Category: ท่องเที่ยว

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้(วันที่ 14 เมษายน 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-12 เม.ย. 69  พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 10,363,660  คน ลดลง 2.65  % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 506,123 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 1,659,777 คน
    • อันดับ 2  มาเลเซีย 1,093,636 คน
    • อันดับ 3  รัสเซีย 792,629 คน
    • อันดับ 4 อินเดีย 712,913 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้  439,277 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยถึงจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 เม.ย. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมกว่า 10.3 ล้านคน

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 6 – 12 เมษายน 2569 พบว่า จากการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569  ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมากแตะระดับ 4 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 18.32 % เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

    โดยเฉพาะตลาดจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 1 แสนคน ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ และตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามากว่า 9 หมื่นคนในสัปดาห์นี้

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 619,481 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 49,888 คน หรือ 8.76%  คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 88,498 คน

    ทั้งนี้ 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 106,504 คน 
    มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 25.39%  นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 90,524 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 61.68% นักท่องเที่ยวอินเดีย 53,308 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 16.93 %
    นักท่องเที่ยวรัสเซีย 36,701 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 11.57% และนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา 24,693 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 19.26%

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand 

    การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656561&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kGUlGo_22I1j4bVj_9kdK

  • ธุรกิจปางช้างเชียงใหม่ดิ่งหนัก สงคราม-ฝุ่นควัน ฉุดรายได้

    ธุรกิจปางช้างเชียงใหม่ดิ่งหนัก สงคราม-ฝุ่นควัน ฉุดรายได้

    วิกฤตท่องเที่ยวเชียงใหม่ซ้ำซ้อน! สงครามตะวันออกกลาง-ฝุ่นควัน ฉุดรายได้ปางช้างดิ่งหนัก บางแห่งลดลงกว่า 90% เสี่ยงประคองกิจการได้ไม่เกิน 3 เดือน

    ‘จังหวัดเชียงใหม่‘ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 80 ปัจจุบันเริ่มได้รับผลกระทบจากภัยสงครามตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก ส่งผลกับธุรกิจปางช้าง โดยเฉพาะปางช้างแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงมีนักท่องเที่ยวเข้าชมการแสดงช้าง และใช้บริการนั่งช้างชมธรรมชาติ แต่ก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเหมือนเดือนก่อน 

    spacebar-big-city-chiangmai-elephant-tourism-crisis-SPACEBAR-Photo11.jpg

    วาสนา ทองสุข ผู้บริหารปางช้างแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางยกเลิกการเดินทางและยกเลิกโปรแกรมท่องเที่ยวปางช้างเกือบทั้งหมด ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปบางประเทศ ก็มีการยกเลิกการเดินทางเช่นกัน ส่งผลให้รายได้ของปางช้างลดลงกว่า 20 % จึงต้องใช้มาตรการหยุดการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ภายในปางช้าง เช่น ร้านอาหาร ที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวก ที่กำลังดำเนินการอยู่ทั้งหมด เพื่อสำรองงบประมาณไว้ดูแลช้าง ที่มีอยู่ 64 เชือกและคนงาน อีก 200 คน โดยมีค่าใช้จ่ายเดือนละกว่า 4 ล้านบาท 

    spacebar-big-city-chiangmai-elephant-tourism-crisis-SPACEBAR-PhotoSQ01.jpg

    “ตอนนี้ยังเตรียมพิจารณาปรับลดเวลาทำงานพนักงานบางส่วน หรือใช้ระบบสลับวันทำงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และลดการใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น แต่หากสถานการณ์การสู้รบยังยืดเยื้อ ปางช้างแทบทุกแห่ง จะสามารถประคองกิจการได้ไม่เกิน 3 เดือน เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนจำนวนมากได้”

    “ปัจจุบันปางช้างแม่แตงหยุดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะเราต้องวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันต้องโฟกัสที่ช้างเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาเราเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งต้องบริหารจัดการเงิน โดยเราอดได้แต่ช้างต้องไม่อด ซึ่งเราก็จะนำโมเดลช่วงโควิด-19 มาใช้บริหารจัดการในช่วงที่นักท่องเที่ยวลดลงเช่นนี้”

    spacebar-big-city-chiangmai-elephant-tourism-crisis-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้าน อัญชลี บุณราช ผู้บริหารปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัจจุบันปางช้างแม่สามีต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาวะสงครามในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีการปรับตัวช่วยเหลือตัวเองด้วยการปลูกพืชเองรอบๆ ปางช้าง แต่ก็ไม่สามารถนำมาเลี้ยงช้างจำนวนมากได้ในแต่ละวัน เพราะช้างในปางช้างกินหญ้าเป็นอาหารหลัก 80% และอาศัยผลไม้จากนักท่องเที่ยว 20% 

    spacebar-big-city-chiangmai-elephant-tourism-crisis-SPACEBAR-Photo13.jpg

    “ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการนั้นถือว่าสูงมาก โดยปางช้างควรที่จะมีรายได้หลักแสนต่อวัน แต่ตอนนี้รายได้ลดลงไปกว่าร้อยละ 90 เหลือรายได้หลักหมื่นต่อวัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน ราวๆ 3 ล้านบาท ปัจจุบันไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน เหมือนช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เรามีโอกาส ในการวางแผนการปลูกพืช รวมถึงการทำปุ๋ยมูลช้าง และกระดาษมูลช้าง ขณะนั้นเราก็พยายามที่จะให้มีรายได้เข้ามา”

    “ตอนนี้สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงมีผลกระทบและเดือนนี้เราตั้งตัวไม่ทัน หากเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็ถือว่าจะมีรายได้เข้ามา แต่ครั้งนี้เราไม่เห็นนักท่องเที่ยว ก็จะทำให้ผู้ประกอบการอย่างเราต้องแบกรับภาระทุกอย่าง โดยเฉพาะพนักงานที่อยู่ในความดูแล จึงอยากให้ภาครัฐนั้นช่วยดูแลผู้ประกอบการปางช้าง ซึ่งมีหน้าที่ที่ดูแลสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติ” 

    spacebar-big-city-chiangmai-elephant-tourism-crisis-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ด้าน วิทยา พงษ์ศิริ อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ระบุว่า การท่องเที่ยว เปรียบเสมือนหัวใจของคนเชียงใหม่ เนื่องจากรายได้จังหวัดร้อยละ 80 มาจากภาคการท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวลดลง รายได้จากการท่องเที่ยวที่ลดลง ก็จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมของจังหวัดทั้งหมด 

