Category: ท่องเที่ยว

  • DUSIT เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ประกาศเข้าร่วมสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลกหรือ GSTC ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมขยายแนวปฏิบัติสู่โรงแรมในเครือทั่วโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    DUSIT เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ประกาศเข้าร่วมสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลกหรือ GSTC ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมขยายแนวปฏิบัติสู่โรงแรมในเครือทั่วโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มดุสิตธานี เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ด้วยการประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council: GSTC) นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ พร้อมยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมขยายแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนสู่ธุรกิจโรงแรมในเครือทั่วโลก

    นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบัน ความยั่งยืนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มดุสิตธานีให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ การพัฒนา และการทำงานร่วมกับองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับในระดับสากล การเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก หรือ GSTC ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มดุสิตธานีในเส้นทางการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ Tree of Life ที่มุ่งมั่นสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับจุดหมายปลายทางและชุมชนที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ

    GSTC เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรระดับโลกที่รวมความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน การเป็นสมาชิกในครั้งนี้ทำให้กลุ่มดุสิตธานีร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การทำงานร่วมกัน และการผลักดันการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในอุตสาหกรรม

    กลุ่มดุสิตธานี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2492 และเติบโตเป็นบริษัทด้านบริการต้อนรับแบบครบวงจร ครอบคลุมธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท การศึกษาอาหารและการโรงแรม ธุรกิจอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และบริการที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีโรงแรม รีสอร์ท และวิลล่าหรูกว่า 290 แห่ง ใน 18 ประเทศ รวมมากกว่า 11,800 ห้อง ภายใต้ 9 แบรนด์

    หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มดุสิตธานี คือโครงการ Tree of Life ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานในระดับองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) อาทิ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริโภคอย่างรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน

    ในด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มดุสิตธานีได้นำระบบบริหารจัดการพลังงานมาใช้ในระดับโรงแรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งติดตั้งแล้วในหลายแห่ง อาทิ ดุสิตธานี มัลดีฟส์, ดุสิต บีช รีสอร์ท กวม, ดุสิตธานี เกียวโต, อาศัย เกียวโต ชิโจ และดุสิตธานี ลูบี แพลนเทชัน รีสอร์ท

    ขณะที่การบริหารจัดการน้ำ กลุ่มดุสิตธานีดำเนินการผ่านมาตรการประหยัดน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้เพื่อรดน้ำต้นไม้และดูแลภูมิทัศน์ พร้อมกันนี้ยังได้นำมาตรการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น อุปกรณ์แบบเติมได้ ขวดน้ำแบบใช้ซ้ำ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    ด้านการจัดการขยะอาหาร ดุสิตใช้แนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ การลดของเสียในกระบวนการเตรียมอาหาร การส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กับชุมชนท้องถิ่นเมื่อเป็นไปได้ และการนำขยะอินทรีย์ไปผลิตปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในสวนและโครงการชุมชน

    กลุ่มดุสิตธานียังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในมิติสังคม โดยได้เข้าร่วม The Code ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเพื่อคุ้มครองเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 พร้อมบูรณาการแนวทางป้องกันในนโยบายองค์กร และฝึกอบรมพนักงานในโรงแรมทั่วประเทศไทย รวมถึงลงนามในคำประกาศของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ว่าด้วยการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ตอกย้ำจุดยืนด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และนโยบายไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

    การมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญของกลุ่มดุสิตธานี ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ Dusit Smiles ความร่วมมือกับมูลนิธิ Operation Smile ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 โดยสามารถระดมทุนได้มากกว่า 13 ล้านบาท เพื่อช่วยสนับสนุนการผ่าตัดและการดูแลรักษาที่เปลี่ยนชีวิตเด็กไทยกว่า 750 คน

    “ที่ผ่านมาเราดำเนินการด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในทุกมิติ และเรามั่นใจว่า การเป็นสมาชิกของ GSTC ในครั้งนี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนในระดับโลก ที่กลุ่มดุสิตธานีพร้อมจะยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวที่จะขยายแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนไปสู่โรงแรมในเครือของดุสิตธานีที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย” นายชนินทธ์กล่าว

