Category: ท่องเที่ยว

  • ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เตรียมพัฒนา “ภูมะเขือ” เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เตรียมพัฒนา “ภูมะเขือ” เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ห้องประชุมกันทรลักษ์เรืองรอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานการประชุมหารือสำคัญ ว่าด้วยแนวทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ และ จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์ นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนจาก กองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาในพื้นที่ชายแดนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในมิติของ ถนน แหล่งน้ำ และระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ

    โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ พร้อมเชื่อมโยงการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง และส่งเสริมให้พื้นที่ชายแดนเป็นทั้ง “แนวหน้าแห่งความมั่นคง” และ “แนวร่วมแห่งการพัฒนา”

    ทั้งนี้ จังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดตั้งศูนย์สั่งการชายแดนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการการทำงานระหว่างฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร โดยมีภารกิจหลักในการสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ และเป็นศูนย์กลางในการประสานงานเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตชายแดน

    หลังจากการประชุม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พร้อมคณะผู้บริหารจังหวัดและหัวหน้าหน่วยงานได้เดินทางลงพื้นที่ ภูมะเขือ ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารและเคยเป็นพื้นที่เกิดเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ในปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว โดยกองกำลังทหารไทยได้เข้าดูแลพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าชายแดนไทยมีความสงบ ปลอดภัย และมั่นคง

    เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่มีเสถียรภาพมากเพียงพอ ทางจังหวัดศรีสะเกษ จึงได้มีแผนที่จะพัฒนา “ภูมะเขือ” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติเพื่อให้ประชาชนทั่วไปรวมถึงเยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความหวงแหนในอธิปไตยของแผ่นดินไทย ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งไม่เพียงเป็นแนวป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งความสามัคคี และความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์สำคัญของการประชุมและการลงพื้นที่ในครั้งนี้

    พร้อมกันนี้ คณะได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบในพื้นที่บนภูมะเขือเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ก่อนร่วมกันถ่ายภาพแห่งประวัติศาสตร์ความภูมิใจกับธงชาติไทยที่โบกสะบัดเหนือยอดภูมะเขือ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196075/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C14EpWkvqVUUppVcMEk-A

  • อากาศยามเช้า 18 องศาบนภูเรือ แสงทองและทะเลหมอกปลายฝน

    อากาศยามเช้า 18 องศาบนภูเรือ แสงทองและทะเลหมอกปลายฝน

    เช้าวันหยุดบนยอดภูเรือ จ.เลย ลมเย็นๆ ท่ามกลางอากาศอุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส เคล้ากับหมอกขาวพัดผ่านยอดสน แสงทองค่อยๆ ไล้สันเขาเป็นริ้วเงา งดงามพอให้ลืมหายใจชั่วขณะ

    06.30 น. เสียงรองเท้าบนทางเดิน ก่อนทุกคนจะหยุดตรงแนวราวไม้ด้านหน้า ทิศตะวันออกเริ่มเปลี่ยนจากฟ้าเทาเป็นส้มไล่ชมพู จะได้พบกับแสงแรกฉาบสันเขาเป็นชั้นๆ บางช่วงหมอกจะค่อยๆ ยกตัวขึ้นช้าๆ นี่คือจังหวะที่ทำให้ภูเรือกลายเป็น “หมุดหมายเปิดฤดูกาล” ของนักเดินทาง

    อากาศดีๆ ที่ภูเรือ
    อากาศดีๆ ที่ภูเรือ
    ยอดภูเรือช่วงนี้อากาศดี ปลอดฝุ่น อากาศสบาย
    ยอดภูเรือช่วงนี้อากาศดี ปลอดฝุ่น อากาศสบาย

    นางสาวเนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ เปิดเผยว่า ช่วงนี้อากาศดีเป็นพิเศษ ฟ้าใสและปลอดฝุ่น ทำให้ระยะมองเห็นไกลกว่าปกติ เทือกเขาซ้อนกันหลายชั้นจนตาไล่ไม่หมด 

    นักท่องเที่ยวที่ไปเช้าหน่อยจะได้ทั้งความเงียบและละอองหมอกลอยเอื่อย ซึ่งต่างจากช่วงสายที่หมอกจางลงและผู้คนเริ่มคึกคัก

    แวะขึ้นภูเรือตั้งแต่ตีห้าจะได้สัมผัสบรรยากาศที่เหมาะแก่ฤดูท่องเที่ยว
    แวะขึ้นภูเรือตั้งแต่ตีห้าจะได้สัมผัสบรรยากาศที่เหมาะแก่ฤดูท่องเที่ยว

    สำหรับการเดินทางไปขึ้นยอดภูเรือชมพระอาทิตย์ ควรขึ้นด่านตั้งแต่ตีห้า แวะจุดชมวิวระหว่างทางก่อนถึงยอด จะได้ชั้นหมอกขาวโพลน เหมาะกับการพักผ่อนกลางธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888497&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lVEEI6f8ccu0712yMmCwd