    “วันนี้เราเห็นได้ชัดว่ามีนักท่องเที่ยวที่จองเข้าไปจังหวัดเชียงใหม่น้อยลง และมีการยกเลิกพร้อมกันด้วย เพราะนักท่องเที่ยวน่าจะกังวลและชะลอการตัดสินใจออกไป แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองก็ต้องปรับตัว ปรับกิจกรรมการท่องเที่ยว ที่เน้นเรื่องเชิงอนุรักษ์ ด้านการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการด้านอื่นๆ ก็ต้องหาวิธีการช่วยเหลือ ระดมความคิดเห็นเรื่องการกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างไร เพื่อร่วมกันผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้”

    spacebar-big-city-chiangmai-elephant-tourism-crisis-SPACEBAR-PhotoSQ02.jpg

    ประเทศไทยมีปางช้างประมาณ 223 แห่ง และเชียงใหม่ถือเป็นศูนย์กลางหลักของธุรกิจนี้ และแม้ไม่มีตัวเลขรวมเม็ดเงินรายได้อย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลที่ผู้ประกอบการเปิดเผย พบว่า ก่อนวิกฤตรายได้ควรอยู่ระดับ หลักแสนบาทต่อวัน หากเฉลี่ย 100,000–150,000 บาท/วัน รายได้ต่อปีแต่ละแห่งโดยประมาณจะอยู่ที่ 36-55 ล้านบาท

    ที่ผ่านมา แบรนด์สื่อระดับโลกอย่าง Time Out ที่แนะนำไลฟ์สไตล์ อาหาร เครื่องดื่ม วัฒนธรรม และอีเวนต์ ได้สำรวจข้อมูลเชิงลึกจากผู้คนมากกว่า 24,000 คนใน 150 เมืองทั่วโลก พบว่า จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในอันดับ 32 ในจำนวน 50 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 แต่สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเชียงใหม่ลดลง ประกอบกับปัญหาฝุ่นควันที่ซ้ำเติมมาอีก ทำให้ผลกระทบที่ประสบอยู่เพิ่มทวีมากขึ้น

    spacebar-big-city-chiangmai-elephant-tourism-crisis-SPACEBAR-Photo10.jpg

    spacebar-big-city-chiangmai-elephant-tourism-crisis-SPACEBAR-Photo05-2.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spacebar-big-city-chiangmai-elephant-tourism-crisis&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uTpTwZzi0PnxBIH4ju7It

  • อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปิดพักแรม “แหล่งท่องเที่ยวบ้านกร่าง” ชั่วคราว หลังเจอภัยแล้ง

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปิดพักแรม “แหล่งท่องเที่ยวบ้านกร่าง” ชั่วคราว หลังเจอภัยแล้ง

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประกาศปิดการพักแรมในแหล่งท่องเที่ยวบ้านกร่าง ชั่วคราว หลังประสบปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้น้ำไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

    วันที่ 14 เมษายน 2569 มีรายงานว่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ประกาศปิดการพักแรมในแหล่งท่องเที่ยวบ้านกร่างเป็นการชั่วคราว

    ด้วยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้รับแจ้งจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ 4 (บ้านกร่าง) ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้เพื่อบริการแก่นักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลให้น้ำไม่เพียงพอต่อการใช้งาน และไม่เอื้อต่อกิจกรรมนันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานพิจารณาแล้ว เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดต่อนักท่องเที่ยวและเป็นการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จึงขอปิดการพักแรมในแหล่งท่องเที่ยวบ้านกร่าง เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2559 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ และจะแจ้งเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2926642&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lC4faILz5CAYEwj5EugUW

  • ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ทางภาคใต้ ของ ไต้หวัน มีหลายเมืองที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีเสน่ห์ น่าไปเยือนหลายแห่ง การเดินทางครั้งนี้เราเริ่มกันที่

    เมืองเจียอี้ (Chiayi)

    ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวัน ขึ้นชื่อเรื่องป่าสน รถไฟโบราณ ไร่ชา อาหารท้องถิ่น เป็นเมืองที่มีบรรยากาศย้อนยุค สถาปัตยกรรมญี่ปุ่น

    พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ สาขาภาคใต้

    หรือ Southern Branch of the National Palace Museum เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมที่สำคัญในพื้นที่ ตั้งอยู่ในเมืองไท่เป่า (Taibao) เขตเจียอี้ (Chiayi) ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูงไต้หวันเจียอี้ 

    พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ มีสะพานข้ามแม่น้ำเป็นเอกลักษณ์ เชื่อมต่อไปสู่ห้องโถงต้อนรับของพิพิธภัณฑ์ที่ชั้นสอง ซึ่งเก็บสะสมภาพวาดแบบจีนโบราณไว้มากมาย

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ สาขาภาคใต้   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ มีสะพานข้ามแม่น้ำเป็นเอกลักษณ์ เชื่อมต่อไปสู่ห้องโถงต้อนรับของพิพิธภัณฑ์ที่ชั้นสอง ซึ่งเก็บสะสมภาพวาดแบบจีนโบราณไว้มากมาย

    โบราณวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ผสานวัฒนธรรมจีน อินเดีย เปอร์เซีย ไว้ด้วยกัน สะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมของเอเชียที่ยิ่งใหญ่

    ตั้งอยู่เลขที่ 888, Gugong Blvd., Taibao City, Chiayi County

    เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์)

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    เรือนจำเก่าเจียอี้   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    เรือนจำเก่าเจียอี้

    หรือ Chiayi Old Prison เป็นเรือนจำเก่าเพียงแห่งเดียวในไต้หวัน ที่ยังคงสภาพสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมญี่ปุ่นไว้อย่างสมบูรณ์

    ได้รับการบูรณะและเปิดใหม่ในฐานะ พิพิธภัณฑ์เรือนจำเจียอี้ ในปี ค.ศ. 2011

    และได้ขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของไต้หวันในปี ค.ศ. 2005

    ลักษณะเด่นคือ การจัดวางห้องขังไปตามแนวรัศมีแบบ เพนซิลเวเนีย มีโถงของเจ้าหน้าที่อยู่ที่ศูนย์กลางของรัศมี แตกต่างจากเรือนจำแบบสรรพทัศน์ (panopticon)

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    เรือนจำเก่าเจียอี้   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ภายในห้องขังแต่ละห้องไม่สามารถมองเห็นโดยเจ้าหน้าที่ในโถงกลางได้ เว้นแต่จะเดินเข้าไปในห้องขังแต่ละห้อง