    ด้าน มร. แรนดี้ เดอร์แบนด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC) กล่าวว่า GSTC ยินดีต้อนรับกลุ่มดุสิตธานีในฐานะสมาชิก และชื่นชมในความมุ่งมั่นในการสนับสนุนพันธกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญนี้ในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/24/627980/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m7H5VjOy808maMWkakHHD

  • อบจ.สงขลาเปิดโครงการ “เทศกาลทองอุไรบาน ณ บ้านวังปริง” | เดลินิวส์

    อบจ.สงขลาเปิดโครงการ “เทศกาลทองอุไรบาน ณ บ้านวังปริง” | เดลินิวส์

    ที่ ถนนเฉลิมพระเกียรติ เส้นทางสร้างสุข สายคลองแงะ–วังปริง ตำบลเขามีเกียรติ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เทศกาลทองอุไรบาน ณ บ้านวังปริง” โดยมีนายปรีชัย สนิทมัจโณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขามีเกียรติ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอสะเดา และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

    นายสุพิศ กล่าวว่า การจัดงานเทศกาลทองอุไรบานในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งเสริมและต่อยอดศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของชุมชน โดยนำความโดดเด่นของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ โดยเฉพาะความงดงามของดอกทองอุไรที่บานสะพรั่งตลอดสองข้างทางถนน มาพัฒนาเป็นจุดเช็คอินและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของอำเภอสะเดาและจังหวัดสงขลา

    นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกให้คนในชุมชนเกิดความรัก หวงแหน และร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงแนวคิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของตนเองอย่างแท้จริง และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5715689/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PkUgCn7VCsPQmRVDSJUpv

  • วิกฤตน้ำมันลามท่องเที่ยว เขื่อนลำนางรอง เงียบเหงา ร้านเช่าห่วงยางปิดอื้อ

    วิกฤตน้ำมันลามท่องเที่ยว เขื่อนลำนางรอง เงียบเหงา ร้านเช่าห่วงยางปิดอื้อ

    วิกฤตน้ำมันขาดแคลน ซ้ำราคาพุ่งพรวดวันเดียวปรับขึ้น 2 บาท ทำให้นักท่องเที่ยวหาดทรายเทียม “เขื่อนลำนางรอง” แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่สำคัญของจังหวัดหดหาย บางวันแทบไม่มีคน กระทบร้านอาหาร บริการให้เช่าห่วงยาง เสื้อชูชีพ รายได้หด บางวันไม่ได้สักบาท ส่งผลร้านห่วงยางทยอยปิดกว่า 20 ร้าน วอนรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหวั่นลากยาวถึงสงกรานต์

    24 มีนาคม 2569 – จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ไทยประสบปัญหาวิกฤตน้ำมันขาดแคลน และล่าสุดราคาพุ่งสูงวันเดียวปรับขึ้นถึง 2 บาท ก็ส่งผลกระทบกับหลายสาขาอาชีพ ไม่ต่างจากหาดทรายเทียม “เขื่อนลำนางรอง” อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่สำคัญของจังหวัด ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จากทุกปีช่วงหน้าร้อนและปิดเทอม จะมีนักท่องเที่ยวพาครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อน และเล่นน้ำคลายร้อนหมุนเวียนวันละหลายพันคนโดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่ทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวพักผ่อน และเล่นน้ำที่เขื่อนลำนางรองวันละประมาณ 100 คนเท่านั้น เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่เกิน 300-400 คน ทำให้กระทบกับร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านให้บริการเช่าห่วงยาง เสื้อชูชีพ รายได้ลดฮวบ

    โดยเฉพาะร้านให้เช่าห่วงยางช่วงหน้าร้อนเคยมีรายได้วันละ 1,000-1,500 บาท หากช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหลักหมื่น ก็มีรายได้วันละ 3,000-4,000 บาท แต่ปัจจุบันเหลือแค่วันละ 200-300 บาท บางวันไม่ได้สักบาทก็มี เพราะไม่มีนักท่องเที่ยว จนหลายรายทยอยปิดชั่วคราวเพื่อไปทำอาชีพอื่นแล้วกว่า 20 ร้าน ทุกวันนี้เหลือเพียง 8 ร้านเท่านั้น

