Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ครบ 100 วันสงครามอิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

    ครบ 100 วันสงครามอิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

    วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนนี้ นับเป็น 100 วันเต็มของสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด แม้ทั้งสองฝ่ายจะส่งสัญญาณแตกต่างกันเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพ และข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวยังคงดำรงอยู่เพื่อเปิดทางให้การทูตเดินหน้าต่อ แต่ยังคงมีการโจมตีทางทหารเกิดขึ้นเป็นระยะ

    ปัจจุบันสงครามยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สี่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินเริ่มปรากฏชัดขึ้นในหลายด้าน ตั้งแต่หุ้น พันธบัตร น้ำมัน ไปจนถึงอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศมหาอำนาจ 

    1) วอลล์สตรีทสวนกระแส หุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่

    ในช่วงแรกหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่หลังจากนั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับเดินหน้าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย S&P 500 ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ จากการร่วงลงในช่วงแรก และพุ่งขึ้นทำ All-Time High ได้สำเร็จ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น +18.5% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

    นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดทุนถูกครอบงำด้วยสมมติฐานว่าสงครามจะดันเศรษฐกิจผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่เข้าสู่ภาวะ “Stagflation” แต่ความหวังในศักยภาพ AI และผลกำไรของบริษัทอเมริกันที่แข็งแกร่งได้ช่วยพยุงตลาดเอาไว้
    ความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังสร้างคอขวดใหม่ โดยเฉพาะความต้องการกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศอย่างเกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจจากบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI

    โดยตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ดีที่สุด 5 อันดับแรกล้วนเป็นตลาดในแถบเอเชีย-แปซิฟิกและสหรัฐฯ นำโดย Kospi ของเกาหลีใต้ ครองอันดับหนึ่งด้วยการพุ่งขึ้นถึง +38.4% ตามด้วย TAIEX ของไต้หวัน ที่ +30.2% สาเหตุหลักมาจากกระแสการลงทุนใน AI และความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ร้อนแรงทั่วโลก

    ด้านตลาดสหรัฐฯ Nasdaq Composite ขึ้นมา +18.5% เป็นอันดับสาม ขณะที่ Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ตามมาที่ +16.2% และปิดท้าย 5 อันดับด้วย S&P 500 ที่ +9.8% ซึ่งสามารถลบล้างการขาดทุนช่วงต้นสงครามได้อย่างสมบูรณ์และทำจุดสูงสุดใหม่ได้สำเร็จ

    ในทางตรงข้าม ตลาดยุโรป ลาตินอเมริกา และแอฟริกาใต้ กลับเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบหนัก โดย FTSE/JSE Top 40 ของแอฟริกาใต้ร่วงลงมากที่สุดถึง -13% ตามด้วย Sao Paulo Bovespa ของบราซิลที่ -9.8% โดยเตือนอีกว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดต่อไป เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นอีก และในที่สุดผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจรุนแรงจนตลาดไม่สามารถมองข้ามได้

    The S&P 500 has wiped off all its Iran war losses
    The S&P 500 has wiped off all its Iran war losses

    2) ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่ง ตลาดตราสารหนี้ผันผวนหนัก

    ต่างจากตลาดหุ้นที่ยังคงแข็งแกร่ง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเผชิญแรงขายอย่างหนักนับตั้งแต่สงครามปะทุ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อนวิกฤตการเงินโลกปี 2008 โดยล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ขึ้นไปแตะ 5.18% ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ราว 4.97% ขณะที่ ในกลุ่ม G7 ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทุกประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้น นำโดย สหราชอาณาจักร (+60.4 bps), ญี่ปุ่น (+55.9 bps) และ สหรัฐฯ (+50.3 bps) ขณะที่ แคนาดา (+28.7 bps) ปรับขึ้นน้อยที่สุดในกลุ่ม

    ด้านนักวิเคราะห์เตือนว่า ตลาดพันธบัตรกำลังส่งสัญญาณว่า “มีสิ่งที่ต้องกังวลจริงๆ” โดยระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่เพียงระดับสูงสุดของเงินเฟ้อหรือดอกเบี้ย แต่คือระยะเวลาที่ทั้งสองปัจจัยจะอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์ปัจจุบันยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลงมากขึ้น และผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูงอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการปรับขึ้นของตลาดหุ้นในระยะต่อไป

    U.S. 30-year Treasury yields have surged (Yield %)
    U.S. 30-year Treasury yields have surged (Yield %)

    3) ราคาน้ำมัน ลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังสูงกว่าก่อนสงครามมาก

    หนึ่งในผลกระทบสำคัญที่สุดของสงครามครั้งนี้ คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นของสงคราม โดย Brent Crude ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 118.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 95-100 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน

    ด้านปัจจัยที่ช่วยจำกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านและรัสเซีย ความต้องการใช้น้ำมันของจีนที่ลดลง การใช้เส้นทางขนส่งทางเลือก การส่งออกน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นและภาวะ Demand Destruction หรือความต้องการที่ลดลงเพราะราคาสูง อย่างไรก็ตามหากสต็อกน้ำมันโลกยังคงลดลงต่อเนื่อง ราคาน้ำมันอาจกลับขึ้นไปเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดปัญหาด้านอุปทานอย่างรุนแรง ปัจจุบันแม้ราคาจะร่วงลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญ โดย Brent ยังสูงกว่าก่อนสงครามราว 36% และ WTI สูงกว่าเกือบ 50% ในด้านการค้าน้ำมัน สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากบทบาทผู้ส่งออกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวอีกครั้งจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    Oil prices have cooled, but remain elevated (USD)
    Oil prices have cooled, but remain elevated (USD)

    4) เงินเฟ้อขึ้นทั่วโลก กดดันนโยบายการเงิน

    ด้านผลกระทบของสงครามที่ชัดเจนที่สุดในแง่เศรษฐกิจจริง คือ อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในหลายประเทศ โดยมีพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก หลังสงครามเริ่มต้นในเดือนมีนาคม อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • สหรัฐฯ CPI เดือนเมษายนพุ่งแตะ 3.8% สูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี
    • อินเดียเป็นอีกประเทศที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน เร่งตัวขึ้นมาใกล้ระดับสหรัฐฯ ที่ราว 3.5%
    • กลุ่มยูโรโซนขยับขึ้นสู่ระดับ 3.2%
    • เยอรมนีและฝรั่งเศส ปรับขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.5%
    • ญี่ปุ่นและจีน ซึ่งเริ่มต้นจากฐานเงินเฟ้อต่ำเพียง 0-1.5% ต่างมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
    • ในภาพรวมอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ยังคงอยู่เหนือระดับ 4% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม G7 อยู่ที่ประมาณ 2.7-2.8%
    Inflation has risen in many major economies since the war started
    Inflation has risen in many major economies since the war started

    ตลาดการเงินโลกกำลังชินชาต่อสงคราม?

    นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังสร้างความกังวล แต่ตลาดเริ่มตอบสนองต่อข่าวความขัดแย้งน้อยลง คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามการค้าหรือการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตามสัญญาณเชิงบวกยังมีให้เห็น เนื่องจากการสนับสนุนสงครามในสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และนักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังมองหาทางออกที่พอรับได้ ซึ่งหากเกิดขึ้น ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ และการเจรจาสันติภาพยังคงชะงัก ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกก็ยังคงอยู่ในระดับสูง

    ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า 100 วันของสงครามอิหร่านไม่ได้สร้างภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทันที แต่ได้เปลี่ยนสมดุลของตลาดโลกอย่างชัดเจน ทั้งด้านพลังงาน เงินเฟ้อ พันธบัตร และการไหลของเงินลงทุน โดยสหรัฐฯ และประเทศที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI กลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

    อ่านเพิ่มเติม 

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/global_economics/2938291&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oFlmIaitFe9AZZ-BfsriO

  • รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย

    รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย

    รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย


    9/06/2569 | 11 |

    รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย
    บทสรุป
    หน่วยงานภาครัฐ 4 หน่วยงาน 5 รัฐมนตรี ผนึกกำลังลงพื้นที่จังหวัดพัทลุงและสงขลา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย คุณภาพชีวิตของประชาชน และการศึกษา ประกอบด้วย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานปิดโครงการ Soft Power สาขาแฟชั่น ที่กรมประชาสัมพันธ์จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อยกระดับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากล พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชน
    สวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นสักขีพยานในพิธีประกาศปฏิญญาการขับเคลื่อน “สงขลาไมซ์ซิตี้” สู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 40 แห่ง เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตของจังหวัดสงขลาให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการอย่างสมดุล ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา แนะแนวทางและแรงบันดาลใจในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน ยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ ส่งเสริม “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง ยกระดับ “เศรษฐกิจฮาลาล” และการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียม พร้อมรับมือภัยพิบัติ ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 
    ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพื่อเปิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อเปิดโครงการ “พม.เคลื่อนที่ สร้างสุข สวัสดิการทุกช่วงวัย จังหวัดสงขลา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการร่วมมือของทุกภาคส่วนในการดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างรอบด้าน ทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส ครัวเรือนเปราะบาง ผ่านการให้บริการแบบเชิงรุก เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง แก้ปัญหาทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้และชุมชนมีความเข้มแข็ง 

    รายละเอียด
    (8 มิ.ย. 69) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานปิดโครงการ Soft Power สาขาแฟชั่น ที่กรมประชาสัมพันธ์จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อยกระดับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากล ตามนโยบายผลักดัน Soft Power ไทยของรัฐบาล มีการจัดแสดงผลงานจาก 10 ชุมชน กว่า 100 ผลิตภัณฑ์ พร้อมแฟชั่นโชว์ “THE WALK OF WOVEN IDENTITIES” ที่นำลายผ้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาออกแบบใหม่ให้ร่วมสมัย สะท้อนว่าผ้าไทยสวมใส่ได้จริงทุกวัน และต่อยอดเป็นรายได้ให้ชุมชน
    การจัดงานครั้งนี้เป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟูผ้าไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสร้างอาชีพแก่ประชาชนทั่วประเทศ และสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ และร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงนำผ้าไทยสู่เวทีโลกผ่านโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” จนได้รับการถวายตำแหน่งทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เป็นพระองค์แรกของโลก
    นางสาวศุภมาส เน้นย้ำว่า ผ้าไทย คือ เรื่องราวของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของคนไทย งานครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักออกแบบและผู้ประกอบการต่อยอดผ้าไทยให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ควบคู่กับการรักษารากเหง้าของชาติเชิญชวนประชาชนสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน โดยทุกครั้งที่เราเลือกผ้าไทย คือการสร้างรายได้ให้ช่างทอไทย และส่งให้ Soft Power ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีประกาศปฏิญญาการขับเคลื่อน “สงขลาไมซ์ซิตี้” สู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 40 แห่ง และเปิดกิจกรรม MICE Bazaar 2026 : Songkhla MICE Mart Plus Series ภายใต้แนวคิด “SONGKHLA SYNERGY: The Pillar of the Future” ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ (TCEB) เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดสงขลาในการรองรับการจัดงานไมซ์ระดับประเทศและนานาชาติ ต่อยอดการพัฒนาเมืองสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจไมซ์แห่งอนาคต โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพของจังหวัดสงขลาในฐานะเมืองไมซ์ที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งด้านสถานที่จัดงานและ
    ห้องประชุมมาตรฐานสากลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน TMVS (Thailand MICE Venue Standard) มากกว่า 10 แห่ง ประกอบกับความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ชุมชน ร้านอาหาร ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงครบทุกมิติ และจิตวิญญาณแห่งการเป็นเจ้าบ้านที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก โดยภาครัฐพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณาการความร่วมมือ สนับสนุนภาคเอกชนและภาควิชาการ เพื่อสร้างการจ้างงาน กระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียน และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ภายในงานมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านเวที Fireside Chat และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจผ่านระบบ Live Connectivity เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดสู่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ภาคใต้ได้มากกว่า 50 ล้านบาท และก่อให้เกิดคู่เจรจาทางธุรกิจกว่า 1,500 คู่
    จังหวัดสงขลาได้รับการยกระดับเป็นเมืองไมซ์ซิตี้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2562 และได้รับการต่ออายุสถานะในปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการบริหารจัดการและศักยภาพของเมืองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมทั้งเป็นหนึ่งในเมืองไมซ์ชั้นนำของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างสมดุลควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภาคใต้ ที่มีความพร้อมทั้งทางอากาศ ทางราง ทางถนน และท่าเรือน้ำลึก มีทรัพยากรธรรมชาติที่งดงามและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น สามารถดึงดูดนักเดินทางไมซ์จากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่ การประกาศปฏิญญาขับเคลื่อนสงขลาไมซ์ซิตี้ในครั้งนี้ จึงเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตของจังหวัดสงขลาให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ขับเคลื่อน การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการอย่างสมดุลและยั่งยืน
    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ จังหวัดสงขลา ณ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย แจ้งข่าวดีแก่นักเรียนและโรงเรียนถึงความคืบหน้าเรื่องงบประมาณ
    ในการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ซึ่งได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกระทรวงศึกษาจะยกเลิกโครงการและการประเมินต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น เช่น โครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งจะช่วยคืนเวลาให้ครูได้ดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่มากขึ้น พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “แนวทางและแรงบันดาลใจในการเข้ามหาวิทยาลัย” ให้คำแนะนำแก่นักเรียนในการเลือกเข้าศึกษาต่อว่า อย่าตัดสินใจเลือกเพียงเพราะค่านิยมหรือชื่อของหลักสูตร แต่ให้เข้าไปดูรายละเอียดอย่างเจาะลึกว่าตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง และวิชาเหล่านั้นคือสิ่งที่ตนเองมีความสุขที่จะเรียนหรือไม่ พร้อมฝากข้อคิดที่สำคัญว่า “อย่าไปแคร์ว่าหลักสูตรชื่ออะไร เพราะอีกหน่อยอาชีพจะเปลี่ยน พออาชีพเปลี่ยน สิ่งที่อยู่กับเราคือองค์ความรู้พื้นฐาน ซึ่งองค์ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น แคลคูลัส เซต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ หรือแม้แต่ความรู้ด้านสังคม ประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณความเป็นพลเมือง และความมี Empathy จะอยู่ติดตัวเราตลอดไป และเราสามารถที่จะใช้องค์ความรู้พื้นฐานตรงนี้ ทำอะไรก็ได้ให้เกิดอาชีพใหม่ของเรา”
    นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ลงพื้นที่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ (จ.สงขลา) เพื่อเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge การเชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีนวัตกรรมเด่นที่ขยายผลเพื่อพัฒนาภูมิภาค ได้แก่ นวัตกรรมไบโอดีเซลสำหรับภาคการเกษตรและประมง ที่เปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานทดแทน ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับภาคการเกษตรและประมง นวัตกรรมเครื่องแปลงขยะอินทรีย์และเศษวัชพืช เป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ในระดับชุมชนและภูมิภาค ด้านภาคการเกษตรเชิงพาณิชย์ ได้แก่ นวัตกรรมการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืนด้วย RSPO ช่วยยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรภาคใต้ และนวัตกรรมยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกสำหรับงานหัตถกรรมจักสาน เป็นการยกระดับภูมิปัญญา
    จักสานด้วยวัสดุทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยและแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน การยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้จะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับความยั่งยืนเสมอ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการกับจุดเด่นทางทรัพยากรของพื้นที่ด้วยการส่งเสริม “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง การยกระดับ “เศรษฐกิจฮาลาล” ให้เป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค และการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักศึกษาในพื้นที่ได้เข้ามาต่อยอดองค์ความรู้เชิงลึก โดยมีโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่แห่งการทดลองและลงมือทำจริง ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยน งานวิจัยให้กลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
    นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง ณ นิคมสร้างตนเองควนขนุน เปิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย “สร้างสังคมดี มีโอกาส เพื่อคนไทย
    ทุกคน” สู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่จังหวัดพัทลุง พร้อมพบปะพูดคุยกับสมาชิกนิคมฯ รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนามาตรการ และนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
    และแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชุมชน ทุนมนุษย์ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย ด้วยศักยภาพและพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะต่อยอดทุนทางสังคมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมอย่างเข้มแข็ง และสร้างสังคมที่ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง และมีโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเท่าเทียม 
    นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคใต้ เพื่อเปิดโครงการ “พม.เคลื่อนที่ สร้างสุข สวัสดิการทุกช่วงวัย จังหวัดสงขลา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของเครือข่ายท้องถิ่นทุกภาคส่วนในการดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างรอบด้าน ทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงครัวเรือนเปราะบาง ผ่านการให้บริการแบบเชิงรุก เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง 
    แก้ปัญหาทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้และชุมชนมีความเข้มแข็ง 

