Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ผลกระทบจากจีน”? หรือว่าเป็น”โอกาสจากจีน” กันแน่ มุมมองอีกด้านเรื่องการค้าการลงทุน

    “ผลกระทบจากจีน”? หรือว่าเป็น”โอกาสจากจีน” กันแน่ มุมมองอีกด้านเรื่องการค้าการลงทุน

    เมื่อไม่นานมานี้ ข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานศุลกากรของจีนแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 ดุลการค้าของจีนแตะระดับ 1.08 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินกว่าระดับหนึ่งล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความแข็งแกร่งของการค้าต่างประเทศของจีน อย่างไรก็ตาม บางคนฉวยโอกาสนี้สร้างกระแสความตื่นตระหนกเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “คลื่นลูกที่สองของผลกระทบจากจีน” โดยกล่าวหาว่าจีน “ดำเนินกลยุทธ์เพื่อทำให้ประเทศเพื่อนบ้านยากจนลง” ถ้าสังเกตดีๆก็จะพบว่ามีวาทกรรม “ผลกระทบจากจีน” ในรูปแบบต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ โดยมีถ้อยคำใหม่ๆ ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดล้วนแฝงด้วยกลอุบายเก่าๆ ของ “ทฤษฎีภัยคุกคามจากจีน” เป็นระยะๆ

    นี่คือ “การระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน” หรือการค้าที่ได้ประโยชน์ร่วมกันกันแน่? จากมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่เรียกว่า “กำลังการผลิตส่วนเกิน” นั้นเป็นข้อเสนอที่เป็นเท็จ ในโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ เข้าร่วมการค้าระหว่างประเทศโดยอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของตนเอง ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรโลกอย่างเหมาะสม ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมากในความร่วมมือทางเศรษฐกิจของมนุษย์ การผลิตของประเทศหนึ่งๆ คำนึงถึงทั้งความต้องการของตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ การส่งออกของจีนเป็นการค้าปกติที่อิงตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศ

    ในระดับโลก เกณฑ์ในการพิจารณาว่าสินค้าใดเป็นการทุ่มตลาดหรือไม่ คือ ราคาส่งออกของสินค้าต่ำกว่ามูลค่าปกติ และทำให้เกิดความเสียหายหรือมีความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศผู้นำเข้า และต้องมีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างกัน จีนมีระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ บุคลากรที่มีทักษะสูงจำนวนมาก และการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการวิจัยและพัฒนา ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจีนเกิดจากขนาดเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้วยความต้องการของตลาดและสินค้าที่มีต้นทุนต่ำ ทุกฝ่ายจึงได้รับประโยชน์

    นี่คือ “การเบียดเบียนพื้นที่การพัฒนา” หรือ “การเสริมสร้างศักยภาพผ่านความร่วมมือ” กันแน่? เมื่อพิจารณาโครงสร้างสินค้าส่งออกของจีน สินค้ากึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของการส่งออกโดยรวม นอกจากนี้ บริษัทจีนยังส่งเสริมการผลิตในประเทศอย่างแข็งขัน บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของจีน เช่น Great Wall Motors และ SAIC Motor ได้จัดตั้งโรงงานในประเทศไทยและอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนของมูลค่าสินค้าหรือบริการที่ผลิตภายในประเทศไทย  (Local Content) ของโรงงาน BYD สูงถึง 54% ” การถ่ายทอดเทคโนโลยี” ของจีนได้ยกระดับอุตสาหกรรมในท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มบริษัท Midea ได้สร้างโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศที่เชื่อมต่อ 5G แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทย และเทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพ 5G+AI ของบริษัทได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงานได้อย่างมีประสิทธิผล

    จีนส่งเสริมการเปิดประเทศในระดับสูงอย่างแข็งขัน โดยเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ เช่น งานมหกรรมนำเข้านานาชาติจีน (CIIE) และงานมหกรรมบริการนานาชาติจีน (CIFTIS) เป็นประจำทุกปี ซึ่งหลายประเทศเพื่อนบ้านได้รับประโยชน์ ในช่วงสิบเดือนแรกของปี 2025 การค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างจีนและอาเซียนมีมูลค่าถึง 51.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้ การนำเข้าผลไม้และผักสดและแห้งจากอาเซียนของจีนมีมูลค่าเกิน 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมากกว่าสองในสามของการนำเข้าทั่วโลกของจีน จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าบริการรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมีความต้องการสูง จีนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญสำหรับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม มาเป็นเวลานานแล้ว

    การค้าและการลงทุนของจีนทำให้แก่เยาวชนในท้องถิ่นมีโอกาสทางอาชีพที่หลากหลายและมีอนาคตสดใสมากขึ้น จีนยึดมั่นในหลักการ ” การจัดการเรียนการสอนตามความต้องการของการพัฒนาของอุตสาหกรรม นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการไปด้วยกัน” ซึ่งส่งผลให้แรงงานในท้องถิ่นพัฒนาขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีและนวัตกรรมลูปันประเทศไทย (Luban Workshop)ใช้แนวทาง “การศึกษาในระบบ + การฝึกอบรมวิชาชีพ” หลักสูตรทั้งหกหลักสูตรได้รับการตรวจสอบและอนุมัติโดยคณะกรรมการการอาชีวศึกษาของไทย และถูกรวมเข้ากับระบบการศึกษาของประเทศ นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาสามารถได้รับวุฒิการศึกษาที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานด้านการศึกษา

