่าง พิซซ่าร้อน ๆ และไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือ “หมูกระทะ” ซึ่งมีให้บริการตลอดงาน โดยพ่อค้าแม่ค้าเผยตรงกันว่า ปีนี้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้สินค้าที่นำมาจำหน่ายขายดีตลอดทั้งคืน

    กระทั่งถึงช่วงเวลานับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ นักท่องเที่ยวต่างพร้อมใจกันร่วมเคาท์ดาวน์ เฉลิมฉลองก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ. 2569 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ ก่อนเริ่มต้นปีใหม่ด้วยรอยยิ้ม จากการเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดชัยภูมิอีกหนึ่งความทรงจำดี ๆ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/938268&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oe2akZhRmmjODhyVx1h2W

  • เปิดแผนสร้าง 3 แลนด์มาร์กเมืองกรุง “สะพานเดินข้ามเจ้าพระยา” หวังบูมท่องเที่ยว สู่มหานครระดับโลก

    เปิดแผนสร้าง 3 แลนด์มาร์กเมืองกรุง “สะพานเดินข้ามเจ้าพระยา” หวังบูมท่องเที่ยว สู่มหานครระดับโลก

    รายงานพิเศษ

    “เราอยากจะมีสะพานสวย ๆ ที่เป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ โดยเป็นสะพานคนเดิน ไม่ใช่สะพานสำหรับรถข้าม ซึ่งจะเหมือนกับในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกที่มีสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำแบบนี้ ตอนนี้เราดูพิกัดไว้ตรงท่าเรือสวัสดี ซึ่งเป็นพื้นที่ของ กทม. แล้วเชื่อมไปยังฝั่งตรงข้ามแถวถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน ผมเชื่อว่าสะพานรถยนต์อาจจะทำให้เมืองแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะต้องมีทางลาดขึ้นลง (Approach) ที่กินพื้นที่ จนคนในพื้นที่เองก็ไม่อยากได้สะพานรถยนต์แถวนั้น แต่ถ้าเราทำเป็นแลนด์มาร์กที่เป็นทางเดินสวย ๆ เป็นทางสำหรับคนเดินและทางจักรยาน จะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายของเมืองทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันได้ดีกว่า”

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยแนวคิดการพัฒนาเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการทำงานและการวางรากฐานสู่อนาคต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง “แลนด์มาร์กใหม่” ให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว นอกเหนือจากการพึ่งพามรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว โดยระบุว่ากรุงเทพฯ จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าให้กับเมือง เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังและสร้างจุดสนใจใหม่ในระดับโลก

    สำหรับโครงการไฮไลท์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ แนวคิดการสร้าง “สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา“ (Pedestrian Bridge) หรือโครงการ “เสริมศักยภาพสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา หาความเป็นไปได้เพิ่มสะพานใหม่” ซึ่งไม่ใช่สะพานสำหรับรถยนต์ แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่สวยงาม เป็นจุดเช็กอินและทางสัญจรสีเขียวที่เชื่อมโยงฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกัน โดยมีการศึกษาพื้นที่บริเวณท่าเรือสวัสดี (ฝั่งพระนคร) เชื่อมไปยังฝั่งตรงข้ามแถบถนนเชียงใหม่-ท่าดินแดง ฝั่งธนบุรี การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากสวนลอยฟ้าในเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น High Line ที่นิวยอร์ก เน้นการปลูกต้นไม้ มีทางเดินและทางจักรยาน เพื่อให้ประชาชนได้มาพักผ่อนและชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งโครงการนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมศึกษาและมีการประกวดแบบนานาชาติไว้แล้ว คาดว่าจะใช้งบประมาณระดับพันล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองแล้ว ยังช่วยเชื่อมย่านเศรษฐกิจอย่างเยาวราช ตลาดน้อย เข้ากับย่านคลองสานและฝั่งธนบุรีได้อย่างไร้รอยต่อ

