Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 08 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 08 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 10.05 น.

    กลยุทธ์: รอแนวรับ ลุ้นดีดกลับ
    แนวต้าน: $4,510 = 68,900 บาท
    แนวรับ: $4,290 = 67,000 บาท
    .
    ราคาทองคำจะลงต่อหรือฟื้นตัว หลัง Nonfarm Payroll แข็งแกร่งเกินคาด? ราคาทองคำกำลังเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ (Nonfarm Payroll) ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดกลับมาคาดการณ์ว่า Fed อาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่อาจช่วยจำกัดการปรับตัวลงของทองคำได้
    .
    ตัวเลข Nonfarm Payroll เดือนพฤษภาคมออกมาสูงกว่าคาดเกือบ 2 เท่า สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้นักลงทุนกลับมากังวลว่า Fed อาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปหรือแม้แต่พิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง กดดันให้ราคาทองคำร่วงลงแรงกว่า 3.9% ภายในวันเดียว
    .
    อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz และส่งสัญญาณกดดันเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง หากสถานการณ์ลุกลามอาจกระทบการขนส่งน้ำมันโลกและเพิ่มความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
    .
    สัปดาห์นี้ตลาดจับตาตัวเลข CPI, PPI และ Jobless Claims ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญก่อนการประชุม FOMC หากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจออกมาแข็งแกร่ง อาจกดดันทองคำต่อ แต่หากตัวเลขชะลอลง ทองคำมีโอกาสฟื้นตัวได้ โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,290 ดอลลาร์ และแนวต้านอยู่ที่ 4,510 ดอลลาร์ต่อออนซ์
    .
    โดยสรุป ราคาทองคำในระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งและความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยของ Fed แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ดังนั้นทิศทางทองคำในช่วงนี้จะขึ้นอยู่กับผลตัวเลขเงินเฟ้อและท่าทีของ Fed เป็นสำคัญ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดว่าทองคำจะปรับตัวลงต่อหรือเริ่มฟื้นตัวในระยะถัดไป

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-08-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k8LyUUVxa9oPVXBQn3NiE

  • อย่าประมาทเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    อย่าประมาทเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    รายงานเศรษฐกิจของ OECD ล่าสุดชี้ว่าเศรษฐโลกช่วงครึ่งปีหลังเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูง คือปัญหา Stagflation เป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

    ทำให้ราคาน้ำมันจะยืนในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะสูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นตามเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่สูง ภาวะถดถอยดังกล่าวจะเกิดขึ้นทั่วโลก 

    ประเทศที่นำเข้าน้ำมันมาก เช่น ไทย จะเปราะบางทั้งต่อการขาดแคลนน้ำมันและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ เพราะทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการคลังจะขาดดุลมากขึ้น กดดันให้เงินทุนต่างประเทศไหลออกและเงินบาทอ่อนค่า นี่คือความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเจอช่วงครึ่งปีหลัง เป็นสิ่งที่ผู้ทำนโยบายต้องตระหนัก ไม่ประมาท และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังต้องบอกว่าท้าทาย พิจารณาจากเศรษฐกิจโลกที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยช่วงครึ่งปีหลังและเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรกที่ชัดเจนว่าอ่อนแอ สะท้อนจากตัวเลขทั้งมหภาคและจุลภาค ในระดับมหภาค 

    แม้สภาพัฒน์ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก แต่ตัวเลขจากแบงค์ชาติล่าสุดเดือนเมษายนให้ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน การบริโภคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากเดือนก่อน ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว การส่งออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

    และที่เพิ่มมากคือ การใช้จ่ายภาครัฐจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่แพงทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 2.8 เดือนพฤษภาคม ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุลเดือนเมษายนจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำกระตุ้นให้เงินทุนต่างประเทศไหลออก กดดันให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งอ่อนลงร้อยละ 5.8 ตั้งแต่ต้นปี

    ในระดับจุลภาค ความรู้สึกของประชาชนว่าเศรษฐกิจมีปัญหาขณะนี้มีไปทั่ว โดยข้อมูลจาก Ipsos บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก เดือนพฤษภาคม ชี้ว่าผู้บริโภคไทยร้อยละ 71 มองเศรษฐกิจว่าไม่ดี (bad) สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ลดลงมาก