    เป็นที่ประจักษ์ว่าความร่วมมือของจีนกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นการร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย การตีความดุลการค้าเกินดุลด้านเดียว การจงใจสร้างความสับสนระหว่างความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และการใส่ร้ายป้ายสีการค้าปกติและความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน ล้วนเป็นการปฏิเสธตลาดโลกและกฎของเศรษฐกิจตลาด เป็นการพยายามตัดขาดห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกอย่างไม่เป็นธรรม ขัดขวางการยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนา และท้ายที่สุดก็เผยให้เห็นถึงความคิดแบบ “ชาติตนต้องมาก่อน”

    โดยทั่วไปแล้วประชาคมระหว่างประเทศมองอนาคตการพัฒนาของจีนในแง่ดี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และหน่วยงานอื่นๆ ต่างปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2026 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีนได้วางกรอบอนาคตที่สดใสสำหรับทุกประเทศในการร่วมกันพัฒนาและแบ่งปันอนาคตร่วมกัน จีนจะยังคงส่งเสริมความร่วมมือในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่มีคุณภาพสูง สร้างเครือข่ายการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการค้า และส่งเสริมให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบสามารถมีบทบาทเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น จีนที่ยึดมั่นในความเปิดกว้าง มุ่งมั่นในนวัตกรรม และแสวงหาการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง คือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดสำหรับความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในเอเชีย 

    ข้อเขียนจาก “กงหรง” ผู้สังเกตการณ์ด้านกิจการระหว่างประเทศ

    Photo – ผู้เข้าชมถ่ายรูปที่ศาลาแสดงสินค้าของจีนในงานมหกรรมนำเข้านานาชาติครั้งที่ 8 (CIIE) ที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2025 (ภาพโดย Hector RETAMAL / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/39814&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24NGHNlPZT5jLOU7_JuK5c

  • รับสมัครนักศึกษา ปริญญาโท ภาคปกติ ครั้งที่ 2 /2569 – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    รับสมัครนักศึกษา ปริญญาโท ภาคปกติ ครั้งที่ 2 /2569 – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    รับสมัครนักศึกษา ปริญญาโท ภาคปกติ ครั้งที่ 2 /2569

    กรณีสอบสัมภาษณ์ กรณีทุนส่งเสริมการศึกษา และกรณีมีประสบการณ์การทำงาน

    • ประกาศรายชื่อ 15 พฤษภาคม 2569
    • สอบสัมภาษณ์ 18 – 29 พฤษภาคม 2569
    • ประกาศผล 16 มิถุนายน 2569

    คุณสมบัติของผู้สมัคร (กรณีสอบสัมภาษณ์)
    คุณสมบัติผู้สมัครเข้าศึกษาต่อ
    เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในปีสุดท้ายของหลักสูตรปริญญาตรีทุกสาขาจากสถาบันการศึกษาของรัฐ/เอกชน (จะต้องสำเร็จการศึกษาก่อนวันเปิดภาค)
    หมายเหตุ : หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต จะต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางนิติศาสตร์หรือเทียบเท่า

    คุณสมบัติของผู้สมัคร (กรณีทุนส่งเสริมการศึกษา)
    เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือกำลังศึกษาในภาคสุดท้ายของหลักสูตรปริญญาตรี (จะต้องสำเร็จการศึกษาก่อนวันเปิดภาค) และจะต้องมีผลการศึกษา ในระดับปริญญาตรี ดังนี้
    • ทุนส่งเสริมการศึกษาประเภทที่ 1 ไม่ต่ำกว่า 3.00
    • ทุนส่งเสริมการศึกษาประเภทที่ 2 ไม่ต่ำกว่า 2.75
    • ทุนส่งเสริมการศึกษาประเภทที่ 3 ไม่ต่ำกว่า 2.50
    โดยสถาบันให้การสนับสนุนผู้ผ่านการคัดเลือกกรณีทุนส่งเสริมการศึกษา ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม
    การศึกษา (ค่าหน่วยกิต) แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
    • ทุนส่งเสริมการศึกษาประเภทที่ 3 เป็นทุนยกเว้นค่าหน่วยกิตกึ่งหนึ่งให้ผู้รับทุนตลอดหลักสูตร
    • ทุนส่งเสริมการศึกษาประเภทที่ 1 เป็นทุนยกเว้นค่าหน่วยกิตให้ผู้รับทุนตลอดหลักสูตรและสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา
    • ทุนส่งเสริมการศึกษาประเภทที่ 2 เป็นทุนยกเว้นค่าหน่วยกิตให้ผู้รับทุนตลอดหลักสูตร

    คุณสมบัติของผู้สมัคร (กรณีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและมีประสบการณ์การทำงาน)