    อาคารเรือนจำที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนี้มีอยู่ที่เรือนจำอาบาชิริ ในจังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

    ตั้งอยู่เลขที่ 140, Weixin Rd, East District, Chiayi City, Taiwan 600

    เปิดวันอังคาร-วันพฤหัสบดี / วันอาทิตย์ (ปิดวันศุกร์ / เสาร์ / จันทร์)

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ฮิโนกิ วิลเลจ   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    หมู่บ้านไม้สนสไตล์ญี่ปุ่น

    หรือ Hinoki Village เป็นหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณ ที่ได้รับการบูรณะให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว คาเฟ่ และร้านค้าจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น

    เป็นสถานที่ย้อนเวลาพาทุกคนกลับไปสู่ช่วงทศวรรษ 1920 ในยุคที่ญี่ปุ่นยังปกครองไต้หวัน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของเมืองเจียอี้

    สร้างขึ้นในสมัยไทโช ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ค.ศ. 1914 ได้รับวัฒนธรรมตะวันตกจากการปฏิรูปเมจิของญี่ปุ่น

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ฮิโนกิ วิลเลจ   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ตัวอาคารนำรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกมาใช้ เช่น ยอดแหลมขนาดเล็กบนหลังคา (Kirizuma-zukuri) หน้าต่างแบบมุขยื่น (bay window) ที่ทางเข้า และหน้าต่างทรงสูงบานแคบ

    เดิมเป็นบ้านพักของทหารญี่ปุ่นและเป็นศูนย์กลางผลิตและจัดการไม้ฮิโนกิ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายเมืองและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของไต้หวันในขณะนั้น

    มีการสร้างเส้นทางเดินรถไฟเอาไว้ใกล้ ๆ กับหมู่บ้าน เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไม้ฮิโนกิ

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ฮิโนกิ วิลเลจ   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    หลังจากสิ้นสุดการปกครองของญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1945  รัฐบาลก๊กมินตั๋งย้ายมาไต้หวัน ได้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนอนุบาลสำหรับบุตรหลานของพนักงานใน Chiayi Forest District Office และถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่อยู่อาศัย และทำการเกษตร อาคารหลายหลังถูกเปลี่ยนเป็นบ้านพักชาวบ้าน

    เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของไต้หวัน มีผู้คนแวะเวียนมาเยือนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

    ไฮไลต์ คือ สถาปัตยกรรมของอาคารในหมู่บ้าน สร้างแบบสไตล์ญี่ปุ่น ตัวอาคารใช้ไม้ฮิโนกิ (ไม้จันทน์เทศ) โดดเด่นเรื่องความทนทาน กลิ่นหอม มีสรรพคุณไล่แมลง ตัวอาคารภายตกแต่งด้วยลวดลายและรูปแบบศิลปะและวัฒนธรรมญี่ปุ่น

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ตลาดนัดกลางคืนเหวินฮั่ว   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ตลาดนัดกลางคืนเหวินฮั่ว

    หรือ Wenhua Road Night Market ตลาดอาหารยามค่ำคืน  มีสินค้ามากมาย ทางทิศใต้จะมีน้ำพุตั้งแบ่งถนนออกเป็น 2 เลน กลางวันสำหรับรถวิ่งสัญจร กลางคืนเป็นถนนคนเดิน

    ในช่วงเที่ยงเป็นตลาดนัดกลางวัน ร้านค้าตั้งแผงขายสินค้าเต็มถนน มีคนเดินพลุกพล่านตลอดทั้งวัน เป็นถนนที่ไม่เคยหลับ

    มาเดินชมบรรยากาศ พร้อมชิมอาหารอร่อย ๆ กันได้ที่นี่ เมนูที่พลาดไม่ได้ คือ ข้าวหน้าไก่งวง (Turkey Rice)

    ตั้งอยู่ที่ Wenhua Rd, West District, Chiayi City, Taiwan 600

    เปิดทุกวันเวลา 15.30-23.00 น.

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    วัดขงจื้อ   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    เดินทางต่อไปยังเมือง ไถหนาน

    วัดขงจื๊อ

    หรือ Tainan Confucius Temple ก่อตั้งในปี ค.ศ.1666 เพื่อสักการะ ขงจื้อ นักปราชญ์ชาวจีนเทพแห่งสติปัญญา เคยเป็นสถาบันการศึกษาสูงสุดของลัทธิขงจื๊อ

    ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนแห่งแรกของไต้หวัน มีสถาปัตยกรรมหรูหรา คลาสสิก ดูเงียบสงบ มีต้นไม้เก่าแก่ตั้งสูงตระหง่าน อบอวลไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมขงจื๊ออันทรงคุณค่า

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    วัดขงจื้อ   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ย่านธุรกิจและถนนวัฒนธรรม

    หรือ Confucius Temple Business District รอบ ๆ วัดขงจื๊อ บริเวณถนนไคซาน, ถนนจงอี้, ถนนฝูเฉียน, สวนสาธารณะหมินเซิงกรีนพาร์ค และตรอกซอกซอย มีร้านกาแฟบรรยากาศดีและโบราณสถานรวม 14 แห่ง ตั้งแต่สมัยญี่ปุ่นปกครอง ไม่ว่าด้านการเมือง การศึกษา การพาณิชย์ และวัดดั้งเดิม

    พื้นที่ถนนตรอกซอยตั้งแต่สมัยราชวงศ์เจิ้งและสมัยราชวงศ์ชิง สะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเหมือนได้ข้ามกาลเวลาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ถนนกั๋วหัว   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ถนนกั๋วหัว

    หรือ Guohua Street  ถนนสายอาหารและวัฒนธรรมยอดนิยม เต็มไปด้วยร้านอาหารท้องถิ่นดั้งเดิม ขนมโบราณ และสตรีทฟู้ดที่มีชื่อเสียง เช่น ปาท่องโก๋ยักษ์, บิสกิตเปาหลงซิง เป็นจุดเช็คอินสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตและรสชาติของเมืองไถหนาน

    เมนูที่ต้องลองคือ

    1 ข้าวหน้าหมูสับพะโล้ (Guohua Street Braised Pork Rice) สไตล์ไถหนานแท้ ๆ รสชาติหวานนำ หอมเครื่องเทศ

    2 เส้นหมี่น้ำใสปลาหมึก (Qiu Jia Squid Rice Noodles) เส้นหมี่หนึบ ๆ ในน้ำซุปปลาหมึกที่หวานธรรมชาติจากความสดของปลาหมึก

    ตั้งอยู่ที่ Yongkang District, Tainan City, Taiwan 710 เปิดทุกวัน เวลา 11.00-17.00 น.

