Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แอร์เอเชีย ผนึก HYROX รุกตลาดท่องเที่ยวเชิงกีฬา  ตั้งเป้าดึงนักกีฬาทั่วเอเชียกว่า 2.5 แสนคน

    แอร์เอเชีย ผนึก HYROX รุกตลาดท่องเที่ยวเชิงกีฬา ตั้งเป้าดึงนักกีฬาทั่วเอเชียกว่า 2.5 แสนคน

    แอร์เอเชีย เดินเกมรุกตลาดท่องเที่ยวเชิงกีฬาเต็มสูบ ผนึก HYROX สนับสนุนการเดินทางของนักกีฬากว่า 250,000 คน ใน 15 เมืองทั่วเอเชียแปซิฟิกตลอดปี 2026 เชื่อมโยงคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพ

    แอร์เอเชีย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Fitness Travel) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ HYROX APAC อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 23 มกราคม 2026 

    ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว แอร์เอเชียจะก้าวเข้ามาเป็น “สายการบินพันธมิตรอย่างเป็นทางการ” ให้กับ HYROX ตลอดปี 2026 เพื่ออำนวยความสะดวกและเชื่อมโยงเครือข่ายทัพนักกีฬากว่า 250,000 คน ที่จะเดินทางไปแข่งขันในกว่า 15 เมืองทั่วเอเชียแปซิฟิก

    “กีฬาฝังอยู่ใน DNA ของแอร์เอเชียมาโดยตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เราให้การสนับสนุนวงการกีฬามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสโมสรฟุตบอลอาเซียน, กีฬาซีเกมส์ หรือ UFC เราไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับส่งนักกีฬาไปยังสนามแข่ง แต่เรากำลังเชื่อมโยงคอมมูนิตี้คนรักการออกกำลังกายทั่วอาเซียนและภูมิภาคอื่นให้เป็นหนึ่งเดียวกัน” – Amanda Woo ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของแอร์เอเชีย เอ็กซ์

    การประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ สอดคล้องกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ HYROX นับตั้งแต่รุกตลาดเอเชียแปซิฟิกเมื่อสองปีก่อน HYROX ขยายการแข่งขันไปแล้วถึง 9 ตลาด รวม 26 อีเวนต์ มีผู้เข้าร่วมสะสมกว่า 196,000 คน  และยังมีผู้ที่ฝึกซ้อมเพื่อเตรียมลงแข่ง HYROX อยู่อีกกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค

    แอร์เอเชีย ผนึก HYROX รุกตลาดท่องเที่ยวเชิงกีฬา  ตั้งเป้าดึงนักกีฬาทั่วเอเชียกว่า 2.5 แสนคน

    ชูจุดแข็งเครือข่ายการบิน เชื่อมต่อนักกีฬาข้ามพรมแดน

    ด้วยเครือข่ายการบินที่ครอบคลุมกว่า 130 จุดหมายปลายทางและเที่ยวบินเกือบ 5,000 เที่ยวต่อสัปดาห์ แอร์เอเชียจึงเข้ามาเติมเต็มกลยุทธ์การเติบโตของ HYROX ได้อย่างลงตัว 

    ข้อมูลสถิติเผยให้เห็นเทรนด์ที่น่าสนใจว่า โดยเฉลี่ยแล้ว 30% ของผู้แข่งขัน HYROX ยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาร่วมการแข่งขันโดยเฉพาะ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจสูงถึง 40% ในบางสนาม

    “การผนึกกำลังกับเครือข่ายของแอร์เอเชีย จะช่วยให้นักกีฬาของเราเดินทางไปแข่งขันได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น” Gary Wan กรรมการผู้จัดการ HYROX APAC กล่าว

    “สิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่การพานักกีฬามาที่สนามแข่ง แต่คือการผสานเรื่องของฟิตเนส การท่องเที่ยว และคอมมูนิตี้ ให้เป็นประสบการณ์เดียวกันได้อย่างไร้รอยต่อ”

    ปูพรมจัดอีเวนต์ใหญ่ เจาะตลาดใหม่ “อินโดฯ-มาเลย์”

    ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว แอร์เอเชียจะเป็นผู้สนับสนุนหลัก (Title Sponsor) ให้กับการแข่งขัน HYROX จำนวน 7 สนามในปี 2026 โดย Amanda Woo เปิดเผยว่าปฏิทินการแข่งขันจะโฟกัสไปที่อีเวนต์ใหญ่ใน “กรุงจาการ์ตา” ช่วงเดือนมิถุนายน และงานส่งท้ายปีที่ “มาเลเซีย” รวมถึงสนามอื่นๆ ในญี่ปุ่น