    1. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากสถาบันการศึกษาของรัฐบาลหรือเอกชนและได้การรับรองวุฒิการศึกษาจากสำนักงานปสัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
    2. มีประสบการณ์ทำงาน 1 ปี นับถึงวันเปิดภาค (ยกเว้นคณะนิติศาสตร์จะต้องมีประสบการณ์ทำงาน 1 ปี นับถึงวันสมัครและคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะต้องมีประสบการณ์ทำงาน 3 ปี นับถึงวันสมัคร
    3. ผู้สมัครจะต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานให้มาศึกษาเต็มเวลา

    เอกสารประกาศรับสมัคร

    >>> ประกาศสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เรื่อง รับสมัครเข้าศึกษาระดับปริญญาโท ภาคปกติ ครั้งที่ 2/2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/admmission-master-degree-2-2569/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gIUwPQQ9JZoAhWLVbFh5A

  • เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ฝั่งธนบุรี พบประชาชนหลายจุด ตั้งแต่ย่านธุรกิจบริเวณอาคารสำนักงาน ไปจนถึงศูนย์การค้าและชุมชนในเขตบางขุนเทียน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีทั้งกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุเข้าร่วมให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

    เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยเน้นสื่อสารนโยบายหลักด้านเศรษฐกิจ คือ “บำนาญประชาชน 3,000 บาท” โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากฐานราก ผ่านการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยลดภาระครอบครัว และทำให้เงินหมุนเวียนในชุมชนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    พรรคระบุว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการช่วยเหลือรายได้ แต่ยังออกแบบให้สอดรับกับโครงสร้างสังคมสูงวัย ผ่านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน การอัดฉีดเงินตรงถึงประชาชน ถูกมองว่าให้ผลเป็น “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” มากกว่าการกระตุ้นผ่านกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากเงินจะถูกใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย ตลาด และธุรกิจท้องถิ่น ส่งผลให้เศรษฐกิจชุมชนฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม

    เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    พรรคไทยสร้างไทยย้ำแนวคิดการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายดูแลประชาชนตลอดช่วงชีวิต โดยเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่เห็นว่านโยบายที่ตอบโจทย์ค่าครองชีพและทำได้จริง คือปัจจัยสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ASxyS20KhIyb9doiEzEN-

  • ศุภจี ปลื้มกระแสตอบรับ ภูเก็ต ชูเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    ศุภจี ปลื้มกระแสตอบรับ ภูเก็ต ชูเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    วานนี้ (28 มกราคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวระหว่างลงพื้นที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต ว่า กระแสตอบรับจากการลงพื้นที่ทั้งอุบลราชธานีและภูเก็ตนั้น โคตรดูดีมาก ประชาชนมีความกระตือรือร้นและอยากทราบแนวทางแก้ปัญหา พร้อมยืนยันเมื่อถูกถามเรื่องแบกพรรคว่า ไม่รู้สึกแบบนั้นเลย เพราะตนตัวเล็กนิดเดียว แต่พรรคภูมิใจไทยมีบุคลากรคุณภาพครบทีม หากเลือกเราจะได้ทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มาดูการคลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาดูการต่างประเทศ และอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตนจะเข้ามาดูเรื่องการหารายไต้เข้าประเทศ ซึ่งแตกต่างจากนโยบายพรรคอื่นที่ส่วนใหญ่เน้นเรื่องรายจ่าย

    ศุภจีกล่าวต่อถึงนโยบายประชานิยมว่า ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ แต่หากพรรคอื่นมีนโยบายแจกเงินเขาก็ต้องอธิบายที่มาของเงินและความยั่งยืนให้ได้ สำหรับภูมิใจไทยเรา พูดแล้วทำ และมีวินัยการเงินการคลังที่เข้มงวดโดยเอกนิติ เพราะปัจจุบันประเทศมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้และหนี้สาธารณะเกือบชนเพดาน การใช้งบประมาณจึงต้องแม่นยำและคุ้มค่าที่สุด นโยบายของเราจึงไม่ได้ให้แค่ปลา แต่ตั้งใจจะให้เบ็ดตกปลา เพื่อให้ประชาชนสร้างรายได้ด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน

    ศุภจียังเน้นย้ำถึงแผนการยกระดับภูเก็ตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษว่า ภูเก็ตมีศักยภาพสูงมาก จึงควรจัดสรรงบประมาณที่หาได้ในพื้นที่มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเร่งด่วนได้เองโดยไม่ต้องรอกลาง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเตาเผาขยะเพื่อแก้ปัญหาขยะตกค้าง 1.2 ล้านตัน การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำประปา รวมถึงเร่งรัดโครงการแก้รถติดอย่างอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง และสะพานข้ามแยกเกาะแก้ว นอกจากนี้ ยังเตรียมดันโครงการ “สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ” เชื่อมโยงการท่องเที่ยว ภูเก็ต-พังงา-กระบี่ ทั้งทางบก ราง และอากาศ เพื่อปั๊มรายได้เข้าประเทศให้สูงขึ้น


    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suphajee-phuket-bhumjaithai-sez-infrastructure/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Tz3nOgFt-hXrfO8vsdg4t

