Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 08/06/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 08/06/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/152517&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OS9oHKheWENRsXICgCsM3

  • ดีพร้อม ผนึกกำลัง สสว. คิกออฟ ‘Rebuild SMEs’ เร่งฟื้นฟู-ติดปีกธุรกิจไทยรับเศรษฐกิจยุคใหม่

    ดีพร้อม ผนึกกำลัง สสว. คิกออฟ ‘Rebuild SMEs’ เร่งฟื้นฟู-ติดปีกธุรกิจไทยรับเศรษฐกิจยุคใหม่

    กระทรวงอุตสาหกรรม ขานรับนโยบาย ‘ONE MIND’ ส่ง ‘ดีพร้อม’ จับมือ ‘สสว.’ ลงนาม MOU  เปิดตัวโครงการ ‘ฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs  หรือ ‘Rebuild SMEs ปี 69’ ผนึกกำลังบูรณาการกลไกช่วยเหลือ-ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ปลดล็อกขีดความสามารถการแข่งขัน มุ่งช่วย SMEs ปรับตัว อยู่รอด และเติบโตอย่างสตรองท่ามกลางความท้าทายในยุคดิจิทัล

    8 มิ.ย. 2569 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความ ท้าทายรอบด้านทั้งจากเทคโนโลยีดิจิทัล ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสีเขียว และการแข่งขันในระดับโลก รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทย ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักที่เพิ่มสัดส่วน GDP ภาคอุตสาหกรรมดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างกลไก “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ผ่านโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs)

    ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน โครงการฟื้นฟูธุรกิจฯ ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงการให้บริการต่าง ๆ ของหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค รวมถึงเชื่อมโยงเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่าง SME D Bank กองทุนประชารัฐ ซึ่งเป็นถุงเงินของกระทรวงอุตสาหกรรมที่พร้อมให้บริการสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมอีกด้วย

    “เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการแข่งขันระดับสากล” นายณัฐพล กล่าว

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า เอสเอ็มอีถือเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทย แต่กำลังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ สงครามภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตต้นทุนพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ดังนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงมุ่งเน้นการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจาก “การวินิจฉัยองค์กร” (Business Diagnosis) ที่แม่นยำ เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและจุดอ่อนที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละรายนำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์ และให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก (Deep Consulting)

    สำหรับโครงการ Rebuild SMEs นี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดย “ดีพร้อม” ได้เตรียมกลไกสนับสนุนทั้งทีมนักวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ แหล่งเงินทุน และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกและปรับโมเดลธุรกิจให้พร้อมรองรับความเสี่ยงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ใหม่ๆ  พร้อมย้ำเป้าหมายโครงการฯ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs ไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” แต่สามารถ “เติบโต” และ “สร้างมูลค่าใหม่” ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสามารถยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำนวน 800 กิจการ และจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 840 ล้านบาท

    นางสาวปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของ สสว. ในฐานะหน่วยงานกำหนดนโยบายและบูรณาการแผนส่งเสริม SMEs ของประเทศว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว สสว. จึงมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของผู้ประกอบการในทุกมิติ ทั้งการอัปสกิลองค์ความรู้ การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี และการปลดล็อกข้อจำกัดทางด้านการเงิน

    สำหรับโครงการ Rebuild SMEs ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่จะช่วย ‘ฟื้นฟู’ และ ‘ต่อยอด’ ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการวินิจฉัยธุรกิจ การให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การตลาด การเงิน รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ

    “ความร่วมมือระหว่าง สสว. และ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการทำงานร่วมกันของสองหน่วยงาน แต่คือการรวมพลังเพื่อสร้าง “ระบบสนับสนุน SMEs ไทยยุคใหม่” ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการฟื้นตัว การแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เรามุ่งหวังให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถฟื้นตัวและแข่งขันได้จริง และเติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยศักยภาพที่แข็งแรงยิ่งขึ้น” นางสาวปณิตา กล่าว

    ทั้งนี้ ความร่วมมือจัดตั้งโครงการ Rebuild SMEs ประจำปีงบประมาณ 2569 จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงรุก (Proactive Mechanism) ในการฟื้นฟูและยกระดับผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับฐานรากทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Growth from Within) ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเพิ่มสัดส่วนจีดีพีของ SMEs ต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติชาติต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1010166/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q53k6pyl1KdxECiw0WTov