    ในส่วนของอีเวนต์ใหญ่อยู่ที่  AirAsia HYROX Jakarta ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการนานาชาตินูซานตารา (NICE) และ AirAsia HYROX Kuala Lumpur ในเดือนธันวาคม 2026 ซึ่งถือเป็นการเปิดตัว HYROX ครั้งแรกในตลาดมาเลเซียและอินโดนีเซีย

    “การขยายตลาดสู่มาเลเซียและอินโดนีเซียในครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของเรา  เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้นำการแข่งขันเข้าไปแนะนำให้คอมมูนิตี้ที่รอคอยมาอย่างยาวนานได้สัมผัส” Gary Wan กล่าวเสริม

    ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะ เปิดฉากสนามแรก ด้วยรายการ AirAsia HYROX Osaka ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการรุกตลาดทั่วทั้งภูมิภาคในทันที

    แอร์เอเชีย ผนึก HYROX รุกตลาดท่องเที่ยวเชิงกีฬา  ตั้งเป้าดึงนักกีฬาทั่วเอเชียกว่า 2.5 แสนคน

    มากกว่าตั๋วเครื่องบินคือคอมมูนิตี้ที่ยั่งยืน

    แอร์เอเชียและ HYROX ยังได้วางแผนจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนตลอดทั้งปี  เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มคนรักการออกกำลังกาย โดยจับมือกับยิมพันธมิตร (HYROX Training Clubs) ในเมืองหลักอย่าง กรุงเทพฯ, สิงคโปร์, ฮ่องกง และโอซาก้า 

    ในด้านสิทธิประโยชน์ แอร์เอเชียมอบส่วนลดพิเศษ 10% สำหรับนักกีฬาที่ลงทะเบียนแข่งขันในรายการที่แอร์เอเชียเป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อช่วยลดต้นทุนในการเดินทางแข่งหลายสนาม

    พร้อมกันนี้ ภายในงานแถลงข่าวยังได้มีการเผยโฉมลวดลายเครื่องบินรุ่นพิเศษ (Livery) ภายใต้คอนเซปต์ “Keep Moving, Keep Rising”  ซึ่ง Amanda Woo อธิบายว่า

    ดีไซน์ดังกล่าวเน้นการผสมผสานสีเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์ คือ สีแดงและเทาของแอร์เอเชีย กับสีดำของ HYROX เพื่อสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันตลอดแคมเปญปี 2026

    แอร์เอเชีย ผนึก HYROX รุกตลาดท่องเที่ยวเชิงกีฬา  ตั้งเป้าดึงนักกีฬาทั่วเอเชียกว่า 2.5 แสนคน  

    ยุทธศาสตร์ Sport & Wellness และเทรนด์ Racecation

    ความร่วมมือกับ HYROX ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านกีฬาและสุขภาพ (Sports and Wellness Strategy) ของแอร์เอเชียในปี 2026 ซึ่งรวมถึงโปรเจกต์งานวิ่ง AirAsia RedRun ที่จะจัดขึ้นใน 10 เมืองใหญ่ตลอดทั้งปีนี้ โดยมีอินโดนีเซียเป็นสนามหลัก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมไลฟ์สไตล์แบบแอคทีฟ

    “ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่ได้มองแค่เรื่องเม็ดเงินหรือกำไร  แต่คือการสร้างคุณค่าให้กับชุมชน ในฐานะสายการบินที่มีเครือข่ายครอบคลุมมากที่สุดในอาเซียน เราอยากพาผู้โดยสารเดินทางไปทำกิจกรรมที่พวกเขารัก แต่อีเวนต์ส่วนใหญ่มักจัดในช่วงสุดสัปดาห์ ความร่วมมือนี้จึงช่วยให้ผู้โดยสารได้รับทั้งความคุ้มค่าและได้เติมเต็มแพสชันของตัวเองไปพร้อมกัน” Woo กล่าว

    เสน่ห์ของ HYROX คือรูปแบบการแข่งขันวิ่ง 1 กม. สลับกับฐานออกกำลังกาย 8 ฐาน รวม 8 รอบ ทำให้คนหลากหลายกลุ่มให้ความสนใจตั้งแต่นักกีฬาอาชีพไปจนถึงผู้ที่รักสุขภาพ โดยมีเวลาเฉลี่ยในการจบการแข่งขันอยู่ที่ประมาณ 90 นาที

    “ถ้าลงแข่งประเภทเดี่ยว เวลาจบเฉลี่ยคือ 1 ชั่วโมง 30 นาที  จบการแข่งแล้วร่างกายก็ไม่บอบช้ำจนเกินไป ยังมีแรงไปเที่ยวในเมืองต่อ ไปปาร์ตี้ หรือพักผ่อนได้เต็มที่” Gary Wan กล่าว