  • เทียบนโยบายเศรษฐกิจ ‘เพิ่มรายได้-ลดค่าครองชีพ-แก้หนี้’ พรรคไหนโดนใจสุด

    เทียบนโยบายเศรษฐกิจ ‘เพิ่มรายได้-ลดค่าครองชีพ-แก้หนี้’ พรรคไหนโดนใจสุด

    ภายใต้บรรยากาศการเมืองไทยที่มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โจทย์ที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการแก้สารพัดปัญหาเศรษฐกิจ

    โดยผลสำรวจเนชั่นโพลระบุชัดว่าคนไทยกว่า 41.91% ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งเพิ่มงานและรายได้ภายใน 100 วันแรก ตามมาด้วยการลดค่าครองชีพ 33.20% และการจัดการหนี้ครัวเรือน 22.05%

    ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลนโยบายเศรษฐกิจ อาทิ นโยบายเพิ่มงาน เพิ่มรายได้ ค่าแรง โอกาสทำมาหากิน ช่วย SME ลดค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟ ขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้า จัดการหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ ปรับโครงสร้างหนี้ ที่แต่ละพรรคการเมือง แจ้งข้อมูลนโยบายหาเสียงไปยัง กกต. ทั้งตัวนโยบายพร้อมวงเงินงบประมาณที่จะใช้ รวมถึงที่มาของแหล่งเงินที่จะใช้ในนโยบายนั้นๆ 

    สมรภูมิ ‘เพิ่มงาน-เพิ่มรายได้-ช่วย SME’: กลยุทธ์อัดฉีดฐานราก

    พรรคการเมืองต่างมองว่า SME และแรงงานคือเครื่องยนต์หลักที่จะต้องรีบสตาร์ทเครื่องให้ติด

    พรรคเพื่อไทย : ชูโครงการ “คนไทยไร้จน” เพื่อเติมรายได้ให้ประชาชนครบ 3,000 บาทต่อเดือน โดยเริ่มลงทะเบียนภายใน 3 เดือนแรก ใช้งบประมาณสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี

    พร้อมนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” วงเงิน 5,000 ล้านบาทต่อปี และมีไม้เด็ดคือการให้ รัฐเป็นลูกค้า SME เพื่อกระจายรายได้สู่รายย่อย พร้อมระบุแหล่งเงินทุน มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารระบบภาษี

    พรรคประชาชน : นำเสนอกลยุทธ์ “หวยใบเสร็จ SME” เพื่อดึงร้านค้าย่อยเข้าสู่ระบบภาษี ใช้งบประมาณ 24,000 ล้านบาทต่อปี และมี สินเชื่อสร้างตัว SME (กองทุนเพิ่มผลิตภาพ) วงเงิน 5,000 ล้านบาท

    โดยแหล่งเงินทุน 71.57% มาจากงบประมาณแผ่นดินปกติโดยการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และ 11.59% จากเงินทุนหมุนเวียนกองทุน TFFIF และอีกส่วนจากการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP)

    พรรคประชาธิปัตย์ : เน้นการ ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน ในพื้นที่ค่าครองชีพสูง ใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี และสนับสนุน SME ผ่านกองทุนร่วมลงทุนในภาคเอกชน วงเงิน 1,000 ล้านบาท แหล่งเงินทุน มาจากงบประมาณแผ่นดินปกติและการบริหารจัดการงบประมาณใหม่

    พรรคภูมิใจไทย : เสนอการสร้างงานผ่าน “ทหารอาสา 1 แสนคน” ใช้งบ 22,700 ล้านบาทต่อปี และ “พยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย” ใช้งบ 13,500 ล้านบาทต่อปี รวมถึง โครงการคนละครึ่งพลัส วงเงิน 44,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุน มาจากการเกลี่ยงบประมาณประจำปีที่มีความซ้ำซ้อนและมีความจำเป็นน้อย

    ปฏิบัติการ ‘ลดค่าครองชีพ’: ค่าน้ำ-ไฟ-รถไฟฟ้า ที่ต้องเห็นผลทันที

    การลดรายจ่ายคือการเพิ่มรายได้ทางอ้อมที่เห็นผลเร็วที่สุดใน 100 วันแรก

    ลดราคาไฟฟ้า:

    พรรคภูมิใจไทย: เสนอค่าไฟหน่วยละ 3 บาท (200 หน่วยแรก) ใช้งบประมาณ 63,360 ล้านบาทต่อปี โดยใช้เงินจากงบรายจ่ายประจำปีและรายได้จากโซลาร์เซลล์

    พรรครวมไทยสร้างชาติ: ประกาศปรับลดเหลือหน่วยละ 3.33 บาท โดยใช้การปรับโครงสร้างพลังงานและงบประมาณประจำปี

    พรรคเพื่อไทย: ตั้งเป้าลดให้ไม่เกินหน่วยละ 3.70 บาท โดยใช้นโยบายบริหารจัดการแบบไม่ใช้งบประมาณรัฐ