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ป้อมปราการโบราณอันผิง   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ป้อมปราการโบราณอันผิง

    หรือ Anping Old Fort  ในปี ค.ศ. 1624 กองกำลังทหารและพาณิชย์ดัตช์เข้ายึดพื้นที่อันผิง และได้สร้าง ป้อมซีลันเดีย (Fort Zeelandia) เป็นฐานที่มั่น แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1634

    ต่อมาปี ค.ศ. 1662 เจิ้งเฉิงกง (Koxinga) สามารถยึดป้อมคืนจากดัตช์ได้สำเร็จ เปลี่ยนชื่อเป็น อันผิง ใช้เป็นที่ตั้งรัฐบาลไต้หวัน ชาวบ้านเรียกว่า ป้อมกษัตริย์ (King’s Fort)

    ในสมัยราชวงศ์ชิง เกิดปัญหาการทับถมของตะกอนชายฝั่งไถเจียง และถูกทหารชิงรื้อถอนบางส่วนนำวัสดุไปสร้าง ป้อมทองนิรันดร์ (Eternal Golden Castle) ส่งผลให้ป้อมทรุดโทรมและถูกละเลย

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ป้อมปราการโบราณอันผิง   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ในยุคอาณานิคม ญี่ปุ่นได้บูรณะขึ้นใหม่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า ป้อมอันผิง (Anping Old Fort)

    ปัจจุบัน สิ่งที่ยังคงเหลือคือ กำแพงอิฐด้านทิศใต้บริเวณหน้าประตู ที่ปกคลุมด้วยรากไม้ไทรเก่าแก่ แสดงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานเกือบ 400 ปีของไถเจียง

    ในปี ค.ศ. 1975 รัฐบาลเมืองไถหนานได้ซ่อมแซมและขยายพื้นที่โดยรอบ เพิ่มหลังคาทรงแหลมให้หอคอยสังเกตการณ์ และทาสีผนังเป็นสีขาว กลายเป็นภาพลักษณ์ของป้อมอันผิงที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

    เลขที่ 82, Guosheng Rd, Anping District, Tainan City, Taiwan 708  เปิดให้ชมทุกวัน 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    มุมมองจากป้อมปราการโบราณอันผิง   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ถนนโบราณอันผิง

    หรือ Anping Old Street  ในอดีต เขตอันผิง มีชื่อว่า ต้าหยวน (Dayuan) เป็นต้นกำเนิดของชื่อ ไต้หวัน ในปัจจุบัน

    อันผิง มีชื่อเสียงโดดเด่นในเรื่องของวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็น บรรยากาศยามค่ำคืน ทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงาม กิจกรรมทางทะเล และอาหารพื้นเมืองแสนอร่อย เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

    เช่น ป้อมปราการโบราณอันผิง (Anping Old Fort), ป้อมนิรันดร (Eternal Fortress), และสถาปัตยกรรมในยุคต่าง ๆ อีกหลายสถานที่ในยุคเนเธอร์แลนด์ยึดครอง, ยุคเจิ้งเฉิงกง (ก๊กซิงห้า), ยุคราชวงศ์ชิง, ยุคอาณานิคมญี่ปุ่น รวมแล้วกว่า 300 ปีที่ประวัติศาสตร์สำคัญของไต้หวันถูกรวบรวมไว้ในเขตนี้

    ตั้งอยู่ที่ Yanping St, Anping District, Tainan City, Taiwan 708  เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ทะเลสาบดอกบัว   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    เดินทางต่อไปยังเมือง เกาสง

    ทะเลสาบดอกบัว

    หรือ ทะเลสาบเหลียนฉือถัน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองเกาสง ทางเหนือของทะเลสาบดอกบัว มี วัดขงจื๊อ (Confucius Temple) และทางใต้มี เจดีย์มังกรพยัคฆ์ (The Dragon and Tiger Pagodas) ตั้งอยู่หน้าศาลา

    ทะเลสาบนี้จะสวยที่สุดในยามค่ำคืน เมื่อแสงอาทิตย์กำลังตกดิน กระทบกับน้ำในทะเลสาบ เกิดเป็นภาพที่สวยงาม ราวกับต้องมนตร์สะกด บริเวณใกล้ ๆ ยังมีซากปรักหักพังของกำแพงและประตูเมืองฟ่งซาน (Fengshan) ให้ผู้คนได้รำลึกถึง

    ตั้งอยู่ที่ Zuoying District, Kaohsiung City, Taiwan 813  เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    เจดีย์มังกรพยัคฆ์   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    เจดีย์มังกรพยัคฆ์

    หรือ Dragon and Tiger Pagodas  เป็นแลนด์มาร์คยอดฮิตของเมืองเกาสง ตั้งอยู่ริมสระบัว (Lotus Pond) โดดเด่นด้วยเจดีย์คู่สูง 7 ชั้น ทางเข้าเป็นรูปปั้นมังกรและเสือขนาดใหญ่

    เชื่อกันว่าเดินเข้าทางปากมังกรและออกทางปากเสือ จะช่วยขจัดสิ่งไม่ดีและเปิดรับโชคลาภ

    ภายในเจดีย์มีจิตรกรรมฝาผนังและภาพวาดเทพเจ้าจีนโบราณ สามารถขึ้นไปชั้นบนสุดเพื่อชมวิวทะเลสาบเหลียนฉือถันและวิวเมืองเกาสงจากมุมสูงได้

    เลขที่ 9, Liantan Rd, Zuoying District, Kaohsiung City, Taiwan 813  เปิดทุกวัน

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ทะเลสาบดอกบัว   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ สาขาภาคใต้  Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ สาขาภาคใต้   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ สาขาภาคใต้   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ สาขาภาคใต้   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    เรือนจำเก่าเจียอี้   Cr. Kanok Shokjaratkul

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ตลาดนัดกลางคืนเหวินฮั่ว   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ตลาดนัดกลางคืนเหวินฮั่ว   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    วัดขงจื้อ   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    วัดขงจื้อ  Cr. Kanok Shokjaratkul

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ถนนกั๋วหัว   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ถนนกั๋วหัว   Cr. Kanok Shokjaratkul 

    ชวนเที่ยว ‘ไต้หวัน’ ภาคใต้ 9 แห่ง ที่รอให้ไปสัมผัส

    ถนนกั๋วหัว   Cr. Kanok Shokjaratkul

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1229541&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20pucnxm8t8QkoRrJvi0rF

  • ผู้ว่าททท. ปลื้มสงกรานต์ไทย 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ท่วมท้น

