รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ (1)

รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ-(1)

ภาพ: สหรัฐมีน้ำมันกับโรงกลั่นมากแต่ไม่สามารถผลิตน้ำมันเบนซินกับดีเซลได้มากพอ

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

รอบนี้รุนแรงยาวนานกว่าครั้งก่อนๆ กระทบต่อเศรษฐกิจโลก หลายฝ่ายผลักดันให้ยุติสงคราม สหรัฐกับอิหร่านเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่ 8 เมษายน แต่กลับมาปะทะกันอีกจนต้องเจรจาใหม่

ปลายเดือนพฤษภาคมการเจรจายืดออกไปเพราะทรัมป์เพิ่มเงื่อนไข ไม่ตรงตามที่คุยไว้ตั้งแต่ต้น คนที่ติดตามสถานการณ์จะพบว่าฝ่ายสหรัฐมักพูดกลับไปกลับมา บางช่วงบอกว่าใกล้บรรลุข้อตกลง บางช่วงบอกว่าไม่รีบร้อน แต่หลายครั้งลงเอยด้วยการยิงต่อ บางครั้งจากสหรัฐ บางครั้งจากอิสราเอลที่รุกรานเลบานอน การเจรจาหยุดชะงักแต่ก็ตามมาด้วยเจรจากันต่อ วนเวียนอยู่อย่างนี้

วิเคราะห์: ในยามนี้ที่ยังตกลงกันไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายไม่กระทำการรุนแรงมากเกินไป เปรียบเหมือนหยุดยิงหรือควบคุมไม่ให้รุนแรง ในบางช่วงเรือสามารถผ่านฮอร์มุซมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่อุปทานรวมไม่เพียงพอต่อความต้องการ โลกยังต้องใช้น้ำมันจากคลังสำรองต่อไป

ล่าสุดหลังสหรัฐถล่มอิหร่าน 2 วันติด ทรัมป์ประกาศยุติปฏิบัติการ ระบุว่าเพราะการเจรจาเข้าสู่ขั้นสุดท้ายแล้ว แต่โฆษกอิหร่านพูดว่าสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ สงครามอิหร่าน 2026 ก็เป็นเช่นนี้ ที่มักเหมือนเดิม คือพูดกันคนละทิศคนละทาง

ทำไมต้องปรับลดผลกระทบ:

มีหลายปัจจัยที่ชี้ว่าต้องลดผลกระทบ กลายเป็นความขัดแย้งทางทหารแบบยืดเยื้อ ปัจจัยแรกคือปัจจัยสหรัฐ ดังนี้

ประการแรก ปัจจัยการเมือง

ต้นเดือนมิถุนายน สภาผู้แทนราษฎรมีมติจำกัดอำนาจทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงจุดยืนเชิงสัญลักษณ์ ไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย การลงมติครั้งนี้สมาชิกสภาพรรครีพับลิกันบางคนโหวตเห็นชอบร่วมกับพรรคเดโมแครต เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังทหารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภา บางคนตีความว่าสะท้อนรอยร้าวภายใน และความกังวลต่อสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ กระทบฐานเสียง

ที่ชัดเจนคือคนอเมริกันไม่พอใจการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ ผลโพลของ YouGov/The Economist ที่นำเสนอเมื่อ 9 มิถุนายน เป็นอีกครั้งที่ชี้ว่าคนอเมริกันไม่พอใจการบริหารเศรษฐกิจ ผลโพลรอบนี้ได้คะแนนต่ำกว่าครั้งก่อนๆ คนอเมริกัน 29% เท่านั้นที่เห็นว่าเศรษฐกิจดี ยอมรับฝีมือรัฐบาล ในขณะที่ 63% ให้สอบตก

ถ้าดูภาพรวม คนอเมริกันเพียง 34% ที่ให้ทรัมป์สอบผ่าน เป็นคะแนนต่ำสุด

ผลโพลของ YouGov/The Economist ไปในทิศทางเดียวกับผลโพลสำนักอื่นๆ ที่ความนิยมลดลงและลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ทรัมป์จะพูดว่าเศรษฐกิจดีเยี่ยม ประเทศยิ่งใหญ่ แต่คนอเมริกันไม่คิดว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์พูดว่าตนไม่กดดันจากเลือกตั้งกลางเทอม เรื่องนี้วิเคราะห์ได้หลายอย่าง

1) ทรัมป์รับรู้ความไม่พอใจของคนอเมริกัน ยอมรับเรื่องเงินเฟ้อ ถึงกับมีข่าวว่าประธานเฟดคนใหม่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่ทรัมป์พยายามเล่นงานประธานเฟดคนเก่าที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ย ยืนยันว่านโยบายรบอิหร่านถูกต้องแล้ว

2) ที่ทรัมป์บอกว่าไม่กังวลเลือกตั้งกลางเทอม อาจเป็นการพูดเสียงแข็งเท่านั้น เพราะเลือกตั้งมีผลต่อ สส. สว.ของพรรคที่บางคนอาจหลุดจากเก้าอี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ยอมแน่นอน

3) ทรัมป์มั่นใจว่ายังไงก็เป็นประธานาธิบดีต่อไปอีก 2 ปี แม้ที่นั่ง สส. สว. ลดลงบ้าง แต่จะลดลงไม่มาก ไม่ค่อยมีผลต่อการบริหารประเทศ