    พรรคไทยก้าวใหม่: มีแนวคิดสนับสนุน โซลาร์และแบตเตอรี่ภาคประชาชน (Private PPA) ใช้งบ 9,500 ล้านบาท เพื่อลดค่านำเข้า LNG

    ขนส่งสาธารณะ/รถไฟฟ้า:

    เพื่อไทย: ยืนยันทำ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านการบริหารทรัพย์สินรัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ และรถเมล์ 10 บาทใน 10 เส้นทางหลัก ใช้งบ 1,000 ล้านบาทต่อปี

    ไทยก้าวใหม่: เตรียมงบชดเชย 14,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อบังคับใช้รถไฟฟ้า 20 บาททุกสายแบบทันที

    ประชาธิปัตย์: เสนอค่าโดยสารสูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว (รวมรถไฟฟ้าและรถเมล์) ใช้งบประมาณปีละ 12,500 ล้านบาท โดยใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินและกลไกกองทุนบริหารจัดการรายได้กลาง

    มหากาพย์ ‘จัดการหนี้’: ล้างหนี้เสีย-หนี้นอกระบบ ระเบิดเวลาของคนไทย

    หนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบคือปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนกว่า 22.05% ต้องการให้แก้ไข

    พรรคไทยก้าวใหม่ : มีนโยบาย ยกหนี้ กยศ. ทั้งระบบ ใช้งบเฉลี่ยปีละ 51,000 ล้านบาท โดยใช้การออกพันธบัตรการศึกษา (Education Bond)

    และโครงการ “คุณสู้หนี้ เราเคลียร์ให้” สำหรับหนี้ไม่เกิน 2 แสนบาท ใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านกลไกการบริหารหนี้ AMC

    พรรคเพื่อไทย: เตรียมแผนทำทันทีใน 3 เดือนแรก ทั้งการ ล้างหนี้วัยเกษียณ (งบ 4,000 ล้านบาท) ล้างหนี้นอกระบบ (งบ 6,000 ล้านบาท) และโครงการ “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด” วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินมาจากใช้การบริหารงบประมาณและมาตรการกึ่งการคลัง

    พรรคกล้าธรรม : วางแผนจัดตั้ง “ธนาคารประชาชน” (Banking for Thais) ใช้งบ 30,000 ล้านบาท และมีนโยบาย แก้หนี้เกษตรกร ที่ใช้งบ 60,000 – 90,000 ล้านบาทต่อปี โดยแหล่งเงินมาจากการปรับลดงบซ้ำซ้อน งบกลาง และการร่วมทุน (PPP)

    พรรคประชาชาติ : เน้นการจัดตั้ง กองทุนหมู่บ้านแห่งสันติภาพ วงเงิน 2,120 ล้านบาท เพื่อลดหนี้นอกระบบตามหลักศาสนา โดยแหล่งเงินมาจากเน้นการ “ตัดไขมันส่วนเกิน” เช่น งบอบรม สัมมนา และโฆษณา และการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jvwLv1ZKQySz2nvUpJ2jw

  • เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 29/01/2026 16:47

    วันที่ 29 ม.ค. 2569 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลกำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร ภายใต้กิจกรรมการฝึกอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร รุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 มกราคม 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายสมศักดิ์ ไพบูลย์ เกษตรกรและรองประธานคนที่ 1 อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่า ท่ามกลางความท้าทายและวิกฤติในภาคการเกษตร ยุทธศาสตร์สำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ผ่านการพัฒนาองค์กรเกษตรกรให้มีศักยภาพ เข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็น “มอเตอร์หัวใจ” ของยุทธศาสตร์กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)


    ด้าน นางสาวนารี อุทัยทิพวุฒิกร หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรเกษตรกร ทั้งด้านการบริหารจัดการองค์กร การขับเคลื่อนเครือข่าย และการมีส่วนร่วมของสมาชิก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างความเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการตามนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาพื้นฐานรายบุคคล เริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ ทั้งภาระหนี้สินครัวเรือน สถานะอาชีพ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อออกแบบการช่วยเหลือให้ตรงจุด จากการประเมินพบว่า บางรายไม่มีหนี้สินแต่ขาดอาชีพ ขณะที่บางรายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กองทุนฟื้นฟูฯ จึงมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง มีอาชีพ และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    SOCAIL 16-9

    623294060_928838896240893_4310080481145852772_n

    “อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม” เป็นประธานในพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ นายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พุทธศักราช ๒๕๖๓

    อดีตผู้สมัครสส. แฉหมดเปลือก “พรรคส้ม” เน้นสร้างกระแส ทำงานไม่เป็น เคยชงข้อมูลบัญชีม้า สแกมเมอร์ โดนเมิน แก้ปัญหาชาวประมงไม่ได้ ต้องให้ “ธรรมนัส” ช่วย

    ราชบุรี /// ฉก.พญานาคราช เจรจาโรงงานส่งออกมะพร้าว ดันราคาหน้าสวนขั้นต่ำ 5 บาทใน 10 วัน ช่วยชาวสวนฝ่าวิกฤตราคาดิ่ง