    น.ส.สุพร วังแก้ว อายุ 45 ปี ที่เปิดร้านให้บริหารเช่าห่วงยางและเสื้อชูชีพที่หาดทรายเทียมเขื่อนลำนางรอง บอกว่า เริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่ที่มีการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 2 รอบที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวก็เริ่มลดลง แล้วพอมีสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดภาวะน้ำมันขาดแคน และล่าสุดราคาน้ำมันเกือบทุกชนิดปรับขึ้น ก็ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก จากทุกปีช่วงหน้าร้อนและปิดเทอมจะมีนักท่องเที่ยวพาครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อน และเล่นน้ำคลายร้อนหมุนเวียนวันละหลายพันคนโดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่ทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวพักผ่อน และเล่นน้ำที่เขื่อนลำนางรองน้อยมาก ทำให้กระทบกับรายได้บางวันได้แค่ 100-200 บาท บางวันนั่งตั้งแต่เช้าถึง 5 โมงเย็นไม่ได้สักบาทก็มี ก็อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน และราคาของแพง เพื่อไม่ให้กระทบลากยาวไปจนถึงสงกรานต์

    น.ส.รัชนีกร นักท่องเที่ยวคนหนึ่ง บอกว่า ช่วงนี้ก็จะเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวใกล้บ้าน เพราะกลัวหากไปต่างจังหวัด จะหาเติมน้ำมันลำบาก และค่าน้ำมันก็แพงขึ้นด้วย ส่วนช่วงสงกรานต์ที่ใกล้จะถึงนี้ ก็ยังไม่มีแพลนจะไปเที่ยวไหนอาจจะเล่นอยู่ใกล้บ้าน แต่พอถามว่าอยากจะฝากอะไรถึงทางรัฐบาลบ้าง นักท่องเที่ยวรายนี้กลับบอกว่า ไม่รู้จะฝากหรือเรียกร้องอะไร ทุกอย่างรัฐบาลอยู่แล้วว่าจะต้องแก้อย่างไรประชาชนก็ทำได้แค่ปรับตัวและทำใจยอมรับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/968687/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nkR0ZoMlJazI61h5VW3UJ

  • DPU ผนึก 5 พันธมิตรโรงแรม-สมาคมเชฟ-สถานศึกษา ยกระดับ ศักยภาพ นักศึกษา เรียนจริง ทำงานจริง ตั้งแต่ปี 1

    DPU ผนึก 5 พันธมิตรโรงแรม-สมาคมเชฟ-สถานศึกษา ยกระดับ ศักยภาพ นักศึกษา เรียนจริง ทำงานจริง ตั้งแต่ปี 1

    วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

    DPU ผนึก 5 พันธมิตรโรงแรม–สมาคมเชฟ–สถานศึกษา ยกระดับ “ศักยภาพ” นักศึกษาคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม เรียนจริง ทำงานจริง ตั้งแต่ปี 1

    คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงรุกกับภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับพันธมิตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ โรงแรม Amari Bangkok, โรงแรม Andaz One Bangkok, โรงแรม Shanghai Mansion Bangkok, สมาคมเชฟประเทศไทย และโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน เพื่อร่วมกันยกระดับการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดย ดร.ยุวรี โชคสวนทรัพย์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม พร้อมด้วยคณาจารย์คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ตลอดจนตัวแทนนักศึกษาจากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ร่วมในพิธี ที่จัดขึ้น ณ ห้องสัจจา 1 ตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

    พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยฝ่ายมหาวิทยาลัยนำโดย ดร.ยุวรี โชคสวนทรัพย์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม เป็นผู้แทนลงนามความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรแต่ละภาคส่วน

    ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมโรงแรม ประกอบด้วย Amari Bangkok, Andaz One Bangkok และ Shanghai Mansion Bangkok (ดำเนินการโดยบริษัท เซี่ยงไฮ้ อินน์ จำกัด) ซึ่งร่วมลงนามในฐานะผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาในบริบทการทำงานจริง ขณะเดียวกัน สมาคมเชฟประเทศไทย โดยนางสาวชัชชญา รักตะกนิษฐ ในฐานะผู้แทนองค์กร ได้ร่วมลงนามเพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และทักษะวิชาชีพด้านอาหารและงานครัวในระดับมาตรฐานวิชาชีพ

    นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับภาคการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา โดยโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ซึ่งมีนายสุรศักดิ์ พะประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้แทนลงนาม เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่ระดับโรงเรียนสู่ระดับอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ

    ดร.ยุวรี โชคสวนทรัพย์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดในการ “ยกระดับการเรียนรู้จากของจริง” โดยไม่จำกัดเพียงการฝึกงานในช่วงท้ายของหลักสูตร แต่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าสู่โลกการทำงานตั้งแต่ระหว่างเรียน ทั้งในรูปแบบการลงพื้นที่จริง การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และการทำงานพาร์ทไทม์ในสถานประกอบการ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นหาความถนัดและวางเส้นทางอาชีพได้เร็วขึ้น

    รูปแบบการพัฒนานักศึกษาจะถูกออกแบบให้มีความต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาเริ่มเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1–2 ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ และเข้าสู่การฝึกงานจริงในชั้นปีที่ 3 ก่อนต่อยอดสู่การฝึกงานอีกครั้งในชั้นปีที่ 4 ซึ่งอาจเลือกฝึกในสายงานเดิมหรือเปลี่ยนสายตามความสนใจที่ค้นพบระหว่างทาง แนวทางนี้ช่วยลดข้อจำกัดของระบบเดิมที่เน้นการฝึกงานเพียงช่วงท้าย และเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนตัดสินใจอาชีพได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

    ในด้านความร่วมมือกับสมาคมเชฟประเทศไทย ถือเป็นการเติมเต็ม “ช่องว่างทักษะ” ของนักศึกษาสายโรงแรม โดยเฉพาะทักษะงานครัวและงานหลังบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นจุดท้าทายของผู้เรียนที่ไม่ได้เรียนสายเชฟโดยตรง ความร่วมมือนี้จะช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะเฉพาะทางจากผู้เชี่ยวชาญจริง เช่น เทคนิคการเตรียมวัตถุดิบ การจัดการครัว และมาตรฐานงานอาหารในโรงแรมระดับสากล ทำให้สามารถต่อยอดไปสู่สายงานอาหารและภัตตาคารได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

    ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน ยังเป็นการเชื่อมต่อการพัฒนากำลังคนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา โดยมุ่งเตรียมความพร้อมนักเรียนที่สนใจสายอาชีพด้านโรงแรมและการท่องเที่ยว ผ่านกิจกรรมแนะแนว การแข่งขัน และโอกาสทางการศึกษาต่อ รวมถึงการสนับสนุนทุนการศึกษา เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    ในภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ “พัฒนาคนร่วมกัน” ระหว่างมหาวิทยาลัย สถานประกอบการ และสถาบันการศึกษา โดยเน้นให้ผู้เรียนได้เห็นภาพอาชีพจริง ทดลองทำงานจริง และมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมของผู้เรียนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งประสบการณ์และโอกาสทางอาชีพควบคู่กันไป

    ดร.ยุวรี กล่าวทิ้งท้ายว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้นักศึกษาสามารถค้นพบศักยภาพของตนเองได้ตั้งแต่ระหว่างเรียน และก้าวเข้าสู่อาชีพได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์หลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งถือเป็นการปรับรูปแบบการศึกษาให้เชื่อมโยงกับโลกการทำงานอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/954419&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11HUFGwCeos8uRDDmjvmqn

  • รฟม. ลุย “แทรมเชียงใหม่” ปักธงประมูลปี 70 หวังแก้รถติด-บูมท่องเที่ยว

    รฟม. ลุย “แทรมเชียงใหม่” ปักธงประมูลปี 70 หวังแก้รถติด-บูมท่องเที่ยว

    รฟม.เดินหน้าศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบ “แทรม” เชียงใหม่ ระยะทาง 5 กม. เชื่อม “แม่เหียะ–ราชพฤกษ์” ตั้งเป้าเปิดประมูล 2570 ปักธงก่อสร้างปี 2571–2574 ลุ้นเปิดให้บริการปี 2575 บูมท่องเที่ยวเชียงใหม่ หนุนเดินทางสะดวก แก้รถติด-ลดมลพิษ

    นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และนายนักปราชญ์ ไชยานนท์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นประธานในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (สรุปผลการศึกษาโครงการ) งานศึกษาความเหมาะสมและออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี–อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ว่าเพื่อชี้แจงผลการศึกษา รายละเอียดการออกแบบ แนวเส้นทาง รูปแบบโครงการ ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการรองรับ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำไปปรับปรุงโครงการ

    เช็กแนวเส้นทาง รถไฟฟ้ารางเบาสายสีแดง 5 กิโลเมตร

    สำหรับผลการศึกษาพบว่า โครงการนี้มีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นระบบรถรางไฟฟ้า (Tramway) วิ่งบนทางระดับถนน โดยมีระยะทางรวมประมาณ 5 กิโลเมตร มีแนวเส้นทางดังนี้

    • จุดเริ่มต้น: บริเวณแยกแม่เหียะสมานสามัคคี วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 (ระยะทาง 2.3 กม.) เลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก เข้าสู่ทางหลวงชนบทหมายเลข ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 บริเวณแยกราชพฤกษ์

    • จุดสิ้นสุด: อุทยานหลวงราชพฤกษ์

    เปิดโผ 5 สถานี และจุดจอด Park & Ride

    โครงการกำหนดให้มีสถานีรับ–ส่งผู้โดยสารจำนวน 5 สถานี ได้แก่ 

    1. สถานีบ้านดอนปิน
    2. สถานีแยกพืชสวนโลก
    3. สถานีบ้านเอื้ออาทร
    4. สถานีแยกราชพฤกษ์
    5. สถานีอุทยานหลวงราชพฤกษ์

    พร้อมจัดพื้นที่จอดแล้วจร (Park & Ride) จำนวน 2 แห่ง บริเวณแยกพืชสวนโลก (ฝั่งขาเข้า) และแยกราชพฤกษ์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการและส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง

    ทั้งนี้ รฟม.ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ให้ดำเนินโครงการในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ควบคู่กับการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีแผนเริ่มคัดเลือกเอกชนในปี 2570 ก่อสร้างในช่วงปี 2571–2574 และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2575 เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รองรับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบขนส่งมวลชนของเมืองในระยะยาว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2922211&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g5MxaWsXvTBgyaqy1ZYiG

  • อพท.ดันหมู่เกาะช้าง 58 โครงการ งบ 1.9 พันล้าน มุ่งสู่ท่องเที่ยวโลกยั่งยืน

    อพท.ดันหมู่เกาะช้าง 58 โครงการ งบ 1.9 พันล้าน มุ่งสู่ท่องเที่ยวโลกยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/136887&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a1lqjtyTACe9rALRcUUws

  • อพท. เดินหน้าจัดทำแผนยุทธศาสตร์หมู่เกาะช้าง 58 โครงการงบ 1,898.16 ล้านบาท

    อพท. เดินหน้าจัดทำแผนยุทธศาสตร์หมู่เกาะช้าง 58 โครงการงบ 1,898.16 ล้านบาท

    ภูมิภาค

    อพท. เดินหน้าจัดทำแผนยุทธศาสตร์หมู่เกาะช้าง 58 โครงการงบ 1,898.16 ล้านบาท

    วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เวลา 09.00-12.00 น.ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมทับทิมสยาม โรงแรมเอวาด้า อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด นายพีระ เอี่ยมสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราดเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการ ครั้งที่ 1 ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเทียวอย่างยังยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ ในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ให้ก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ระดับโลก มีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียในพื้นพื้นที่เข้าร่วมกว่า 150 คน รวมทั้งนายพิชานนท์ อิงประสาร สส.ตราดร่วมพร้อมให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างกว้างขวาง 

     ดร.สมจินต์ ชาญกระบี่ รองผู้อำนวยการด้านปฏิบัติการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการ อพท.หมู่เกาะช้าง กล่าวว่า พื้นที่หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง(อพท.เกาะช้าง)ถือเป็นพื้นที่พิเศษแห่งแรกที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเข้ามาดำเนินการบริหารจัดการและพัฒนา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันให้หมู่เกาะช้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคณภาพ สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ และเติบโตอย่างสมดลควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การทบทวนและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในครั้งนี้

    “ทางอพท.เกาะช้างได้กำหนด (ร่าง) วิสัยทัศน์การพัฒนาพื้นที่ไว้ว่า พื้นที่อพท.เกาะช้าง จะเป็นหมู่เกาะธรรมชาติต้นแบบการฟื้นสร้างระบบนิเวศทะเลของอ่าวไทยตะวันออก เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวธรรมชาติระดับนานาชาติ รองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยังยืน”ภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว ได้กำหนดกรอบแผบแผนน่าเบื้องต้น จำนวน 58 โครงการ ครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพ การยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนาศักยภาพพื้นที่ โดยใช้งบประมาณรวมประมาณ 1,898.16 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาในระยะต่อไป“ 

    ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าวมีการกระจายการลงทุนตามพื้นพื้นที่สำคัญของหมู่เกาะช้างและพื้นพื้นที่เชื่อมโยง ประกอบด้วยเกาะช้าง ตั้งงบประมาณไว้ประมาณ 1,582.16 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 83.35 เกาะกูด ตั้งงบประมาณไว้ประมาณ 37.21 ล้านบาทคิดเป็น ร้อยละ 1.96 เกาะหมาก ตั้งงบประมาณไว้ประมาณ 47.16 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 2.48 และ พื้นที่เชื่อมโยง ตั้งงบประมาณไว้ประมาณ 231.63 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 12.20 

     นายพีระ กล่าวว่า จังหวัดตราดเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติที่สวมงาย และยังคงอุดมสมบูรณ์ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากหลายแสนคน/ปี เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ จะเห็นว่า แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดตราดไม่มีเจ๊ทสกี และไม่มีเครื่องเล่นเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่นนับเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดตราด ซึ่งการที่อพท.เก่ะช้างมารับฟังความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งพื้นที่เชื่อมโยงควรสะท้อนถึงแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดตราด เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของจังหวัดตราดและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลใน 3 เกาะจังหวัดตราด ซึ่งจะเกิดผลดีต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดให้ยั้งยืนตลอดไป 

     นอกจากนี้ แผนยุทธศาสตร์ยังมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High Value Tourism) และ การพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวัฒนธรรม (Art Tourism) การจัดเทศกาลและกิจกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่(New Tourism Experiences) ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชมชนและวิถีชีวิตท้องถิ่น เพื่อกระจายการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นตลอดทั้งปี รวมถึงช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season)ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ สอดคล้องกับศักยภาพการพัฒนา และสามารถนำไปสู่การดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะช่วยยกระดับหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศไทยและของโลกอย่างยั่งยืนต่อไป
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470230&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LnApSe4raM2Gou3JoEAos

  • ราชบุรี/// เจ็ดเสมียนเดินหน้า “แห่ดอกไม้ท้ายสงกรานต์” หนึ่งเดียวในไทย ปลุกท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    ราชบุรี/// เจ็ดเสมียนเดินหน้า “แห่ดอกไม้ท้ายสงกรานต์” หนึ่งเดียวในไทย ปลุกท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    ไฮไลต์สำคัญของงานคือ “ประเพณีแห่ดอกไม้ท้ายสงกรานต์” ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์โดดเด่น หนึ่งเดียวในประเทศไทย และได้รับการบรรจุไว้ในปฏิทินการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สะท้อนถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของชุมชนเจ็ดเสมียน


    การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีท้องถิ่น ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์สินค้าและของดีในชุมชน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเสริมสร้างความสามัคคีของประชาชนในพื้นที่ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น


    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายสีสัน อาทิ การประกวดธิดาดอกไม้ การประกวดนางงอมหัวไชโป๊ว การประกวดรถบุปผชาติ การแข่งขันก่อพระเจดีย์ทราย และการแข่งขันเรือหัวใบ้ท้ายบอด ซึ่งล้วนสะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจ

    สำหรับงาน “ประเพณีแห่ดอกไม้ท้ายสงกรานต์ และของดีตำบลเจ็ดเสมียน ประจำปี 2569” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 เมษายน 2569 ณ บริเวณวัดเจ็ดเสมียน ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี คาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าร่วมงานจำนวนมาก


    ทั้งนี้ เทศบาลตำบลเจ็ดเสมียนขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมไทย สืบสานประเพณีอันทรงคุณค่า พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านงานประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นแห่งนี้

    พลพัฒน์ ลิ้มคุณธรรมโม ผู้สื่อข่าว top news ทั่วไทยจ.ราชบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1526040&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QTVC09pT_QxbG9EdJoxl7

  • ต่างชาติเที่ยวไทยแล้ว 8.5 ล้านคน สัปดาห์ล่าสุด นทท.มาเลย์พุ่ง 74% หลังจบเทศกาลถือศีลอด : อินโฟเควสท์