    “ขณะนี้มีการศึกษาและเลือกไว้หลายโลเคชั่น โดยให้ทางอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยช่วยดำเนินการออกแบบ และในอนาคตอาจเปิดให้ต่างชาติมาร่วมประกวดแบบเพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ โครงการนี้คาดว่าต้องใช้งบประมาณในระดับพันล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับการที่เราจ่ายหนี้ BTS ไปกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาท โครงการนี้ถือว่าทำได้จริงและจะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ เพราะที่ผ่านมาแลนด์มาร์กส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ หน้าที่ของเราคือต้องสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่มีค่าให้กับเมืองบ้าง

    สะพานนี้จะเชื่อมฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนครเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ฝั่งพระนครจะสามารถเดินเชื่อมเข้าสู่ย่านเยาวราชและทรงวาดได้ ส่วนฝั่งธนบุรีก็จะเข้าสู่ย่านถนนเชียงใหม่และคลองสาน ซึ่ง กทม. มีแผนจะทำทางเดินริมน้ำเชื่อมต่อไปยังท่าดินแดงด้วย โครงการนี้จะช่วยทั้งเรื่องการจราจร การขี่จักรยาน และการเดินเท้า อย่างไรก็ตาม คงต้องส่งต่อให้ผู้บริหารชุดหน้าหรือผู้ว่าฯ คนต่อไปพิจารณาว่าจะตัดสินใจทำต่อไหม แต่ถ้าถามผม ผมก็อยากทำต่อ เพราะมันจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้คนจดจำว่านี่คือกรุงเทพฯ เหมือนที่เราเห็นภาพสะพานสวย ๆ ในต่างประเทศ”

    ควบคู่กันไปกับโครงการ “ศูนย์ราชการและหอชมเมืองฝั่งธนบุรี” บริเวณคลองสาน ซึ่งนายชัชชาติ มองว่าปัจจุบันฝั่งธนบุรียังขาดพื้นที่กิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมและศูนย์รวมราชการเมื่อเทียบกับฝั่งพระนคร จึงมีแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณสำนักการศึกษาและโรงพยาบาลตากสินให้เป็นอาคารเอนกประสงค์ที่มีดีไซน์ทันสมัย โดยไฮไลท์สำคัญคือการเปิดพื้นที่ดาดฟ้าให้เป็น “หอชมเมือง” (Observation Deck) และพื้นที่รับประทานอาหารริมน้ำ เพื่อให้คนทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่ทำเลทอง (Prime Area) ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของฝั่งพระนคร ทั้งวัดอรุณราชวรารามและพระบรมมหาราชวัง ได้อย่างชัดเจน โดยโครงการนี้มีการออกแบบรายละเอียดไว้แล้ว คาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท

    อีกหนึ่งโปรเจกต์สำคัญคือการ “ปรับปรุงศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) และลานคนเมือง” ให้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์เมือง” (City Museum) และพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน (People Space) อย่างเต็มรูปแบบ ภายหลังจากที่มีแผนย้ายส่วนราชการไปยังศาลาว่าการ กทม. 2 (ดินแดง) โดยแนวคิดคือการอนุรักษ์อาคารเก่าทรงคุณค่าและปรับฟังก์ชันภายในให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และการขับเคลื่อนของเมือง ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังขาดพิพิธภัณฑ์ในลักษณะนี้ โดยจะแบ่งพื้นที่เป็นโซนสาธารณะ นิทรรศการหมุนเวียน พื้นที่ Co-working space และจุดชมวิวบนชั้น 4-5 ที่สามารถมองเห็นวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารในมุมสูงได้ โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการฟรี

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุงพื้นที่ฝั่งดินแดงเพื่อรองรับการย้ายบุคลากร และต้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่และร้านค้ารายย่อยรอบบริเวณเสาชิงช้า ที่กังวลเรื่องกำลังซื้อที่อาจลดลง ซึ่งนายชัชชาติยืนยันว่า หากเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะที่มีชีวิตชีวา จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในย่านนี้ได้มากกว่าลูกค้าที่เป็นข้าราชการแบบเดิม

    นอกจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว กทม. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะและการปรับปรุงภูมิทัศน์ย่านต่างๆ ให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เช่น การจัดเทศกาล Bangkok Design Week และการส่งเสริม Street Art ตามฝาท่อและกำแพงในชุมชนกว่า 160 จุด เพื่อเชื่อมโยงการเดินเท้าท่องเที่ยวระหว่างย่าน เจริญกรุง-ทรงวาด-ตลาดน้อย ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและดึงดูดคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ โครงการแลนด์มาร์คต่างๆ ทั้งสะพานคนเดิน ศูนย์ราชการคลองสาน และพิพิธภัณฑ์เมือง ถือเป็นการเตรียมความพร้อมและแบบแปลนเพื่อส่งต่อให้ผู้บริหารชุดต่อไป หรือหากตนเองได้มีโอกาสทำงานต่อ ก็พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้กรุงเทพฯ มีจุดขายใหม่ที่ทัดเทียมมหานครอื่นๆ ทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/120553&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10EZ2QxisH6ElZkDavfxFw

  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่ | TOPNEWS

    ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่

    • เผยแพร่ : 31/12/2025 17:32

    ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 1 (กปช.1) และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 ร่วมกันให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างความมั่นใจและความประทับใจในการเดินทางท่องเที่ยว

    พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ กล่าวว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงได้จัดกิจกรรมสื่อถึงความรักและความปรารถนาดีผ่านของขวัญปีใหม่ ด้วยการมอบลูกอมมินิฮาร์ตและพวงกุญแจให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาร่วมงาน Amazing Betong Festival ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นไปด้วยความสุข ความปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของอำเภอเบตง

    3

    ascawc

    “เจ้ากรมข่าวทหารบก” สื่อความรู้สึก “กองทัพ” โดนหนัก 3 วาทกรรมด้อยค่า เจ็บปวดคำปรามาส “รบยังไงก็แพ้” ลั่นขออย่าทำ “มันบั่นทอน ความรู้สึกคนออกไปทำหน้าที่”

    PATTAYA COUNTDOWN 2026 บนชายหาดพัทยา เมืองพัทยาจุดพลุเฉลิมฉลองศักราชใหม่

    พลุสว่างกลางหาดใหญ่ รับศักราชใหม่ 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีทำบุญตักบาตรต้อนรับศักราชใหม่ 2569

    ถ้ารอบ 3 พนมเปญได้ดูเต็มตา! “ทัพฟ้าไทย” โชว์สมรรถนะเต็มบินรบ “ติดขีปนาวุธ-ล็อกเป้าเรดาร์” สวนปากสื่อเขมร ด้อยค่า T50Th

    “ดร.สามารถ” ขยายภาพปัญหา “มิตรภาพ” เผชิญปริมาณรถยนต์ ย้ำสำคัญถึงเวลาต้องจริงจังเดินหน้า “มอเตอร์เวย์” ทุกภาคทั่วไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1441698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ww5mM3HE2fXsYrNp2HX19

  • จดหมายของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถึงรัฐมนตรีต่างประเทศต่างๆ พร้อมเตือนความรับผิดชอบร่วมระดับโลกในการประณามพฤติกรรมละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    จดหมายของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถึงรัฐมนตรีต่างประเทศต่างๆ พร้อมเตือนความรับผิดชอบร่วมระดับโลกในการประณามพฤติกรรมละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    จดหมายของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถึงรัฐมนตรีต่างประเทศต่างๆ พร้อมเตือนความรับผิดชอบร่วมระดับโลกในการประณามพฤติกรรมละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ระบุว่าคำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายประณามคำกล่าวยั่วยุเหล่านี้อย่างชัดเจนและเด็ดขาด

    ในจดหมายฉบับนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอ้างถึงคำกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 และชี้ชัดว่า การข่มขู่ใช้กำลังต่ออิหร่านเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน ซึ่งห้ามการคุกคามหรือใช้กำลังต่ออธิปไตยและดินแดนของรัฐต่าง ๆ

    รัฐมนตรีต่างประเทศได้เตือนถึงการโจมตีทางทหารร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านในเดือนมิถุนายน 2025 พร้อมเน้นว่า คำขู่ล่าสุดสะท้อนความประสงค์ร้ายอย่างชัดเจนของสหรัฐฯ ในการสานต่อแนวทางที่ผิดกฎหมายและก้าวร้าว ซึ่งผลลัพธ์และความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกอยู่กับสหรัฐฯ

