Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • วิกฤต“เว็บแอปประกันสังคม”งบลงทุน 850 ล้านบาท ระบบล่มซ้ำซาก ใครคือ“IRCP”ผู้ชนะประมูลปฏิรูป SSO Core

    วิกฤต“เว็บแอปประกันสังคม”งบลงทุน 850 ล้านบาท ระบบล่มซ้ำซาก ใครคือ“IRCP”ผู้ชนะประมูลปฏิรูป SSO Core

    ประเด็นดราม่าเว็บแอปและแอปพลิเคชัน SSO Plus ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังระบบแจ้งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2569 ก่อนจะเลื่อนเปิดให้บริการถึง 3 ครั้ง เดิมมีกำหนดเปิดใช้งานเช้าวันที่ 27 ม.ค. 2569 ก่อนถูกเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 3 และกำหนดใหม่ในวันที่ 1 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น. อ้างพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิคการให้บริการและเร่งดำเนินการแก้ไข

    ผลจากความล่าช้าและความไม่เสถียรของระบบส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกันตนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ว่างงานที่รอเงินชดเชยสูงสุดเดือนละ 9,000 บาท ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์ ติดตามสถานะหรือรับเงินได้ตามกำหนดผ่านระบบ e-Self Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า เหตุใดโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ประกันสังคมทุ่มทุนพัฒนา “เว็บแอป” รุ่นใหม่นี้ ด้วยงบประมาณสูงถึง 850 ล้านบาท จึงไม่สามารถให้บริการขั้นพื้นฐานได้

    “วิกฤตไอที สปส.” พิรุธจัดซื้อจัดจ้างเว็บแอป 850 ล้าน 

    จากปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งกระทบกับแรงงานผู้ประกันตน สำนักงานประกันสังคมชี้แจงเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 

    • การจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเกิดปัญหาระบบข้อมูลค้างท่อ จากการปิดระบบช่วงปีใหม่ ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่สามารถตรวจสอบสถานะเงินชดเชยได้ โดย สปส. คาดว่าจะนำเข้าข้อมูลแล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
    • ระบบ e-Self Service และแอป SSO Plus ขัดข้อง เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมากเกินขีดความสามารถของระบบ (High Load) และคาดว่าจะแก้ไขเบื้องต้นภายในวันที่ 30 มกราคม 2569
    • แผนสำรองที่สร้างความกังวล หากปัญหาไม่คลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ สปส. เสนอ 2 แนวทาง ได้แก่ การจัดซื้อ Oracle Database เพิ่มเติม หรือ Rollback กลับไปใช้ระบบเดิม (SAPIENS)

    อย่างไรก็ตามแนวทางที่เปิดเผยในคำแถลงการณ์ถูกวิพากษ์อย่างหนักจากฝั่งผู้ประกันตนและภาคประชาสังคม เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนความล้มเหลวของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ ภายใต้โครงการปฏิรูปไอที SSO Core ที่มีมูลค่าลงทุน 850 ล้านบาท จากเงินลงทุนสะสมของผู้ประกันตนทั่วประเทศกว่า 2.8 ล้านล้านบาท

    อีกทั้งยังนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตที่น่าเป็นกังวลหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นด้านการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ “ปรับเปลี่ยนระบบงานประกันสังคมบนเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นระบบ Web Application” ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2564 

    จากการสืบค้นข้อมูลเอกสารจากระบบค้นหาข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เว็บไซต์ actai.co พบว่า หน่วยงานเจ้าของโครงการดังกล่าว คือ สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีการเปิดประมูลในปี 2563-2564 รวมทั้งหมด 2 ครั้ง ได้แก่

    ครั้งที่ 1 ประกาศเปิดประมูลโครงการเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2563 จากนั้นประกาศผู้ชนะการประมูลเมื่อ 10 มี.ค. 64 โดยราคากลางอยู่ที่ 850,000,000 บาท ซึ่งราคานี้รวมค่าฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ค่าพัฒนาระบบ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยมีผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP ด้วยราคา 837,886,388 บาท แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียนมีมติให้ ยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนี้

    ครั้งที่ 2 เปิดให้ยื่นข้อเสนออีกครั้งเมื่อ 29 ก.ย. 2564 โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอ 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP  เสนอราคา 848,500,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลาง 425,000 บาท) และ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด เสนอราคา 848,888,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลาง 37,000 บาท) โดยผลการประมูลครั้งที่สอง IRCP เป็นผู้ชนะ

    นอกเหนือจากปัญหาการให้บริการ ปมปัญหาที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือเรื่องของความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ด้าน ประกันสังคมก้าวหน้า – Progressive Social Security ได้สรุปข้อเท็จจริงและข้อสังเกตที่น่ากังวล อาทิ ความพร้อมของระบบหลังการตรวจรับ ความคุ้มค่าและผู้รับผิดชอบ พฤติการณ์ที่ส่อไปในทางกีดกันการแข่งขัน เนื่องจากราคาที่ชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางเพียง 0.11% และคู่เทียบเสนอราคาห่างกันเพียงหลักแสนบาทในโครงการหลักร้อยล้าน การปิดกั้นการตรวจสอบ คุณสมบัติของผู้ชนะการประมูลที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข

    รวมถึงประเด็นความล่าช้าในการส่งมอบตามกำหนดสิ้นสุดสัญญา 20 ธ.ค. 2566 แต่จนถึงปัจจุบันยังส่งมอบงานไม่ครบ อีกทั้งยังมีการยกเว้นค่าปรับจำนวนมาก โดยอ้างสถานการณ์โควิด-19 นำไปสู่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกี่ยวพันกับเงินทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 

    ใครคือ IRCP บริษัทไอทีในตลาดหลักทรัพย์ฯ

    ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “IRCP” จัดตั้งเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2546 ด้วยทุนจดทะเบียนจำนวน 313,546,050.50 บาท ประกอบธุรกิจด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร

    IRCP  เริ่มต้นจากการผลิตการ์ดแสดงผลภาษาไทยสำหรับคอมพิวเตอร์ ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เพื่อระดมทุนขยายอาณาจักรด้าน ICT และโทรคมนาคม โดยปัจจุบันมี “นายแดน เหตระกูล” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกอ้างอิงข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้

    1. นายประชา เหตระกูล จำนวน 42,093,021 หุ้น (6.75%)
    2. นายวิชัย มียิ่ง จำนวน 36,554,600 หุ้น (5.86%)
    3. นายวโรตม์ หน่อแก้ว จำนวน 33,751,500 หุ้น (5.41%)
    4. นายศุภณัฐ คณาธนะวนิชย์ จำนวน 29,790,000 หุ้น (4.78%)
    5. นายแดน เหตระกูล จำนวน 26,832,410 หุ้น (4.30%)

    ราคาหุ้น IRCP ณ วันที่ 28 ม.ค. 2569 อยู่ที่ 0.27-0.28 บาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 168.34 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 (01 ม.ค. 2568 – 30 ก.ย. 2568) รายได้รวม 525.75 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 196.71 ล้านบาท