    พร้อมนิยาม HYROX ว่าเป็นต้นแบบของ “Racecation” (การแข่งขันกึ่งท่องเที่ยว) ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์ที่มีความหมาย

    บทพิสูจน์ความสำเร็จที่ชัดเจนคือสนามกรุงเทพฯ ในปีที่ผ่านมา ซึ่งบัตรขายหมด (Sold out) ภายในเวลา 7 ชั่วโมง และมีชาวต่างชาติเข้าร่วมกว่า 60% โดยส่วนใหญ่บินมาจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    แอร์เอเชีย ผนึก HYROX รุกตลาดท่องเที่ยวเชิงกีฬา  ตั้งเป้าดึงนักกีฬาทั่วเอเชียกว่า 2.5 แสนคน

    ปักหมุดสู่ Destination Event

    สำหรับก้าวต่อไป ทั้งสองฝ่ายมองเห็นโอกาสที่จะยกระดับความร่วมมือให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น โดย Gary Wan แย้มถึงแผนการจัดงานแบบ “Multi-day events” หรือมหกรรมที่กินเวลาหลายวัน

    เพื่อจัดอีเวนต์ใหญ่และปักหมุดให้เป็นสนามแข่งระดับ Destination ของภูมิภาค ซึ่งรูปแบบการแข่งในร่มของ HYROX เอื้อต่อการจัดงานยาวตลอดสุดสัปดาห์ และยืดหยุ่นกว่ามาราธอนที่ต้องมีการปิดถนน

    ส่วนแผนการขยายตลาดในประเทศไทย Wan ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียด แต่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “เกิดขึ้นแน่นอน”

    “เราตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับคอมมูนิตี้กีฬาในเอเชียอย่างจริงจัง เพราะที่แอร์เอเชีย เราเชื่อเสมอว่าการเดินทางเป็นมากกว่าการนำส่งไปยังจุดมุ่งหมาย แต่คือการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมาย” Woo กล่าวทิ้งท้าย

    ด้วยวิสัยทัศน์ของ HYROX ที่มุ่งมั่นสร้างแรงบันดาลใจให้คนกว่า 100 ล้านคน พร้อม ผลักดันกีฬาชนิดนี้เข้าสู่เวทีโอลิมปิก ผนวกเข้ากับศักยภาพเครือข่ายการบินของแอร์เอเชีย

    ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนส่วนผสมทางธุรกิจที่ลงตัว เพื่อ รุกตลาดใหม่ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผสานเรื่องของฟิตเนส การท่องเที่ยว และกีฬาในเอเชียแปซิฟิกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/advertorials/general-news/lifestyle/117&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hyVLK3NjiesUAtp-A-DeO

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • เตรียมพบกับ TCDC แห่งใหม่ 10 จังหวัด  พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาทักษะและต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น

    เตรียมพบกับ TCDC แห่งใหม่ 10 จังหวัด พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาทักษะและต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น

    พบกับ 10 พื้นที่ใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อจัดตั้ง New TCDC เพิ่มแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างในท้องถิ่น 

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ประกาศผลการคัดเลือกพื้นที่ตั้งศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ในพื้นที่ 10 จังหวัด ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น ดังนี้ 1) ชุมพร เทศบาลเมืองชุมพร 2) นครศรีธรรมราช เทศบาลนครศรีธรรมราช 3) ยะลา เทศกาลเมืองยะลา 4) ร้อยเอ็ด องค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด 5) สกลนคร เทศบาลเมืองสกลนคร 6) กระบี่ เทศบาลเมืองกระบี่ 7) ราชบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี 8) ลำปาง เทศบาลเมืองลำปาง 9) สุโขทัย เทศบาลเมืองสุโขทัย และ 10) หนองคาย เทศบาลเมืองหนองคาย  

    งนี้ ทาง CEA จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คือการจัดการประกวดแบบและขอจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดตั้ง New TCDC โดยจะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือระยะแรก ปีงบประมาณ 2569 – 2570 จะดำเนินการใน 5 จังหวัด คือ ชุมพร นครศรีธรรมราช ยะลา ร้อยเอ็ด และสกลนคร ระยะที่สอง ปีงบประมาณ 2570 – 2571 ดำเนินการอีก 5 จังหวัด คือ กระบี่ ราชบุรี ลำปาง สุโขทัย และหนองคาย  

    เมื่อรวม TCDC ทุกรูปแบบที่จัดตั้งในภูมิภาคทั้งหมดจะประกอบด้วย 1) 4 TCDC ศูนย์ภูมิภาค คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา 2) 73 จุดบริการ miniTCDC ที่เป็นความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา  49 แห่งใน 39 จังหวัด 3) 20 New TCDC ที่รวม New TCDC ใน 10 จังหวัดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2569 คือ เชียงราย นครราชสีมา ปัตตานี พิษณุโลก แพร่ ภูเก็ต ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี  

    สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.cea.or.th, www.tcdc.or.th และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/CreativeEconomyAgency และ www.facebook.com/tcdc.thailand
     

    Posted in news on ม.ค. 28, 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cea.or.th/news-updates/new-tcdc-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dfv3rM2VoFW4sqyWCywpr

  • คลองวังโตนด : ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลวิชาการกับอนาคตผืนป่าเขาสิบห้าชั้น – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง แต่กลับก่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการและสังคมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ซึ่งเป็นผืนป่าราบต่ำที่เหลืออยู่ไม่มากในประเทศไทย

    ที่มาของโครงการ

    โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนผันน้ำจากจังหวัดจันทบุรีไปยังจังหวัดระยอง ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 เมษายน 2552 เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองและชลบุรี โดยลุ่มน้ำคลองวังโตนด มีอ่างเก็บน้ำที่ก่อสร้างแล้ว 3 แห่ง ได้แก่

    • อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ความจุ 60.25 ล้านลูกบาศก์เมตร
    • อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้านลูกบาศก์เมตร
    • อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ความจุ 80.70 ล้านลูกบาศก์เมตร

    ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่เสนอสร้าง มีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกำหนดให้เป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

    จัดทำรายงาน EHIA โดยกรมชลประทาน

    รายงาน EHIA ที่กรมชลประทานว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำ ระบุว่าโครงการจะก่อให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จำนวน 7,503 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง จำนวน 7,097 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แหล่งกักเก็บคาร์บอน และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะช้างป่า กระทิง ฯลฯ

    ความพยายามลดขนาดโครงการ

    เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้ “ลดขนาดอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แต่ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2564 มีมติให้ ลดพื้นที่โครงการเหลือประมาณ 10,000–12,000 ไร่ และลดความจุอ่างให้เหลือ 60 หรือ 80 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกแทรกเข้ามาอยู่ใน “วาระอื่น ๆ” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เนื่องจากเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ทั้งด้านผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ สัตว์ป่า ความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ ตลอดจนความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

    การคัดค้านจากองค์กรด้านการอนุรักษ์

    องค์กรด้านการอนุรักษ์หลายแห่งได้ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการพร้อมเหตุผลสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร : ขอคัดค้านการเห็นชอบ EHIA และเสนอให้ลดขนาดอ่าง คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : เสนอให้ศึกษาทางเลือกการพัฒนาแหล่งน้ำรูปแบบอื่น สมาคมอุทยานแห่งชาติ : เสนอให้พิจารณายกเลิกโครงการ ฯลฯ 

    ข้อมูลจากภาคสนามของกรมอุทยานฯ (2566) เปรีบเทียบกับ EHIA (2564)

    กรมอุทยานฯ ได้สำรวจภาคสนามระหว่างวันที่ 2–16 กันยายน 2566 และเปรียบเทียบกับข้อมูล EHIA ของกรมชลประทาน (2564) พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

    ข้อมูลกรมอุทยานฯ (2566) : ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 60 คน ครอบคลุมพื้นที่ตัวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด โดยวางแปลงสำรวจทั้งหมด 80 แปลง ใช้ระยะเวลาการสำรวจ 15 วัน ผลการสำรวจชนิดป่า พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น ป่าดิบแล้ง จำนวน 4,370.93 ไร่ รองลงมาคือ ป่าปลูก 1,022.67 ไร่ และป่าเบญจพรรณ 399.29 ไร่ พบไม้ต้น (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก DBH ≥ 10 เซนติเมตร) จำนวน 346,081 ต้น ไม้หนุ่ม/ลูกไม้ จำนวน 2,614,415 ต้น และกล้าไม้ จำนวน 19,195,268 ต้น

    ด้านสัตว์ป่า พบช้างป่ากว่า 70 ตัว โดยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยและเส้นทางเคลื่อนที่ นอกจากนี้ยังพบสังคมพืชกะพ้อผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งอาหารช้างป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลกรมชลประทาน (EHIA 2564) : วางแปลงสำรวจจำนวน 1,202 แปลง โดยการสำรวจด้านพืชใช้ระยะเวลา 8 วัน ผลการศึกษาจำแนกชนิดป่าหลักในพื้นที่โครงการเป็น ป่าเบญจพรรณ จำนวน 6,742.35 ไร่ และพื้นที่ป่าปลูกหรือพื้นที่รอการฟื้นฟู 963.42 ไร่ ในด้านโครงสร้างป่า รายงาน EHIA ให้ข้อมูลปริมาณไม้ต้นที่ไม่สอดคล้องกันภายในเอกสารเดียวกัน โดยระบุว่า ในรายงานเล่มหลัก พบไม้ต้น 21,982 ต้น ในสรุปสำหรับผู้บริหาร ระบุจำนวน 100,793 ต้น นอกจากนี้ รายงาน EHIA ระบุว่าพบ ไม้หนุ่ม/ลูกไม้ จำนวน 316,404 ต้น กล้าไม้ จำนวน 18,379,415 ต้น และพบ ช้างป่าเพียง 20–30 ตัว