    ต่างชาติเที่ยวไทยแล้ว 8.5 ล้านคน สัปดาห์ล่าสุด นทท.มาเลย์พุ่ง 74% หลังจบเทศกาลถือศีลอด : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์นักท่องเที่ยวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-22 มี.ค.) นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% จากการออกเดินทางท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด (วันอีดิ้ลฟิตริ) โดยตลาดมาเลเซีย ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอันดับที่ 1 ในสัปดาห์นี้ และเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 74% จากสัปดาห์ก่อนหน้า

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 675,407 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46,956 คน หรือ 7.47% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 96,487 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 107,485 คน จีน 95,344 คน อินเดีย 48,551 คน รัสเซีย 48,330 คน และญี่ปุ่น 28,420 คน

    “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย และญี่ปุ่น มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 73.85% และ 8.16% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซีย อินเดีย และจีน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.32% 1.81% และ 1.30% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (23-29 มี.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-22 มี.ค.69 ทั้งสิ้น 8,544,484 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 417,216 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,377,750 คน มาเลเซีย 854,438 คน รัสเซีย 668,479 คน อินเดีย 566,337 คน และเกาหลีใต้ 391,040 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/579494&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EVHLgtwmeON0lAS5dZIPL

  • อพท.ลุยแผนยุทธศาสตร์ “หมู่เกาะช้าง” 58 โครงการ งบกว่า 1.8 พันล้าน มุ่งสู่ท่องเที่ยวระดับโลก เน้นอนุรักษ์-ยั่งยืน | TOPNEWS

    อพท.ลุยแผนยุทธศาสตร์ “หมู่เกาะช้าง” 58 โครงการ งบกว่า 1.8 พันล้าน มุ่งสู่ท่องเที่ยวระดับโลก เน้นอนุรักษ์-ยั่งยืน | TOPNEWS

    จ.ตราด – วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ที่ห้องประชุมทับทิมสยาม โรงแรมเอวาด้า อำเภอเมืองตราด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการ ครั้งที่ 1 ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน “หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง” โดยมีนายพีระ เอี่ยมสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานเปิดงาน พร้อมผู้แทนภาครัฐ เอกชน และประชาชนเข้าร่วมกว่า 150 คน

    ภายในเวที มีการเปิดรับฟังข้อคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา หมู่เกาะช้าง ให้ก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก โดยมี พิชานนท์ อิงประสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด เข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา

    ด้าน ดร.สมจินต์ ชาญกระบี่ ผู้บริหาร อพท.หมู่เกาะช้าง เปิดเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวถือเป็น “พื้นที่พิเศษแห่งแรก” ที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ อพท. เข้ามาบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    สำหรับ (ร่าง) วิสัยทัศน์ กำหนดให้พื้นที่อพท.เกาะช้าง เป็น “หมู่เกาะธรรมชาติต้นแบบการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลอ่าวไทยตะวันออก” และเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวธรรมชาติระดับนานาชาติ รองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์เบื้องต้นกำหนดไว้ 58 โครงการ ใช้งบประมาณรวม 1,898.16 ล้านบาท โดยกระจายงบในพื้นที่สำคัญ ได้แก่

    • เกาะช้าง 1,582.16 ล้านบาท (83.35%)

    • เกาะกูด 37.21 ล้านบาท (1.96%)

    • เกาะหมาก 47.16 ล้านบาท (2.48%)

    • พื้นที่เชื่อมโยง 231.63 ล้านบาท (12.20%)

    นายพีระ ระบุว่า จังหวัดตราดมีจุดแข็งด้านธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ และเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่น โดยไม่มีเครื่องเล่นทางน้ำขนาดใหญ่ เช่น เจ็ตสกี ซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมเสนอให้แผนยุทธศาสตร์คงอัตลักษณ์นี้ไว้ เพื่อพัฒนาสู่ “เมืองท่องเที่ยวนานาชาติเชิงอนุรักษ์”

    นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High Value Tourism) และรูปแบบใหม่ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ศิลปวัฒนธรรม (Art Tourism) รวมถึงการจัดเทศกาลสร้างสรรค์ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และดึงนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจะถูกนำไปปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ และสามารถขับเคลื่อนสู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับหมู่เกาะช้างสู่จุดหมายปลายทางระดับโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1525964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rzQRIT56yz3WsnH4kollr