    ขณะที่ความรู้สึกของประชาชน (Public Sentiment) เปลี่ยนเป็นลบ จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอน และการทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 56 มองว่าประเทศกําลังไปผิดทาง สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ (Public confidence) ที่ลดลง กระทบความต้องการของประชาชนที่จะใช้จ่ายและเพิ่มความกังวลของประชาชนมากขึ้นในเรื่องการมีงานทำ

    นี่คือเศรษฐกิจไทยขณะนี้ในความรู้สึกของตลาดการเงินและประชาชน เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ทำนโยบายต้องตระหนัก ไม่ควรหลงทางว่าทุกอย่างกําลังดีขึ้นเพราะมีเงินกู้ให้ใช้จ่าย ปัญหาเศรษฐกิจเราลึกซึ้งกว่านั้น

    ในความเห็นของผม แนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยครึ่งปีหลัง บวกกับ ความเสี่ยงที่ภาวะถดถอยจะมาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งแก้ยาก จะทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะสามสูงในช่วงครึ่งปีหลัง คือ ราคาน้ำมันสูง อัตราเงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยสูง 

    นอกจากนี้ สภาพช่องแคบฮอร์มุซที่เหมือนปิดและไม่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายได้เมื่อไรทำให้เศรษฐกิจโลกเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดแคลนในสินค้าที่จำเป็น เช่น ปุ๋ย อาหาร ยารักษาโรค เพราะห่วงโซ่การผลิตสินค้าเหล่านี้ถูกดิสรัปต์จากสงคราม ราคาสินค้าที่จำเป็นในตลาดโลกจะแพงขึ้น 

    ภาวะสามสูงและราคาสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจะเป็นข้อจำกัดต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังโดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้ามากโดยเฉพาะน้ำมัน เช่น ไทย แรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีมากทั้งต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ฐานะการคลัง ค่าเงิน และทุนสํารองทางการ

    ล่าสุดแรงกดดันลักษณะนี้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในเอเซีย เช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย ทั้งสองประเทศนำเข้าน้ำมันมาก ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพและรัฐบาลเลือกที่จะอุดหนุนราคาน้ำมันบางส่วนเพื่อลดผลกระทบ สร้างภาระต่อฐานะการคลัง ราคาน้ำมันที่แพงทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูงขึ้น 

    ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวในสหรัฐที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดร้อยละ 4.6 จูงใจให้เงินทุนไหลออกและกดดันให้ค่าเงินอ่อนลง จนรัฐบาลต้องเข้าแทรกแซงและหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงิน แรงกดดันเหล่านี้สะท้อนชัดเจนถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพที่มากับวิกฤติราคาน้ำมัน และแรงกดดันคงจะยิ่งมีมากขึ้นช่วงครึ่งปีหลังเพราะเศรษฐกิจโลกยิ่งชะลอ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น

    เศรษฐกิจไทยคงหลีกเลี่ยงแรงกดดันเหล่านี้ไม่ได้เช่นกันในช่วงครึ่งปีหลังเพราะประเทศเราใช้และนำเข้าน้ำมันมาก ไม่ค่อยประหยัดและยังมีมาตรการพยุงราคาน้ำมัน ล่าสุดกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาท ทำให้ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะมีมากขึ้น

    ทั้งจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเพิ่มขึ้นเพราะการส่งออกและการท่องเที่ยวชะลอตามเศรษฐกิจโลก ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 

    ดุลการคลังก็จะขาดดุลมากขึ้นเพราะมีแต่รายจ่ายไม่มีรายได้ รายได้ภาษีลดลงตามเศรษฐกิจที่ชะลอแต่การใช้จ่ายขยายตัวเพราะใช้เงินกู้นอกงบประมาณ เป็นการขาดดุลแฝด หรือ Twin deficits ที่ล่อแหลมต่อปัญหาเสถียรภาพ

    เงินทุนต่างประเทศคงไหลออกมากขึ้นช่วงครึ่งปีหลังจากเศรษฐกิจที่ชะลอและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเทียบกับสหรัฐที่กว้างมาก ทั้งหมดจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น