  • “มท.โกแพ – วรศิษฎ์” นำภาคีเครือข่ายเปิดตัว “ร้านรู้รักสามัคคีพัทลุงวิสาหกิจเพื่อสังคม ณ สนามบินตรัง” สนองนโยบาย “อนุทิน” เพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากประชาชนในพื้นที่

    “มท.โกแพ – วรศิษฎ์” นำภาคีเครือข่ายเปิดตัว “ร้านรู้รักสามัคคีพัทลุงวิสาหกิจเพื่อสังคม ณ สนามบินตรัง” สนองนโยบาย “อนุทิน” เพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากประชาชนในพื้นที่

    “มท.โกแพ – วรศิษฎ์” นำภาคีเครือข่ายเปิดตัว “ร้านรู้รักสามัคคีพัทลุงวิสาหกิจเพื่อสังคม ณ สนามบินตรัง” สนองนโยบาย “อนุทิน” เพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากประชาชนในพื้นที่


    8/06/2569 | 98 |

    วันที่ 7 มิ.ย. 69 เวลา 14.30 น. ที่ท่าอากาศยานตรัง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง นายวรสิทธิ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด “ร้านรู้รักสามัคคีพัทลุงวิสาหกิจเพื่อสังคม ณ สนามบินตรัง” โดยมี นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายธราวุธ ช่วยเกิด รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ดร.นาที รัชกิจประการ ประธานบริษัทประชารัฐพัทลุง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด นายชัยกานต์ มาแทน ผู้จัดการบริษัทประชารัฐพัทลุง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่ายจากจังหวัดตรัง และจังหวัดพัทลุง เข้าร่วม

    นายวรสิทธิ์ กล่าวว่า การเปิด “ร้านรู้รักสามัคคีพัทลุงวิสาหกิจเพื่อสังคม ณ สนามบินตรัง” ในวันนี้นั้น คำว่า “รู้รักสามัคดี” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อร้าน แต่คือภาพสะท้อนอันงดงามของความร่วมมือ ร่วมใจ ของพี่น้องชาวจังหวัดพัทลุง ที่ได้รวบรวมเอาสุดยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สินค้า OTOP อันเป็นเอกลักษณ์และจิตวิญญาณของเมืองอู่ข้าวอู่น้ำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย ซึ่งการปักหมุดเปิดร้าน ณ ท่าอากาศยานตรังในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ชาญฉลาดในการขยายช่องทางการตลาด และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้กับผู้ประกอบการในท้องถิ่นอีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่คุณค่าและเสน่ห์ของจังหวัดพัทลุง ให้ชาวไทยและต่างชาติได้ประจักษ์ เป็นการส่งต่อคุณค่าและมนต์เสน่ห์ของจังหวัดพัทลุง ไม่ว่าจะเป็นงานหัตถกรรมอันประณีต ผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ หรืออาหารและของฝากที่มีชื่อเสียง

    ขอชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้การเปิดร้านในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ร้าน “รู้รักสามัคดีพัทลุง” จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวจังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นพื้นที่การตลาดแห่งการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับพี่น้องประชาชนตามนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้อย่างยั่งยืน ทั้งขอให้กิจการประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า และเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่สินค้าและอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของจังหวัดพัทลุงสืบไป” นายวรศิษฎ์ กล่าวเพิ่มเติม

    ด้าน ดร.นาที กล่าวว่า การเปิดร้านรู้รักสามัคคีพัทลุง วิสาหกิจเพื่อสังคม ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของจังหวัดพัทลุงในการสร้างพื้นที่จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพจากชุมชน ทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป อาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ OTOP ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้มาใช้บริการสนามบิน รวมทั้งเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ บริษัทรู้รักสามัคคีพัทลุง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดพัทลุง อันจะนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/164908


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/510272&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gCuC4h61G_A08ro4cFb37

  • ‘สุกี้ตี๋น้อย’ อ่วม ปิด 3 สาขาชั่วคราว หลัง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ทำลูกค้าลดลง | เดลินิวส์

    ‘สุกี้ตี๋น้อย’ อ่วม ปิด 3 สาขาชั่วคราว หลัง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ทำลูกค้าลดลง | เดลินิวส์

    กลายเป็นกระแสที่น่าจับตาในวงการธุรกิจร้านอาหาร ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย จนครองใจผู้บริโภคไปเต็มๆ แต่ในทางกลับกัน ยักษ์ใหญ่มหาชนอย่าง “สุกี้ตี๋น้อย” ซึ่งไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ออกมายอมรับว่าได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ ทำให้จำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการลดลงอย่างชัดเจนในช่วงนี้