    ผู้ว่าททท. ปลื้มสงกรานต์ไทย 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ท่วมท้น

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง

    ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล

    ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ โดย ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่

    ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน  แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท

    ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม

    โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

    ขณะที่บรรยากาศในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)

    ผู้ว่าททท. ปลื้มสงกรานต์ไทย 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ท่วมท้น

    ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เมษายน 2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80% และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท

    นอกจากนี้การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน“SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    ผู้ว่าททท. ปลื้มสงกรานต์ไทย 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ท่วมท้น

    ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

    ผู้ว่าททท. ปลื้มสงกรานต์ไทย 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ท่วมท้น

    ททท. เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656556&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G0VKrWbEj1NXjnbmUlQ99

  • เทศกาลสงกรานต์ อุบัติเหตุสะสม 581 ครั้ง เสียชีวิต 95 ราย

    เทศกาลสงกรานต์ อุบัติเหตุสะสม 581 ครั้ง เสียชีวิต 95 ราย

    14 เม.ย.2569-นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในช่วง7 วันอันตราย เทศกาลสงกรานต์ 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จากข้อมูลภาพรวมอุบัติเหตุของประเทศ (อ้างอิงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) วันที่ 12 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุ 193 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 169 ราย และเสียชีวิต 24 ราย ขณะที่ยอดสะสม 3 วัน (10 – 12 เมษายน 2569) เกิดอุบัติเหตุรวม 581 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 486 ราย และเสียชีวิต 95 ราย

    ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จากข้อมูลศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) จำนวน 79 แห่งทั่วประเทศ พบว่า วันที่ 12 เมษายน 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย (บาดเจ็บทั้งหมด ไม่มีผู้เสียชีวิต) โดยเกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ตและชลบุรี จากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 กรณี ขณะที่ยอดสะสม 3 วัน (10 – 12 เมษายน 2569) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุรวม 7 ราย (บาดเจ็บ 7 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต)

    สำหรับการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 มีการให้บริการรวม 2,218 ราย ประกอบด้วย บริการข้อมูลท่องเที่ยว/เส้นทาง 2,113 ราย ประสานงานช่วยเหลือผ่านสายด่วน 3 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 6 ราย ประสานงานช่วยเหลืออื่น ๆ 96 ราย ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่สำคัญ พร้อมบูรณาการการทำงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

    รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่านให้ขับขี่ด้วยความไม่ประมาท และยึดหลักเมาไม่ขับเพื่อให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความปลอดภัยของทุกคน ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ทั่วประเทศ หรือสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/979861/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s8H-TiBWWOPJZPG5BVCMP

  • อบจ.เชียงราย มั่นใจมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย ดันเชียงแสนเป็นเมืองเดินได้

    อบจ.เชียงราย มั่นใจมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย ดันเชียงแสนเป็นเมืองเดินได้

    มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของท่องเที่ยวเชียงรายในปีที่ความเชื่อมั่นมีค่ากว่าจำนวนนักเดินทาง

    เชียงราย,14 เมษายน 2569 – เมืองเล็กริมโขงที่เคยคุ้นกับความสงบของกำแพงเมืองเก่า กำลังเปลี่ยนจังหวะของตัวเองอีกครั้งในห้วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง เมื่ออำเภอเชียงแสนถูกแต่งแต้มด้วยน้ำ แสง เสียง และผู้คนจากหลายทิศทางผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งเริ่มกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน และมีกำหนดจัดต่อเนื่องถึง 18 เมษายน ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักตั้งแต่วันแรก โดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ขึ้นกล่าวสวัสดีปี๋ใหม่เมือง พร้อมอวยพรให้ประชาชนเดินทางปลอดภัยและใช้เวลาช่วงเทศกาลร่วมกันอย่างอบอุ่น ขณะที่ในพื้นที่มีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉลิมฉลองประจำปี แต่เป็นวาระสำคัญของจังหวัดในการใช้เทศกาลวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง

    สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงแสนปีนี้จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำริมแม่น้ำโขง ต้องอ่านควบคู่กับบริบทใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยสถานการณ์รายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 9.60 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากความไม่แน่นอนเรื่องพลังงานและข่าวสารเกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักเดินทาง โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ แม้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึง 5 เมษายนจะยังอยู่ที่ 9,744,179 คน และสร้างรายได้แล้วราว 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขล่าสุดสะท้อนชัดว่าการเดินทางในปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกอย่างเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อรักษาคนที่กำลังลังเลให้อยากออกเดินทางจริง

    เชียงแสนไม่ได้จัดแค่งานรื่นเริง แต่กำลังทดลองบทบาทใหม่ของเมืองชายแดน

    เมื่อมองจากรายละเอียดของงาน จะเห็นว่าผู้จัดพยายามวาง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ให้เป็นมากกว่างานเล่นน้ำทั่วไป เพราะแก่นของงานอยู่ที่การยกระดับเชียงแสนจากเมืองเก่าริมโขงให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” ที่ผู้คนสามารถใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์ของจังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระบุว่า งานจัดบริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนและถนนริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาโดยตรง ภายใต้แนวคิดใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นจุดขายด้าน Soft Power ของเชียงราย และทำให้พื้นที่ชายแดนแห่งนี้กลายเป็นเวทีแสดงอัตลักษณ์ร่วมของสามแผ่นดิน ทั้งในมิติประเพณี วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวร่วมสมัย

    ในเชิงภาพงาน ไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตั้งแต่วันแรกคืออุโมงค์น้ำริมโขงขนาดยาวหลายร้อยเมตร หอคอยน้ำขนาดใหญ่ มาสคอต “น้องน้ำโขง” เวทีริมโขง และพื้นที่ตกแต่งเมืองเก่าที่ทำให้เชียงแสนมีบรรยากาศต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน ข้อมูลจากรายงานภาคสนามของข่าวสดระบุว่าบรรยากาศตลอดแนวริมโขงในวันแรกเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ออกมาเล่นน้ำคลายร้อน ขณะเดียวกันผู้จัดเองก็สื่อสารผ่านช่องทางของ อบจ.เชียงราย อย่างต่อเนื่องว่ากิจกรรมจะมีต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเล่นน้ำและคอนเสิร์ตในวันที่ 13 ถึง 15 เมษายน ไปจนถึงช่วงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในวันที่ 16 ถึง 18 เมษายน เช่น ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน พิธีตักบาตร การประกวดนางสงกรานต์ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ภาพนี้ทำให้งานไม่ได้จบเพียงความคึกคักระยะสั้น แต่ถูกออกแบบให้ดึงคนให้อยู่กับเมืองหลายวันมากขึ้น