    ผลกระทบต่อสัตว์ป่าและประชาชน

    พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่ราบต่ำซึ่งเป็นเส้นทางด่านสัตว์และเส้นทางเคลื่อนที่หลักของช้างป่า การเกิดอ่างเก็บน้ำจะทำหน้าที่ขวางเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ช้างป่าเปลี่ยนเส้นทางออกสู่พื้นที่ชุมชน ข้อมูลปี 2568 พบว่า ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์มากกว่า 610 ครั้ง ทำลายพืชผล 43 ครั้ง ทำลายทรัพย์สิน 4 ครั้ง คนบาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 2 ราย

    ข้อจำกัดของมาตรการ EHIA

    มาตรการในรายงาน EHIA เช่น การปลูกป่าทดแทน 29,200 ไร่ การสร้างแหล่งน้ำใหม่ 100 แห่ง โป่งเทียม 1,700 ไร่ ทุ่งหญ้าอาหารสัตว์ 3,750 ไร่ พืชอาหารช้าง 1,050 ไร่ ถูกประเมินว่า ไม่สามารถดำเนินการได้จริง ทั้งด้านพื้นที่ งบประมาณ และความเข้าใจเชิงนิเวศ เนื่องจากระบบนิเวศป่าธรรมชาติที่สูญเสียไปไม่อาจถูกทดแทนได้ด้วยมาตรการเชิงเทคนิคในระยะเวลาอันสั้น

    ข้อเสนอของกรมอุทยานฯ

    • ลดระดับกักเก็บน้ำที่ระดับ 57.5 รทก.
    • ลดพื้นที่น้ำท่วมในอุทยานฯ เหลือ 657.69 ไร่
    • ใช้แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำเดิม เช่น ประแกด พะวาใหญ่ และหางแมว
    • พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและระบบชลประทานกระจายน้ำ
    • หากมีการผันน้ำข้ามจังหวัด ควรกำหนดผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนจันทบุรี

    อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดจะเดินหน้าต่ออย่างไร

    กรณีโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของกรมชลประทาน กับผลการตรวจสอบและศึกษาข้อมูลทางวิชาการในพื้นที่ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งมีมีความสำคัญต่อการพิจารณาความเหมาะสมสำหรับโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

    และการจัดเวทีชี้แจงข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลประกอบการนำเสนอโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ได้เข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งต่อผืนป่า สัตว์ป่า ความเสี่ยงและความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในระยะยาว และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่

    การพัฒนาแหล่งน้ำที่ละเลยคุณค่าของผืนป่าและระบบนิเวศ ไม่เพียงอาจล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำ แต่ยังเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาใหม่ที่ยากต่อการเยียวยาในระยะยาว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และความปลอดภัยของประชาชน

    ทั้งนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรอยู่ระหว่างการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรายงาน EHIA เพื่อปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-20/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00LQQRIxEg0cqT-Y8imwQN

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • “พาวเวล” ชี้เศรษฐกิจยังแกร่ง-เงินเฟ้อค่อนข้างสูง เมินส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    “พาวเวล” ชี้เศรษฐกิจยังแกร่ง-เงินเฟ้อค่อนข้างสูง เมินส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินในวันพุธ (28 ม.ค.) โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติ 10 ต่อ 2 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด และเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตแต่อย่างใด

    สมาชิก FOMC จำนวน 10 รายลงมติคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ 2 รายโหวตสวนมติดังกล่าว โดยสตีเฟน มิแรน และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ โหวตให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้

    ในการแถลงข่าวครั้งนี้ พาวเวลใช้ความระมัดระวังที่จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยกล่าวว่าการพิจารณาของเฟดจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก อย่างไรก็ดี เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้น และความเสี่ยงที่การจ้างงานจะอยู่ในภาวะขาลงนั้น ได้ลดน้อยลงแล้ว

    – นโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้า

    พาวเวลกล่าวว่า เฟดยังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยระบุว่า “นโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้า เราจะตัดสินใจในการประชุมแต่ละครั้งไป

    พาวเวลยังกล่าวด้วยว่า เฟดอยู่ใน “สถานะที่ดี” ในการตัดสินใจที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต โดยขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลเศรษฐกิจจะออกมาเป็นอย่างไร

    – ภาวะเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง

    พาวเวลกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่งในปีที่แล้ว และกำลังเข้าสู่ปี 2569 อย่างมั่นคง โดยแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่อัตราการว่างงานได้ส่งสัญญาณบางประการถึงความมีเสถียรภาพ ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

    พาวเวลยังกล่าวด้วยว่า ภาพรวมของการคาดการณ์เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นนับตั้งแต่การประชุม FOMC ครั้งก่อน โดยแนวโน้มการเติบโตดูแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

    “หากคุณดูข้อมูลที่เข้ามานับตั้งแต่การประชุมครั้งล่าสุดก็จะพบว่า แนวโน้มการเติบโตมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็เป็นไปตามที่คาดไว้ และอย่างที่ผมได้กล่าวไป ข้อมูลตลาดแรงงานบางส่วนเริ่มแสดงหลักฐานของการมีเสถียรภาพ ดังนั้นโดยรวมแล้วการคาดการณ์ในขณะนี้แข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ”

    พาวเวลกล่าวเสริมว่า คณะกรรมการจะยังคงตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับในการประชุมแต่ละครั้ง

    “หลังจากมีการลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้งก่อนหน้านี้ เราอยู่ในสถานะที่ดีที่จะรับมือกับความเสี่ยงที่มีต่อ Dual Mandate ของเฟด คือการจ้างงานที่ขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพและอัตราเงินเฟ้อที่เคลื่อนตัวสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%”

    “เรายังไม่ได้ตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับการประชุมในอนาคต แต่เศรษฐกิจกำลังเติบโตในอัตราที่แข็งแกร่ง อัตราการว่างงานมีเสถียรภาพในวงกว้าง และอัตราเงินเฟ้อยังคงค่อนข้างสูง ดังนั้นเราจะมุ่งเน้นไปที่ตัวแปรเป้าหมายของเรา และให้ข้อมูลเป็นปัจจัยที่จะนำทางเรา” พาวเวลกล่าว

    – “ไม่เหมาะสม” ที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับความผันผวนล่าสุดของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ พาวเวลกล่าวว่า เขาไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

    “เราไม่พูดถึงเรื่องดอลลาร์ เราไม่พูดถึงสิ่งที่ทำให้ดอลลาร์เคลื่อนไหวในขณะนี้ มันไม่เหมาะสมสำหรับเราที่จะทำเช่นนั้น” พาวเวลกล่าว

    พาวเวลยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการคลัง มีหน้าที่กำกับดูแลเรื่องค่าเงิน

    ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปีเมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้แสดงความกังวลต่อการอ่อนค่าลงของสกุลเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในวันพุธ หลังจากสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564892&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16cJAylRrdcO-qFGE_zYRq

  • ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เสนอ ธนาคารพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อ หลังหนี้ครัวเรือนพุ่งต่อ

    ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เสนอ ธนาคารพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อ หลังหนี้ครัวเรือนพุ่งต่อ

    ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เสนอ ธนาคารพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อ หลังหนี้ครัวเรือนพุ่งต่อ

    วันนี้, 07:30น.

              นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบนับ 10 ปี หากไม่นับช่วงโควิด-19 เนื่องจากไทยเจอปัญหารุมเร้ารอบด้าน ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ การจัดระเบียบโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และเศรษฐกิจไทย

              นายวิทัย ยอมรับว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ 1.5-1.6% ขณะที่ปีที่ผ่านมาคาดว่าจะเติบโต 2.1-2.2% แต่อย่างไรก็ตาม หากการส่งออกปีนี้ขยายตัวดี อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ถึง 1.6-1.7% โดยจะต้องติดตามครึ่งปีหลัง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ ที่ระดับ 2.2-2.3% ได้ในปี 2570 และมีโอกาสใกล้ศักยภาพได้ที่ 2.7%

              ในระยะสั้น จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะดันทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าไปใกล้ศักยภาพมากที่สุด และต้องพยายามให้ศักยภาพโตเกินกว่า 2.7% ด้วย นั่นก็คือ การลงทุน โดยที่ผ่านมา การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน ถ้าวิเคราะห์อย่างเดียว ก็จะอยู่แบบนี้ ต้องหาคนทำ ลงมือทำ ประเทศไทยจะดีขึ้น ค่อยๆ บรรเทาไป มันจะค่อยๆ แก้ไขปัญหาไป

              ในระยะสั้น จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะดันทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าไปใกล้ศักยภาพมากที่สุด และต้องพยายามให้ศักยภาพโตเกินกว่า 2.7% ด้วย นั่นก็คือ การลงทุน โดยที่ผ่านมา การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน ถ้าวิเคราะห์อย่างเดียว ก็จะอยู่แบบนี้ ต้องหาคนทำ ลงมือทำ ประเทศไทยจะดีขึ้น ค่อยๆ บรรเทาไป มันจะค่อยๆ แก้ไขปัญหาไป