  • ไปท่องเที่ยวชมวิวหลักล้านรอบทุ่งนา ที่ขัวน้อย บ้านชีทวน สุดยอดธรรมชาติที่สดชื่น

    ไปท่องเที่ยวชมวิวหลักล้านรอบทุ่งนา ที่ขัวน้อย บ้านชีทวน สุดยอดธรรมชาติที่สดชื่น

    ภูมิภาค

    ไปท่องเที่ยวชมวิวหลักล้านรอบทุ่งนา ที่ขัวน้อย บ้านชีทวน สุดยอดธรรมชาติที่สดชื่น

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    บ้านชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี  ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าร้อยปี และเต็มไปด้วยมาดกทางวัฒนธรรม มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  และทางวัฒนธรรมที่ควรไปเยือนอยู่หลายแห่ง อาทิเช่น ธรรมมาสสิงห์เทินบุษบก ณ วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ เป็น  “ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก” หนึ่งเดียวในไทย อายุกว่า 100 ปี สถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่าของชาวบ้านชีทวน  , วัดพระธาตุสวนตาล มีสถูปเจดีย์ลักษณะเหมือนกับธาตุพนม ที่วัดแห่งนี้ยังมีเรือโบราณหรือเรือเจ้าแม่หงส์ทองที่ขุดพบในลำน้ำชี , วัดทุ่งศรีวิไล เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธวิเศษ พระชัยสิทธิ์ พระร่วงโรจนฤทธิ์ พระพุทธรูปเก่าแก่ที่เคารพศรัทธาของชาวอุบลราชธานี และ ขัวน้อย ซึ่งเป็นจุดชมวิวธรรมชาติรอบทุ่งนา  อากาสสดชื่น เย็นสบาย
                   

    หมู่บ้านชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เดิมเป็นถิ่นของขอม และเป็นนครแห่งหนึ่งชื่อว่า ”นครลำดวน” ผู้เรียบเรียงบอกว่าได้มาจากตำนานหลวงพระบาง ซึ่งเขียนเป็นภาษาลาวเดิม ฉบับของพระอุปปุงญะ แปลจากภาษาขอม ต้นฉบับของเมืองลานช้าง ว่าวัดธาตุสวนตาลหรือวัดทุ่งศรีวิไล เป็นอุทยานของพระเจ้าเกษตราธิราช ผู้ครองนครลำดวน โนนสวนของอุทยานแห่งนี้ทิศเหนือจดโนนพริก (บ้านมะพริกปัจจุบัน) ทิศตะวันออกจด คำดูน (บ้านหัวดูนปัจจุบัน) ทิศตะวันตกจด หนองฮีราด ทิศใต้จด กำแพงหลวง (กำแพงรอบเมือง) ต่อมานครลำดวนร้างไป ครั้นถึง พ.ศ. 2324 พระปทุมเทวาเจ้าเมืองอุบล ได้ให้ท้าวโหง่นคำพร้อมราษฎร 150 ครัวเรือน เดินทางขึ้นมาตามลำน้ำชี เพื่อหาที่สร้างเมืองใหม่ พอเดินทางมาถึงโนนลำดวนร้าง (นครลำดวนเดิม) เห็นซากเมืองเก่าหักพัง มีหัวหน้าขอมคนหนึ่งเฝ้าอยู่ ท้าวโหง่นคำจึงเข้าไปสอบถาม ทราบว่าโนนลำดวนนี้เป็นเมืองเก่า และขอมก็ได้เชิญท้าวโหง่นคำสร้างเมืองลงในที่นี้ วันพฤหัสบดี ปี 2324 ได้ลงหลักปักเสาเป็นปฐมฤกษ์ และก่อสร้างเรื่อยมาจนเสร็จและตั้งชื่อเมืองว่า “ซีซ้วน” เหตุที่ตั้งชื่อนี้อาจจะเป็นเพราะบริเวณเมืองตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำชีที่คดเคี้ยวลักษณะเหมือนแม่น้ำ ซ้วนกันในภาษาอีสาน และต่อมาก็แผลงมาเป็น “ชีทวน” ในปัจจุบัน    (ที่มา : หนังสือบ้านชีทวน ที่ระลึกในงานยกช่อฟ้าและตัดลูกนิมิต วัดธาตุสวนตาล  6 – 8 เมษายน 2527)
                    
    ณ  โอกาสนี้  ผู้สื่อข่าวของเราประจำจ.อุบลราชธานี จะพาท่านผู้อ่านไปท่องเที่ยวชม ขัวน้อย บ้านชีทวน เพื่อดื่มด่ำและสัมผัสกับธรรมชาติอันสดชื่น ชมวิวหลักล้านรอบทุ่งนา เมื่อมาเมืองอุบลฯในหน้าฝนแล้ว ไม่ควรพลาดไปเที่ยวที่ขัวน้อย บ้านชีทวน
                   