    ล่าสุด “ตี๋น้อย” ได้ประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยถือโอกาสที่ลูกค้าชะลอตัวนี้ เดินหน้าแผนเชิงรุกด้วยการ ประกาศปิดปรับปรุงสาขาเก่า ที่เปิดให้บริการมานานกว่า 6 ปี ชั่วคราว พร้อมกันจำนวน 3 สาขา และจะกลับมาใหม่อีกครั้งหลังสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส

    เปิดลายแทง 3 สาขา ปิดปรับปรุงชั่วคราว

    1. สาขาลำลูกกา คลอง 2

    เริ่มปิดปรับปรุงตั้งแต่ : 9 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

    2. สาขาเดอะเซ้นส์ ปิ่นเกล้า

    เริ่มปิดปรับปรุงตั้งแต่ : 17 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

    3. สาขาลาดพร้าว-วังหิน

    เริ่มปิดปรับปรุงตั้งแต่ : 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

    ทั้ง 3 สาขาจะพร้อมกลับมาเปิดให้บริการแบบปังกว่าเดิมในเดือน ต.ค. 69 ซึ่งเป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะหลังจากสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” พอดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5928052/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UKN5sKybOfRuxl5g-VVG6

  • จับตา จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย KKP ชี้ แม้ยังไม่ขาดดุลแต่เริ่มส่งสัญญาณ

    จับตา จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย KKP ชี้ แม้ยังไม่ขาดดุลแต่เริ่มส่งสัญญาณ

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เริ่มเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ต้องติดตาม เนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีขนาดลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับในอดีต

    โดยอธิบายให้เห็นภาพชัดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงิน ซึ่งเป็นบัญชีที่ใช้บันทึกการเคลื่อนไหวของเงินเข้าและออกของประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ บัญชีเดินสะพัด และบัญชีทุนหรือบัญชีการเงิน

    สำหรับบัญชีเดินสะพัด จะประกอบด้วยการซื้อขายสินค้า การค้าบริการ และรายได้จากการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น การส่งออกและนำเข้าสินค้า รายได้จากการท่องเที่ยว การใช้บริการจากต่างประเทศ รวมถึงรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศ ขณะที่บัญชีทุนหรือบัญชีการเงิน จะสะท้อนการเคลื่อนย้ายเงินทุน เช่น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ หรือการกู้ยืมระหว่างประเทศ

    ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มักให้ความสำคัญกับดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าดุลการเงิน เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดมักสะท้อนแนวโน้มระยะยาวของเศรษฐกิจ ขณะที่ดุลการเงินมีลักษณะเป็นเงินทุนที่สามารถไหลเข้าออกได้รวดเร็ว หรือที่เรียกว่า Hot Money

    ไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงจากแรงหนุนการท่องเที่ยว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2557-2561 ไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงถึงประมาณ 8-10% ของ GDP โดยมีปัจจัยสำคัญจากการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก ส่งผลให้มีเงินต่างประเทศไหลเข้าสู่ประเทศในระดับสูง ซึ่งในช่วงดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศและสะสมเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีเงินทุนไหลเข้ามากกว่าไหลออก

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไทยเข้าสู่ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวหยุดชะงักและการส่งออกได้รับผลกระทบ ก่อนที่ดุลบัญชีเดินสะพัดจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังเศรษฐกิจกลับมาเปิดประเทศ แต่ถึงแม้ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเป็นบวก แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าไทยเริ่มเกินดุลในระดับที่ลดลงกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้หลังการฟื้นตัวจากโควิด-19

    ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง แม้ยังไม่รวมผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมัน

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า แนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงนั้นเริ่มเห็นชัดขึ้น แม้ยังไม่นับรวมผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมองว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมีข้อดีในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจและค่าเงิน เนื่องจากสะท้อนว่ามีเงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศมากกว่าที่ไหลออก ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า

    อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องก็ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยว รวมถึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากต้นทุนสินค้านำเข้าปรับลดลง

    เดือนเมษายนขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์! 

    นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้าในระบบศุลกากรสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากการนำเข้าน้ำมัน แต่เมื่อหักผลกระทบจากน้ำมันออกแล้ว ไทยยังขาดดุลการค้าประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เห็นว่าแนวโน้มการเกินดุลการค้าของไทยได้ลดลงต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมกับมองว่าราคาน้ำมันเป็นปัจจัยระยะสั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งที่ควรจับตาคือปัจจัยเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะยาว

    3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง

    ขณะที่ 3 ปัจจัยสำคัญที่กำลังส่งผลต่อแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย นายพิพัฒน์ ระบุว่า มีทั้ง ความสามารถในการแข่งขันและดุลการค้าลดลง ที่ไทยเริ่มขาดดุลการค้าที่ไม่รวมน้ำมันเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และสินค้าอื่น ๆ ที่เข้ามาตีตลาดผู้ผลิตไทย

    รวมถึงการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น ที่พบว่าประเทศไทยเริ่มมีการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เช่น โครงการ Data Center และเมกะโปรเจกต์จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น TikTok, Google และ Microsoft แม้การลงทุนนี้จะเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจ แต่โครงการเหล่านี้กลับมีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศสูงถึง 80-85% จึงส่งผลให้ยอดการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น

    อีกทั้งดุลบริการลดลงจากรายจ่ายดิจิทัล ที่ถึงแม้ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาแล้ว 2 ใน 3 ถึง 3 ใน 4 ของยุคก่อนโควิด แต่ไทยกลับมีรายจ่ายด้านบริการไหลออกไปต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งค่าขนส่ง และค่าทรัพย์สินทางปัญญาจากการใช้งานแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น YouTube, Netflix, Spotify รวมถึงบริการ AI ส่งผลให้ดุลบริการไม่สามารถกลับมาเกินดุลได้มากเท่าเดิม

    ยืนยัน ยังไม่น่ากังวล แต่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด! 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แม้ไทยจะเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ในปัจจุบันยังไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากไทยยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ และการคาดการณ์ในปัจจุบันยังมองว่าหากเกิดการขาดดุล ก็จะอยู่ในระดับไม่สูง 

    โดยเปรียบเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งไทยเคยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7-8% ของ GDP ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันยังห่างไกลจากระดับดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นในขณะนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง มาเป็นประเทศที่เกินดุลลดลง และอาจเข้าสู่ภาวะขาดดุลในบางช่วง

    แนะจับตานโยบายเศรษฐกิจท่ามกลางสัญญาณเปลี่ยนแปลง

    อย่างไรก็ตามนายพิพัฒน์ ชี้แจงว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้เป็นเรื่องแย่เสมอไป เพราะอาจช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยว

    โดยคาดว่า ไทยอาจเห็นภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และหากคิดเป็นอัตรารายปีอาจอยู่ราว 2% ของ GDP ซึ่งยังไม่ถือเป็นระดับที่น่ากังวล และมีโอกาสปรับดีขึ้นได้หากราคาน้ำมันคลี่คลายลง

    อย่างไรก็ตาม มองว่าในระยะต่อไปไทยอาจไม่ได้กลับไปเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับ 3-4% ของ GDP เหมือนในอดีต แต่มีแนวโน้มเกินดุลลดลงจนใกล้ศูนย์ หรืออาจขาดดุลเล็กน้อยในบางช่วง ขณะที่ระดับการขาดดุลที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิดคือประมาณ 3-5% ของ GDP ขึ้นไป ซึ่งอาจเริ่มส่งผลต่อมุมมองด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจของนักลงทุน

    ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ไทยต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังในอนาคต เนื่องจากหากไทยต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ความอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาวะตลาดการเงินโลกก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    พร้อมกับมองว่า แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่ได้ส่งผลต่อตลาดทุนโดยตรง แต่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยประเทศที่ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดหรือมีฐานะใกล้เคียงสมดุล มักถูกมองว่ามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากนัก

    ในทางกลับกัน หากประเทศใดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง จะต้องอาศัยเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาชดเชยมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ หากเกิดภาวะเงินทุนไหลออกหรือการลงทุนชะลอตัว อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของค่าเงินและตลาดการเงินได้

    ขณะที่ผลกระทบต่อค่าเงินบาท มองว่าในระยะยาว ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน  ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายด้าน ทั้งอัตราดอกเบี้ย ภาวะเศรษฐกิจโลก และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย จึงไม่สามารถอธิบายได้จากดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงอย่างเดียว แต่หากแนวโน้มการเกินดุลของไทยลดลงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้แรงสนับสนุนต่อการแข็งค่าของเงินบาทในระยะยาวลดลงจากอดีต

    ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า สิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญในระยะต่อไป คือการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งด้านการผลิต การส่งออก และภาคบริการ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากต่างประเทศและรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน แม้การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจะส่งผลให้การนำเข้าสูงขึ้นและกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะสั้น แต่ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ เพราะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ยกระดับศักยภาพการผลิต และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277173&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26uW8-xiV_FD5G3iVWq9VK

  • เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ แซง ‘ไทย’ ได้แล้วในปีนี้ แย่แค่ไหน?

    เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ แซง ‘ไทย’ ได้แล้วในปีนี้ แย่แค่ไหน?

    เศรษฐกิจเวียดนามแซงไทยแล้วในปีนี้ ตามการประเมินของ IMF เมื่อวัดแบบ GDP based on PPP ส่วนขนาดเศรษฐกิจ ณ ราคาคงที่ (GDP at Current Price) คาดว่าจะแซงได้ภายใน 3 ปี อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนว่า Nominal GDP เวียดนามอาจแซงไทยได้เร็วกว่าที่ IMF คาด โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น หากเงินด่องแข็งค่าขึ้น เงินบาทอ่อนค่าลง หรือไทยมีการเติบโตที่ต่ำกว่านี้ ห่วงหากไทยโตต่ำไปเรื่อยๆ อาจไทยสูญเสียความน่าสนใจในการลงทุน สูญเสียอำนาจต่อรองในเวทีระดับโลก และอาจยังเป็นภาระต่องบประมาณภาครัฐอีกด้วย

    GDP แบบ PPP เวียดนาม ‘แซง’ ไทยแล้ว

    ตามข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงให้เห็นว่า ขนาดเศรษฐกิจเวียดนาม ‘แซงหน้า’ ประเทศไทยแล้วในปี 2026 เมื่อวัดแบบ GDP based on PPP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศตามความเสมอภาคของอำนาจซื้อ:Gross Domestic Product based on Purchasing Power Parity) ซึ่งเป็นการวัดขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ที่ปรับตามค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยน

    ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Exclusive Interview ของ THE STANDARD WEALTH ว่าการที่ GDP แบบ PPP ของเวียดนามแซงไทยได้สะท้อนให้เห็นว่า โมเมนตัมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ๆ ของเวียดนามนั้นใหญ่กว่าไทยแล้ว แม้ค่าครองชีพและค่าเงินด่องจะยังต่ำกว่าไทยก็ตาม

    ภาพกราฟิกเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจเวียดนามและไทย 1

    GDP แบบ Nominal ของเวียดนามคาดว่าจะแซงไทยได้ภายใน 2-3 ปี

    แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาปัจจุบัน (Nominal GDP) ซึ่งเป็นวัดขนาดเศรษฐกิจในช่วงเวลาหนึ่ง โดยไม่มีการปรับอัตราเงินเฟ้อ ของไทยยังคงสูงกว่าเวียดนามในปีนี้ โดยตามการประเมินของ IMF คาดว่า ในปี 2026 Nominal GDP ของไทยอยู่ที่ 5.80 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่า Nominal GDP ของเวียดนามที่ 5.27 แสนล้านดอลลาร์

    อย่างไรก็ตาม ในรายงาน World Economic Outlook ฉบับล่าสุดในเมษายน 2026 คาดว่า Nominal GDP ของเวียดนามจะแซงไทย ในปี 2029 โดยเวียดนามมีอยู่ที่ 6.31 แสนล้านดอลลาร์ เทียบกับไทยที่มีขนาด 6.23 แสนล้านดอลลาร์

    กระนั้น ณัฐพรยังเตือนว่า Nominal GDP ของเวียดนามอาจแซงไทยได้เร็วกว่าที่ IMF คาดเป็นภายในปี 2028 ซึ่งระยะเวลาที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น หากเงินด่องแข็งค่าขึ้น เงินบาทอ่อนค่าลง หรือไทยมีการเติบโตที่ต่ำกว่านี้ การแซงก็จะเกิดขึ้นเร็วขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) เฉลี่ยที่ 5-7% ขณะที่ไทยเติบโตได้เพียงประมาณ 2% เท่านั้น

    ภาพกราฟิกเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจเวียดนามและไทย 2

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ซึ่งนำขนาดเศรษฐกิจหารด้วยจำนวนประชากร เพื่อประเมินว่าประชาการหนึ่ง ‘โดยเฉลี่ย’ สร้างผลผลิตเท่าไหร่พบว่า ไทยยังสูงกว่าเวียดนามมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากไทยมีประชากรน้อยกว่าโดยปัจจุบันอยู่ที่ราว 65.4 ล้านคน เทียบกับเวียดนามที่มีประชากร 102.3 ล้านคน

    ภาพกราฟิกเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจเวียดนามและไทย 3

    ถอดความสำเร็จ ‘เวียดนาม’ ทำไมดันเศรษฐกิจโตเร็ว

    ณัฐพรกล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของเวียดนาม ได้แก่ เวียดนามมีแผนการเติบโตที่ชัดเจน (ทั้งแผน Doi Moi 1.0 เริ่มต้นประมาณปี 1986 และแผน Doi Moi 2.0 ซึ่งเริ่มต้นประมาณปี 2020) นอกจากนี้ยังมีรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย และรู้จักแก้จุดอ่อน (Pain Point) ได้ทันสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลง

    โดยในแผน 1.0 รัฐบาลเวียดนามมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการให้เศรษฐกิจเติบโต จึงขับเคลื่อนโดยใช้จุดแข็งด้านแรงงานราคาถูกเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และเน้นการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก สำหรับผลลัพธ์ของแผนนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจโตและสามารถลดปัญหาความยากจนในประเทศได้

    อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการไปสักระยะ เวียดนามตระหนักข้อจำกัดของโมเดลนี้คือ เวียดนามจะไม่สามารถแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูกได้ตลอดไป นอกจากนี้ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนามก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีปัญหาระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะเกินไป

    ดังนั้น เวียดนามจึงเปลี่ยนมาใช้แผน 2.0 ผ่านการยกระดับสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรม โดยตั้งเป้าดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม พร้อมกับลงทุนด้านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ (STEM) เพื่อสร้างกำลังคนรุ่นใหม่มารองรับ

    นอกจากนี้ เวียดนามยังตั้งเงื่อนไขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ใช่แค่ให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ รัฐบาลได้ลงรายละเอียดในแผนปฏิบัติการ (Action Plan) อย่างชัดเจนว่า FDI ที่เข้ามาจะต้องมีการเพิ่มค่าจ้างให้กับพนักงานในภาคเอกชนด้วย เพื่อการันตีว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์และมีรายได้เติบโตไปพร้อมกัน

    มากไปกว่านั้น เวียดนามได้เปรียบตรงที่กำลังแรงงานยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว รัฐบาลจึงมุ่งสนับสนุนการศึกษาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) อย่างหนัก เพื่อเตรียมบุคลากรและสร้างผู้เชี่ยวชาญให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน เวียดนามได้ดำเนินการ ‘ปฏิรูประบบราชการ’ เช่น ควบรวมกระทรวง ลดจำนวนบุคลากรภาครัฐ และลดจำนวนจังหวัดลง ไปจนถึงกระจายอำนาจให้ผู้บริหารระดับจังหวัดดูแลจัดการกันเองโดยมีการตั้ง KPI ที่ชัดเจน ซึ่งกลไกนี้ทำให้แต่ละจังหวัดเกิดการแข่งขันกันสร้างรายได้และพัฒนาพื้นที่ของตนเอง

    โดยนอกเหนือจากแผน 2.0 แล้ว เวียดนามยังมีการวางเป้าหมายระยะยาว เช่น แผนฮานอย 100 ปี ที่เพิ่งประกาศใช้ในปีนี้ ซึ่งตั้งเป้ายกระดับกรุงฮานอยให้กลายเป็น ‘มหานครอัจฉริยะสีเขียว’ ระดับโลก

    อะไรคือ ‘ปัญหาและหลุมพราง’ ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    หันกลับมาที่ประเทศไทย ณัฐพรกล่าวว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้ไม่ดีนัก

    ปัญหาโครงสร้างประชากร โดยไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ไม่มีกำลังแรงงานวัยหนุ่มสาวแบบเวียดนาม ค่าแรงแพงขึ้น และยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่สูง

    มากกว่านั้นภาคธุรกิจ SME ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของประเทศกำลังเผชิญปัญหาและไม่สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้

    ท่ามกลางปัญหาขาดความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ เนื่องด้วยข้อจำกัดทางการเมืองและการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง ทำให้นโยบายของไทยมักเน้นเพียงระยะสั้นและขาดความต่อเนื่อง

    หากไทยเติบโตต่ำไปเรื่อยๆ จะเป็นอย่างไร

    ณัฐพรกล่าวต่อว่า หากไทยยังเติบโตต่ำ โดยมีศักยภาพการเติบโต (Potential GDP) ลดลงมาต่ำกว่า 3% และอาจไหลลงไปถึง 2% ก็จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าสนใจในการลงทุน สูญเสียอำนาจต่อรองในเวทีระดับอาเซียนและระดับโลก นอกจากนี้อาจยังเป็นภาระต่องบประมาณภาครัฐอีกด้วย

    เปิดข้อเสนอแนะ พาไทยกลับไปโต!