    โดยนอกเหนือจากเว็บแอป 850 ล้านบาท ประกันสังคมยังมีการพัฒนา “แอปพลิเคชัน SSO Plus” ที่มีชื่อเต็มว่า “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางเชื่อมต่อบริการประกันสังคมให้แก่ผู้ประกันตนอย่างเจาะจง” กำหนดงบประมาณ 276,303,400 บาท ซึ่งมีผู้ชนะการประมูล คือ เอแอนด์บี คอนซอเตียม ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าระหว่าง บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT และบริษัท บอสอัพ โซลูชั่น จำกัด ด้วยวงเงิน 275 ล้านบาท

    แล้วทำไม “ประกันสังคม” ถึงเลี่ยงการลงทุนพัฒนาระบบไม่ได้

    เมื่อพิจารณาโครงสร้างของสำนักงานประกันสังคมจะเห็นว่าที่นี่ไม่ใช่หน่วยงานไอทีทั่วไป แต่เป็นองค์กรที่ดูแลเงินกองทุนและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมากกว่า 20 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่แรงงานในระบบ ผู้ประกันตนอิสระ ไปจนถึงผู้สูงอายุในอนาคต

    ทุกกระบวนการสำคัญ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนนายจ้าง การส่งเงินสมทบ การเบิกสิทธิรักษาพยาบาล เงินชดเชยกรณีว่างงาน ไปจนถึงบำนาญชราภาพล้วนพึ่งพาระบบงานหลักนี้เป็นศูนย์กลาง หากระบบล่าช้า ผิดพลาด หรือไม่สามารถให้บริการได้ ผลกระทบจะตกกับประชาชนโดยตรง ไม่ใช่แค่ความไม่สะดวก แต่หมายถึง สิทธิที่ควรได้รับตามกฎหมาย

    เดิมทีระบบประกันสังคมพัฒนาอยู่บน “คอมพิวเตอร์เมนเฟรม” และใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งแม้จะมีความเสถียรในอดีต แต่ปัจจุบันเผชิญข้อจำกัดรอบด้าน ทั้งความล้าสมัยของเทคโนโลยี การไม่รองรับการให้บริการผ่านหลายช่องทางดิจิทัล และปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะดูแลระบบเมนเฟรมโดยเฉพาะ

    ที่ผ่านมา สปส. เคยพยายามพัฒนาระบบทดแทนในรูปแบบ Web Application มาแล้วเมื่อปี 2554 แต่โครงการไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เนื่องจากความล่าช้าของผู้รับจ้างและข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในช่วงเวลานั้นทำให้ระบบเดิมต้องถูกใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

    การกลับมาพัฒนาระบบอีกครั้งในรอบนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัลและยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ ลดความเสี่ยงจากระบบเก่าและวางรากฐานด้านเทคโนโลยีที่รองรับการพัฒนาในระยะยาว

    โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการทำเว็บไซต์หรือแอปใหม่ แต่เรียกได้ว่าเป็นการยกเครื่องระบบงานประกันสังคมหลักให้ทำงานบนสถาปัตยกรรม Web Application ครอบคลุมผู้ประกันตนทุกมาตรา ทั้ง ม.33 ม.39 และ ม.40 ตั้งแต่ระบบทะเบียน ระบบเงินสมทบ ระบบประโยชน์ทดแทน ระบบการแพทย์ ไปจนถึงระบบการเงิน บัญชี การตรวจสอบ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอก

    นอกจากนี้ โครงการยังรวมถึงการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีทั้งหมด ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบความปลอดภัย ไปจนถึงการรองรับโครงการต่อยอด เช่น e-Self Service, Big Data และระบบ ERP ในอนาคต

    หัวใจสำคัญอีกประการ คือ การโอนย้ายข้อมูลจากระบบเมนเฟรมเดิมไปยังฐานข้อมูลแบบ Relational Database ใหม่ ซึ่งมีขนาดข้อมูลสะสมกว่า 8.3 เทราไบต์ และยังเพิ่มขึ้นปีละ 5–10% หากไม่ปรับระบบ โครงสร้างเดิมจะยิ่งเสี่ยงต่อความไม่เสถียรและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    ในบริบทนี้ความพยายามในการพัฒนาระบบ Web Application จึงเป็นการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของระบบที่ผูกพันกับชีวิตแรงงานทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า ควรลงทุนหรือไม่? แต่คือลงทุนแล้วระบบต้องเสถียร ใช้งานได้จริง และไม่ทำให้ผู้ประกันตนเดือดร้อน ซึ่งเป็นโจทย์ที่สังคมกำลังจับตาและต้องมีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยเหล่านี้ยังไม่ปรากฏการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ แต่โครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างเช่นนี้ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและกลายเป็นหนึ่งในปมสำคัญที่ควรเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนเพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคนที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากนี้

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/tech_companies/2910695&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2okk2bQft8qfq2NWhdyB5H

  • เงิน ทอง ทองแดง : สินแร่สามบทบาทในโลกเศรษฐกิจ โดย ดร.จิติพล

    เงิน ทอง ทองแดง : สินแร่สามบทบาทในโลกเศรษฐกิจ โดย ดร.จิติพล

    ในช่วงปีที่ผ่านมาราคาสินแร่มีค่าหลากหลายชนิดต่างปรับตัวขึ้น กลายเป็นพระเอกของโลกการเงินอย่างที่นักลงทุนหลายท่านไม่ทันตั้งตัว

    แรงที่สุดคือราคาแร่เงินพุ่ง 200% จาก 30ดอลลาร์/ออนซ์ มาที่ 100ดอลลาร์/ออนซ์

    ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 60% มาที่ระดับ 5000 ดอลลาร์/ออนซ์

    ขณะที่ราคาสินแร่อุตสาหกรรมอย่างทองแดงก็ไม่น้อยหน้า ปรับตัวขึ้นกว่า 30% มาที่ระดับ 12800 ดอลลาร์/ตัน เช่นกัน

    นักลงทุนหลายท่านเริ่มมองหาจุดร่วมของการปรับตัวขึ้น และตั้งคำถามว่า ปีนี้สินแร่มีค่าจะไปต่อหรือพอได้แล้ว ผมถือเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะมาเรียนรู้อดีตและมองอนาคตของสินแร่สำคัญเหล่านี้ไปพร้อมกัน

    เริ่มที่ ‘เงิน’ เป็นสินแร่ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด จากเงินตราสู่วัตถุดิบเทคโนโลยี ทำให้ราคามีความผันผวนมากที่สุด

    ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แร่เงินถูกใช้เป็นส่วนประกอบของเงินเหรียญและทุนสำรองในหลายประเทศ ดีมานด์หลักมาจากเหรียญกษาปณ์และเครื่องประดับ ขณะที่อุปทานหลัก 70% มาจากผลพลอยได้จากเหมืองโลหะอื่น

    ต่อมาเมื่อโลกเลิกมาตรฐานเงิน บทบาทด้านการเงินลดลง อุปสงค์จากฝั่งอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นแทนที่เพราะคุณสมบัติทางเคมีที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มโลหะนำไฟฟ้า นำความร้อนได้ดี ทนการกัดกร่อน และมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ

    สำหรับโลกการเงินปัจจุบัน โครงสร้างดีมานด์ของตลาดประกอบด้วย ภาคอุตสาหกรรมจริง 50–60% ตลาดการเงิน/การเก็งกำไร 30–40% และทุนสำรองของประเทศ 0–10%

    ที่แร่เงินถูกใช้ในการเก็งกำไรมากที่สุด มาจากขนาดตลาดเงินที่เล็กเงินทุนไหลเข้าไม่มากก็ทำให้ราคาขยับแรง มีเรื่องราวซื้อขายได้สองฝั่งพร้อมกัน ทั้ง Safe haven รองจากทอง และโลหะเทคโนโลยี นอกจากนี้ก็ไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐเป็นผู้เล่นใหญ่ที่มักควบคุมเสถียรภาพของราคาด้วย

    ช่วงที่ดีที่สุด ของเงินในอดีตคือทศวรรษ 1970 – 1980 ที่เงินเฟ้อสูง การเก็งกำไรสูง ส่วนช่วงแย่ที่สุดคือหลังปี 1980 ที่ฟองสบู่โลกการเงินแตก ดอกเบี้ยขึ้น จนราคาเงินปรับตัวลงมากกว่า 90%

    ‘ทองคำ’ เป็นสินแร่ที่มีเรื่องราวมั่นคงที่สุด และมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ทองคำเป็นพื้นฐานของระบบเงินตราและทุนสำรองระหว่างประเทศมาตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยคุณสมบัติทางเคมีที่เสถียรที่สุดในธรรมชาติ ไม่เป็นสนิม และไม่เสื่อมคุณภาพตามกาลเวลา

    ระบบเงินตราใช้มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) อย่างแพร่หลายช่วงศตวรรษ 19-20 ต่อเนื่องมาถึงระบบ Bretton Woods (ดอลลาร์ผูกกับทองคำ) ดีมานด์หลักจึงมาจากธนาคารกลาง และการใช้เป็นเครื่องประดับ ขณะที่อุปทานมาจากเหมืองทองคำและการรีไซเคิล

    เมื่อโลกเลิกผูกค่าเงินกับทองคำในปี 1971 บทบาทของทองคำเปลี่ยนจากเงินของรัฐมาเป็นหลักประกันของความเชื่อมั่น เช่นทุนสำรองระหว่างประเทศ ส่วนในมุมตลาดการเงิน ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยต่ำ และป้องกันความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    ปัจจุบันโครงสร้างดีมานด์ของทองคำประกอบด้วย เครื่องประดับและอุตสาหกรรมประมาณ 40–50% การลงทุนราว 30–40% และทุนสำรองของธนาคารกลางประมาณ 10–30% ทำให้ทองคำไม่ถูกเก็งกำไรมากเท่าเงิน

    ช่วงที่ดีที่สุดของทองคำในอดีตคือทศวรรษ 1970 และช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008–2011 มักเป็นช่วงที่เงินเฟ้อสูง หรือความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินสั่นคลอน ขณะที่ช่วงแย่ที่สุด คือทศวรรษ 1980–1990 เมื่อดอกเบี้ยจริงสูง เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง และโลกกลับมาเชื่อมั่นในระบบการเงิน

    สุดท้าย ‘ทองแดง’ เป็นสินแร่ที่ผูกกับเศรษฐกิจจริงมากที่สุด และแทบไม่มีบทบาทในฐานะสินทรัพย์เก็งกำไรทางการเงินในอดีต

    ทองแดงถูกใช้เป็นวัตถุดิบหลักของการพัฒนาโลกยุคอุตสาหกรรมนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า โทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องจักร และโครงสร้างพื้นฐาน เพราะคุณสมบัติทางเคมีที่เหมาะสมสำหรับระบบไฟฟ้าและอุตสาหกรรม นำไฟฟ้าได้ดีมากรองจากเงินแต่มีต้นทุนต่ำกว่า นำความร้อนได้ดี แข็งแรง และยืดหยุ่น จึงเหมาะกับการใช้งานในระบบขนาดใหญ่ ตั้งแต่สายไฟ หม้อแปลง ไปจนถึงมอเตอร์และเครื่องจักรหนัก

    ดีมานด์ของทองแดงเติบโตควบคู่ไปกับการลงทุนและการขยายตัวของเมือง ในเชิงโครงสร้าง ดีมานด์ของทองแดงมากกว่า 85–90% มาจากภาคเศรษฐกิจจริง อีกประมาณ 10–15% มาจากตลาดการเงินและการเก็งกำไรผ่านตลาดฟิวเจอร์ส หรือกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ และแทบไม่มีบทบาทในฐานะทุนสำรองของประเทศ ขณะที่อุปทานต้องพึ่งพาเหมืองขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง และใช้เวลานานในการพัฒนา

    แม้ทองแดงจะมีความยืดหยุ่นของอุปทานต่ำ แต่มักไม่ใช่สินแร่ที่นักเก็งกำไรนิยม เพราะราคาถูกขับเคลื่อนด้วยคำสั่งซื้อขายจริงของภาคอุตสาหกรรม ตลาดมีขนาดใหญ่และลึก การปั่นราคาทำได้ยาก อีกทั้งการถือครองมีต้นทุนด้านการขนย้ายและการจัดเก็บสูง ต่างจากทองหรือเงินที่ถือในรูปสินทรัพย์การเงินได้ง่าย

    ช่วงที่ดีที่สุดของทองแดงในอดีตคือทศวรรษ 2000 จากการเติบโตของจีนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วโลก ขณะที่ช่วงแย่ที่สุดคือ Great Depression และวิกฤตการเงินโลกปี 2008 เมื่อเศรษฐกิจโลกหยุดลงทุนพร้อมกัน ทำให้ราคาทองแดงปรับตัวลงมากกว่า 60%

    รู้อย่างนี้…นักลงทุนควรลงทุนในสินแร่ปีนี้อย่างไร

    ตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับตลาดการเงินคือทองคำ นักลงทุนสามารถลงทุนเป็นสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกสายปลอดภัยได้ สัดส่วนที่เหมาะสมคือ 5–10% ของพอร์ต ในปัจจุบันสามารถลงทุนได้ง่าย ซื้อขายได้ทั้งช่วงเช้าและกลางคืนผ่าน SET ด้วย DR GOLDUS19 ที่ลงทุนใน SPDR Gold ETF ตลาดสหรัฐฯ

    เงินมักตามทองคำมาเป็นลำดับสอง เริ่มขึ้นจริงเมื่อทองยืนระดับสูง นักลงทุนเริ่มมองว่าทองแพง แต่ต้องการเก็งกำไรแร่มีค่าต่อเช่นปลายปีที่แล้ว การเก็งกำไรที่สะดวกที่สุดของนักลงทุนไทยตอนนี้ คือกองทุนรวมเช่น DAOL-SILVER ที่ลงทุนใน Global X Silver Miners ETF หรือ A-SLVP ที่ลงทุนใน iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF

    ราคาทองแดงมักปรับตัวขึ้นตามมาทีหลังสุด เพราะต้องรอแรงตอบสนองจากเศรษฐกิจจริง คำสั่งซื้อ การลงทุน และปริมาณความต้องการที่สูงขึ้นก่อน

    สำหรับนักลงทุนไทย การลงทุนในทองแดง ยากกว่าทองคำและเงินเล็กน้อย เพราะต้องลงทุนตรงผ่าน ETF ต่างประเทศเช่น Global X Copper Miners ETF (COPX) ที่ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทเหมืองขุดทองแดงทั่วโลก หรือ United States Copper Index Fund (CPER) ที่ใช้สถานะฟิวเจอร์สสร้างพอร์ตตามราคาทองแดงในตลาด COMEX

    โดยสรุป ผมมองว่าการปรับตัวขึ้นของเงิน ทองคำ และทองแดงในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายมิติ สินแร่แต่ละชนิด จึงตอบโจทย์ ความกลัว ความหวัง และการเติบโต ในจังหวะและสัดส่วนที่แตกต่างกันไปครับ

    ภาพ: fotog/Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/silver-gold-copper-minerals/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RPhRZsJBjvKKAlFUyPIN6

  • S

    S

    บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Julius Baer) จัดงานสัมมนาเอ็กซ์คลูซีฟ “มุมมองเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งแรกของปี 2569” (Market Outlook H1/2026) ภายใต้หัวข้อ “Crossroads of a Growth Renaissance” สำหรับลูกค้าที่มีความมั่งคั่งระดับสูง นำเสนอปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก โดยจูเลียส แบร์ ให้มุมมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกและการลงทุนปีนี้จะเป็นปีแห่งการ “ปรับสมดุลและตั้งต้นใหม่ (Resetting and Rebalancing)” ของระบบการเงินโลก โดยหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการแต่งตั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) คนใหม่ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านด้านผู้นำนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความแตกต่างเชิงนโยบายระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป และจีน กำลังทวีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนจำเป็นต้องทบทวนและจัดสรรการลงทุนในแต่ละภูมิภาคอย่างรอบคอบมากกว่าเดิม ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายเอเดรียน เมซซินาวเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายคีน ตัน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายการแนะนำการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด พร้อมด้วย นายมาร์ค แมทธิว หัวหน้าฝ่ายวิจัยเอเชียแปซิฟิก นายหลุยส์ ชัว นักวิเคราะห์ ฝ่ายวิจัยภูมิภาคเอเชีย ธนาคารจูเลียส แบร์ และ นายเรย์ เจีย หัวหน้าฝ่ายวิจัย (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศอินเดีย) และรองหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการค้า (ประเทศจีน) สภาทองคำโลก ร่วมงานสัมมนา เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

    SCB Julius Baer เปิดมุมมองเศรษฐกิจโลกครึ่งแรกของปี 2569 ชี้เป็นปีแห่งการ Reset และ Rebalance แนะเน้นกระจายการลงทุนทั่วโลก

    นายเอเดรียน เมซซินาวเออร์ (Adrian Mazenauer) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด กล่าวว่า “ภาพรวมการลงทุนในปีที่ผ่านมายังคงเป็นบวกแม้ในระหว่างปีจะมีความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ แต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงการขยายการลงทุนด้าน AI ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจยังคงขยายตัวและตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น สำหรับปี 2569 เราคาดว่าเศรษฐกิจโลกและประเทศหลักๆ ยังคงขยายตัวได้ ขณะที่นโยบายการเงินยังต้องจับตาดูประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ว่าจะมีการดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร อย่างไรก็ตาม เรายังคาดว่าอัตราดอกเบี้ยยังมีโอกาสปรับลดลงซึ่งจะช่วยหนุนภาพการลงทุนในตลาดตราสารหนี้และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แนะนำลงทุนในตราสารหนี้ออสเตรเลียที่มีความน่าสนใจทั้งอัตราผลตอบแทนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าสหรัฐฯและโอกาสจากค่าเงินออสเตรเลีย (AUD) ส่วนเงินฟรังก์สวิส (CHF) ยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ตลาดผันผวน แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนให้กว้างกว่ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในช่วงที่ผ่านมา โดยเพิ่มน้ำหนักไปยังหุ้นเชิงป้องกันความเสี่ยง (Defensive) เช่น กลุ่มเฮลธ์แคร์ รวมถึงหุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจของยุโรป เพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตในสภาวะที่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความเป็นไปได้ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และการฟื้นตัวของการเติบโตด้านกำไรบริษัทจดทะเบียน โดย SCB Julius Baer ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกกับตลาดเอเชียเป็นหลัก และมองว่าจีนเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความน่าสนใจเชิงกลยุทธ์ ในปี 2569”

    “นอกจากนี้การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น บริษัทหุ้นนอกตลาด และธุรกิจด้านโครงสร้างและสาธารณูปโภคพื้นฐานนอกตลาดจะช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ สำหรับทองคำ ยังคงเริ่มต้นปี 2569 ได้อย่างแข็งแกร่ง จากแรงหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก และทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่อยู่ในช่วงขาลง อย่างไรก็ดี ความผันผวนในระยะสั้นที่อาจเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนควรพิจารณากลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย

    SCB Julius Baer มองว่าภายใต้สภาวะที่ความเสี่ยงด้านการดำเนินนโยบายและการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น กลยุทธ์การลงทุนของปี 2569 จะไม่ใช่ “ซื้อแล้วถือยาว” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นปีที่นักลงทุนจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุก มีความยืดหยุ่น และบริหารพอร์ตอย่างมีชั้นเชิงมากขึ้น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก โดยเรายังคงมุ่งมั่นเคียงข้าง และสนับสนุนลูกค้าคนสำคัญ ผ่านโซลูชันการบริหารความมั่งคั่งแบบครบวงจรและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งสามารถช่วยวางแผนการเงิน การลงทุน และการส่งต่อความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กร ‘Your Legacy. Our Promise.’ ที่ลูกค้าเชื่อมั่นและไว้วางใจมาโดยตลอด” นายเอเดรียน กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievwhs00sisyznk1wt5ikikmxlxspnnm&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10hHHtmZNJELgQULndLCJz

  • ธปท.พบเบิกเงินสดน่าสงสัยสูง 250 ล้าน ขอแค่ธนบัตร 500 บาทเท่านั้นจ่อส่งเรื่องถึง ปปง.-กกต. | เดลินิวส์

    ธปท.พบเบิกเงินสดน่าสงสัยสูง 250 ล้าน ขอแค่ธนบัตร 500 บาทเท่านั้นจ่อส่งเรื่องถึง ปปง.-กกต. | เดลินิวส์

    วันที่ 28 ม.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ ตรวจสอบการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติ ซึ่งจากการตรวจสอบช่วง 10-14 วันที่ผ่านมา พบการเบิกถอนเงินสดน่าสงสัยสูงถึง 250 ล้านบาท และอีกรายเบิก 200 ล้านบาท ขอแบ่งเป็นธนาคารละ 100 ล้านบาท มีบางรายขอเบิกเงินสดที่เป็นธนบัตรชนิดราคา 500 บาทเท่านั้นด้วย