    ถึงตอนนี้คงมีคำถามในใจหลายคนว่า แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศเลวร้ายลงไหม ปรับตัวได้ไหม และจะเกิดเป็นวิกฤติไหม เพราะหลายประเทศก็เจอแรงกดดันลักษณะเดียวกัน 

    คำตอบคือแรงกดดันเหล่านี้คือการเซาะกร่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องมีการบริหารจัดการ คือต้องเปลี่ยนนโยบายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง เช่น การคลังต้องประหยัด หยุดใช้เงินกู้แบบออกโครงการรายวันเพื่อหาเรื่องใช้เงิน

    ควรหยุดการใช้เงินกู้เพื่อลดการขาดดุลการคลัง เรื่องน้ำมันต้องปรับโครงสร้างการใช้จ่ายไปสู่การประหยัด การใช้พลังงานทดแทน และไม่อุดหนุนสิ่งที่ไม่จำเป็น ทั้งหมดเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    ถ้าจำได้ วิกฤติปี 40 มาจากเศรษฐกิจที่ใช้จ่ายเกินตัว ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลถึงร้อยละ 6-7 ของจีดีพี กระตุ้นโดยการใช้เงินกู้ต่างประเทศ คราวนี้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นมาจากราคาน้ำมันที่แพง ปริมาณพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้นหลังราคาน้ำมันแพงขึ้น คือไม่ลดลง สะท้อนการไม่ประหยัด และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นจากการใช้เงินกู้ของภาครัฐ 

    ถ้านโยบายไม่เปลี่ยน เราคงเห็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เริ่มด้วยแรงกดดันในตลาดการเงิน เช่น การขายสินทรัพย์เงินบาท และแอ็กชันจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และถ้าการขาดดุลแฝดเร่งตัวต่อเนื่องช่วงครึ่งปีหลัง ความไม่สมดุลก็จะยิ่งมาก

    ทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเหมือนยืนอยู่ใกล้ปากเหวของการเกิดปัญหาด้านเสถียรภาพ ซึ่งกรณีเลวร้ายสุดก็คือเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

    นี่คือสิ่งที่อยากให้รัฐบาลตระหนัก ไม่อยากให้รัฐบาลประมาทหรือประเมินผิด เพียงเพื่อได้ทำในสิ่งที่ต้องการ

    อย่าประมาทเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1237370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EUWqQgMu-u6yt7qPiB9xr

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.60-32.85 บาทต่อดอลลาร์) หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด โดยยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 1.72 แสนราย กอปรกับ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรงสู่ระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด กอปรกับความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวน จากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคม พร้อมกับ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังล่าสุด ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ และเริ่มมองโอกาสที่ FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ภายในปีนี้ (โอกาสราว 18%) ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการปรับตัวขึ้นแรงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมา

    ▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่การประชุม ธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ECB อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% (Deposit Facility Rate) เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง-ระยะยาวได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ทว่า ภาพเศรษฐกิจยูโรโซนที่อ่อนแอกว่าช่วงปี 2022 กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 (หรืออย่างน้อยจะไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อเกินไตรมาส 3) ทำให้เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยได้นานอย่างน้อย 9 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ECB จะคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) โดยทาง BOE และ IPSOS

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในไตรมาสแรกของปี 2026 พร้อมกับรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 89% ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น แม้อาจจะได้แรงหนุนจากนโยบายพยุงเศรษฐกิจ อย่าง โครงการคนละครึ่งพลัส

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น นับตั้งแต่ตลาดรับรู้ รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED พอสมควร และตราบใดที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อได้ โดยเฉพาะในจังหวะที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ช่วงวันพุธนี้ อนึ่ง ความเสี่ยง Two-way Risk ที่เงินบาทพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงอยู่ และเรามองว่า ควรระวัง ความผันผวนในกรณีที่ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากทั้งการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น (และทางการสหรัฐฯ) รวมถึงภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาด เช่น การดิ่งลงหนักของบรรดาหุ้นเทคฯ แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง อาจติดโซนแนวรับแรก 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวรับถัดไปแถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์

    อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI พุ่งสูงขึ้นกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED แต่เงินดอลลาร์พร้อมพลิกอ่อนค่าลง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการดีขึ้น หรือ มีการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.40-33.15 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-33.00 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1026088&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mn4EeKXjW5Y0QxQKNBCgk

  • สะพัดหมื่นล้าน! “รัฐบาลอนุทิน” โชว์ผลงาน 7 วัน “ไทยช่วยไทย” ทะลุ 1.6 หมื่นล้าน พร้อมกางมาตรการหั่นค่าไฟ 3 บาท อุ้ม 20 ล้านครัวเรือน

    สะพัดหมื่นล้าน! “รัฐบาลอนุทิน” โชว์ผลงาน 7 วัน “ไทยช่วยไทย” ทะลุ 1.6 หมื่นล้าน พร้อมกางมาตรการหั่นค่าไฟ 3 บาท อุ้ม 20 ล้านครัวเรือน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/152538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JIMeDsKIbeZ0-93A07Rl1

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 08/06/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 08/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/152528&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw029rIDnhj0QADiOFuhjYai

  • ‘เอกนิติ’ แถลงด่วนพรุ่งนี้ นายกฯ ให้ยกเลิกเกณฑ์ ‘ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อ-แม่’ คัดสิทธิบัตรคนจน | เดลินิวส์

    ‘เอกนิติ’ แถลงด่วนพรุ่งนี้ นายกฯ ให้ยกเลิกเกณฑ์ ‘ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อ-แม่’ คัดสิทธิบัตรคนจน | เดลินิวส์

    จากการออกเกณฑ์ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อ-แม่ คัดสิทธิบัตรคนจน ได้ถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนมีกระแสข่าวว่า นายกรัฐมนตรี สั่งการด่วนให้กระทรวงการคลังทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว

    ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้คลังพิจารณายกเลิกการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เป็นเกณฑ์กลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะแถลงต่อสื่อมวลชนที่สนามบิน ก่อนออกเดินทางไปเยือนประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

    รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้การนำเกณฑ์ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะพ่อ-แม่ มาใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขคัดกรองผู้มีรายได้น้อย ได้สร้างความไม่พอใจและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากที่กตัญญูเลี้ยงดูบุพการีแต่กลับต้องเสียสิทธิสวัสดิการ ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการไปยังกระทรวงการคลังให้พิจารณา ยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าวทันที เพื่อลดผลกระทบและให้ความช่วยเหลือกระจายไปถึงมือผู้มีรายได้น้อย โดยให้เคลียร์ให้จบก่อนร่วมเดินทางไปเวียดนาม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5926606/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k1oosBVPpN-gm-zUuX7Kf

  • ‘ชัชชาติ’ เบอร์ 9 ลุยบางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนการติดป้ายหาเสียง ต้องเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม

    ‘ชัชชาติ’ เบอร์ 9 ลุยบางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนการติดป้ายหาเสียง ต้องเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม

    ‘ชัชชาติ’ เบอร์ 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงเขตลุยบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนการติดป้ายหาเสียง ต้องเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม

    วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงเขตบึงกุ่ม บางกะปิ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนบริเวณตลาดปัฐวิกรณ์

    โดยชัชชาติระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของเมืองในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งหัวใจสำคัญคือการขับเคลื่อนบริษัทขนาดใหญ่ราว 1,400 แห่ง และกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME กว่า 500,000 ราย ให้เดินหน้าควบคู่กันไปได้ เพราะต่างก็มีการจ้างงาน กลุ่มละประมาณ 3 ล้านคน 

    ทาง ทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอยผ่านการสร้าง “แพลตฟอร์ม กทม.” เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผู้ให้บริการระดับชุมชน เช่น ช่างซ่อมแอร์ หรือช่างประปา สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในโซนเดียวกันได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งเตรียมจัดตั้งศูนย์ One-Stop Service และคลินิก SME เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตสำหรับกิจการร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโฮสเทล

    ​นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว การยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงก็เป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องเดินหน้าต่อ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแผนต่อยอดจากสวนป่าชุ่มน้ำ 86 ไร่ โดยจะกระจายสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกอย่างน้อย 6 แห่ง ขนาด 10 ไร่ขึ้นไป ให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ 