    วันแรกของงานสะท้อนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังตอบสนองต่อกิจกรรมคุณภาพ

    ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า บรรยากาศวันแรกบริเวณถนนริมแม่น้ำโขงคึกคักตลอดแนว นักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำและร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยอย่างหนาแน่น ร้านค้า โรงแรม และผู้ประกอบการในพื้นที่เริ่มได้รับอานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลอย่างเห็นได้ชัด ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับรายงานภาคสนามของสื่อซึ่งบันทึกบรรยากาศการจับจ่ายสินค้า OTOP ของดีจากทั้ง 18 อำเภอ รวมถึงการใช้พื้นที่เมืองเก่าเชียงแสนเป็นโซนเดินเที่ยวและพักผ่อนสำหรับครอบครัว นักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นพร้อมกัน นี่คือสัญญาณสำคัญว่า เทศกาลได้รับการออกแบบดีพอ เมืองรองหรือเมืองชายแดนสามารถเปลี่ยนผู้มาเยือนจาก “แค่ผ่านมา” เป็น “ใช้เวลาและใช้จ่าย” ได้จริง

    อย่างไรก็ตาม การจะสรุปว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นฟื้นตัวเต็มรูปแบบหรือไม่ ยังต้องใช้เวลาติดตามตัวเลขการเข้าพัก รายได้ร้านค้า และการใช้จ่ายหลังจบเทศกาลอีกระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่งานนี้ชี้ให้เห็นแล้วอย่างน้อยคือ เมืองอย่างเชียงแสนยังมีศักยภาพสูงมากในการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่ชายแดนเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมกับอัตลักษณ์แม่น้ำโขง ความเป็นเมืองเก่า และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนที่ไม่มีเมืองอื่นในเชียงรายสามารถเล่าเรื่องได้แบบเดียวกัน เมื่อมีพื้นที่ขายของชุมชน การแสดงพื้นถิ่น และกิจกรรมร่วมสมัยในงานเดียวกัน เงินที่ไหลเข้าจังหวัดจึงไม่ได้ตกอยู่กับผู้จัดอย่างเดียว แต่มีโอกาสกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานรากที่หลายหน่วยงานพูดถึงมาตลอด แต่จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีเวทีให้ผู้คนได้เข้ามาใช้พื้นที่และใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเช่นนี้

    งาน 3 แผ่นดินกำลังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบ Value over Volume โดยตรง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศชัดตั้งแต่ต้นปี 2569 ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องขยับสู่แนวคิด “Value over Volume” หรือเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ เนื่องจากปีนี้เผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังขึ้น และแรงกดดันจากราคาพลังงาน ททท.จึงปรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ที่ 30 ถึง 34 ล้านคน และประเมินว่าคนไทยอาจเดินทางในประเทศราว 206 ล้านคนต่อครั้ง ลดลงจากเป้าหมายเดิม แต่ยังคงพยายามรักษารายได้รวมของอุตสาหกรรมไว้ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาทผ่านกลยุทธ์ยกระดับคุณภาพประสบการณ์และการใช้จ่ายต่อทริป

    มองผ่านกรอบนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนถือว่าตอบโจทย์ได้ค่อนข้างตรง เพราะไม่ได้มุ่งแค่ดึงคนให้เข้ามาจำนวนมากในวันเดียว แต่พยายามสร้างเหตุผลให้คนอยู่กับเมืองนานขึ้น ผ่านโครงสร้างกิจกรรมที่แบ่งเป็นหลายช่วง มีทั้งโซนเล่นน้ำ โซนบันเทิง โซนวัฒนธรรม และโซนเศรษฐกิจชุมชน การมีขบวนแห่ 3 ประเทศ การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ทำให้เทศกาลนี้มีความต่างจากงานสงกรานต์ที่อาศัยเพียงเวทีคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมสาดน้ำอย่างเดียว กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ เชียงแสนกำลังทดลองโมเดลท่องเที่ยวที่ขาย “เรื่องราวของสถานที่” มากกว่าขาย “ความคึกคักชั่วคราว” ซึ่งสอดรับกับทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    ชายแดนไม่ใช่ข้อจำกัดของเชียงแสนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบ

    คำว่า “3 แผ่นดิน” ในชื่อเทศกาล ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำประชาสัมพันธ์ แต่สะท้อนภูมิศาสตร์และบทบาทเฉพาะของเชียงแสนในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง พื้นที่ริมโขงแห่งนี้เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาในทางกายภาพและทางวัฒนธรรมมานาน การนำสถานะชายแดนมาพัฒนาเป็นคอนเซ็ปต์งานเทศกาล จึงเป็นการพลิกมุมมองจาก “พื้นที่ปลายทางไกล” ให้กลายเป็น “เวทีเชื่อมอัตลักษณ์” ที่มีเรื่องเล่าไม่ซ้ำใคร ยิ่งในช่วงที่ไทยต้องแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวกับหลายประเทศอาเซียน เมืองที่มีความชัดเจนเชิงอัตลักษณ์และมีประสบการณ์เฉพาะตัว ย่อมมีความได้เปรียบมากกว่าเมืองที่จัดงานคล้ายกันทุกจังหวัด

    จุดนี้ยังเชื่อมโยงกับโจทย์ระยะยาวของเชียงรายทั้งจังหวัดด้วย เพราะจังหวัดพยายามสื่อสารมาโดยตลอดภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ว่า การกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ยอดนิยมเดิมเป็นเรื่องจำเป็น เมืองอย่างเชียงแสนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าจัดงานใหญ่แล้วดึงคนเข้าพื้นที่ได้จริง ขณะเดียวกันยังสร้างรายได้ให้ชุมชนและขยายเวลาพำนักได้มากขึ้น โมเดลเช่นนี้ก็อาจถูกต่อยอดไปสู่อำเภออื่นในอนาคต ไม่ว่าจะผ่านวัฒนธรรมชายแดน ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ หรือภูมิทัศน์ท้องถิ่นรูปแบบอื่น นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของงานนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะเชียงแสน แต่มีความหมายต่อยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดด้วย