    ขัวน้อย บ้านชีทวน ต.ชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี  เป็นขัว (สะพาน) ที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างหมู่ที่ 1 บ้านชีทวน และ หมู่ที่ 7 บ้านหนองแคน จากการสอบถามผู้รู้ในชุมชนสันนิษฐานว่า มีอายุประมาณ 200 ปี ที่แล้ว  มีความกว้าง 1.40 เมตร ความยาว 271.50 เมตร สูงประมาณ 1.50 เมตร ขัวน้อยเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของช่วบ้านในการก่อสร้าง เนื่องจากในอดีตการสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก กอปรกับในอดีต วัดสีทาสเป็นวัดที่เปิดทำการเรียนการสอนปริยัติธรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ซึ่งพระที่มาเรียนมีจำนวนมาก บ้านหนองแคนเป็นบ้านขนาดเล็กมีบ้านอยู่จำนวนไม่กี่หลังคาเรือน  ชาวบ้านมีกำลังในการทำบุญตักบาตรไม่เพียงพอกับจำนวนพระ จึงมีการข้ามมาบิณฑบาตที่บ้านชีทวน ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่ แต่เนื่องจากเส้นทางที่ใช้ในการออกบิณฑบาตเส้นทางเดิมไปมาลำบาก เวลาหน้าฝนพื้นดินมักเป็นโคลนเลน(เหมืองโผ่) หน้าแล้งมีแต่ดินทราย ทำให้การไปมาลำบากมาก
                  

    ชาวบ้านจึงร่วมใจกันสร้างขัวน้อย ขึ้น เพื่อความสะดวก โดยพื้นที่ที่สร้างเป็นเขตติดต่อกันระหว่างหนองใหญ่กับหนองผักบุ้ง โดยสร้างตามแนวเขตติดต่อ โดยสร้างคร่อมคันนาเดิม วัสดุที่ใช้สร้างส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านหามาได้เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้แดง  ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ประดู่ เพื่อใช้เป็นเสาและคาน ส่วนไม้แป้นปู(กระดานปู)ไม้ที่ได้ส่วนใหญ่มาจากเรือกระแซงเก่าที่พังไม่ได้ใช้ บ้างก็ได้จากการถากไม้ นำมารวมกันช่วยกันสร้างจนแล้วเสร็จ โดยนอกจากการใช้ในการออกบิณฑบาตแล้ว ยังใช้เป็นเส้นทางในการนำศพไปประกอบพิธีฌาปนกิจศพที่ป่าช้าหัวหนองจอก บ้านหนองแคน และในเวลากลางคืนโดยเฉพาะคืนเดือนเพ็ญ ขัวน้อย ยังใช้เป็นสถานที่พักผ่อน ในเวลากลางวันก็ใช้เป็นร่มในการทำนา  ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างมาก 
                 
    ขัวน้อยมีการซ่อมแซมทุกปี  ต่อมา เมื่อประมาณปี 2534 ท่านพระครูสุนทรสุตกิจ (หลวงพ่อมณี เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีวิไล) คุณยายทวี ทองขาว และชาวบ้านจึงได้จัดทำผ้าป่าสามัคคีขึ้น เพื่อซ่อมแซมบูรณะขัวน้อย  เนื่องจากขัวน้อยมีสภาพทรุดโทรม อย่างมาก ประกอบกับไม้ที่ใช้ในการซ่อมแซมเริ่มหายาก จึงได้ก่อสร้างขัวน้อยขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นคอนกรีต ทำการก่อสร้างโดยช่างไสว เชื้อประทุม เป็นหัวหน้าช่างพร้อมด้วยทีมช่างประมาณ 20 คน โดยยึดเอาแนวขัวเดิมเป็นหลัก และได้สร้างศาลากลางขัวเพิ่มเติมขึ้น  ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 เดือน จึงแล้วเสร็จ
               

    ปัจจุบัน  ขัวน้อย ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในตำบลชีทวน  ช่วงที่น่าท่องเที่ยวคือช่วงเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน เพราะเป็นช่วงหน้าทำนา เมื่อต้นกล้าเติบโตเป็นสีเขียวขจี ปลิวไสวไปตามสายลม บางมุมมองไกลจนสุดลูกหูลูกตา เป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก พอช่วงเดือน พฤศจิกายน ต้นข้าวออกรวงเป็นสีเหลืองงดงามดั่งกองทอง หรือ ทุ่งทอง นับเป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวจ.อุบลฯในช่วงดังกล่าวไม่ควรพลาดไปเที่ยวชมวิวหลักล้านด้วยประการทั้งปวง

    Cr. ภาพ : ททท.สำนักงานอุบลราชธานี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/450135&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N5og23wQqFYZSZgsBJXac

  • คึกคักรับหยุดยาว! ‘เกาะกูด-หมาก’ นักท่องเที่ยวกว่า 5 พันคน จองเต็มทุกเที่ยวเรือ

    คึกคักรับหยุดยาว! ‘เกาะกูด-หมาก’ นักท่องเที่ยวกว่า 5 พันคน จองเต็มทุกเที่ยวเรือ

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

    ตราดคึกคักรับวันหยุดยาว! เกาะกูด-เกาะหมาก นักท่องเที่ยวกว่า 5,000 คน จองเต็มทุกเที่ยวเรือ ท่าเรือแหลมศอกเสริมเรือพิเศษเพิ่มเท่าตัว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันหยุดยาว 3 วันเนื่องใน ‘วันนวมินทรมหาราช’  บรรยากาศการท่องเที่ยวในจังหวัดตราดว่ากลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเดินทางไปยังหมู่เกาะยอดนิยม

    โดยที่ท่าเรือแหลมศอก ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งเป็นท่าเรือหลักในการเดินทางไปเกาะกูดและเกาะหมาก มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาต่อแถวลงเรือโดยสารของ 3 บริษัทหลัก ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเที่ยวเรือออกตั้งแต่เวลา 09.46 น. ถึง 12.30 น.