    ในส่วนของการศึกษานั้น นายศานนท์ หวังสร้างบุญ ได้ระบุถึงความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ซึ่งเห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ปีแรก รวมถึงการปรับพื้นที่ในโรงเรียนให้เป็นห้อง Maker Space เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำ พร้อมทั้งขยายโรงเรียนหลักสูตร 2 ภาษาและเปิดรับเด็กอนุบาลวัย 3 ขวบเข้าสู่ระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง 

    ขณะที่ด้านสาธารณสุข รศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช ได้เล็งเห็นช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ จึงมีแนวคิดที่จะสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่บริเวณรอยต่อเขตวังทองหลาง บางกะปิ ดินแดง และลาดพร้าว เพื่ออุดรอยโหว่ของ Health Zone ให้บริการได้อย่างครอบคลุมที่สุด

    ชัชชาติยังย้ำถึงจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมในการใช้พื้นที่โฆษณาหาเสียง โดยพร้อมตรวจสอบและถอดป้ายออกทันที หากพบว่าในพื้นที่นั้น อนุญาตให้ตนเองติดป้ายหาเสียงได้ แต่ไม่อนุญาตให้ผู้สมัครรายอื่นติดได้ เพราะการหาเสียงต้องมีความเท่าเทียมกันทุกส่วน

    “เรื่องป้ายโฆษณาหาเสียง ผมเร่งให้ทีมงานไปตรวจสอบแล้ว ผมยึดหลักถ้าไม่ให้เพื่อนเราโฆษณา เราก็ไม่ควรได้โฆษณา ถ้าทีมงานตรวจสอบพบว่า ทีมอื่นไปขออนุญาตเหมือนกัน แต่มาเลือกโฆษณาให้เฉพาะเรา เราก็จะเอาออก เราต้องเท่าเทียมกัน เพื่อนเราไม่ได้ เราก็ต้องไม่ได้เหมือนกัน” ชัชชาติกล่าว

    ในช่วงท้าย ชัชชาติได้ฝากเน้นย้ำถึงประชาชนทุกคนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ จะไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขต หรือนอกราชอาณาจักร จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนบริหารจัดการเวลาเพื่อมาร่วมกันแสดงพลังบริสุทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/xHPYGcYlB&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c6B6_88xxbZqsn8aB6pjN

  • รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย

    รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย

    วันนี้ (7 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยล่าสุดข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนจำนวน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายจำนวน 5,894.47 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้วจำนวน 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

    ในส่วนของร้านค้า พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วจำนวน 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

    รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้วจำนวน 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0py7his91aM0-PWxLGWuC7

  • วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (ก่อนเปิดตลาด) 08/06/69

    วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (ก่อนเปิดตลาด) 08/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/152519&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pQAklySi2XQVlBy0Zgs1H

  • จ.เลย เสริมท่องเที่ยว เอาใจ กลุ่ม LGBTO+ ส่งเสริมความเท่าเทียม

    จ.เลย เสริมท่องเที่ยว เอาใจ กลุ่ม LGBTO+ ส่งเสริมความเท่าเทียม

    วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนสาธารณะกุดป่อง อ.เมือง จ.เลย นายไพรินทร์  ลิ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Loei Pride Month 2026” และงาน “Coffee Fest @ Loei ep.6” ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ เครือข่าย LGBTQ+ และประชาชนที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมี นางสาวภูมารินทร์ คงเพียรธรรม ปลัดจังหวัดเลย นายจริยาทร สูหู่ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเลย นางสาวพนารัตน์ จันทร์จิระ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรม

    นายจริยาทร สูหู่ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเลย กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “Loei Pride Month 2026” มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วง Green Season ภายใต้แนวคิด “รักเลย 365 วัน” พร้อมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กลุ่ม LGBTQ+ ได้แสดงออกถึงศักยภาพ ตัวตน และความภาคภูมิใจอย่างเสรีและเท่าเทียม โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมเดินขบวนกว่า 400 คน ทั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ “Loei Pride Month 2026” ได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ ของปฏิทินงาน Pride ของประเทศไทย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อผลักดันจังหวัดเลยสู่การเป็น “Pride Friendly Destination” อย่างเต็มรูปแบบ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/969234&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KcyeF6qxa6knb05Avtufu