    อารักชี ยังชี้ถึงคำยอมรับอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อบทบาทโดยตรงของสหรัฐฯ ในการโจมตีในเดือนมิถุนายน 2025 ต่อพลเมืองอิหร่าน โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และฐานนิวเคลียร์เพื่อสันติของอิหร่าน พร้อมระบุว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงและก่อให้เกิด ความรับผิดทางอาญาโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้อง

    ในส่วนอื่นของจดหมาย เขาระบุว่า การข่มขู่ต่อประเทศสมาชิกสหประชาชาติโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนอิสราเอล เป็นแบบอย่างสองมาตรฐานและทำลายอย่างร้ายแรงต่อระบอบการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมเน้นว่าการสนับสนุนแบบไม่มีเงื่อนไขของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอล ซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธนิวเคลียร์เพียงประเทศเดียวในตะวันออกกลาง ทำให้ความมั่นคงในภูมิภาคและระดับนานาชาติได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

    รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เตือนถึงผลกระทบที่ร้ายแรงจากการนิ่งเฉยต่อคำขู่และการกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าว พร้อมเน้นว่าการสร้างบรรยากาศที่ปราศจากการลงโทษ จะทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอลกล้าเดินหน้ากระทำพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากขึ้น และถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสันติภาพและความมั่นคงระดับโลก

    ในช่วงท้าย อารักชี ย้ำถึงสิทธิอันชอบธรรมและไม่อาจปฏิเสธได้ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในการป้องกันตัวตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ พร้อมระบุว่าอิหร่านจะไม่ลังเลที่จะตอบโต้ด้วยความเด็ดขาดและจะทำให้ฝ่ายที่โจมตีต้องเสียใจจากการกระทำของตน

  • เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

    เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

    เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

    รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร อาจารย์จากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ท่ามกลางการหาเสียง พรรคการเมืองจำนวนมากนำเสนอนโยบาย “เรียนฟรี” ที่หยุดแค่“ระดับปริญญาตรี” ภาพเช่นนี้อาจทำให้ดูเสมือนว่าการเมืองไทยกำลังใส่ใจในความเสมอภาคทางการศึกษา ทว่าเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป นโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเพียง “ความกล้าครึ่งเดียว” เพราะหลีกเลี่ยงคำถามเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือ เหตุใดรัฐไทยจึงยอมปล่อยให้การศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์มาอย่างยาวนาน โดยไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังในสนามการเมือง

    ในทางปฏิบัติ ระบบอุดมศึกษาไทยได้ยอมรับโดยปริยายว่า การศึกษาขั้นสูงคือ “เรื่องส่วนตัว” ของผู้เรียน ใครมีกำลังทรัพย์ย่อมไปต่อได้ ใครไม่มีต้องหยุดไว้เพียงเท่านั้น ตรรกะเช่นนี้ทำให้ “ปริญญาโทและปริญญาเอก” ถูกปฏิบัติไม่ต่างจากสินค้า ถูกออกแบบ ตั้งราคา และทำการตลาดตามกำลังซื้อ มากกว่าจะตั้งอยู่บนฐานความจำเป็นขององค์ความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศ ผลลัพธ์คือ มหาวิทยาลัยจำนวนมากต้องพึ่งรายได้จากหลักสูตรบัณฑิตศึกษาเพื่อพยุงองค์กร ขณะที่บางแห่งทำการ “ขายวุฒิ” อย่างเป็นระบบ ความสำเร็จของผู้เรียนถูกวัดจากการ “จ่ายครบจบแน่”

    การปล่อยให้ตรรกะตลาดเข้าครอบงำการศึกษาขั้นสูง ไม่ได้เพียงสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง แต่ยังนำไปสู่ปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือการผลิตมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตที่ไม่สามารถทำหน้าที่เชิงพัฒนาใด ๆ ได้อย่างแท้จริง วุฒิการศึกษาขั้นสูงจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเพียง “ใบรับรองสถานะทางสังคม” มากกว่าจะเป็นหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถทางวิชาการ หรือเปล่งศักยภาพในการผลิตองค์ความรู้ใหม่ ๆ