    คุณณัฐลัดดา ธรรมะ เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าตราด เปิดเผยว่า ในช่วงเช้ามีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะหมากและเกาะกูดมากกว่า 800 คน และช่วงบ่ายจะมีเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 700-800 คน ซึ่งเรือโดยสารทุกบริษัทถูกจองเต็มทั้งหมด และคาดว่าตลอด 3 วันนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเกาะกูดและเกาะหมากรวมกว่า 5,000 คน ทั้งนี้ เที่ยวเรือโดยสารได้มีการเพิ่มเที่ยวพิเศษจากปกติวันละ 10-12 เที่ยว เป็น 20 เที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ในส่วนของท่าเรือเกาะช้างเฟอร์รี่ ต.คลองใหญ่ ก็มีปริมาณรถยนต์จำนวนมากรอขึ้นเรือเฟอร์รี่เพื่อข้ามไปยังเกาะช้าง โดยมีรถยนต์รอลงเรือประมาณ 200-300 คัน แต่ใช้เวลารอลงเรือเพียง 30-40 นาที

    เช่นเดียวกับ นายทวีศักดิ์ วงษ์วิลาส อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.ตราด กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวมาเกาะช้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังช่วงลอยกระทงไปแล้ว อย่างไรก็ตาม จำนวนห้องพักในช่วงกลางเดือนนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น ได้ถูก จองล่วงหน้าไปแล้วถึงร้อยละ 80 โดยเกาะช้างยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับครอบครัว เนื่องจากมีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งในเขตอุทยานแห่งชาติ และแหล่งดำน้ำดูปะการัง

    ด้าน ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานตราด ยอมรับว่า กระแสข่าวการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชามีส่วนสร้างผลกระทบในด้านความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวบ้าง แต่ขอประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติว่า การท่องเที่ยวใน 3 เกาะหลัก (เกาะกูด เกาะหมาก และเกาะช้าง) มีความปลอดภัย และไม่ใช่พื้นที่การสู้รบ

    นายทวีศักดิ์ อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวฯ เสริมว่า เรื่องความไม่ปลอดภัยจากกฎอัยการศึกบนเกาะช้างก็ ไม่มีผลกระทบใด ๆ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวได้อย่างไร้กังวล

    นอกจากนี้ ททท. สำนักงานตราด กำลังจะเปิดตัว โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาในปี 2568 และปี 2569 โดยจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในกลางเดือนตุลาคม 2568 นี้ ////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/920461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SzI71o7HBMfPtW-iVyylm

  • ‘ภาค 8’ รับสอบปม ‘อิสราเอล’ ป่วนเกาะพะงัน พบนอมินีไทยเป็นหุ้นส่วน สร้างศูนย์ท่องเที่ยว 618 ล้าน | เดลินิวส์

    ‘ภาค 8’ รับสอบปม ‘อิสราเอล’ ป่วนเกาะพะงัน พบนอมินีไทยเป็นหุ้นส่วน สร้างศูนย์ท่องเที่ยว 618 ล้าน | เดลินิวส์

    จากกรณี เกิดกระแสต่อต้านนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวอิสราเอลในประเทศไทย ในพื้นที่ท่องเที่ยว อ.เกาะพะงัน เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับพฤติกรรมเชิงลบ ทั้งในส่วนที่เข้ามาประกอบธุรกิจ และนักท่องเที่ยว โดยมีการระบุว่า มีชาวอิสราเอล เข้ามาถือครองที่ดินและทำธุรกิจโดยใช้นอมินีชาวไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับนักท่องเที่ยวชาติอื่น และผู้ประกอบการชาวไทย โดยกระแสต่อต้านดังกล่าว ได้กระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว จนนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผวจ.สุราษฎร์ธานี เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือหาแนวทางแก้ปัญหา ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง บูรณาการการทำงานร่วมกับ ผวจ.สุราษฎร์ธานี กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานด้านความมั่นคง ตรวจสอบกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทุกสัญชาติใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการถือครองที่ดินโดยนิติบุคคลต่างด้าวและการดำเนินธุรกิจที่อาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกฎหมาย 2.ตรวจสอบเส้นทางการเงินและเอกสารประกอบธุรกิจ เพื่อพิสูจน์การถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัทที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ลงทุน 3.เข้มงวดการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว โดยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อป้องกันการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย 4.ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อทั้งผู้กระทำผิดและผู้ให้การสนับสนุน รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้อง

    พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่าในส่วนของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ผ่านมา ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย (ศปชก.) รวมถึงสนับสนุนการทำงานของ กอ.รมน.ภาค 4 การทำงานตรวจสอบผู้กระทำผิดกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างและการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวบนเกาะสมุย และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งให้ ตำรวจภูธร เข้าดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายกับนอมินี และชาวต่างชาติที่เข้าประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมาย โดยในส่วนของตำรวจภูธรภาค 8 พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผบช.ภ.8 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ศรัญญู ชำนาญราช รอง ผบช.ภาค 8 มาขับเคลื่อนและประสานการทำงานร่วมกับคณะกรรมการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน

    ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีการดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง หลายคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล บางคดีอยู่ระหว่างการืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม เมื่อมีการทำงานบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วน เชื่อว่าการทำงานจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและเห็นผลมากขึ้น ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าว

    ขณะที่ นายขนบ ยวนานนท์ ประธานยุติธรรม ต.เกาะพะงัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงของชาวเกาะพะงัน เปิดเผยกับเดลินิวส์ ว่า ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของ อ.เกาะพะงัน อยู่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เกาะพะงันยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีหาดริ้น แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสถานที่จัดงานฟูลมูนปาร์ตี้ ที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จนเมื่อราวปี 63 หลังจากที่เราเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวหลังพ้นวิกฤติโควิด-19 ก็ได้มีชาวต่างชาติจำนวนมาก เดินทางเข้ามาพักอาศัยแบบถาวรบนเกาะ และส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอล บางส่วนเข้ามาทำธุรกิจ ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น วิลล่า ที่พัก หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ในลักษณะบริการครบวงจรให้กันคนชาติเดียวกัน จนทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มนักท่องเที่ยวประเทศอื่น รวมทั้งกลุ่มนักธุรกิจท้องถิ่น

    นายขนบ กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่ประกอบธุรกิจบนความถูกต้องของกฎหมายก็มีมาก พวกที่ทำผิดกฎหมายก็มีอยู่ไม่น้อย กลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย มักจะกล่าวอ้างว่ามีบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และข้าราชการท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตต่างๆ คอยอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีค่อนข้างเยอะ และทำกันอย่างท้าทายกฎหมาย สิ่งที่อยากให้รัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการในตอนนี้ คือให้เข้าตรวจสอบในเรื่องของการอนุญาตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งองค์กร การจัดตั้งนิติบุคคลหรือถือครองทรัพย์สินต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้ธุรกิจท้องถิ่น สามารถแข่งขันได้

    อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าว พบความผิดปกติของบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทยแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างกลุ่มอาคาร ลักษณะบริการท่องเที่ยวครบวงจร มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร สถานบันเทิง บริการนำเที่ยว เช่ารถ ซึ่งจากการตรวจสอบบริษัทนิติบุคคลดังกล่าว ก่อตั้งเมื่อปี 2563 มีหุ้นส่วน 3 ราย เป็น คนไทย 1 ราย ชาวต่างชาติสัญชาติอิสราเอล 2 ราย เงินลงทุน 33 ล้านบาท โดยรายงานงบดุลบัญชีปี 2567 ระบุมีทรัพย์สินรวม 618 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5195647/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l0ctbdp64JAlSzu3eAn_w

  • สุดปัง! ‘สุขุมวิท’ ครองแชมป์ย่านท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงเทพฯ

    สุดปัง! ‘สุขุมวิท’ ครองแชมป์ย่านท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงเทพฯ

    สุดปัง! ‘สุขุมวิท’ ครองแชมป์ย่านท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงเทพฯ

    บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ dxt:360 ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 22 กันยายน 2568 เพื่อติดตามความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ (Social Listening) เกี่ยวกับความสนใจการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร

    โดยผลสำรวจ ย่านไหนมาแรง? เจาะกระแสเที่ยวกรุงเทพฯ จากการพูดถึง (Mention) ย่านท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ บนสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า

    สุขุมวิท (33.0%) ครองอันดับหนึ่งด้วยพื้นที่ใจกลางเมืองที่เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ทันสมัย ทั้งแหล่งชอปปิง ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ EmQuartier Emporium Emsphere และ Terminal 21 รายล้อมด้วยโรงแรมหรู การเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS พร้อมสวนสาธารณะใจกลางเมืองอย่างสวนเบญจกิติ สำหรับนักวิ่งและคนรักสุขภาพ

    ยังมีโซน ทองหล่อ – เอกมัย ย่านสุดฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ บาร์ และบูติกแฟชั่น อีกทั้ง ยังมีไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้อย่าง The Commons จุดนัดพบสุดฮิตของกลุ่มเพื่อน ๆ

    พระนคร (27.8%) ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน และแลนด์มาร์กสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) เสาชิงช้า รวมถึงถนนข้าวสาร และท่ามหาราช ซึ่งล้วนเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

    สุดปัง! ‘สุขุมวิท’ ครองแชมป์ย่านท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงเทพฯ

    สยาม (8.6%) ศูนย์กลางการชอปปิงและไลฟ์สไตล์ของคนเมือง โดดเด่นด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ อาทิ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ซีไลฟ์ แบงคอก ที่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS

    เยาวราช (7.9%) เอาใจสายกินด้วยสตรีทฟู้ดที่ไม่เคยหลับไหล สายถ่ายรูปต้องหลงรักสถาปัตยกรรมตึกแถวโบราณสุดคลาสสิก โดยเฉพาะ “ถนนทรงวาด” รวมถึงวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยเชื้อสายจีน

    รัชดา/ห้วยขวาง (7.3%) เป็นหนึ่งในแหล่งแฮงก์เอาต์ยอดนิยม โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเที่ยวกลางคืน แหล่งรวมร้านค้า The Street Ratchada ร้านอาหาร ผับและบาร์ ตอบโจทย์สายชอป สายกิน หรือสายนั่งชิล เหมาะกับการนัดพบเพื่อนฝูง

    ลาดพร้าว (5.7%) แหล่งไลฟ์สไตล์ครบวงจรอีกแห่งในกรุงเทพฯ มีทั้งศูนย์การค้า เซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยน มอลล์ รวมถึงตลาดนัดจตุจักร สวนรถไฟ (สวนวชิรเบญจทัศ) สำหรับการพักผ่อนในวันสบาย ๆ เหมาะกับนักท่องเที่ยวงบจำกัดที่ต้องการสัมผัสวิถีกรุงเทพฯ

    สีลม/สาทร (5.2%) มีทั้งไนท์ไลฟ์ ร้าน Fine dining และบาร์บนตึกสูงเพื่อชมวิวเมืองอย่าง Rooftop Bar ที่ตึกมหานคร รวมถึง One Bangkok และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ในกรุงเทพฯ อย่าง Dusit Central Park สวนลอยฟ้า จุดถ่ายรูปสวย ๆ พื้นที่สีเขียวกลางใจเมือง

    ดุสิต (4.5%) เต็มไปด้วยบรรยากาศร่มรื่น รายล้อมด้วยพิพิธภัณฑ์และสถาปัตยกรรมเชิงประวัติศาสตร์ ทั้ง วังปารุสกวัน วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น

    การกระจายความนิยมของแต่ละย่านชี้ให้เห็นถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดีย คือ ผู้คนไม่ได้เลือกท่องเที่ยวเพียงแค่สถานที่อย่างเดียว แต่เลือกตามสไตล์การเที่ยวที่สะท้อนตัวตน มาดูกันว่าผู้คนในสังคมออนไลน์ชอบเที่ยวแนวไหนบ้าง และอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้แต่ละสไตล์โดดเด่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641189&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17BKe58ZVvMJWZB6S1tXrc

  • ‘รมต.อรรถกร’เยี่ยมทัพซีเกมส์-อาเซียนพาราฯ ยืนยันสระว่ายน้ำเสร็จทัน จัดได้มาตรฐานสากล

    ‘รมต.อรรถกร’เยี่ยมทัพซีเกมส์-อาเซียนพาราฯ ยืนยันสระว่ายน้ำเสร็จทัน จัดได้มาตรฐานสากล

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เช็คฟิตทัพนักกีฬาไทยชุดสู้ศึกซีเกมส์ และ อาเซียนพาราเกมส์ พร้อมสำรวจความคืบหน้าการปรับปรุงสระว่ายน้ำ กกท. หัวหมาก ยืนยันเสร็จก่อนกำหนด จัดการแข่งขันซีเกมส์ได้มาตรฐานสากล 

    ความเคลื่อนไหว การเตรียมนักกีฬาทีมชาติไทย ชุดเข้าร่วมมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพมหานคร, จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสงขลา และมหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา 

    ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางไปติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมของนักกีฬาทีมชาติไทย ทั้ง 2 รายการ พร้อมด้วย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่กกท. หัวหมาก เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568    

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร และ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ได้ติดตามการฝึกซ้อมของนักกีฬายูโดทีมชาติไทย ที่สมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย, นักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทย ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กกท., นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย ที่สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย และ สำรวจการปรับปรุงสนามแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีม ที่สมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย, การปรับปรุงสนามแข่งขันว่ายน้ำ ที่สระว่ายน้ำ กกท. และ การปรับปรุงสนามแข่งขันจักรยาน ที่สนามเวลโลโดรม สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ รวมทั้ง ติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬาบอคเซีย ที่ศูนย์ฝึกกีฬาบอคเซีย ด้วย 

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร กล่าวว่า ตนได้เดินทางมาพบกับนักกีฬาทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ เป็นครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่ง นักกีฬาทุกคนมีสมรรถภาพทางกายที่ดี และมีกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมสำหรับการแข่งขันทั้ง 2 มหกรรม จากนี้จะทยอยเดินทางไปให้กำลังใจนักกีฬาให้มากที่สุด และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยินดีให้การสนับสนุนการกีฬาอย่างเต็มที่ เพราะกีฬาสามารถสร้างโอกาสและสร้างรายได้ รวมทั้งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ 