ตั้งแต่ต้นพฤษภาคม 2026 ทำเนียบขาวยืนยันว่า Operation Epic Fury สำเร็จแล้ว ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างงดงาม ส่วนเรื่องการเปิดฮอร์มุซ สหรัฐกำลังป้องกันตัวเองและช่วยเหลือนานาชาติ ถ้ารัฐสภาตีความว่าสงครามจบแล้ว จากนี้ไม่ใช่สงคราม สหรัฐจะรบได้เรื่อยๆ ทำนองเดียวกับที่อิสราเอลทำต่อฮามาสในกาซา ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ตรงตามยุทธศาสตร์ที่จะโจมตีต่อไปจนระบอบอิหร่านล่มสลาย

ถ้าตีความตามทรัมป์ สถานการณ์นับจากนี้คือการป้องกันตัวเองและช่วยเหลือนานาชาติ วิธีการนี้อาจลดแรงเสียดทาน สามารถทำศึกต่อไปแบบจำกัดผลกระทบ

ประการที่ 2 ปัจจัยเศรษฐกิจ

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐประจำเดือนพฤษภาคม 2026 อยู่ที่ 6.5% สะท้อนอัตราเงินเฟ้อในภาคค้าส่งที่พุ่งสูง ชี้ความเปราะบางเศรษฐกิจสหรัฐและโลกต่อภาวะช็อกด้านอุปทานพลังงาน ด้านดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ที่ไม่รวมหมวดอาหารกับพลังงานที่มีความผันผวนสูง ปรับเพิ่มขึ้น 0.4% MoM และทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 4.9% YoY

สาเหตุหลักมาจากหมวดพลังงานขายส่ง ราคาน้ำมันเบนซินขายส่งพุ่งสูงขึ้นกว่า 23% ภายในเดือนเดียว และทะยานขึ้นเกือบ 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในภาคขายได้ส่งผ่านไปยังราคาค้าปลีก

สงครามทำลายโครงข่ายพลังงานในตะวันออกกลาง (ทั้งอิหร่านกับหลายประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย) การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) มีผลโดยตรง

               อย่างไรก็ตามตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของมิถุนายน ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับลง WTI ไม่เกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ยังปะทะเป็นระยะ แสดงว่าตลาดได้ซึมซับข่าวร้ายมากแล้ว และใช้เส้นทางขนส่งอื่นๆ การเพิ่มกำลังการผลิตจากกลุ่มนอกโอเปก (Non-OPEC) เช่น สหรัฐกับบราซิล ช่วยลดแรงกดดันฝั่งอุปทาน 

ในอีกด้านวิกฤตคลังสำรองน้ำมันขยับเข้ามาใกล้ S&P Global Energy เตือนว่าคลังสำรองน้ำมันดิบของสหรัฐลดลงต่อเนื่อง หากยาวไปจนถึงไตรมาสที่ 3 อาจทำให้ระบบการกลั่นน้ำมันของสหรัฐเข้าสู่ภาวะวิกฤต

กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่สามารถบรรเทาวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันขายส่งที่พุ่งสูงขึ้น เพราะถูกสร้างเพื่อกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักที่มีสารปนเปื้อนและกำมะถันสูง เหมาะกับน้ำมันดิบที่มาจากตะวันออกกลาง เวเนซุเอลา และเม็กซิโก

แม้สหรัฐจะผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ได้มาก แต่น้ำมันดิบประเภทนี้เป็นชนิดเบาและกำมะถันต่ำ (Light/Sweet) หากนำมาป้อนเข้าโรงกลั่นอ่าวเม็กซิโกในสัดส่วนที่สูงเกินไป จะทำให้ประสิทธิภาพการกลั่นลดลงและเกิดคอขวดในระบบ ไม่สามารถผลิตน้ำมันเบนซินกับดีเซลเต็มกำลังการผลิต โรงกลั่นอ่าวเม็กซิโกจึงขาดแคลนวัตถุดิบที่ตรงกับโครงสร้างโรงกลั่นโดยตรง

               สรุปคือแม้สหรัฐมีน้ำมันจากชั้นหินดินดานมาก มีโรงกลั่นมาก แต่ไม่สามารถผลิตน้ำมันเบนซินกับดีเซลได้มากพอ ราคาน้ำมันเบนซินขายส่งที่พุ่งขึ้น 23% ยืนยันว่าเงินเฟ้อครั้งนี้เกิดจากภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply-shock)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้มาจากสงครามเท่านั้น อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PPI) ที่ยังทรงตัวในระดับสูงที่ 4.9% ชี้ว่าเงินเฟ้อกระจายตัวสู่วงกว้างแล้ว ปัจจัยขับเคลื่อนที่แท้จริงอาจมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของสหรัฐ เช่น นโยบายการคลังที่ตึงตัว การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น

มีข้อมูลว่าอัตราการออมส่วนบุคคลของคนอเมริกันลดลงจาก 5.8% ในปีก่อนหน้า ร่วงลงเหลือเพียง 2.6% สะท้อนว่าผู้คนจำเป็นต้องควักเงินเก็บออกมาใช้จ่ายจนแทบไม่มีเงินเหลือสะสม พวกรายได้ปานกลางกับรายได้น้อยลำบากที่สุด.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1013468/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05G-CZ_OFA3Vx7Nr-ILXNW