    แนวทางการสื่อสาร 
    1. นำเสนอหน่วยงานภาครัฐมุ่งมั่นยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ไทย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
    ทุกช่วงวัย ผ่านการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง
    2. นำเสนอประโยชน์ที่ประชาชนและจังหวัดจะได้รับจากการผลักดันนโยบายสำคัญลงสู่พื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาส ให้กับประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งผลให้เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น   

    แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร
    #5รัฐมนตรีลงพื้นที่พัทลุงสงขลา #ยกระดับเศรษฐกิจ #SoftPowerผ้าไทย #พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย      #สำนักนายกรัฐมนตรี #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงศึกษาธิการ #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง 
    ——————————————
    รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
    จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306
       นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710 
           นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693 
           นายปฏิพล หวิงปัด นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ
     


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/510605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12nOmjsGeh2vvFMMgqRNN4

  • หารือผู้นำเวียดนาม กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ดันการค้า เสริมความมั่นคง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    หารือผู้นำเวียดนาม กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ดันการค้า เสริมความมั่นคง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WUX0lRiDrdu3z5UV5GurO

  • เงินบาทเปิด 32.85 แข็งค่ารับดอลลาร์ย่อลง หลังอิหร่าน-อิสราเอลยุติโจมตี : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 32.85 แข็งค่ารับดอลลาร์ย่อลง หลังอิหร่าน-อิสราเอลยุติโจมตี : อินโฟเควสท์

    นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.85 บาท/ดอลลาร์ จากปิดเมื่อวาน เย็นที่ระดับ 32.90 บาท/ดอลลาร์

    ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อคืนนี้มีการประกาศยุติการโจมตีระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ทำ ให้ค่าเงินดอลลาร์ย่อลงมา

    นักบริหารเงิน คาดกรอบเงินบาทวันนี้ จะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.00 บาท/ดอลลาร์

    ปัจจัยสำคัญ

    • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 160.17 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 160.00/04 เยน/ดอลลาร์
    • เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1530 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1510/13 ดอลลาร์/ยูโร
    • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 32.857 บาท/ดอลลาร์
    • กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินเศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หลัง จากดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการค้าที่เคยเกินดุลอย่างแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ เริ่มเปลี่ยนทิศมาเป็นการเกินดุลที่ลดลง และเริ่มเห็นการขาดดุล ในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราวจากภาวะราคาน้ำมันตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และเชื่อ ว่า ธปท.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบันคือ 1% ไปจนถึงกลางปี 70
    • กรมบัญชีกลางเผยในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจแล้ว 2.809 ล้านล้าน บาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 4% วงเงินรายจ่ายลงทุนรวม 8.07 แสนล้านบาท หนุน GDP ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว
    • “บิ๊กคอร์ป” แนะใช้เวทีเวิลด์คลาสอีเวนต์ประชุมระดับโลก “World Bank-IMF” ดันไทยกลับสู่แผนที่โลก หนุนภาพลักษณ์ ใหม่เศรษฐกิจไทย เปรียบ เป็นโอลิมปิกทางเศรษฐกิจ สร้างผลกระทบเชิงบวก ดึงความสนใจนักลงทุน ภาคธุรกิจทั่วโลก แนะรัฐเร่งผลัก ดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ”
    • ผู้จัดการตลท. ไม่หวั่นโลกเผชิญเงินเฟ้อชี้ไทยรับมือได้ขาลงจำกัด แนะดูพื้นฐาน บจ. สร้างมูลค่าเพิ่มดึงดูดเงินระยะยาว ส่วนเงินไหลเข้าเป็นโบนัส ด้าน “กวี ชูกิจเกษม” ไม่กังวลบอนด์ยิลด์พุ่ง รับ CPI สหรัฐสูงแน่ แต่ท้ายสุดประธานเฟดจะออกมาสยบตลาด ลั่น “หุ้นไทย” ตัดกลุ่มอิเล็กออก พี/อีแค่ 12 เท่ายังถูก ชูเป็นจังหวะแบงก์-ค้าปลีก-สื่อสาร
    • ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (8 มิ. ย.) เนื่องจากนักลงทุนลดการถือครองดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังจากอิหร่านและอิสราเอลตกลงที่จะยุติการโจมตีตอบโต้ซึ่งกัน และกัน
    • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่สองในวันจันทร์ (8 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลว่าตัวเลขการ จ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาดของสหรัฐฯ อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ข่าวการหยุดยิง ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านช่วยให้ราคาทองคำลดช่วงลบและฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในระหว่างวัน
    • นักวิเคราะห์จาก Citi ได้ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำในระยะใกล้ลงสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่ 4,300 ดอลลาร์ อันเนื่องมาจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคา น้ำมันและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
    • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 16-17 มิ.ย.
    • นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันพุธนี้ (10 มิ.ย.) ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 4.2% ในเดือนพ.ค. จากระดับ 3.8% ในเดือนเม. ย. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบราย ปี จากระดับ 2.8% ในเดือนเม.ย.
    • นักลงทุนจับตาการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดี (11 มิ.ย.) โดยตลาด คาดการณ์ว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจซ้ำเติม ปัญหาพลังงานของยุโรปและกระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/599265&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dR3Fj7gZylbQGQOUw6r9g

  • กำหนดวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพิ่มเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

    กำหนดวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพิ่มเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

    ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 กำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 วัน ได้แก่ วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 และให้หน่วยราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (work from home) จำนวน 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569 วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 และวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและรักษาความปลอดภัยให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิกในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 นั้น

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาแล้ว เห็นสมควรให้เพิ่มวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพิ่มเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 วัน ได้แก่ วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม หากมีภารกิจจำเป็นหรือในกรณีที่ยกเลิกภารกิจนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ ธปท. ได้ขอความร่วมมือสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจพิจารณาการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (work from home) สำหรับหน่วยงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ไม่ได้ให้บริการประชาชน จำนวน 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569 วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 และวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569 เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    9 มิถุนายน 2569

    rn”}}” id=”anchor1″>

    ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 กำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 วัน ได้แก่ วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 และให้หน่วยราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (work from home) จำนวน 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569 วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 และวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและรักษาความปลอดภัยให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิกในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 นั้น

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาแล้ว เห็นสมควรให้เพิ่มวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพิ่มเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 วัน ได้แก่ วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม หากมีภารกิจจำเป็นหรือในกรณีที่ยกเลิกภารกิจนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน

    ทั้งนี้ ธปท. ได้ขอความร่วมมือสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจพิจารณาการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (work from home) สำหรับหน่วยงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ไม่ได้ให้บริการประชาชน จำนวน 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569 วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 และวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569 เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    9 มิถุนายน 2569

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260608.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35LjwBx7nXO92DISC-PxhU

  • รัฐบาลดัน OTOP ไทยสู่ไลฟ์สไตล์คนเมือง “พลพีร์” นำสินค้าเด่นกว่า 350 กลุ่มทั่วประเทศ บุกศูนย์ราชการฯ เชื่อมเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดเมือง หนุนไทยช่วยไทยพลัส กระจายรายได้ถึงชุมชน

    รัฐบาลดัน OTOP ไทยสู่ไลฟ์สไตล์คนเมือง “พลพีร์” นำสินค้าเด่นกว่า 350 กลุ่มทั่วประเทศ บุกศูนย์ราชการฯ เชื่อมเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดเมือง หนุนไทยช่วยไทยพลัส กระจายรายได้ถึงชุมชน

    รัฐบาลดัน OTOP ไทยสู่ไลฟ์สไตล์คนเมือง “พลพีร์” นำสินค้าเด่นกว่า 350 กลุ่มทั่วประเทศ บุกศูนย์ราชการฯ เชื่อมเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดเมือง หนุนไทยช่วยไทยพลัส กระจายรายได้ถึงชุมชน


    9/06/2569 | 56 |

    (8 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชน ผู้ผลิตสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชนให้เข้าถึงตลาดใหม่ ๆ และสามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศและระดับสากล

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “OTOP TO THE TOWN” ภายใต้แนวคิด “OTOP Urban Life : ยกระดับ OTOP ไทยสู่ Life Style คนเมือง” ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญในการเชื่อมโยงสินค้าคุณภาพจากชุมชนทั่วประเทศสู่ผู้บริโภคในเขตเมือง โดยรวบรวมผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 4–5 ดาว จาก 76 จังหวัด กว่า 350 กลุ่ม ครอบคลุมสินค้าเด่นทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์สมุนไพร

    นายพลพีร์ กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการชุมชน และสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้า โดยตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้รวมมากกว่า 18 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพของสินค้า OTOP ไทยที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งสำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมได้ลงทะเบียนเข้าร่วม “โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อเลือกซื้อสินค้าได้ภายในงาน เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายและหมุนเวียนเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ นายพลพีร์ ยังได้ประกาศแนวทางยกระดับกรมการพัฒนาชุมชนให้เป็น “One Stop Service” สำหรับผู้ประกอบการ OTOP และ SMEs เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขอใบอนุญาต มาตรฐานสินค้า การตลาด และการส่งออก โดยให้หน่วยงานภาครัฐช่วยสนับสนุนและเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ แบบครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ตลาดออนไลน์และต่างประเทศ

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน การผลักดันสินค้า OTOP สู่ตลาดเมืองและตลาดสมัยใหม่ เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการทำให้คนไทยมีรายได้ที่มั่นคง มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น และเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้า OTOP คุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรง ในงาน “OTOP TO THE TOWN” ระหว่างวันที่ 8–12 มิถุนายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และเตรียมพบกับงาน “OTOP Midyear 2026” ระหว่างวันที่ 20–28 มิถุนายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งจะรวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทั่วประเทศมาจัดแสดงและจำหน่ายอย่างยิ่งใหญ่ต่อไป.

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/164931


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/510514&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f4akOxXzgTiwFGwFG9Z07

  • 5 รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย

    5 รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย

    5 รัฐมนตรี ลงพื้นที่พัทลุง – สงขลา ยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย


    9/06/2569 | 51 |

    📌บทสรุป

    หน่วยงานภาครัฐ 4 หน่วยงาน 5 รัฐมนตรี ผนึกกำลังลงพื้นที่จังหวัดพัทลุงและสงขลา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ Soft Power ผ้าไทย คุณภาพชีวิตของประชาชน และการศึกษา ประกอบด้วย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานปิดโครงการ Soft Power สาขาแฟชั่น ที่กรมประชาสัมพันธ์จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อยกระดับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากล พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นสักขีพยานในพิธีประกาศปฏิญญาการขับเคลื่อน “สงขลาไมซ์ซิตี้” สู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 40 แห่ง เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตของจังหวัดสงขลาให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการอย่างสมดุล ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา แนะแนวทางและแรงบันดาลใจในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน ยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ ส่งเสริม “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง ยกระดับ “เศรษฐกิจฮาลาล” และการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียม พร้อมรับมือภัยพิบัติ ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพื่อเปิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อเปิดโครงการ “พม.เคลื่อนที่ สร้างสุข สวัสดิการทุกช่วงวัย จังหวัดสงขลา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการร่วมมือของทุกภาคส่วนในการดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างรอบด้าน ทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส ครัวเรือนเปราะบาง ผ่านการให้บริการแบบเชิงรุก เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง แก้ปัญหาทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้และชุมชนมีความเข้มแข็ง