    ณัฐพรแนะอีกว่า เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยควรเร่งทำ 3 สิ่งหลัก ได้แก่ การเสริมศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ SMEs การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อดึงดูดการลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพของบุคลากร

    ชมบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่:https://youtu.be/X0xsLNHPpfU?si=mOlKURQ1rWnWrl0p

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vietnam-thailand-economy-surpass-imf/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DOJNxqZYrCgj7occNjq0L

  • เมียนมาส่งเสริมธุรกิจ MSME และธุรกิจเกษตร เป็นปัจจัยสำคัญ สนับสนุนเศรษฐกิจเมียนมาให้เติบโต

    เมียนมาส่งเสริมธุรกิจ MSME และธุรกิจเกษตร เป็นปัจจัยสำคัญ สนับสนุนเศรษฐกิจเมียนมาให้เติบโต

    เมียนมาส่งเสริมธุรกิจ MSME และธุรกิจเกษตร เป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจเมียนมาให้เติบโต โดยพลเอกอาวุโส มินอ่องไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เน้นย้ำว่าการพัฒนาเศรษฐกิจเมียนมาจะสนับสนุนธุรกิจ MSME (Micro, Small and Medium Enterprises) หรือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดย่อย รวมทั้งธุรกิจเกษตร ปศุสัตว์ ประมง การแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งบริโภคในเมียนมาและส่งออกจากเมียนมา โดยใช้กลไกสหกรณ์การเกษตรช่วยส่งเสริม รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้วิชาเกษตร ปศุสัตว์ การแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นหลักสูตรการศึกษาอบรมในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อบ่มเพาะนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานต่อไป

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมธุรกิจ MSME และธุรกิจเกษตรของเมียนมา “เป็นโอกาส” ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศเมียนมา เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาของเมียนมา เช่น การพัฒนาธุรกิจ MSME ธุรกิจเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร การผลิตในเมียนมาทดแทนการนำเข้า การส่งออกจากเมียนมา โดยเมียนมามีกลไกภาครัฐสนับสนุน MSME คือ กรม MSME กระทรวงอุตสาหกรรมเมียนมา มีแหล่งข้อมูล https://msmewebportal.gov.mm/ โดยเว็บไซต์มีภาษาอังกฤษให้เลือก (แม้บางข้อมูลเป็นภาษาเมียนมา)

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ธุรกิจไทยพิจารณาใช้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมพัฒนาสินค้า MSME ของเมียนมา เช่น การเป็นคู่ค้ากัน การเป็นพันธมิตรธุรกิจกัน การพัฒนาศักยภาพ พัฒนาสินค้าหรือกระบวนการผลิต รองรับสอดคล้องกับความต้องการตลาดเป้าหมาย หรือการจับคู่กับรายได้ส่งออก (Export Earning) ของผู้ส่งออกสินค้า หรือธุรกิจ MSME กับผู้นำเข้าสินค้าไทย เพื่อประกอบการขอ Import License นำเข้าสินค้าไทย เป็นต้น โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ********************************************

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง)

    ข่าว นสพ.Global New Light of Myanmar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/igls3zpuq86xx0i5kl10tna7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qkJ9xLkPtoV1sC5Fmzw9C

  • ข่าววันนี้ ข่าวด่วน ประจำวัน ทันเหตุการณ์ อัพเดทข่าวล่าสุด ติดตามได้ที่ PPTV ช่อง 36

    ข่าววันนี้ ข่าวด่วน ประจำวัน ทันเหตุการณ์ อัพเดทข่าวล่าสุด ติดตามได้ที่ PPTV ช่อง 36

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/tags/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YqWAXylDvdz0OWjsR3NN-

  • ชายแดนคึกคัก! นักท่องเที่ยวนับพันคน แห่เที่ยวปราสาทตาควาย-เนิน 350 ทหารตรึงกำลังเข้มอำนวยความสะดวกปชช. | TOPNEWS

    ชายแดนคึกคัก! นักท่องเที่ยวนับพันคน แห่เที่ยวปราสาทตาควาย-เนิน 350 ทหารตรึงกำลังเข้มอำนวยความสะดวกปชช. | TOPNEWS

    ชายแดนสุรินทร์คึกคัก! นทท.ไม่สนตึงเครียด แห่เที่ยวเฉพาะกิจ ปราสาทตาควาย-เนิน 350 วันเดียวทะลุพันคน ควบชิมทุเรียนของดีบักได