    ทั้งนี้ หากพบเส้นทางเงินที่ผิดปกติ ธปท. จะส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจะส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาต่อไป โดยเน้นไปที่การป้องปรามการใช้เงินในธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย

    “ธปท. ในฐานะผู้พิมพ์ธนบัตร ได้เริ่มเข้าไปดูแลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติ โดยในช่วง 10-14 วันที่ผ่านมา ได้ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์รายงานเคสการเบิกเงินสดที่น่าสงสัย ซึ่งพบว่ามีบางรายเบิกเงินสดสูงถึง 200-250 ล้านบาท และบางเคสมีการเจาะจงขอเป็นธนบัตรใบละ 500 บาทเพียงอย่างเดียว”

    นายวิทัย กล่าวว่า หลังจากนี้อีก 2-3 เดือนข้างหน้า ธปท. จะแก้กฎหมายหรือเกณฑ์การเบิกถอนเงินสด หากมีการเบิกเกินจำนวนที่เหมาะสม เช่น 3 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาท (อยู่ระหว่างพิจารณาตัวเลข) ธนาคารจะต้องตรวจสอบเชิงลึก ว่านำเงินไปใช้ทำอะไร

    อย่างไรก็ตามยกเว้นหากเป็นการเบิกเงินเพื่อทำธุรกิจตามปกติ หรือธุรกรรมส่วนบุคคลที่ตรวจสอบได้ ธนาคารจะยังคงอำนวยความสะดวกให้ตามปกติ

    นอกจากนี้ ได้ออกประกาศแล้วในเรื่องการแลกเงินที่ร้านแลกเงิน ห้ามไม่ให้เกิน 800,000 บาท แต่ถ้าเป็นร้านแลกเงินที่อยู่บริเวณชายแดน จะให้แลกเงินได้ไม่เกิน 200,000 บาท เพื่อสกัดกั้นการขนเงินนอกระบบ หรือเงินเทา

    นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ เป็นการกำหนดซื้อขายทองออนไลน์บนแพลตฟอร์ม (แอปพลิเคชัน) ที่เป็นเงินบาท จำกัดวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแลฐานข้อมูลอย่างชัดเจน ซึ่งการซื้อขายทองคำมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยมีมาตรการสำคัญ 2 ระยะ ดังนี้

    1.การขอข้อมูล : ให้ร้านทองส่งข้อมูลการซื้อขายทองคำออนไลน์ (ทั้งแอปสกุลเงินบาทและดอลลาร์) โดยเน้นรายงานรายชื่อผู้ที่ซื้อขายเกิน 20 ล้านบาท ซึ่งให้เริ่มรายงานย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา

    2.การจำกัดปริมาณซื้อขาย : จะมีการประกาศจำกัดวงเงินซื้อหรือขายต่อวันต่อบุคคล ไม่เกิน 50 ล้านบาท สำหรับการซื้อขายผ่านแอปทองที่เป็นสกุลเงินบาทเท่านั้น โดยมาตรการนี้จะไม่รวมแอปทองที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์, ไม่นับการซื้อขายที่หน้าร้านทองปกติ และไม่มีผลย้อนหลังกับทองคำเดิมที่มีอยู่แล้ว

    “มาตรการจำกัดวงเงิน 50 ล้านบาทนี้ คาดว่าจะออกประกาศได้ภายในสิ้นเดือนมกราคม และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการแอปทองหลักประมาณ 15 ราย มีเวลาปรับปรุงระบบ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5543600/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sv9nEJKqJVSUj-OeFQwGF

  • ผู้ว่าธปท. ห่วงศก.ไทยปีนี้โตต่ำสุดรอบ 10 ปี ท่ามกลางปัญหารุมเร้า เร่งผ่าโครงสร้างลุ้นฟื้นปีหน้า : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่าธปท. ห่วงศก.ไทยปีนี้โตต่ำสุดรอบ 10 ปี ท่ามกลางปัญหารุมเร้า เร่งผ่าโครงสร้างลุ้นฟื้นปีหน้า : อินโฟเควสท์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” ว่า ปีนี้ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไม่ดีนัก ถ้าไม่นับช่วงโควิด ปีนี้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะโตที่ระดับ 1.5-1.6% น่าจะเป็นช่วงที่ต่ำที่สุด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราอยู่ท่ามกลางปัญหารอบด้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ปัญหาเรื่องภาษีทรัมป์ ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป สงครามการค้าต่างๆ

    นายวิทัย มองว่า ประเทศไทยไปต่อได้ ต้องลงมือทำ หากมองไปที่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย พบว่า จะมีทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ทุนเทา-เงินเทา ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา ขาดนวัตกรรม เสถียรภาพการเมือง คอร์รัปชั่น ระบบการบังคับใช้กฏหมาย ภัยการเงิน เป็นต้น

    “ปัญหาเชิงโครงสร้างแก้ไม่หมดในวันเดียว เป็นเรื่องใหญ่แต่แก้ได้ มันบรรเทาได้ ช่วย ๆ กันจะค่อย ๆ แก้ปัญหา ปัญหาเชิงโครงสร้างมันกระทบกับทุกเรื่อง จีดีพีไทยปีนี้ น่าจะโต 1.5-1.6% ปีที่แล้วน่าจะโตประมาณ 2.1-2.2% ถ้าส่งออกดีกว่าที่เราคาด อาจจะเห็น 1.6-1.7% เป็นไปได้ต้องคอยดูครึ่งหลังของปี”นายวิทัย กล่าว

    นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าเราไม่ทำเลย สุดท้ายปัญหาเชิงโครงสร้างจะกลับมากระทบเสถียรภาพแน่นอน ถ้าธปท. ดูแลเสถียรภาพอย่างเดียว ใช้นโยบายการเงิน คือ ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือเดียว สุดท้ายจะกระทบกับเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน เป็นสาเหตุให้ธปท.ขยายบทบาทของตัวเอง

    “ณ วันนี้ บริบทเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าใช้การลดดอกเบี้ยนโยบายไม่แก้ปัญหาขีดความสามารถแข็งขัน ช่วยบรรเทาหนี้ครัวเรือนได้บ้างแต่ไม่เยอะ ไม่แก้ปัญหาทุนเทา คอร์รัปชั่น ดอกเบี้ยนโยบายไม่มีบทบาทแบบนั้น โจทย์เปลี่ยน แบงค์ชาติก็เปลี่ยน ปรับตัว”

    นายวิทัย มองว่า หากไทยสามารถเติบโตเต็มศักยภาพ GDP ปีนี้น่าจะอยู่ที่ 2.7% จึงจำเป็นต้องประคองด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความจำเป็น เพื่อจะดันให้ GDP เป็น 2.2% และถ้าจะให้ใกล้ 2.7%ได้มากที่สุดก็ต้องมีการลงทุน

    นายวิทัย กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าธปท. ได้ออกมาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหา

    1.แก้หนี้ครัวเรือน โอนหนี้รายย่อยที่เป็น NPL 1 แสนบาทประมาณ 1.1 ล้านบัญชี ไปที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)

    2.โครงการเอสเอ็มอี เครดิตการันตี น่าจะต้นเดือนหน้า และหวังว่า จะปล่อยสินเชื่อได้ 1 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาเอสเอ็มอี ติดลบ 13 ไตรมาสต่อเนื่องหรือประมาณ 39 เดือน ถ้าสินเชื่อติดลบอยู่ เศรษฐกิจไม่ไปไหน

    3.การกำกับธุรกรรมทองคำ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงิน

    โดยทางธปท. จะใช้พ.ร.บ.การแลกเปลี่ยนเงินตรา จะกำหนดวงเงินการซื้อ/ขายทองคำสกุลเงินบาท ผ่านแฟลตฟอร์มไม่เกินฝั่งละ 50 ล้านบาท/วัน/แพลตฟอร์ม พร้อมยืนยันว่า เราเข้าดูแลค่าเงินบาทเต็มที่ เต็มศักยภาพ ที่เราจะเข้าดูแลได้ โดยไม่ผิดกฏเกณฑ์ที่เป็นข้อตกลงไว้

    4.เรื่องเงินเทา เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น มีทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ แต่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งธปท.เริ่มจากการกันเงินไหลไม่ให้ไหลเข้าประเทศอย่างเสรี 2 แสนบาทต้องตรวจเอกสาร

    “เงินสดเลือกตั้ง คนถามตลอดเวลา แบงค์ชาติไม่มีอำนาจตรงส่วนนี้ เราอยู่ระหว่างการออกเกณฑ์ ออกกฏหมาย อาจใช้สัก 2 เดือน จากนี้ใครเบิกเงินสดเยอะ ๆ ถึงจุดหนึ่งต้องถูกตรวจสอบ เช่น สมมติใครเบิกเกิน 3-5 ล้าน ท่านต้องบอกเอาเงินไปทำอะไร แบงก์ต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบ”นายวิทัย กล่าว

    จับตาถอนเงินสดผิดปกติ

    นายวิทัย กล่าวว่า ได้เริ่มต้นเมื่อ 10 กว่าวันที่ผ่านมา ขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์รายงานการเบิกเงินสดที่ผิดปกติ ถึงแม้ธปท.ยังไม่อำนาจก็ตาม แต่ขอให้รายงาน เพื่อธปท.จะเข้าไปตรวจเส้นทางเงิน

    “พบว่า ล็อตแรกเข้ามา มีคนเบิกเงิน 250 ล้านบาท ผมจะส่งปปง. และกกต. ใครจะเบิกเงินสด 250 ล้านถามจริงๆ รายที่สองเบิกเงิน 200 ล้าน แบงก์ละร้อย จะเป็นยุคที่แบงก์ชาติเข้าไปดูเรื่องพวกนี้ เพราะกัดกร่อนประเทศจริง ๆ”นายวิทัย กล่าว

    นอกจากนี้ ถ้าอยู่ตามขอบชายแดน ห้ามแลกเกิน 2 แสนบาทนี้เป็นตัวฟอกเงินแน่นอน และธุรกรรมรายใหญ่จะตรวจเส้นทางเงินและส่งให้ปปง.ตรวจสอบต่อ พร้อมย้ำว่า ถ้าทุกคนช่วยลงมือทำในทุกเรื่อง ปัญหาจะค่อย ๆ ผ่อนคลาย สิ่งต่าง ๆ จะทยอยเกิดเรื่องดี ๆ กับประเทศไทย

    หวัง GDP ปี 70 กลับมาโต 2.2-2.3%

    นายวิทัย กล่าวว่า พอเข้าสู่เลือกตั้งอีกครั้ง ตั้งแต่เดือนธ.ค.ไปจนกว่ามีรัฐบาลใหม่เข้ามา 5-6 เดือน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งพลัส การลดภาษี การใช้มาตรการการคลังสูญหายไป พอรัฐบาลใหม่เข้ามา ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบใหม่ ทำให้งบประมาณปี 70 ก็ต้องล้าช้าไป แต่เราหวังว่า ปีหน้าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และหวังจะเห็นการเติบโต 2.2-2.3% และหวังว่า ส่งออกจะดีขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวดีขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09wSE1lXXsLnLjbzzYHYmD

  • ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ศก.69โตต่ำสุดรอบ10ปี สูญญากาศการเมืองทำงบ70ดีเลย์ยาว

    ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ศก.69โตต่ำสุดรอบ10ปี สูญญากาศการเมืองทำงบ70ดีเลย์ยาว

    ‘แบงก์ชาติ’ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 ลุ้นโตแค่ 1.5-1.7% ต่ำสุดในรอบ 10 ปี หลังปัญหานอกประเทศ-ปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า มองสุญญากาศการเมือง ทำงบ 70 ดีเลย์ยาวไร้แรงส่ง ระบุต้องเดือดร้อนไปพร้อมประชาชน ลุกปรับบทบาทปักธงหัวแถวลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หวังฟื้นจีดีพีปี 70 กลับมาฟื้นที่ 2.2-2.3%

    28 ม.ค. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจมีปัญหาจริง ๆ และไม่ดีนัก โดยคาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะขยายตัวที่ 1.5-1.7% เป็นช่วงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย ทั้งปัญหาจากภายนอกประเทศ อาทิ ภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป สงครามการค้า ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อประเทศและเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น

    ขณะที่ปัญหาภายในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน, สินเชื่อหดตัว, Productivity-Competitiveness, ทุนเทา-เงินเทา, ความเหลื่อมล้ำ, Financial Inclusion, คุณภาพการศึกษา, ขาดนวัตกรรม, เศรษฐกิจนอกระบบ, Aging Society, เสถียรภาพการเมือง, คอร์รัปชัน และธรรมาภิบาล, ระบบกฎหมาย และภัยการเงิน ทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบทุกเรื่อง และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นในปัจจุบันที่ 2.7%

    “ปีนี้เศรษฐกิจจะเหลือแค่ 1.5-1.7% เพราะส่งออกที่หายไปโดยคาดว่าจะโตต่ำกว่า 1%  และอีกปัจจัยที่เป็นโครงสร้างหลักในการประคองเศรษฐกิจ คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่ขณะนี้ยุบไปเลย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น คนละครึ่งพลัส, การลดภาษี และมาตรการด้านการคลัง เครื่องยนต์ตรงนี้สูญหายไป เพราะเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง หายไปอย่างน้อยตั้งแต่ ธ.ค. 2568 จนถึงเลือกตั้ง และกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ คาดว่าจะใช้เวลา 5-6 เดือน พอมีรัฐบาลใหม่มาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งปกติกระบวนการนี้ต้องเริ่มราว เม.ย. ก็จะล่าช้าออกไป ต่อให้เร่งดำเนินการอย่างไรก็มองว่างบประมาณปี 2570 ที่ควรจะต้องเริ่มเดือน ต.ค. นี้ ก็ต้องมาช้า ดังนั้นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่คอยประคองเศรษฐกิจในยามจำเป็น คือ การใช้จ่ายภาครัฐหายไปเกือบ 0% แรงส่งนี้มีผลในการช่วยประคองจีดีพีต่ำมากที่ 0.1-0.2%” นายวิทัย กล่าว