              ผู้ว่าแบงก์ชาติ ระบุว่า หนี้ครัวเรือน 2 ใน 3 เป็นการกู้เพื่อบริโภค ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจ โดยธปท.จะเข้าไปดูเรื่องพวกนี้มากขึ้น

              ขณะที่ระบบการเงินมีความแข็งแรง ธนาคารพาณิชย์มีกำไรเกือบ 5 หมื่นล้านบาทที่เป็นธนาคารขนาดใหญ่ มองว่าวิ่งสวนทางเศรษฐกิจในภาพรวม หรือธุรกิจในภาพรวม หรือประชาชนทั่วไป โดยปกติควรจะกำไรไปด้วยกัน ต้องมาพิจารณาว่าจะขอให้ธนาคารช่วยกันได้อย่างไร

    สำหรับแนวทางของ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ออกมาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง คือ

    1.แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยผ่านกลไกของ SAM

    2.SMEs Credit Gurantee ซึ่งได้ลงนามสัญญาไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในต้นเดือน ก.พ. โดยจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา สินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบ 14 ไตรมาส

    3.การกำกับธุรกรรมทองคำ

    4.มาตรการเงินเทา 

    #ปล่อยสินเชื่อ

    #แบงก์ชาติ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158832&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bVvg7QxC32rpWZLwyNaDi

  • เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ชี้เศรษฐกิจขยายตัวแข็งแกร่ง

    เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ชี้เศรษฐกิจขยายตัวแข็งแกร่ง

    เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลงมติให้หยุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว เนื่องจากธนาคารกลางกำลังเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระและรอผู้นำคนใหม่

    ตามความคาดหวังของตลาด คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ลงมติ 10 ต่อ 2 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมีการลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งก่อนหน้านี้ และอาจเป็นสัญญาณว่าเฟดยังไม่คิดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้

    ในการลงมติคงอัตราดอกเบี้ย คณะกรรมการได้ปรับเพิ่มการประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ

    แถลงการณ์หลังการประชุมระบุว่า “ตัวชี้วัดที่มีอยู่บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง การจ้างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานแสดงให้เห็นสัญญาณของการทรงตัวบ้างแล้ว ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง”

    ที่สำคัญ แถลงการณ์ยังได้ลบข้อความที่ระบุว่า คณะกรรมการฯ มองว่าความเสี่ยงจากภัยคุกคามของตลาดแรงงานที่อ่อนแอนั้นสูงกว่าความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น นั่นอาจสนับสนุนให้ชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยในระยะสั้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่มองว่าเป้าหมายสองประการของเฟด คือ เงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานเต็มที่นั้นมีความสมดุลมากขึ้น

    ไม่มีคำแนะนำมากนักเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป โดยตลาดคาดว่าเฟดจะรออย่างน้อยจนถึงเดือน มิ.ย. ก่อนที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

    “ในการพิจารณาขอบเขตและช่วงเวลาของการปรับเพิ่มเติมในกรอบเป้าหมายสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินทุนของรัฐบาลกลาง คณะกรรมการจะประเมินข้อมูลที่เข้ามา แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป และความสมดุลของความเสี่ยงอย่างรอบคอบ” แถลงการณ์ระบุ ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำซ้ำกับการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค.

    แต่เช่นเดียวกับการประชุมครั้งล่าสุด มีความเห็นที่แตกต่างกันเกิดขึ้น

    สมาชิกคณะกรรมการฯ สตีเฟน มิแรน และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ลงคะแนนเสียงคัดค้านการคงอัตราดอกเบี้ย โดยทั้งคู่เสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25%

    การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ปกติสำหรับธนาคารกลาง

    ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ เหลือการประชุมอีกเพียง 2 ครั้งก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งของเขาจะสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นการปิดฉาก 8 ปีที่เขาต้อเผชิญทั้งการระบาดของโควิด-19 ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง และการต่อสู้กับทรัมป์อย่างไม่รู้จบ

    พาวเวลล์กล่าวในการแถลงข่าวว่า “หากคุณดูข้อมูลที่เข้ามาตั้งแต่การประชุมครั้งล่าสุด จะเห็นได้ชัดว่าแนวโน้มการเติบโตดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามที่คาดไว้ และข้อมูลตลาดแรงงานบางส่วนบ่งชี้ถึงสัญญาณของการทรงตัว ดังนั้นโดยรวมแล้ว การคาดการณ์จึงแข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ”