    📌รายละเอียด

    (8 มิ.ย. 69) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานปิดโครงการ Soft Power สาขาแฟชั่น ที่กรมประชาสัมพันธ์จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อยกระดับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากล ตามนโยบายผลักดัน Soft Power ไทยของรัฐบาล มีการจัดแสดงผลงานจาก 10 ชุมชน กว่า 100 ผลิตภัณฑ์ พร้อมแฟชั่นโชว์ “THE WALK OF WOVEN IDENTITIES” ที่นำลายผ้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาออกแบบใหม่ให้ร่วมสมัย สะท้อนว่าผ้าไทยสวมใส่ได้จริงทุกวัน และต่อยอดเป็นรายได้ให้ชุมชน
    การจัดงานครั้งนี้เป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟูผ้าไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสร้างอาชีพแก่ประชาชนทั่วประเทศ และสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ และร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงนำผ้าไทยสู่เวทีโลกผ่านโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” จนได้รับการถวายตำแหน่งทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เป็นพระองค์แรกของโลก
    นางสาวศุภมาส เน้นย้ำว่า ผ้าไทย คือ เรื่องราวของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของคนไทย งานครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักออกแบบและผู้ประกอบการต่อยอดผ้าไทยให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ควบคู่กับการรักษารากเหง้าของชาติเชิญชวนประชาชนสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน โดยทุกครั้งที่เราเลือกผ้าไทย คือการสร้างรายได้ให้ช่างทอไทย และส่งให้ Soft Power ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีประกาศปฏิญญาการขับเคลื่อน “สงขลาไมซ์ซิตี้” สู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 40 แห่ง และเปิดกิจกรรม MICE Bazaar 2026 : Songkhla MICE Mart Plus Series ภายใต้แนวคิด “SONGKHLA SYNERGY: The Pillar of the Future” ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ (TCEB) เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดสงขลาในการรองรับการจัดงานไมซ์ระดับประเทศและนานาชาติ ต่อยอดการพัฒนาเมืองสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจไมซ์แห่งอนาคต โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพของจังหวัดสงขลาในฐานะเมืองไมซ์ที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งด้านสถานที่จัดงานและห้องประชุมมาตรฐานสากลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน TMVS (Thailand MICE Venue Standard) มากกว่า 10 แห่ง ประกอบกับความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ชุมชน ร้านอาหาร ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงครบทุกมิติ และจิตวิญญาณแห่งการเป็นเจ้าบ้านที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก โดยภาครัฐพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณาการความร่วมมือ สนับสนุนภาคเอกชนและภาควิชาการ เพื่อสร้างการจ้างงาน กระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียน และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ภายในงานมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านเวที Fireside Chat และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจผ่านระบบ Live Connectivity เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดสู่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ภาคใต้ได้มากกว่า 50 ล้านบาท และก่อให้เกิดคู่เจรจาทางธุรกิจกว่า 1,500 คู่
    จังหวัดสงขลาได้รับการยกระดับเป็นเมืองไมซ์ซิตี้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2562 และได้รับการต่ออายุสถานะในปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการบริหารจัดการและศักยภาพของเมืองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมทั้งเป็นหนึ่งในเมืองไมซ์ชั้นนำของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างสมดุลควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภาคใต้ ที่มีความพร้อมทั้งทางอากาศ ทางราง ทางถนน และท่าเรือน้ำลึก มีทรัพยากรธรรมชาติที่งดงามและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น สามารถดึงดูดนักเดินทางไมซ์จากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่ การประกาศปฏิญญาขับเคลื่อนสงขลาไมซ์ซิตี้ในครั้งนี้ จึงเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตของจังหวัดสงขลาให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับนานาชาติ ขับเคลื่อน การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการอย่างสมดุลและยั่งยืน
    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ จังหวัดสงขลา ณ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย แจ้งข่าวดีแก่นักเรียนและโรงเรียนถึงความคืบหน้าเรื่องงบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ซึ่งได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกระทรวงศึกษาจะยกเลิกโครงการและการประเมินต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น เช่น โครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งจะช่วยคืนเวลาให้ครูได้ดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่มากขึ้น พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “แนวทางและแรงบันดาลใจในการเข้ามหาวิทยาลัย” ให้คำแนะนำแก่นักเรียนในการเลือกเข้าศึกษาต่อว่า อย่าตัดสินใจเลือกเพียงเพราะค่านิยมหรือชื่อของหลักสูตร แต่ให้เข้าไปดูรายละเอียดอย่างเจาะลึกว่าตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง และวิชาเหล่านั้นคือสิ่งที่ตนเองมีความสุขที่จะเรียนหรือไม่ พร้อมฝากข้อคิดที่สำคัญว่า “อย่าไปแคร์ว่าหลักสูตรชื่ออะไร เพราะอีกหน่อยอาชีพจะเปลี่ยน พออาชีพเปลี่ยน สิ่งที่อยู่กับเราคือองค์ความรู้พื้นฐาน ซึ่งองค์ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น แคลคูลัส เซต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ หรือแม้แต่ความรู้ด้านสังคม ประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณความเป็นพลเมือง และความมี Empathy จะอยู่ติดตัวเราตลอดไป และเราสามารถที่จะใช้องค์ความรู้พื้นฐานตรงนี้ ทำอะไรก็ได้ให้เกิดอาชีพใหม่ของเรา”
    นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ลงพื้นที่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ (จ.สงขลา) เพื่อเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge การเชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีนวัตกรรมเด่นที่ขยายผลเพื่อพัฒนาภูมิภาค ได้แก่ นวัตกรรมไบโอดีเซลสำหรับภาคการเกษตรและประมง ที่เปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานทดแทน ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับภาคการเกษตรและประมง นวัตกรรมเครื่องแปลงขยะอินทรีย์และเศษวัชพืช เป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ในระดับชุมชนและภูมิภาค ด้านภาคการเกษตรเชิงพาณิชย์ ได้แก่ นวัตกรรมการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืนด้วย RSPO ช่วยยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรภาคใต้ และนวัตกรรมยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกสำหรับงานหัตถกรรมจักสาน เป็นการยกระดับภูมิปัญญาจักสานด้วยวัสดุทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยและแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน การยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้จะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับความยั่งยืนเสมอ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการกับจุดเด่นทางทรัพยากรของพื้นที่ด้วยการส่งเสริม “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง การยกระดับ “เศรษฐกิจฮาลาล” ให้เป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค และการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักศึกษาในพื้นที่ได้เข้ามาต่อยอดองค์ความรู้เชิงลึก โดยมีโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่แห่งการทดลองและลงมือทำจริง ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยน งานวิจัยให้กลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
    นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง ณ นิคมสร้างตนเองควนขนุน เปิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย “สร้างสังคมดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” สู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่จังหวัดพัทลุง พร้อมพบปะพูดคุยกับสมาชิกนิคมฯ รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนามาตรการ และนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชุมชน ทุนมนุษย์ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย ด้วยศักยภาพและพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะต่อยอดทุนทางสังคมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมอย่างเข้มแข็ง และสร้างสังคมที่ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง และมีโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเท่าเทียม 
    นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคใต้ เพื่อเปิดโครงการ “พม.เคลื่อนที่ สร้างสุข สวัสดิการทุกช่วงวัย จังหวัดสงขลา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของเครือข่ายท้องถิ่นทุกภาคส่วนในการดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างรอบด้าน ทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงครัวเรือนเปราะบาง ผ่านการให้บริการแบบเชิงรุก เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง แก้ปัญหาทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้และชุมชนมีความเข้มแข็ง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/510512&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wJCj8C-qJmvWJQ5psqYVF

  • KKP เตือนไทยเสี่ยงขาดดุลยาว ทุบ‘เสถียรภาพเศรษฐกิจ-ค่าเงิน’

    KKP เตือนไทยเสี่ยงขาดดุลยาว ทุบ‘เสถียรภาพเศรษฐกิจ-ค่าเงิน’

    KKP” เตือนไทยเสี่ยงเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง หรือขาดดุลในระยะยาว จับตา “ราคาน้ำมัน -สินค้านำเข้าทะลัก” สูญเสียความสามารถแข่งขัน คาด ไตรมาส 2/69 จ่อขาดดุล 2% ของจีดีพี พร้อมแนะภาครัฐระวังดำเนินนโยบายขัดปัจจัยพื้นฐาน ยกบทเรียน “ประเทศอินโดนีเซีย” ชูเดินหน้ามาตรการสร้างเศรษฐกิจใหม่ พร้อมประเมิน ธปท. ตรึงดอกเบี้ยถึงกลางปีหน้า 

    เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญทางโครงสร้าง หลังจากที่เคยครองสถานะประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมากมานานหลายปี ปัจจุบันภาพดังกล่าวเริ่มถูกแทนที่ด้วยสัญญาณการเปลี่ยนผ่านสู่ “ภาวะเกินดุลลดลง หรืออาจถึงขั้นขาดดุลในระยะยาว” สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งค่าเงินบาท เสถียรภาพนโยบายการเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในหัวข้อ “ประเทศไทยกำลังจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด? จุดเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ย ค่าเงินบาท และการเติบโตของประเทศ” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของดุลบัญชีเดินสะพัด ได้เริ่มมีแนวโน้ม “เกินดุลลดลง” หรืออาจเผชิญกับ “การขาดดุล” ในอนาคต

    นับจากวิกฤติโควิด แนวโน้มไทยเกินดุลลดลง 

    หากเทียบกับช่วงปี 2557-2561 ประเทศไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากถึง 8-10% ของจีดีพี โดยมาจากการบูมของนักท่องเที่ยวจีน ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะสมทุนสำรองฯ ได้เร็วมาก แต่นับจากวิกฤติโควิด-19 มีแนวโน้ม “เกินดุลลดลง” อย่างต่อเนื่อง หรือ อาจจะมีการขาดดุลฯ เล็กน้อยเป็นบางช่วง โดยหนึ่งในปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูง ขึ้นจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง 

    โดยจากตัวเลขการขาดดุลการค้าจากกรมศุลกากร ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา มียอดขาดดุลสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนนี้มาจากราคาน้ำมัน 2,400 ล้านดอลลาร์ แต่ในจุดนี้ถือเป็นประเด็นชั่วคราว ซึ่งมองว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นราคาน้ำมันก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    โดยดุลการค้าที่ไม่รวมน้ำมันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีตัวเลขที่สูงขึ้น เนื่องจากภาคส่งออกความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่การนำเข้าสูงขึ้นต่อเนื่องแทนสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เช่น รถยนต์ไฟฟ้า หรือ สินค้าในหลายอุตสากรรมที่โดนนำเข้ามาตีตลาดมากขึ้นจนต้องเลิกผลิตรวมถึงภาคการลงทุนในบางธุรกิจเป็นการนำเข้าคอนเทนต์ที่สูงถึง 80% ของการลงทุน อย่าง ดาต้าเซนเตอร์ มีส่วนทำให้เกิดการขาดดุลมากขึ้น แต่ตรงนี้ยังไม่ใช่ปริมาณที่สูงมากนัก

    ขณะที่ดุลบริการและท่องเที่ยวนั้น ภาคการท่องเที่ยวปัจจุบันยังมียอดประมาณ 2 ใน 3 หรือ 3ใน4 จากก่อนโควิดฯ แต่ดุลบริการไม่ได้กลับมาเกินดุล เนื่องจากประเทศไทย มีดุลบริการอื่นที่ต้องจ่ายให้ต่างประเทศมากขึ้น เช่น ต้นทุนขนส่งที่มากขึ้น หรือ การจ่ายค่า ทรัพย์สินทางปัญญาก็สูงขึ้น

    แม้ว่าระดับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยปัจจุบันยังเป็นบวกเล็ก ไม่ได้น่ากังวล จากที่ประเทศไทยมีต้นทุนความมั่นคงสูงจนสามารถดำเนินนโยบายได้โดยไม่ต้องกังวลผลกระทบภายนอกมากนัก เช่น การลดดอกเบี้ยโดยที่เงินบาทยังแข็งค่า แต่กังวลว่า หากปล่อยไปเช่นนี้เรื่อยๆ ในอนาคตหากดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอลง เมื่อไทยต้องพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศมากขึ้น การดำเนินนโยบายทั้งการเงินและการคลังจะต้อง ระมัดระวังให้ความสำคัญด้านเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจะจับตาดูภาวะ “ขาดดุลคู่” ทั้งดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างใกล้

    “จากแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง หรือ อาจมีขาดดุลบ้างเล็กน้อยในบางช่วง จึงเป็นหนึ่งในข้อควรระมัดระวังในการดำเนินโยบายต่าง ๆ ในระยะต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงิน หรือ นโยบายการคลัง”

    ดุลบัญชีเดินสะพัดตัวชี้วัดเสถียรภาพทางเงินของประเทศ

    นายพิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดในเรื่องของเสถียรภาพทางเงินของประเทศด้วยเช่นกัน สะท้อนจากในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 ไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7-8% ซึ่งหากมีอัตราการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เกินกว่า 3-5% ก็จะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น

    แต่สถานการณ์การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวจากราคาน้ำมันที่สูง และ จะต้องติดตาม ภายหลังราคาน้ำมันกลับเข้าสูงภาวะปกติด้วย โดยประมาณการว่าในไตรมาส 2 ปี 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลประมาณ 2% ของจีดีพี แต่ยังไม่สะท้อนถึงวิกฤติเสถียรภาพในทันที

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์นี้จะส่งผลให้ค่าเงินบาทไม่มีแนวโน้มแข็งค่าเพียงด้านเดียวเหมือนในอดีต และอาจทำให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศมีความเปราะบางมากขึ้น หากดำเนินนโยบายไม่ระมัดระวัง

    ทั้งนี้ จากสัญญาณแนวโน้นดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเกินดุลน้อยลง หรือ อาจมีขาดดุลเล็กน้อย หากดำเนินนโยบายรัฐไม่สอดคล้องกับ ปัจจัยพื้นฐาน ก็จะกระทบต่อเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นของตลาดและ ส่งผลต่อประเทศอย่างรุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้น ค่าเงินที่อ่อนอย่างรุนแรง

    ยกตัวอย่างบทเรียนจาก อินโดนีเซีย แสดงให้เห็นว่าเมื่อเปลี่ยนจากประเทศเกินดุลเป็นขาดดุล จากภาวะขาดดุลแฝดทั้งทางบัญชีเดินสะพัดและการคลังพร้อมกัน จากปัญหานโยบายที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐาน เช่น การอุดหนุนราคาพลังงานมหาศาล รวมถึงปัญหาความเชื่อมั่นในการปฏิรูปของผู้นำใหม่ และประเด็นด้านธรรมาภิบาล ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น และเทขายสินทรัพย์ เงินรูเปี๊ยะอ่อนค่าอย่างรุนแรงและผันผวน จนต้องขึ้นดอกเบี้ย กระทบเศรษฐกิจรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ มีข้อเสนเชิงนโยบายว่าภาครัฐและธนาคารกลาง จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินควบคู่ไปกับการเร่งปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ต้องหา Engine of Growth ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม เช่น Wellness Center, Health Care และภาคบริการทางการเงิน เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศทดแทนรายจ่ายด้านดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

    “เงินบาท” มีแนวโน้มอ่อนค่าและผันผวนมาก 

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ด้านมุมมองต่อแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะต่อไป โดยเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าและผันผวนมากขึ้น ไม่ได้แข็งค่าทางเดียวเหมือนในอดีต ทำให้รัฐบาลและแบงก์ชาติต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ต่างชาติ 