    น่าน ระทึก! 18 ล้อขน “ขี้เถ้าถ่านหิน” พลิกคว่ำโค้งทุ่งช้าง ฝุ่นฟุ้งกระจาย-หวั่นปนเปื้อนแหล่งน้ำ

    ชัยภูมิ ว่าที่ สส.14 พรรคตบเท้าประชันวิสัยทัศน์ โค้งสุดท้ายก่อนชี้ชะตาเมืองพญาแล 8 ก.พ. นี้

    “ยศชนัน” อ้อนอุตรดิตถ์! ชูนโยบายปิดหนี้เกษตรกร-ดัน “ทุเรียนหลงหลิน” สู่ตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3olw6uysbXwMACV8tyDHgD

  • เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 29/01/2026 16:47

    วันที่ 29 ม.ค. 2569 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลกำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร ภายใต้กิจกรรมการฝึกอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร รุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 มกราคม 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายสมศักดิ์ ไพบูลย์ เกษตรกรและรองประธานคนที่ 1 อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่า ท่ามกลางความท้าทายและวิกฤติในภาคการเกษตร ยุทธศาสตร์สำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ผ่านการพัฒนาองค์กรเกษตรกรให้มีศักยภาพ เข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็น “มอเตอร์หัวใจ” ของยุทธศาสตร์กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)


    ด้าน นางสาวนารี อุทัยทิพวุฒิกร หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรเกษตรกร ทั้งด้านการบริหารจัดการองค์กร การขับเคลื่อนเครือข่าย และการมีส่วนร่วมของสมาชิก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างความเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการตามนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาพื้นฐานรายบุคคล เริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ ทั้งภาระหนี้สินครัวเรือน สถานะอาชีพ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อออกแบบการช่วยเหลือให้ตรงจุด จากการประเมินพบว่า บางรายไม่มีหนี้สินแต่ขาดอาชีพ ขณะที่บางรายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กองทุนฟื้นฟูฯ จึงมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง มีอาชีพ และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    ปก web การเมืองต้องมีสัจจะ

    ปก web เสริมพลังสื่อเพชรบูรณ์

    ภูเก็ตบูรณาการทุกภาคส่วน เดินหน้าปราบสิ่งเสพติดย้ำเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย

    ผบช.ภ.5 แถลงผลความคืบหน้าคดียิงตำรวจสันกำแพง รวบ 3 ผู้ต้องหา ช่วยซ่อนผู้ก่อเหตุหนีการจับกุม

    สานศรัทธา สร้างอนาคต รร.นราธิวาสจัดพิธีคอตัมอัล-กรุอาน

    “รมว.นฤมล” ห่วงสถานการณ์ ‘ไวรัส นิปาห์’ เตรียมออกแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดในสถานศึกษา ตามมาตรฐานสาธารณสุขสากล

    สพฐ. ห่วงใยครู-นักเรียน กำชับเข้มมาตรการป้องกันฝุ่น PM 2.5 เน้นความปลอดภัยเป็นสำคัญ

    ออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3olw6uysbXwMACV8tyDHgD

  • เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 29/01/2026 16:47

    วันที่ 29 ม.ค. 2569 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลกำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร ภายใต้กิจกรรมการฝึกอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร รุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 มกราคม 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายสมศักดิ์ ไพบูลย์ เกษตรกรและรองประธานคนที่ 1 อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่า ท่ามกลางความท้าทายและวิกฤติในภาคการเกษตร ยุทธศาสตร์สำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ผ่านการพัฒนาองค์กรเกษตรกรให้มีศักยภาพ เข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็น “มอเตอร์หัวใจ” ของยุทธศาสตร์กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)


    ด้าน นางสาวนารี อุทัยทิพวุฒิกร หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรเกษตรกร ทั้งด้านการบริหารจัดการองค์กร การขับเคลื่อนเครือข่าย และการมีส่วนร่วมของสมาชิก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างความเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการตามนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาพื้นฐานรายบุคคล เริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ ทั้งภาระหนี้สินครัวเรือน สถานะอาชีพ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อออกแบบการช่วยเหลือให้ตรงจุด จากการประเมินพบว่า บางรายไม่มีหนี้สินแต่ขาดอาชีพ ขณะที่บางรายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กองทุนฟื้นฟูฯ จึงมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง มีอาชีพ และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    SOCAIL 16-9

    1

    แพร่แตก! มวลชน 3 หมื่นแห่รับ “ดร.เชน-ณัฐวุฒิ” ปราศรัยใหญ่สนาม อบจ. ลุ้นแลนด์สไลด์ยกจังหวัด

    พม.แม่ฮ่องสอน จัดใหญ่ “พม.ใกล้คุณ” บูรณาการทุกภาคส่วนมอบถุงฮีลใจและทุนสงเคราะห์เด็ก-คนพิการ

    พบรถแล้ว! เหตุ “กลุ่มคนร้ายปล้นกระบะ” ปัตตานี ก่อนจอดทิ้งข้างทาง EOD เข้าตรวจสอบ-ตร.เร่งล่าตัวดำเนินคดี