    เฟดยังต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายอีกด้วย

    การเติบโตที่วัดจากตัวชี้วัดที่กว้างที่สุดอย่างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นั้นแข็งแกร่ง ไตรมาสที่ 3 เติบโตอย่างรวดเร็วที่ 4.4% และ 3 เดือนสุดท้ายของปีคาดว่าจะเติบโตที่ 5.4% ตามข้อมูลของเฟดสาขาแอตแลนตา

    ในขณะเดียวกัน การจ้างงานในตลาดแรงงานก็ชะลอตัวท่ามกลางการปราบปรามการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์ อย่างไรก็ตาม การเลิกจ้างก็อยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงนัก โดยแนวโน้มการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบสองปี

    อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อกลับสร้างความกังวลมากกว่า แม้ว่าจะลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีเมื่อปี 2022 แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้ 3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด ทำให้ FOMC บางคนกังวลและต้องการให้ชะลอหรือยกเลิกการลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะมีหลักฐานเพิ่มเติมว่าราคาสินค้ากำลังลดลง

    ภาษีนำเข้าของทรัมป์กำลังส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเฟดมองว่าภาษีเหล่านี้จะเพิ่มแรงกดดันในระยะสั้น ซึ่งจะลดลงในภายหลังในปีนี้

    เรียบเรียงจาก CNBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/267154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c_0oyM5nDTEQxm6l1CNFh

  • “วิทัย”ชี้ปมปัญหาถล่มโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ย้ำรัฐ-เอกชนต้องร่วมแก้ไข

    “วิทัย”ชี้ปมปัญหาถล่มโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ย้ำรัฐ-เอกชนต้องร่วมแก้ไข

    “วิทัย”ชี้ปมปัญหาถล่มโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ย้ำรัฐ-เอกชนต้องร่วมแก้ไข

    Date Time: 29 ม.ค. 2569 07:30 น.

    Summary

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ชำแหละสารพัดปัญหารุมกระหน่ำโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังการผลิต แรงงาน

    Latest


    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย ว่า ปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ หากตัดช่วงโควิด-19 ออก เศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์จะโต 1.5-1.7% น่าจะโตต่ำที่สุดรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเราเผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย และปัญหาภายใน และภายนอก อาทิ ภาษีที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกที่ไม่เหมือนเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่เปลี่ยนไป สงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งหมดกระทบกับเศรษฐกิจไทย ทำให้เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริงๆ หากจะทำให้ประเทศไทย ไปต่อได้ ผลิบานได้ ต้องร่วมกันทำ อย่าเป็นคนวิจารณ์หรือวิเคราะห์อย่างเดียว โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย มีหลายเรื่องมาก อาทิ หนี้ครัวเรือน 87% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถือว่าสูงสุดเทียบกับประเทศอื่นที่อยู่ 40-60% สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว เพราะสินเชื่อหดตัว เงินใหม่ไม่มี ผลิตภาพต่ำ ขีดความสามารถการแข่งขันไม่มี เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ ทุนเทา เงินเทา การคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทั้งการเงิน รายได้ โอกาสและการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดในปัจจุบัน นวัตกรรมที่สูญหายไปฯลฯ
    “ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่มาก หาไม่เจอว่าใหญ่ขนาดไหน มีตั้งแต่ระบุว่ามีขนาด 30-100% ของจีดีพีไทย ขณะเดียวกันไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังการผลิต แรงงาน และการบริโภคมีจำกัด รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบกฎหมายล้าหลัง มีความน่าสงสัยถึงการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งหมดคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเราเห็นคนพูดถึงการแก้ปัญหาเหล่านี้มาไม่รู้กี่สิบปี แต่สิ่งที่ประเทศไทยขาดคือ ขาดคนทำจริงๆ หน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหลาย ต้องมาช่วยกันทำแล้วประเทศจะดีขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2910672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LO4-oqg_CYgLunIiabzdx

  • เซ็นทาราร่วมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    เซ็นทาราร่วมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    เซ็นทาราร่วมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ ดร. ดำรงค์ ศรีพระราม (ที่ 3 จากขวา) รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และสร้างบุคลากรคุณภาพที่มีความรู้ ความสามารถ และจิตสำนึกด้านความยั่งยืน โดยมี ไมเคิล เฮนสเลอร์ , ศิริวรรณ หวังธำรง, ผศ. ดร. ธงรบ รื่นบรรเทิง และรศ. ดร. สุภาภรณ์ ประสงค์ทัน หัวหน้าภาควิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมพิธี ที่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

    ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ผ่านการฝึกงานและสหกิจศึกษา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจ และการนำโจทย์จริงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance – ESG) อาทิ การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน และบุคลากร มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อพัฒนานิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยต่อไปในอนาคต


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12784665&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QsuVquiAkXkf–jgyPujB