    ชายแดนคึกคัก! นักท่องเที่ยวนับพันคน แห่เที่ยวปราสาทตาควาย-เนิน 350 ทหารตรึงกำลังเข้มอำนวยความสะดวกปชช. – Top News รายงาน

    เมื่อวานนี้ (6 มิ.ย. 2569) ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดโครงการท่องเที่ยวเฉพาะกิจ ณ พื้นที่ “ปราสาทตาควาย และเนิน 350” ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเดินทางมาชมโบราณสถานกันอย่างเนืองแน่น ยอดทะลุเป้าวันเดียวกว่า 1,024 คน

    โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง องค์การบริหารส่วนตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก และกองกำลังสุรนารี ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงามระหว่างวันที่ 6 ถึง 7 มิถุนายน ควบคู่ไปกับงานส่งเสริมการเกษตรของดีตำบลบักได เพื่อช่วยสร้างรายได้และโปรโมตผลผลิตทางการเกษตรของชุมชน โดยเฉพาะ “ทุเรียนบักได” ทุเรียนชายแดนที่กำลังเริ่มให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในขณะนี้

    สำหรับการบริหารจัดการในรอบนี้ เจ้าหน้าที่ถอดบทเรียนช่วงสงกรานต์ที่การจราจรติดขัดยาวหลายกิโลเมตร โดยกำหนดให้นักท่องเที่ยวทุกคนต้องนำบัตรประชาชนมาลงทะเบียน และจอดรถส่วนตัวไว้ที่โรงเรียนบ้านไทยสันติสุข จากนั้นจะมีรถสองแถวของชุมชน จำนวน 20 คัน คอยให้บริการรับส่งเข้าไปยังตัวปราสาท โดยมีค่าบริการคนละ 100 บาท ซึ่งรวมค่ารถและค่าอาหารเครื่องดื่มของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว

    นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นคอยเดินนำทาง แนะนำจุดท่องเที่ยวและข้อห้ามอย่างใกล้ชิด โดยจุดไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวประทับใจ คือ จุดชมวิวหน้าผาเนิน 350 ที่มองเห็นทัศนียภาพของประเทศกัมพูชาได้อย่างสวยงาม และอีกหนึ่งจุดสำคัญคือ อนุสรณ์สละชีพของ “จ่าเริง” และ “พลทหารวุ้น” ทหารกล้าบนเนิน 350 ซึ่งนักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างนำดอกไม้ไปวางเพื่อสดุดีวีรกรรมด้วยความซาบซึ้งใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1595183&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KhWhMV4GSHHt5v8O4LT-w

  • รัฐบาลชูค่าไฟ 3 บาท ควบไทยช่วยไทยพลัส เติมกำลังซื้อ ยอดใช้ทะลุ 1.68 หมื่นล้าน

    รัฐบาลชูค่าไฟ 3 บาท ควบไทยช่วยไทยพลัส เติมกำลังซื้อ ยอดใช้ทะลุ 1.68 หมื่นล้าน

    รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่าน 2 มาตรการสำคัญ ทั้งโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และมาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือน โดยย้ำว่าการช่วยเหลือไม่ได้จำกัดเฉพาะการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น แต่เป็นการดูแลประชาชนฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานของประเทศในระยะยาว

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนเผชิญอยู่ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน

    สำหรับรอบบิลค่าไฟเดือนมิถุนายน 2569 รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ช่วยลดภาระรายจ่ายประจำเดือนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รัชดา กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายของครัวเรือน แต่ยังเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ ราคาสินค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน โดยอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนแบบก้าวหน้าให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อทบทวนต้นทุนค่าไฟในด้านต่างๆ ทั้งค่าความพร้อมจ่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า และเงื่อนไขสัญญาบางประเภทที่ทำไว้ในอดีต ว่ายังสอดคล้องกับสถานการณ์และต้นทุนปัจจุบันหรือไม่

    ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการประคองค่าครองชีพและรักษาระดับกำลังซื้อของประชาชน ล่าสุดตลอด 7 วันแรกของโครงการมียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 16,829.82 ล้านบาท (ณ เวลา 17.00 น.) และมีผู้ใช้สิทธิครบ 1,000 บาทแล้วกว่า 300,000 ราย สะท้อนการหมุนเวียนเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดชุมชน และภาคบริการในวงกว้าง

    ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจอื่นควบคู่กัน ทั้งการเร่งรัดการลงทุน การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ การอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ และการรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดต้นทุนชีวิต เสริมกำลังซื้อ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/electricity-3-baht-thai-help-thai-plus&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BnPF2XVJyMskJjBUyf5Oq