    “มองว่า ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไปอาจเป็นโอกาสให้บาทอ่อนค่า หลังแข็งต่อเนื่องช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน”

    ขณะที่ มุมมองต่อดอกเบี้ยนโยบายของไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไม่บานปลายและเงินเฟ้อไทยพีคไม่เกิน 5% แบงก์ชาติมีแนวโน้มจะ คงดอกเบี้ย ไปจนถึงกลางปีหน้า

    แต่มี 3 ปัจจัยสำคัญ ที่อาจบีบให้แบงก์ชาติจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย 1. เงินเฟ้อพุ่งสูงกว่าคาด ระดับ 8% ทำให้ต้นทุนและค่าแรงขึ้น 2. หากธนาคารกลางใหญ่ ๆ ทั่วโลกแห่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ไทยไม่ขึ้นจนส่งผลให้ ค่าเงินบาทอ่อนค่ารุนแรงเกินไป และ 3. ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกับขาดดุลการคลัง จนนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและเทขายสินทรัพย์ไทย แบงก์ชาติอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพและดึงดูดเงินทุนไว้

    ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นโดยตรงมาก

    ขณะที่ ทางด้านมุมมองของ “ตลาดทุน” นั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นโดยตรงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนหุ้นให้ความสำคัญกับ “การเติบโตของกำไร” และ “เศรษฐกิจเป็นหลัก” โดยดุลบัญชีเดินสะพัดยังเป็นเครื่องชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่สำคัญ หากประเทศไทยเข้าสู่ภาวะขาดดุลต่อเนื่อง หรือเกิดภาวะขาดดุลแฝด อาจทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อปัจจัยพื้นฐานของประเทศ และ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว

    “นักลงทุนต่างชาติมีความกังวล 3 ข้อต่อตลาดทุนไทย ได้แก่ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ประเด็นธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน และ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว”

    ส่วนประเด็นด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต่างชาติจับตามอง หลังเกิดกรณีปัญหาขนาดใหญ่หลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต

    ทางด้านความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย แม้ในปัจจุบันจะไม่ได้สร้างความกังวลรุนแรงเท่าช่วงที่ผ่านมา แต่ยังถือเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก มองว่า ระบบการเมืองและการกำหนดนโยบาย ของไทยมีความซับซ้อน และ คาดการณ์ได้ยาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผล ให้การประเมินทิศทางเศรษฐกิจ และ การลทำได้ยากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1237579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aYKa7hWk8cj7OplX6FQcV

  • New Horizon ดันไทยผงาด 6 CEO ชงวิชั่นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    New Horizon ดันไทยผงาด 6 CEO ชงวิชั่นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งกระทรวงการคลังมองเป็นเวทีระดับโลกที่สร้างโอกาสทองของไทยในการนำเสนอศักยภาพและโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย

    ขณะที่การประชุมครั้งนี้ไทยกำหนดแนวคิดหลักในฐานะประเทศเจ้าภาพ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เป็นแนวคิด New Horizons หรือขอบฟ้าใหม่ของไทย เพื่อชี้ถึงอนาคตการพัฒนาที่ไม่อาจวัดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตที่เข้มแข็งจากภายใน ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    “กรุงเทพธุรกิจ” ได้สอบถามความเห็นผู้นำองค์กรธุรกิจถึงข้อเสนอแนวคิดการสร้าง New Horizons ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะถัดไป

    New Horizon ดันไทยผงาด 6 CEO ชงวิชั่นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยยังมีจุดเด่นด้านความมั่นคงทางอาหารที่ทั่วโลกมองไทยเป็นแหล่งอาหารสำคัญและมั่นคงที่สุดแห่งหนึ่ง สะท้อนจากความสำเร็จของงาน THAIFEX ครั้งล่าสุดที่ขยายพื้นที่จัดงานและได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมหาศาล

    “ความมั่งคงอาหารถือเป็นจุดยืนของไทยที่ชัดเจนมาก ทุกคนมองไทยเป็นพันธมิตรที่จะช่วยในธุรกิจอาหารได้ดีเยี่ยม โดยความคืบหน้าของความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) มีแนวโน้มสำเร็จช่วงปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ยุโรปเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อกระจายแผนงานไปทั่วอาเซียน” นายประสิทธิ์ กล่าว

    นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ถึงแม้ไทยจะมีจุดเด่นหลายด้านที่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ แต่อีกจุดที่ต้องมองอย่างใกล้ชิดเป็นศักยภาพของเวียดนามที่ได้เปรียบด้านโครงสร้างประชากรที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 30 ปี และขนาดตลาดใหญ่กว่าไทยเกือบเท่าตัว ประกอบกับรัฐบาลเวียดนามที่มุ่งเน้นการจัดการปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทำให้ปัจจุบันมีนักลงทุนรายใหญ่จากต่างชาติหลั่งไหลเข้าไปเป็นจำนวนมาก

    ในขณะที่ไทยยังประสบปัญหากฎระเบียบที่ซับซ้อนและทัศนคติที่มักแยกส่วนระหว่างทุนใหญ่กับ SME จึงเสนอว่าไทยควรนำโมเดลแบบญี่ปุ่นมาใช้ คือให้บริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้นำและสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่เชื่อมโยงกับสถาบันการเงินและซัพพลายเออร์รายย่อย เพื่อให้ธุรกิจทุกระดับอยู่รอดและแข่งขันได้ในระดับสากล

    “ไทยผ่านช่วงเวลายากลำบากที่สุด ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมาแล้ว โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่มีแนวโน้มเบาบางลง จากนี้เชื่อว่าการบริหารจัดการที่ดีจะสนับสนุนการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และพลังงานสะอาด ที่จะเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ให้ประเทศ”

    New Horizon ดันไทยผงาด 6 CEO ชงวิชั่นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    “เศรษฐกิจชีวภาพ”คำตอบหลักของไทย

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า New Horizon หรือขอบฟ้าใหม่เศรษฐกิจไทยอยู่ท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่โลกต้องการทางเลือกใหม่ โดยเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) เป็นคำตอบที่ตอบโจทย์ประเทศไทยได้แท้จริงที่สุด 

    สำหรับแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงวางรากฐานไว้เมื่อ 30-40 ปีก่อน

    สำหรับจุดแข็งของเศรษฐกิจชีวภาพคือการสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)ภายในประเทศอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  ประกอบด้วย

    1.ต้นน้ำ การส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ 2.กลางน้ำ การนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นน้ำมันและพลังงานชีวภาพ และ 3. ปลายน้ำ การต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไบโอพลาสติก (Bioplastic), ไบโอคอสเมติก (Biocosmetic) และไบโอเมดิซีน (Biomedicine)

    “การสร้างสายคุณค่าที่ยาวขนาดนี้ จะทำให้เม็ดเงินและมูลค่าเพิ่มทั้งหมดหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ ซึ่งจะเป็น New Horizon ที่เราควรโปรโมทอย่างจริงจัง” นายชัยวัฒน์ กล่าว

    New Horizon ดันไทยผงาด 6 CEO ชงวิชั่นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    ไทย Safe Haven ดึงกลุ่มพักยาว-Wellness

    หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับไทยเพราะต้องเผชิญวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ทุกธุรกิจอยู่ภายใต้แรงกดดันสูง โดยทำให้ผู้ประกอบการทบทวนแผนการลงทุนเพื่อรักษาอัตรากำไรและให้คงเดินหน้าต่อได้