    ความคึกคักของเชียงแสนเกิดขึ้นในปีที่การท่องเที่ยวไทยไม่ได้เดินง่าย

    สิ่งที่ทำให้งานสงกรานต์ครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือมันเกิดขึ้นในปีที่บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยไม่ได้สดใสแบบไร้เงื่อนไข แม้รายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะระบุว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์และมาตรการ Ease of traveling ของภาครัฐยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนการเดินทางในสัปดาห์ถัดไป แต่รายงานฉบับเดียวกันก็เตือนชัดว่าตลาดระยะใกล้ชะลอตัวจากประเด็นความเชื่อมั่นเรื่องพลังงาน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนไม่มากนักแต่มีความอ่อนไหวสูง ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รายงานรายภูมิภาคของกระทรวงยังชี้ว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางในสัปดาห์ที่ 14 ของปีลดลงถึงร้อยละ 10.68 จากสัปดาห์ก่อน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในช่วง 1 ถึง 5 เมษายน ลดลงแรงถึงร้อยละ 74.09 ตามการคำนวณแบบรายภูมิภาคของกระทรวงเอง

    การเติบโตของเชียงแสนท่ามกลางภาพรวมเช่นนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่มีจุดขายเฉพาะตัวและผูกกับเทศกาลจริงในพื้นที่ ยังสามารถฝ่ากระแสชะลอตัวของภาพรวมประเทศได้ระดับหนึ่ง ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เตือนว่าเมืองท่องเที่ยวไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับตลาดต่างชาติอย่างเดียว เพราะเมื่อปัจจัยระดับโลกผันผวน ความไม่แน่นอนจะส่งมาถึงจำนวนนักเดินทางเร็วมากกว่าที่หลายพื้นที่เตรียมรับมือทัน สงกรานต์เชียงแสนปีนี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองปีใหม่ไทย แต่เป็นตัวอย่างของการพึ่งพาพลังการเดินทางภายในประเทศและตลาดใกล้บ้านอย่างมีชั้นเชิงในช่วงเวลาที่โลกภายนอกยังไม่นิ่ง

    จากการกล่าวอวยพรของนายก อบจ. ถึงคำถามใหญ่เรื่องความยั่งยืนของเทศกาล

    คำอวยพรของนางอทิตาธรที่ระบุว่า “ขออำนวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่านมีความสุข ความเจริญ เดินทางปลอดภัย และใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขในเทศกาลสงกรานต์ร่วมกันอย่างอบอุ่น” นั้น อาจฟังดูเป็นถ้อยคำตามธรรมเนียม แต่เมื่อวางอยู่ในบริบทของงานนี้ มันสะท้อนภาพใหญ่กว่านั้น เพราะความสำเร็จของเทศกาลไม่ได้ขึ้นกับความสนุกเพียงอย่างเดียว ขึ้นกับว่าผู้คนรู้สึกปลอดภัยพอจะเข้าร่วม ใช้เวลา และกลับออกไปพร้อมความทรงจำที่ดีหรือไม่ การที่ผู้นำท้องถิ่นเลือกเน้นเรื่องการเดินทางปลอดภัย จึงเท่ากับยืนยันว่าเทศกาลระดับจังหวัดในปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคน แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์และการบริหารจัดการด้วย

    ในระยะยาว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า งานนี้คนเยอะหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ความคึกคักแบบนี้ไม่จบลงพร้อมปฏิทินเทศกาล การจะพัฒนาเชียงแสนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีน้ำหนักจริง จำเป็นต้องต่อยอดจาก 6 วันของสงกรานต์ไปสู่กิจกรรมตลอดปี ทั้งการเชื่อมกับแหล่งโบราณคดี เมืองเก่า วัดวา สายน้ำ วิถีริมโขง และการค้าชายแดน การจัดงานครั้งนี้ช่วยพิสูจน์ได้ว่าคนพร้อมมาเชียงแสนเพื่อสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ จังหวัดก็อาจมีฐานข้อมูลและความมั่นใจมากพอที่จะลงทุนกับการสร้างปฏิทินกิจกรรมทั้งปีในพื้นที่นี้ต่อไป ซึ่งนั่นจะทำให้งานสงกรานต์ปีนี้มีความหมายมากกว่าความสำเร็จเฉพาะกิจอย่างเห็นได้ชัด

    เมืองเก่าที่คืนชีวิตได้ ต้องไม่หยุดแค่แสงสีเสียง

    หนึ่งในถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบ คือการใช้คำว่า “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” เพราะมันชวนให้มองเกินกว่ากิจกรรมบนเวทีไปสู่คำถามเรื่องอนาคตของเชียงแสนเอง เมืองประวัติศาสตร์จำนวนมากในไทยมีทุนวัฒนธรรมอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะสามารถแปลงทุนเหล่านั้นให้กลับมามีชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง สิ่งที่เชียงแสนกำลังทดลองอยู่ คือการทำให้โบราณสถาน เมืองเก่า แม่น้ำโขง และวัฒนธรรมชายแดน กลับมาเป็นองค์ประกอบร่วมของชีวิตเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงฉากหลังของการท่องเที่ยวเชิงถ่ายรูปเท่านั้น ถ้าทำได้สำเร็จ เมืองเก่าจะไม่ใช่พื้นที่สงบที่ผู้คนแค่เดินผ่าน แต่จะกลับมาเป็นพื้นที่ที่คนใช้เวลา ใช้จ่าย และรู้สึกมีส่วนร่วมกับมันอีกครั้ง

    แต่การคืนชีวิตให้เมืองเก่าอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องรักษาสมดุลอย่างละเอียด ระหว่างความคึกคักกับคุณค่าดั้งเดิม ระหว่างการดึงนักท่องเที่ยวกับการไม่ทำให้ชุมชนเสียจังหวะชีวิตเดิม และระหว่างการค้าขายกับความหมายทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เทศกาลจึงเป็นเพียงประตูบานแรก ไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย ผู้จัดและจังหวัดสามารถเก็บข้อมูลหลังงาน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้มาเยือน และต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองอย่างจริงจังได้ งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนบทบาทเชียงแสนในระบบท่องเที่ยวเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

    ปลายทางของเทศกาลนี้อาจอยู่ไกลกว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้

    เมื่ออ่านทุกชั้นของข้อมูลร่วมกัน จะเห็นว่างานที่เชียงแสนกำลังทำอยู่มีความหมายมากกว่าการจัดกิจกรรมประจำฤดูกาล เพราะมันอยู่บนจุดตัดของหลายโจทย์พร้อมกัน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การฟื้นคืนชีวิตเมืองเก่า การสร้างแบรนด์จังหวัด การกระจายนักท่องเที่ยวจากพื้นที่หลัก และการรักษาความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก การที่วันแรกของงานสามารถดึงผู้คนออกมาริมโขงได้อย่างหนาแน่น จึงไม่ใช่เพียงภาพสวยของเทศกาล แต่เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ชายแดนยังมีพลังดึงดูดสูง รู้จักออกแบบประสบการณ์ให้สอดคล้องกับเรื่องราวของตัวเองอย่างแท้จริง

    ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเชียงแสนจัดงานสงกรานต์ได้ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คือหลังจากน้ำแห้ง ผู้คนกลับบ้าน และเวทีปิดลง เมืองจะเก็บพลังของช่วงเวลานี้ไปต่อยอดอย่างไร คำตอบคือการสร้างเทศกาลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก สร้างรายได้ให้ชุมชนจริง และยกระดับภาพจำของเชียงแสนจากเมืองผ่านทางเป็นเมืองปลายทางได้สำเร็จ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินปี 2569 ก็อาจถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะเทศกาลสนุกริมโขง แต่เป็นจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้กลับมามีบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจและแผนที่การท่องเที่ยวของเชียงรายอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/songkran-3-lands-chiang-saen-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SZBc1hu_osqZsU99ZjouS

  • ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท

    วันนี้ (14 เม.ย.2569) น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย.2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทย ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ โดย ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่

    ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้ง 2 งาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11 – 13 เม.ย.2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน และผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ขณะที่บรรยากาศในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ จ.สงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดา มีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เม.ย.2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน“SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    ​ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย.2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศ รวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8​

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ​ททท.เชื่อมั่นว่าเทศกาลสงกรานต์ จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    อ่านข่าว

    กรมอุตุฯ เตือนไทยตอนบนเจอพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย.นี้

    ศปถ. เผย “สงกรานต์ 2569” 4 วัน อุบัติเหตุสะสมพุ่ง 755 ครั้ง เสียชีวิต 154 คน

    กทม.เร่งทำความสะอาด เคลียร์ถนนข้าวสาร หลังปิดให้เล่นน้ำ

    สรุปยอด 3 วันสงกรานต์ 2569 คนไทยใช้ขนส่งสาธารณะกว่า 7.8 ล้านคน

    “สงกรานต์สีลม” เริ่มแล้ว ปิดถนนเล่นน้ำ นักท่องเที่ยวทยอยเข้าพื้นที่คึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504624&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kF2X9f2Ca9r6KPf0reH_g

  • แก่งกระจาน ปิดพักแรม “บ้านกร่าง” ชั่วคราว หลังภัยแล้งหนัก ประสบปัญหาขาดน้ำ แต่ยังเปิดให้ท่องเที่ยว ชมสัตว์-ผีเสื้อ-ขึ้นพะเนินทุ่ง ได้ตามปกติ

    แก่งกระจาน ปิดพักแรม “บ้านกร่าง” ชั่วคราว หลังภัยแล้งหนัก ประสบปัญหาขาดน้ำ แต่ยังเปิดให้ท่องเที่ยว ชมสัตว์-ผีเสื้อ-ขึ้นพะเนินทุ่ง ได้ตามปกติ

    วันที่ 14 เมษายน 2569 นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ด้วยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้รับแจ้งจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ 4 (บ้านกร่าง) ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้เพื่อบริการนักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลให้น้ำไม่เพียงพอต่อการใช้งาน และไม่เอื้อต่อกิจกรรมนันทนาการพักผ่อนหย่อนใจ

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พิจารณาแล้ว เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดต่อนักท่องเที่ยว และเป็นการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จึงขอปิดการพักแรมในแหล่งท่องเที่ยวบ้านกร่างเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย. 69 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติและจะแจ้งเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้ง

    ทั้งนี้ นายมงคล กล่าวย้ำว่า อย่างไรก็ตาม ถึงจะประกาศปิดพักแรมบ้านกร่างเป็นการชั่วคราว แต่สถานที่ท่องเที่ยวในบ้านกร่าง และเขาพะเนินทุ่ง ยังเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมสัตว์ป่า และฝูงผีเสื้อได้ตามปกติ

    ภาพ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70100&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28eoYjvLSSA2z1fa6WFven

  • ตำรวจท่องเที่ยวรวบชาวจีนลักทรัพย์คนชาติเดียวกันคาสุวรรณภูมิ

    ตำรวจท่องเที่ยวรวบชาวจีนลักทรัพย์คนชาติเดียวกันคาสุวรรณภูมิ

    วันที่ 14 เมษายน 2569 พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1,พ.ต.อ.ศราวุธ ตันกุล รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.มนพร ลิขิตมานนท์ ผกก.3 บก.ทท.1, พ.ต.ท.อภิรุ่ง เพียรมงคล และ พ.ต.ท.เสกสันติ์ ฐิรเรืองรัตน์ สว.กก.3 บก.ทท.1 แถลง  “ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 จับกุมคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวจีนบนเครื่องบิน”

    ​สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย MR.YIU YUEJIN อายุ 45 ปี สัญชาติจีน พร้อมพวกรวม 3 คน ว่าเงินของตนสูญหาย บนเครื่องบิน ที่ตนเดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เที่ยวบินที่ TG571 มายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 65,000 บาท  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เข้าตรวจสอบผู้โดยสารที่เดินทางมากับเที่ยวบินดังกล่าว ที่บริเวณทางออกเครื่องประตูซี 6 อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อติดตามทรัพย์สินดังกล่าว

    ต่อมาลูกเรือแจ้งว่าตนได้พบเห็นบุคคลต้องสงสัยมีพฤติกรรมหยิบเงินออกจากกระเป๋าที่บริเวณช่องเก็บกระเป๋าเหนือศีรษะ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการค้นตัวบุคคลต้องสงสัยสัญชาติจีน ทราบชื่อภายหลัง ว่าชื่อ MR.ZHENG XIAOBO ( เจิ้ง เสี่ยว ป๋อ ) พบเงินสด จำนวน 16,020 บาท อยู่ภายในกระเป๋า และ ยังพบเงินสกุลอื่นอีกหลายสกุลเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการตรวจยึด ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพ เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้ทำการจับกุม พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหา “ลักทรัพย์ในอากาศยาน หรือในยวดยานสาธารณะ หรือรับของโจร” พร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับกุมทราบ และควบคุมตัวพร้อมทั้งของตรวจยึดนำส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ​​ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน และนักท่องเที่ยว หากพบเห็นผู้กระทำความผิด สามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือสถานีตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่ได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70099&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l9sXPUu5IvtLu3zjNN50k