    “สำหรับเรื่องการปรับปรุงสระว่ายน้ำ ภายในกกท. หัวหมาก ผมได้ติดตามความคืบหน้าด้วยตนเองแล้ว ไม่มีความกังวลใจใด ๆ และมั่นใจว่าสระว่ายน้ำจะเสร็จก่อนกำหนด และจะจัดการแข่งขันซีเกมส์ ได้ตามมาตรฐานสากล” นายอรรถกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/877149/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18d5yAyrr7RtZTsZeBcZDW

  • “อลิสา จณิน” ใส่ชุดไทยโปรโมทวัดม่อนจำศีล ชวนเที่ยวลำปาง เมืองงามแห่งวัฒนธรรม

    “อลิสา จณิน” ใส่ชุดไทยโปรโมทวัดม่อนจำศีล ชวนเที่ยวลำปาง เมืองงามแห่งวัฒนธรรม

    “อลิสา จณิน โวลล์มันน์” (Alissa Janine Wollmann) นักร้องนักแสดงและแร็ปเปอร์ชื่อดังจากค่าย ริเวอร์แมนฯ ประเทศอังกฤษ พร้อมทั้งเป็นผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติเซ็นต์เฮเลียร์เบรลาร์ด จังหวัดลำปาง ได้ร่วมใส่ชุดไทยถ่ายภาพแฟชั่นโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดลำปาง ที่ “วัดม่อนจำศีล” ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง โดยกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยทีมงานเพจ Facebook: อาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี ซึ่งรวมตัวช่างภาพจังหวัดลำปาง เพื่อร่วมกันถ่ายทอดความงดงามของวัดม่อนจำศีล ผ่านภาพถ่ายและคลิปวิดีโอแนวแฟชั่นเชิงวัฒนธรรม หวังสร้างกระแสและเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเที่ยวจังหวัดลำปางมากยิ่งขึ้น

    โดย น.ส.อลิสา จณิน กล่าวว่า “ตอนนี้อยู่ที่วัดม่อนจำศีล จังหวัดลำปาง ร่วมกับทีมเพจอาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี มาถ่ายภาพแฟชั่นโปรโมทการท่องเที่ยวในจังหวัดลำปาง วันนี้ถ่ายไปแล้วหนึ่งเซต และยังมีอีกหลายมุมสวยๆ ให้ติดตามกันได้ทั้งในเพจ Facebook: อาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี, เพจส่วนตัว Alissa Janine Wollmann และ Instagram: alissajanine นะคะ”

    ทางด้าน ครูหนึ่ง – วีรศักดิ์ ตัวแทนทีมงานเพจอาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี กล่าวว่า “ทีมของเราเป็นการรวมตัวของช่างภาพลำปาง มาทำกิจกรรมถ่ายโปรโมท วัดม่อนจำศีลจังหวัดลำปาง โดยมีนางแบบของเราก็คือน้องอลิสา จณิน มาเป็นนางแบบชุดไทย ถ่ายโปรโมทให้กับเราในงานนี้ แล้วเราเป็นชมรมที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมา เพื่อที่จะโปรโมทการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดลำปาง ซึ่งเราก็จะมีทีมงานของเราประมาณ​ที่เป็นสมาชิกเข้ามาร่วมเรื่อยๆ​ตอนนี้หลักๆมีอยู่ประมาณ 16 คน เพื่อช่วยกันโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวให้กับจังหวัด เราจะจัดกิจกรรมถ่ายภาพอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ทั้งถ่ายใหญ่และถ่ายย่อย เพื่อสร้างคอนเทนต์สวยๆ เป็นแลนด์มาร์กใหม่ๆ ให้คนรู้จักลำปางมากขึ้น”

    สำหรับกิจกรรมนี้นอกจากจะสะท้อนความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวลำปางให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง และนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถติดตามผลงานภาพสวยๆ ได้ที่เพจ – Facebook: อาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี หรือช่องทางของ Alissa Janine Wollmann เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ความงดงามของ “นครลำปาง เมืองต้องห้าม…แต่ห้ามพลาด”

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/lampang/3792426/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DWXbM1mwBQOmGbiSBKlBz

  • สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลังพันธมิตร ชวนวิ่งเพื่อการกุศล รายได้ให้ยูนิเซฟประเทศไทย

    สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลังพันธมิตร ชวนวิ่งเพื่อการกุศล รายได้ให้ยูนิเซฟประเทศไทย

    สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลังพันธมิตร ชวนวิ่งเพื่อการกุศล รายได้ให้ยูนิเซฟประเทศไทย