    ตุรกีเสนอเป็นตัวกลางลดความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน

    ทองขึ้นไม่หยุด! ตำรวจสัตหีบซ้อมแผนเผชิญเหตุปล้นร้านทอง โชว์ศักยภาพชุดเคลื่อนที่เร็ว ป.พิเศษ

    เกาะช้างเปิดตัวมาสคอต “น้องพลายเกาะ” ชู Brand Identity ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3olw6uysbXwMACV8tyDHgD

  • เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 29/01/2026 16:47

    วันที่ 29 ม.ค. 2569 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลกำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร ภายใต้กิจกรรมการฝึกอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร รุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 มกราคม 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายสมศักดิ์ ไพบูลย์ เกษตรกรและรองประธานคนที่ 1 อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่า ท่ามกลางความท้าทายและวิกฤติในภาคการเกษตร ยุทธศาสตร์สำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ผ่านการพัฒนาองค์กรเกษตรกรให้มีศักยภาพ เข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็น “มอเตอร์หัวใจ” ของยุทธศาสตร์กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)


    ด้าน นางสาวนารี อุทัยทิพวุฒิกร หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรเกษตรกร ทั้งด้านการบริหารจัดการองค์กร การขับเคลื่อนเครือข่าย และการมีส่วนร่วมของสมาชิก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างความเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการตามนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาพื้นฐานรายบุคคล เริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ ทั้งภาระหนี้สินครัวเรือน สถานะอาชีพ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อออกแบบการช่วยเหลือให้ตรงจุด จากการประเมินพบว่า บางรายไม่มีหนี้สินแต่ขาดอาชีพ ขณะที่บางรายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กองทุนฟื้นฟูฯ จึงมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง มีอาชีพ และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    zxczcw

    sdfbbs

    ปราจีนบุรี มาตรการเชิงรุกเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

    นครสวรรค์ปั้น อสม. ดิจิทัล! ลุยโครงการ “หมอพร้อม Super App” สอนชาวบ้านใช้แอปฯ สุขภาพครบวงจร

    กกต.ตราดจัดกิจกรรม “พบสื่อมวลชนท้องถิ่น” เร่งปชส.เลือกตั้ง ออกเสียงประชามติ ผอ.กกต.ตราดขอสื่อช่วย ปชส. ถึงผู้มีสิทธิ 1.7 แสนคนให้เข้าใจ

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมประชุมใหญ่สามัญสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี 2569

    กกต.นครฯ ปล่อยขบวนรณรงค์ เชิญชวนคนเมืองคอนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.

    อบต.แสนตอระอุ! ผู้สมัครนายกฯ ยื่นศูนย์ดำรงธรรม ค้านรับรองผล อ้างหลักฐานซื้อเสียงชัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3olw6uysbXwMACV8tyDHgD

  • หนักหน่วง! SCC ตั้งการ์ดสูง ปรับพอร์ต-รัดเข็มขัดขั้นสุด ฝ่าสึนามิเศรษฐกิจปี69

    หนักหน่วง! SCC ตั้งการ์ดสูง ปรับพอร์ต-รัดเข็มขัดขั้นสุด ฝ่าสึนามิเศรษฐกิจปี69

    ในวันที่ตัวเลขยอดขายไม่สวย
    ในวันที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ
    และในวันที่โลกกำลังเดินเข้าสู่ความไม่แน่นอนระลอกใหม่

    “บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC หรือที่รู้จักในชื่อ เอสซีจี” เลือกถอยแต่ไม่ใช่การถอยหนี หากเป็นการถอยเพื่อจัดทัพ ลดน้ำหนักส่วนเกินและสร้างร่างกายใหม่ให้แข็งแรงพอจะเอาอยู่ก่อนคลื่นลูกใหญ่ที่ยังไม่รู้ว่าจะซัดแรงแค่ไหนจะมาถึง

    ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม

    “ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC มองว่าเราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่คลื่นลมสงบ เรายังไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ทุกอย่างกำลังเติบโตแบบเบ่งบานเป็นยุคทอง

    ตอนนี้เปรียบเหมือนการออกทะเลที่มืดครึ้ม คลื่นไม่ได้สูง 3 เมตร แต่คลื่นสูง 20 เมตรที่เรากำลังจะเจอที่เรายังไม่รู้ว่าจะโดนหนักขนาดไหน ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ จะลุยอะไรบ้าง จะเกิดอะไรขึ้น 

    นี่คือสิ่งที่เอสซีจีต้องวางแผน โดยเฉพาะกรณีที่เลวร้ายที่สุดจะรับมืออย่างไร แน่นอนว่าวินัยทางการเงินย่อมต้องทำทั้งสถานการณ์ที่ดีและไม่ดี เพียงแต่ปีนี้ต้องยกระดับความเข้มข้นทางวินัยเพิ่มขึ้น  

    “เราเน้น 4 คำหลักคือ “เข้มข้น เข้มแข็ง เสริมแกร่ง เอาอยู่” ผ่านการลดต้นทุนโดยใช้ AI และ Robotic เข้ามาเพิ่มศักยภาพ และเน้นการทำ Regional Optimization ในอาเซียน โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย แทนการมองแค่ตลาดไทยที่เล็กเกินไป”