    ทั้งนี้ หวังว่าในปี 2570 เศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ การเติบโตใหม่อยู่ที่ 2.2-2.3% จากการส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะกลับมา รวมทั้งมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะการทำให้เกิดการบริโภค หลีกหนีความจริงข้อนี้ไม่ได้ พร้อมทั้งต้องพยายามกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตให้ได้ตามศักยภาพ ซึ่งสิ่งสำคัญคือจะต้องเร่งลงทุนเพิ่ม

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในขณะนี้ จึงเป็นเหตุให้ ธปท. ต้องมีการปรับบทบาทของตัวเอง ต้องรู้สึกเดือดร้อนไปพร้อมภาคธุรกิจและประชาชน จึงต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในขณะนี้ ต้องขยายจากการดูแลเฉพาะเสถียรภาพด้านนโยบายการเงิน ผ่าน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับติดลบ จากราคาพลังงาน-อาหารสดที่ลดลงเร็วมาก และจะคลี่คลายในปีนี้ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อไทยจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2570 และ 2. ระบบการเงิน ขณะนี้สถานะของธนาคารพาณิชย์แข็งแกร่งมาก ธนาคารขนาดใหญ่กำไรเกือบ 5 หมื่นล้านบาท สวนทางกับเศรษฐกิจ ก็อาจจะต้องปรับมาคิดว่าจะลงมือช่วยเศรษฐกิจอย่างไร โดยเฉพาะการช่วยปล่อยสินเชื่อและช่วยลดดอกเบี้ย 3. ระบบการชำระเงิน โดยเฉพาะระบบพร้อมเพย์ที่เป็นเวิลด์คลาส

    “ตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริง ๆ จึงอยากชวนทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนลงมือทำให้ประเทศไทยไปต่อได้ กลับมาผลิบานได้ อย่าเป็นแค่คนวิจารณ์ หรือวิเคราะห์แค่เพียงอย่างเดียว คนมีกำลังมีความสามารถต้องลงมือทำ ธปท. เอง หน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพการเงิน ผ่านการใช้นโยบายการเงิน คืออัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงเครื่องมือเดียว และเครื่องมือสุดท้ายที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจมหภาค แต่ตอนนี้เราขยายบทบาทในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศด้วย ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงคนเข้าระบบ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เหล่านี้มีแต่คนพูดมาเป็นสิบปี แต่สิ่งที่ไทยยังขาดคือคนทำจริง ๆ และปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ไม่สามารถแก้ได้เพียงมาตรการเดียว หรือวันเดียว มันเป็นเรื่องใหญ่ ต้องทยอยทำให้บรรเทาไปเรื่อย ๆ ออกมาตรการซ้ำ ๆ ค่อย ๆ แก้ปัญหาไป เพราะสุดท้ายหาก ธปท. บรรลุ 3 ภารกิจในการดูแลเสถียรภาพนโยบายการเงิน แต่เศรษฐกิจพัง ประชาชนไม่มีกิน ก็เท่ากับเราไม่บรรลุเป้าหมายนั้นเอง” นายวิทัย กล่าว

    อย่างไรก็ดี ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่ง ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ สำหรับหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท กว่า 1.1 ล้านบัญชี และโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SME Credit Boost ซึ่งจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้จะมีการทำอย่างต่อเนื่องเพื่อทยอยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/938444/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_COJA_8Rf-0k9RkbltIko

  • ยุคทองแพง-เศรษฐกิจทรุด ต้นเหตุ​ กระชากอาชญากรรมพุ่ง อยากเห็น​ ตร.ตีปิ๊บแผนป้อง-ปราบ

    ยุคทองแพง-เศรษฐกิจทรุด ต้นเหตุ​ กระชากอาชญากรรมพุ่ง อยากเห็น​ ตร.ตีปิ๊บแผนป้อง-ปราบ

    จังหวะข่าวหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จะยึดพื้นที่สื่อทุกสำนัก แทบจะไม่เหลือพื้นที่เสนอข่าวความเดือดร้อนของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความเดือดร้อนจากสินค้าทุกชนิดพาเหรดกันขึ้นราคา ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ประเภทลัก วิ่ง ชิง ปล้น รวมถึงย่องเบาเข้าลักทรัพย์ภายในบ้าน

    ที่ผ่านมา ความเดือดร้อนเหล่านี้สื่อจะนำเสนอกันทุกวัน ช่วยกระตุ้นให้ตำรวจมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เมื่อไร้เสียงสะท้อนจากสื่อ ดูเหมือนตำรวจอยู่ในภาวะเกียร์ว่าง ทำหน้าที่เพียงนั่งรับแจ้งความแล้วไปดูที่เกิดเหตุเท่านั้น คดีความถ้ามีความคืบหน้าจะเกิดจากผู้เสียหายมีเส้นสาย พอจะร้องขอให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ช่วยไปกระตุ้นให้ช่วยเท่านั้น​ ถ้าเป็นประชาชนคนธรรมดา ได้แต่เฝ้ารอหรือไปถามความคืบหน้า จะได้รับคำตอบว่ากำลังรอหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานบ้างละ หรือถ้าเป็นคดีฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับบัญชีในธนาคาร จะได้รับคำตอบว่ากำลังรอหลักฐานทางธนาคารส่งมา ทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบสองเดือน

    ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง ที่ประเทศอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย และรัฐบาลรักษาการ เพราะความเดือดร้อนตกอยู่ที่ประชาชนล้วนๆ ยิ่งการเมืองโลกผันผวน ทำให้ราคาทองคำถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ใกล้แตะบาทละหนึ่งแสน จะเป็นอีกแรงจูงใจหนึ่งที่ก่ออาชญากรรมได้ง่าย เพราะมูลค่ามากพอที่จะเสี่ยงก่ออาชญากรรม​ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เหตุอาชญากรรมต่างๆ เกิดกับสุจริตชน ในภาวะที่รัฐบาลเป็นแค่รักษาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ต้องโชว์บทบาทนำทั้งป้องกันและปราบปราม

    ถ้ามองตามบริบทระหว่างป้องกันกับปราบปราม ประชาชนต้องเลือกป้องกันมากกว่า และเป็นบริบทที่ตำรวจทำได้ทันที เพราะงบประมาณดำเนินการมีอยู่พร้อมแล้ว เพียงแค่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค (ผบช.ภ.) 1-9 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศ ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค (ผบก.สส.ภ.) 1-9 ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ และ ผบก.สส.บช.น. ร่วมกันประชุมวางแผนปฏิบัติการป้องกันให้รัดกุม และเชิญหัวหน้าโรงพัก และกองสืบฯ ถ่ายทอดแผนปฏิบัติป้องกันไปดำเนินการ พร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ และคาดโทษหัวหน้าหน่วยหรือหัวหน้าโรงพักด้วยว่า ต้องใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า หากมีแค่เสียงครหาว่างบประมาณถูกกินรวบ ปล่อยให้ผู้ปฏิบัติออกตระเวนหาเงินสีเทามาสนับสนุนงาน จะต้องถูกลงโทษทั้งวินัยและอาญา