    ในสังคมที่ปริญญาเอกคือบัตรผ่านเข้าสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น การตั้งกำแพงที่มีเงินเป็นประตู ย่อมหมายถึงการผูกขาดอำนาจทางความคิดไว้กับกลุ่มคนที่มีกำลังทรัพย์ และส่งผลให้ประเทศได้ “จำนวน” ผู้จบการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ “คุณภาพ” ขององค์ความรู้หรือศักยภาพในการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

    ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือสภาวะจำยอมที่มหาวิทยาลัยต้องลดเพดานของคุณภาพลงเพื่อรักษาฐาน “ลูกค้า” การเรียนฟรีในระดับนี้จึงไม่ใช่การแจกจ่ายทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงการศึกษากลับมาจากกลไกตลาด เพื่อให้มหาวิทยาลัยกลับไปทำหน้าที่คัดกรองผู้เรียนด้วยเกณฑ์ทางวิชาการที่เข้มงวด แทนที่จะเป็นด้วยฐานะทางการเงิน การทำให้ฟรีภายใต้การกำกับคุณภาพที่จริงจัง จะเป็นการทำลายวงจรธุรกิจการศึกษาและกอบกู้ความน่าเชื่อถือของปริญญาบัตรไทยให้กลับคืนมาเป็นเครื่องพิสูจน์ปัญญาอย่างแท้จริง

    หากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่กรอบคิดพื้นฐานที่ยอมรับร่วมกัน ว่าการศึกษาระดับปริญญาเอกคือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมความรู้ มิใช่ “บริการเสริม” สำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ รัฐจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ภายใต้การคัดเลือกที่เข้มงวดและการประเมินผลที่จริงจัง แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าการปล่อยให้ตลาดใช้ตัวเงินในการคัดกรองผู้เรียน คือการบั่นทอนศักยภาพเชิงปัญญาของประเทศในระยะยาว

    ความเงียบงันของการเมืองไทยต่อประเด็นนี้ สะท้อนสภาพเดิมที่การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็นพื้นที่ “สงวน” ของชนชั้นกลางระดับบน การเสนอ “นโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี” จึงไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือการหลบเลี่ยงไม่กล้าแตะต้องแก่นของปัญหา ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเชิงปัญญาดำรงอยู่ต่อไป

    เมื่อพิจารณาอย่างเป็นธรรมจะพบว่าผู้เรียนระดับนี้มีจำนวนจำกัด และการลงทุนจุดนี้ถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) หากรัฐกำหนดเงื่อนไขว่าความ “ฟรี” นั้น มาพร้อมกับพันธสัญญาในการวิจัยเพื่อตอบโจทย์วิกฤตของชาติ หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การลงทุนนี้ย่อมให้ผลตอบแทนเป็น “อธิปไตยทางปัญญา” ที่คุ้มค่ากว่านโยบายประชานิยมทั่วไป เพราะต้นทุนแฝงจากการขาดแคลนนักวิจัยคุณภาพ และการต้องพึ่งพาความรู้จากต่างประเทศนั้นมีมูลค่ามหาศาลกว่ามาก

    คำถามของการเมืองไทย คือเหตุใดรัฐยอมปล่อยให้การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็น “สินค้า” อยู่นานถึงเพียงนี้ หากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างที่ทุกพรรคการเมืองกล่าวอ้างจริง การทำให้การศึกษา “ฟรีอย่างมีเงื่อนไขและมีคุณภาพจนถึงระดับปริญญาเอก” จะเป็นนโยบายที่ควรทำมานานแล้ว โดยระบบการคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรของรัฐถูกส่งไปถึงผู้มีศักยภาพเชิงปัญญาโดยไม่เกี่ยงฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาเพื่อสถานะ ไปสู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/648013&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dQ4Q8oD2zMxIZE9od7MFN