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ สานต่อปณิธานการขับเคลื่อนธุรกิจที่เอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับผู้คน ชุมชน และสังคม ภายใต้แพลตฟอร์มแห่งโอกาสเพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนของทุกคน ผ่านโครงการ Citizen of Love by Siam Piwat ผนึกกำลังพันธมิตร นำโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร บางกอกไพรด์ และ Drag Bangkok จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศล “Citizen of Love : Born to Run 2026 United for Change” มอบรายได้จากการจัดงานทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ในประเทศไทย ผ่านองค์การยูนิเซฟประเทศไทย ในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ด้วยการร่วมสร้างสังคมที่เท่าเทียม เปิดกว้าง ด้วยแนวทางอันยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ร่วมสร้างคุณค่าจากหัวใจ” โดยได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรม และประกาศรับสมัครอย่างเป็นทางการ ณ SCBX Next Stage ชั้น 4 สยามพารากอน

    งานแถลงข่าวกิจกรรมวิ่งการกุศล “Citizen of Love : Born to Run 2026 United for Change” ได้รับเกียรติจากพันธมิตร อาชวันต์ กงกะนันทน์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า ONESIAM วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival และภัทร เลิศสุกิตติพงศา กรรมการ บจก.เยลโล่ แชนแนล ผู้จัดงาน Drag Bangkok Festival ร่วมกล่าวถึงรายละเอียดในการจัดงาน พร้อมด้วยผู้สนับสนุน อาทิ Fitness First Virgin Active Canon และโรงพยาบาลกรุงเทพ มาร่วมพูดคุยถึงความร่วมมือ และการให้การสนับสนุนของรางวัลให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    ภายในงานยังมีนักแสดงชื่อดังแถวหน้าของประเทศไทยอย่าง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร มาร่วมวิ่งบนลู่วิ่งกับคณะผู้บริหาร เพื่อเปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ นอกจากนั้นยังมี ศิลปินจาก Tia 51 อาทิ กฤษฎิ์ งามธนกิจจา ภพ-ปองภพ สำราญชัยกร เอ็นเจ-ดีพร้อม สุนทรสิทธิโสภา และ โชค-โชคดี โตใหญ่มาร่วมสร้างสีสันความสนุก และเชิญชวนให้ผู้สนใจร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล เพื่อช่วยเหลือเด็กในประเทศไทย

    กิจกรรมวิ่งการกุศล “Citizen of Love : Born to Run 2026 United for Change” จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569 ณ สยามพารากอน แบ่งระยะการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ มินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร และฟันรัน 4.4 กิโลเมตร เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านทางออนไลน์ https://thai.fit/c/BTR2026 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ค่าสมัครระยะมินิมาราธอน 899 บาท ระยะฟันรัน 799 บาท พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM SuperApp สามารถรับโค้ดส่วนลด 100 บาท เพื่อสมัครร่วมกิจกรรมราคาพิเศษได้ทุกระยะ โดยผู้ร่วมกิจกรรมจะได้รับเสื้อวิ่งที่ระลึกสุดพิเศษออกแบบโดยศิลปินสตรีทอาร์ต และป็อปอาร์ต BENZILLA เจ้าของคาแรคเตอร์สามตายอดฮิต และผู้ร่วมกิจกรรมที่วิ่งเข้าเส้นชัยจะได้รับเหรียญรางวัลรักษ์โลกสุดพิเศษออกแบบโดย BENZILLA นอกจากจะดีไซน์น่ารักเหมาะแก่การเก็บสะสมแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นที่เปิดขวดน้ำได้ ตัวเหรียญยังทำมาจากฝาขวดน้ำพลาสติกที่ได้มาจากการคัดแยกขยะภายใต้โครงการ Journey to Zero Waste ของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ส่งต่อให้ QUALY DESIGN แบรนด์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์รักษ์โลกเป็นผู้ผลิต

    สามารถสมัครร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผ่านช่องทางออนไลน์  https://thai.fit/c/BTR2026 นอกจากจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนไทยไปพร้อมกับการมีสุขภาพดีแล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังมีสิทธิ์ในการร่วมรับของรางวัลภายในงานจากผู้ร่วมสนับสนุนอีกมากมาย สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook ONESIAM และ THAIFIT

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    สยามพิวรรธน์ผนึกกำลังพันธมิตร  เปิดพื้นที่เป็นจุดรับบริจาคช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในเขตชายแดน ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/919953&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ovy-3YEAeGn-5WEEztcmG

  • “รมต.อรรถกร” เช็คฟิตทัพซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ยืนยันสระว่ายน้ำเสร็จทัน-จัดแข่งขันได้มาตรฐานสากล

    “รมต.อรรถกร” เช็คฟิตทัพซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ยืนยันสระว่ายน้ำเสร็จทัน-จัดแข่งขันได้มาตรฐานสากล

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    “รมต.อรรถกร” เช็คฟิตทัพซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ยืนยันสระว่ายน้ำเสร็จทัน-จัดแข่งขันได้มาตรฐานสากล

    ไทยรัฐออนไลน์

    11 ต.ค. 2568 13:23 น.

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    “รมต.อรรถกร” เช็คฟิตทัพซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ยืนยันสระว่ายน้ำเสร็จทัน-จัดแข่งขันได้มาตรฐานสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/others/2888444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nBVVsxWV0MgRpqqkbYOzU