    ถอดบทเรียนปี 2568 เมื่อการถอยคือการเตรียมรุก

    ในปี 2568 ที่ผ่านมาแม้ยอดขายรวมจะลดลง 3% มาอยู่ที่เกือบ 500,000 ล้านบาท แต่นั่นเป็นเพียงตัวเลขจากราคาตลาดที่ลดลง ในขณะที่ปริมาณการขายจริงกลับเพิ่มขึ้น เอสซีจีตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการทำ Restructuring โดยการปิดกิจการที่ไม่ทำกำไร ยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อสร้างร่างกายที่ฟิตและแข็งแรง (Healตี้) กว่าเดิม

    ผลลัพธ์คือ กระแสเงินสดที่ยังแกร่งกว่า 52,000 ล้านบาท และความสำเร็จในการ ลดหนี้สินลงได้ถึง 15,000 ล้านบาท สะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด จนสามารถดูแลผู้ถือหุ้นด้วยการจ่ายเงินปันผลรวม 5 บาทต่อหุ้นได้ในปีที่ผ่านมา

    ยุทธศาสตร์ปี 2569 “เข้มข้น-เข้มแข็ง-เสริมแกร่ง-เอาอยู่”

    เมื่อมองไปข้างหน้า ปี 2569 ยอมรับว่าท้าทายกว่าปี 2568 โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.6% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง คีย์เวิร์ดสำคัญคือ “การปรับตัว” โดยเอสซีจีตั้งเป้ากระแสเงินสดให้มากกว่า 55,000 ล้านบาท และรักษาเงินลงทุนไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยทางการเงิน

    โดยตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ให้ต่ำกว่า 5 เท่า จากเป้าหมายปัจจุบันอยู่ที่ 5.5 เท่า และมีการทบทวนพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio Review) เพื่อพิจารณาการขายกิจการ (Divestment) ที่ไม่ตอบโจทย์อย่างต่อเนื่อง

    “ปีนี้คาดเป้าหมายรายได้เติบโต 1-3% ตัวเลขอาจจะดูโตน้อยแต่อย่าลืมว่าเราโตในปีที่เศรษฐกิจหดตัว”

    หนักหน่วง! SCC ตั้งการ์ดสูง ปรับพอร์ต-รัดเข็มขัดขั้นสุด ฝ่าสึนามิเศรษฐกิจปี69

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง

    • ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เติบโตต่อเนื่อง 6-7% จากการย้ายฐานการผลิตมาอาเซียน
    • ธุรกิจปูนซิเมนต์ไทย มีแนวโน้มดีจากงบประมาณภาครัฐและการลงทุนต่างชาติ (Data Center)
    • ธุรกิจปิโตรเคมี เริ่มทรงตัวและเห็นสัญญาณการชะลอตัวของกำลังการผลิตใหม่ในตลาด บริษัทมั่นใจว่าจะเป็น Last man standing เพราะมีธุรกิจอื่นคอยซัพพอร์ตและกระแสเงินสดเป็นบวก
    • ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เนื่องด้วยอสังหาริมทรัพย์ยังเหนื่อยจากการปล่อยสินเชื่อที่ติดขัด จึงต้องเร่งปรับตัวสู่สินค้ามูลค่าสูง (Smart Value Product – SVP)

    ขณะที่โครงการ LSP ยังมีภาระเรื่องค่าเสื่อมราคา (Depreciation) แต่เริ่มกลับมาเดินเครื่องแล้ว จุดเปลี่ยนสำคัญคือโครงการอีเทน (Ethane) ที่จะเสร็จในปีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมากและเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว คาดว่าธุรกิจจะเริ่มกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปี 2570-2571

    โครงการ LSP

    สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ คือ อย่าเน้นกระตุ้นระยะสั้น มันเป็นการฉีดน้ำตาลเข้าไปกระตุ้นแม้จะดีขึ้นชั่วคราวแต่หนี้จะขึ้นถาวร ดังนั้นอย่าเน้นกระตุ้น ควรเน้นการปรับปรุงโครงสร้าง ต้องทำเหมือนเรา อย่างโครงสร้างที่ต้องปรับ เช่น พลังงาน

    ส่วนตัวมองว่าควรเปิดให้ใช้สายส่งร่วม (Third Party Access) เพื่อดึงดูดการลงทุน Data Center ระดับแสนล้าน และรัฐบาลควรลงทุนอัปเกรดสายส่งเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศในระยะยาว เพิ่มรายได้ให้ประเทศไทยอย่าเน้นแต่เอาเงินภาษีไปแจก

    ถามว่า มาตรการคนละครึ่งควรเกิดขึ้นหรือไม่ ตอบได้ว่าควรเกิดขึ้นอีกแต่อย่าเสพย์ติด.

    หนักหน่วง! SCC ตั้งการ์ดสูง ปรับพอร์ต-รัดเข็มขัดขั้นสุด ฝ่าสึนามิเศรษฐกิจปี69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xK9SNBbI3q93W4p-A-jGy