    ก่อนเริ่มปฏิบัติการ ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญคือการประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบเป็นวงกว้าง นอกจากประชาชนจะรู้สึกอุ่นใจแล้ว ประชาชนยังเป็นผู้ตรวจสอบที่ดีว่าตำรวจในพื้นที่ได้ปฏิบัติตามแผนที่แต่ละกองบัญชาการได้สื่อสารไปหรือไม่ ที่สำคัญจะช่วยป้องกันหรือป้องปรามไม่ให้อาชญากรที่คิดจะก่อเหตุอาชญากรรมได้เป็นอย่างดีอีกด้วยซึ่งบทบาทนี้โฆษกแต่ละ บช. จะถ่ายทอดให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ดีที่สุด ส่วนภาพกว้างทั้งประเทศต้องเป็นหน้าที่ของทีมโฆษก ตร. กระจายข่าวผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ตร.

    ถ้าทีมโฆษกระดับ บช. และ ตร. ทำงานสอดประสานกับผู้ปฏิบัติการระดับ บช. บก. และโรงพัก ประชาสัมพันธ์เตือนและแถลงผลปฏิบัติงานเป็นระยะๆ เชื่อว่าจะช่วยสยบอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนทีมโฆษกทั้งระดับ บช. และ ตร. เลือกที่จะเงียบมากกว่าตีปิ๊บ

    ดังนั้นเมื่ออำนาจรัฐบาลยังอยู่ในช่วงที่สั่งการแบบไม่เต็มร้อย แต่ความเดือดร้อนของชาวบ้านจากการก่ออาชญากรรมไม่หยุดตามอำนาจของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเป็นกำแพงให้ชาวบ้านพิงอย่างอบอุ่น ด้วยการทำงานทั้งรุกและรับในทุกด้าน พร้อมสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ถึงภัยอาชญากรรมต่างๆ อย่างรอบด้าน ผ่านทีมโฆษกทั้งระดับ บช. และ ตร.

    ทำได้ตามที่นำเสนอ นอกจากจะช่วยให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าตำรวจคือองค์กรที่พึ่งพาได้จริงในทุกสถานการณ์ !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/273890&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw049QASmWz24cHYeng-atbu

  • ระเบียบโลกเก่า ‘ตายแล้ว’ ไทยปรับตัวอย่างไร?

    ระเบียบโลกเก่า ‘ตายแล้ว’ ไทยปรับตัวอย่างไร?

    เวทีประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) 2026 ณ เมืองดาวอส ที่เพิ่งจบไปไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้ส่งสัญญาณเตือนรุนแรงว่า “ระเบียบโลกที่ยึดตามกติกา” ได้ตายลงไปแล้วในทางปฏิบัติ และกำลังถูกแทนที่ด้วย “ยุคแห่งการสะสมอำนาจ”…

        ในโลกยุคใหม่นี้ ชาติมหาอำนาจจะมุ่งเน้นการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง โดยใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานเป็น “อาวุธแห่งการบีบบังคับ” ส่งผลให้เกิด “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มประเทศมหาอำนาจขนาดกลางเริ่มถูกบีบคั้นจากยุทธวิธีที่ก้าวร้าวของมหาอำนาจใหญ่ จนต้องเริ่มรวมตัวกันสร้างโครงสร้างความร่วมมือรูปแบบใหม่เพื่อเป็นแนวป้องกันสุดท้าย
        อำนาจในโลกปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพทางการค้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เปลี่ยนไปสู่การครอบครองทรัพยากรยุทธศาสตร์ 3 ด้าน คือ พลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ข้อมูลจากเวทีดาวอสชี้ให้เห็นว่าผู้นำภาคเทคโนโลยีเริ่มมีอิทธิพลก้าวข้ามขีดจำกัดของรัฐชาติ เห็นได้จากการที่ผู้คนให้ความสนใจรับฟังวิสัยทัศน์ของ CEO บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Nvidia หรือ Tesla มากกว่าผู้นำของประเทศระดับกลาง เนื่องจากคนเหล่านี้คือผู้กุมบังเหียน “Platform Shift” ที่สำคัญของโลก

        ในเชิงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นตัวเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง การลงทุนใน AI ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาแอปพลิเคชัน แต่คือการลงทุนในโครงสร้าง 5 ชั้น ตั้งแต่พลังงาน ชิปประมวลผล คลาวด์คอมพิวติ้ง โมเดล AI และการประยุกต์ใช้ ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุด โดยหลายประเทศยอมกู้เงินและขาดดุลงบประมาณเพื่อลงทุนทั้งด้านเทคโนโลยีและงบประมาณกลาโหมซึ่งพุ่งสูงถึง 5% ของ GDP เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด

        รูปแบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนจาก “Globalization” ไปสู่ “Regionalization” หรือการแบ่งพรรคแบ่งพวกตามภูมิภาค โดยมีความเชื่อใจเป็นบรรทัดฐานสำคัญ ประเทศต่าง ๆ เริ่มกระจายความเสี่ยง โดยการเพิ่มคู่ค้าให้หลากหลายเพื่อไม่พึ่งพามหาอำนาจรายใดรายหนึ่งมากเกินไป ดังเช่นกรณีที่แคนาดาหันมาทำข้อตกลงการค้ากับจีนและกลุ่มอาเซียน รวมถึงไทย เพื่อลดแรงกดดันจากสหรัฐ ขณะเดียวกัน จีนกำลังปรับตัวจาก “โรงงานของโลก” ไปสู่การเป็น “มหาอำนาจด้านการบริโภค” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุปสงค์ภายในประเทศและการบริการแทนที่การผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว
        สำหรับประเทศไทย การเตรียมรับมือกับโลกในยุคใหม่นั้น ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ให้ความเห็นผ่านทีมข่าวของกรุงเทพธุรกิจว่า จำเป็นต้องสร้างองค์ประกอบ 4 ประการ คือ 1. ความน่าเชื่อถือ เพื่อเป็นทางเลือกแรกเมื่อโลกต้องการกระจายความเสี่ยง 2.มีความสามารถในการคาดการณ์​ เพื่อดึงดูดการลงทุน 3. ความยืดหยุ่น โดยเฉพาะการมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และความมั่นคงทางอาหารเป็นของตัวเอง และ 4. ความรวดเร็วในการปรับตัว ไทยต้องปรับสถานะจากการเป็นเพียงผู้รับผลกระทบมาเป็นผู้ที่สร้างความแตกต่างในภูมิภาคให้ได้ โดยการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญล่วงหน้า แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการคลัง เพื่อสร้างเกราะป้องกันตัวเองในวันที่กฎกติกาโลกไม่มีความหมายอีกต่อไป!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1218546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EVRmdqm1bxub_LPzfVguu