    แม้จะมีวิกฤติแต่ยังมองเห็น New Horizon หรือโอกาสใหม่ของประเทศไทยในฐานะ Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยของโลก โดยพบว่ามีนักท่องเที่ยวหนีภัยสงครามเดินทางมาพักผ่อนในไทยจำนวนมาก เห็นได้จากตัวเลข 5 เดือนแรกที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ขณะที่กลุ่มตะวันออกกลางลดลงจากผลกระทบของสงคราม

    “เราต้องเลิกนับเป้าหมายที่จำนวนหัวนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เพราะพฤติกรรมตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นการพำนักระยะยาว (Long Stay) ซึ่งแม้ตัวเลขจำนวนคนจะไม่พุ่งสูง แต่ตัวเลขการใช้จ่ายหรือ Spending จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยธุรกิจที่จะเติบโตได้ดีคือกลุ่ม Resort, Wellness และ Healthcare ซึ่งสอดรับกับเทรนด์โลกทั้งด้าน EV, พลังงานหมุนเวียน และ AI” หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ กล่าว

    New Horizon ดันไทยผงาด 6 CEO ชงวิชั่นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    เสนาฯ แนะปรับเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง

    ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการเห็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่ามาตรการทางเศรษฐกิจชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การลดขั้นตอนราชการ การสร้างความโปร่งใส และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 

    นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    “สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความหวังและความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากคนยังไม่เชื่อมั่นในอนาคต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ ก็อาจเห็นผลได้จำกัด” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว

    ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันเผชิญปัญหารอบด้านทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ ความไม่มั่นใจในอนาคต และเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นความเชื่อมั่นในระยะยาว

    New Horizon ดันไทยผงาด 6 CEO ชงวิชั่นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    ชู 6 อุตสาหกรรมดันไทยผงาดเวทีโลก

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงโอกาสของประเทศในการเข้าสู่กระแสการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือโอกาสการขับเคลื่อนให้ไทยเข้าสู่ “ขอบฟ้าใหม่” (New Horizon) ว่าไทยเข้าสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมใหม่โดยใช้เวทีระดับโลกเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน

    ทั้งนี้ภายใต้แนวคิดน่านฟ้าใหม่ เศรษฐกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วย 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเชื่อมั่นว่าทั้ง 6 กลุ่มนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างผลประโยชน์มหาศาลให้แก่ประเทศไทยในอนาคต

    ขณะนี้ ส.อ.ท.ให้ความสำคัญการวางรากฐานเรื่องเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI มาก โดย ส.อ.ท.มีนโยบายหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Intelligent Industry) โดยนำ AI และนวัตกรรมเข้ามาใช้ในระบบการผลิต

    สำหรับกระแสดาต้าร์เซ็นเตอร์ที่มีข้อกังวลการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ แต่ ส.อ.ท.มองเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญที่จำเป็นในการเป็นฐานรากเพื่อสร้างเทคโนโลยี AI ภายในประเทศ ซึ่งหากบริหารจัดการได้ตรงตามความต้องการของประเทศจะเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง

    New Horizon ดันไทยผงาด 6 CEO ชงวิชั่นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    Longivity & Wellness โอกาสใหม่

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความกังวลต่อวิกฤตการณ์พลังงานและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ

    ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชนที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง แม้ว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 จะเริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการ “คนละครึ่ง” เข้ามาช่วยประคองการบริโภคในระยะสั้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ SME รายย่อยทั่วประเทศก็ตาม

    ท่ามกลางวิกฤติยังมองเห็นโอกาสในการพิกโฉมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผ่าน BOI ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ที่มีมูลค่าการลงทุนหลายแสนล้านบาท และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 

    อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เป็นโอกาสทองสำหรับ SME ฐานรากจริงๆ คือ Longivity หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปพร้อมกัน

    นอกจากนี้ ภาคเกษตรกรรมไทยต้องถึงเวลาปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เลิกตั้งเป้าหมายเพียงการเป็นแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ 1 แต่เกษตรกรยังยากจนและมีหนี้สิน โดยต้องเปลี่ยนไปสู่ “เกษตรแปรรูปมูลค่าเพิ่ม” ทั้งในภาคประมง ปศุสัตว์ และพืชผล เพื่อเพิ่ม Productivity และสร้างรายได้ยั่งยืน

    แนะสร้าง Green Energy เต็มรูปแบบ

    ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาด (Clean Energy) เป็นหลัก สมาพันธ์ฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) โดยลดสัดส่วนพลังงานฟอสซิลและเร่งผลักดันโซลาร์ฟาร์มชุมชนและในนิคมอุตสาหกรรม

    ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้าง Ecosystem ของพลังงานสะอาดในประเทศ โดยส่งเสริมให้ใช้ Material หรือแผงโซลาร์ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย (Local Content) มากที่สุด เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศ และสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมพลังงานในไทยอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1237568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nsc9nSkxD2ape-5LEZMrv

  • บอนด์ยีลด์ดีดตัว จับตาตะวันออกกลาง,ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

    บอนด์ยีลด์ดีดตัว จับตาตะวันออกกลาง,ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มิ.ย. 69)

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

    ณ เวลา 21.47 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.550% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 5.018%

    สื่อรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่อาวุโสของอิสราเอลว่า อิสราเอลได้ยุติการโจมตีอิหร่านตามคำขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระบุว่า อิสราเอลเตือนว่าจะโจมตีทางตอนใต้ของกรุงเบรุต หากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงโจมตีเมืองต่าง ๆ ของอิสราเอล

    ด้านสำนักข่าว CNBC รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านแถลงในวันนี้ว่า กองทัพอิหร่านได้ยุติการโจมตีอิสราเอลแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านเตือนว่าจะกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง หากอิสราเอลยังคงทำการโจมตีเลบานอนต่อไป

    กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนพ.ค.ในวันพุธ

    ทั้งนี้ ผลการสำรวจนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 4.2% ในเดือนพ.ค. จากระดับ 3.8% ในเดือนเม.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนพ.ค. จากระดับ 0.6% ในเดือนเม.ย.

    ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนเม.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนพ.ค. จากระดับ 0.4% ในเดือนเม.ย.

    ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 16-17 มิ.ย.

    ทั้งนี้ นายเควิน วอร์ช จะทำหน้าที่ประธานการประชุม FOMC เป็นครั้งแรกในการประชุมครั้งนี้ และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยนายวอร์ชจะชี้แจงเหตุผลของเฟดในการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้

    กฎระเบียบของเฟดได้ระบุห้ามเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความเห็นหรือให้สัมภาษณ์ในช่วง Blackout Period เกี่ยวกับนโยบายการเงิน โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่สองก่อนที่การประชุม FOMC จะเริ่มขึ้น และสิ้นสุดในวันพฤหัสบดีหลังการประชุม FOMC เพื่อป้องกันไม่ให้สาธารณชนตีความว่าเป็นการบ่งชี้การดำเนินการด้านอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมนโยบายการเงินที่จะมาถึง

    ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 98.2% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 16-17 มิ.ย.

    นอกจากนี้ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนไม่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และให้น้ำหนักเกือบ 70% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนธ.ค.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-irh70iqcuyziitt6hvu3cdjpcctp9io3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19cE6VUvet2PyP_uBO6S15