Category: ท่องเที่ยว

  • “ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

    “ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

    “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ” ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี ดัน 7 ไฮไลต์ Unseen Thai Thai สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน เตรียมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาสู่สากล

    วันที่ 29 มีนาคม 2569  ที่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี”  เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (Quick Big Win) ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ (Unseen Thai Thai) เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวในมิติศาสนา อันจะช่วยยกระดับอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างคุณค่าทางสังคม และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ จังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร วิถีชีวิต และศาสนา โดยเป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมจีนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

    สำหรับจังหวัดปัตตานี เป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกรมการศาสนาได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวัด ศาสนสถาน และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ มีไฮไลต์ Unseen 7 จุดสำคัญ ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ชุมชนวัดทรายขาว และมัสยิดนัจมุดดิน มัสยิดโบราณกว่า 300 ปี สะท้อนวิถีชุมชน 2 วัฒนธรรม (พุทธ–มุสลิม) พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น เดินป่า นั่งรถจิ๊บโบราณ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. วัดราษฎร์บูรณาราม 

    (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี ที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวด พระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน 3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญของภาคใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุกว่า 1,000 ปี 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อความเป็นสิริมงคล 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในพื้นที่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัชมาฮาล 6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดงแบบอาหรับ 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางคริสตชนคาทอลิกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนบทบาท

    ของคณะธรรมทูตในอดีต

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนพหุวัฒนธรรม ผ่านการเลือกซื้อสินค้าและลิ้มลองอาหารพื้นถิ่น อาทิ ไก่ฆอและ ไข่พ่อเฒ่า ข้าวยำปัตตานี ปลาส้ม มะตะบะ โรตีปาแย ละแซ ตูปะซูตง (ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว) ยำส้มแขก และแกงไตปลาน้ำขลุกขลิก รวมถึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น ผ้าจวนตานี ลูกปัดมโนราห์ และผ้าบาติกพิมพ์ลาย ตลอดจนการเช่าบูชาวัตถุมงคล เหรียญหลวงปู่ทวดจากวัดช้างให้

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัดและศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการถ่ายทอดคุณธรรมและภูมิปัญญา สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมเดินทางมาสัมผัส “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” เพื่อเรียนรู้รากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย 

    เปี่ยมด้วยศรัทธา และร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากลต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2923266&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28GE254vmfc9S-pzzQwnY_

  • ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ

    ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ

    วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ประจำปี 2569 ที่มีกำหนดจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน 2569 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยอารยธรรมขอม และเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน แสดงถึงเอกลักษณ์ทรงคุณค่าของท้องถิ่นและศิลปะวัฒนธรรมที่ต้องอนุรักษ์และสืบสานสู่อนุชนรุ่นหลัง บอกเล่าเรื่องราวของสถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกของจังหวัดบุรีรัมย์ และมรดกของชาติ อันทรงคุณค่าอย่างน่าภูมิใจ สู่สายตานักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ตลอดทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยตามนโยบายของรัฐบาลด้วย

    “ปราสาทพนมรุ้ง”  เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ สร้างขึ้นโดยมีรูปแบบศิลปะเขมรโบราณที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยความงดงามและความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้ ปรากฏให้เห็นจากรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ภาพสลัก การเลือกทำเลที่ตั้งบนยอดเขาซึ่งมีแผนผังตามแนวแกนที่มีองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างต่างๆ เรียงตัวกันเป็นแนวเส้นตรงพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลาง คือ ปราสาทประธาน

    ปราสาทพนมรุ้งเป็นที่รู้จักของชาวท้องถิ่นเป็นอย่างดี โดยมีนิทานพื้นบ้านเรื่อง “อินทรปรัสถา” กล่าวถึงคู่พระคู่นางซัดเซพเนจรมาพบที่พักพิงซึ่งเป็นปราสาทหินรกร้างงดงามอยู่กลางป่าเขา

    แต่สำหรับบุคคลภายนอก ปราสาทแห่งนี้เป็นที่รู้จักครั้งแรก จากบันทึกของนายเอเตียน เอมอนิเยร์ (Etienne Aymonier) ชาวฝรั่งเศส ในปีพุทธศักราช 2428 ตีพิมพ์เป็นบทความในปี พุทธศักราช 2445

    ปีพุทธศักราช 2449 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาที่ปราสาทพนมรุ้ง คราวเสด็จมณฑลอีสาน และเสด็จอีกครั้งในปี พุทธศักราช 2472 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พุทธศักราช 2478

    และปีพุทธศักราช 2503 – 2504 ได้ดำเนินการสำรวจปราสาทพนมรุ้งอีกครั้ง ต่อมาในปี พุทธศักราช 2514 ได้เริ่มดำเนินการบูรณะปราสาทพนมรุ้ง ด้วยวิธี “อนัสติโลซิส” (Anastylosis คือการนำชิ้นส่วนของปราสาทกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม) และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน

    ชื่อของปราสาทพนมรุ้ง เป็นชื่อดั้งเดิมของโบราณสถานแห่งนี้ คำว่า “พนมรุ้ง” ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกพนมรุ้ง หลักที่ 2 หลักที่ 4 และ K.1090 จารึกว่า “พนมรุ้งเป็นชื่อเทวสถานที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีที่ดิน หมู่บ้าน เมือง ซึ่งมีผู้ปกครองหรือข้าราชการได้จัดหามาถวายในลักษณะเป็นกัลปนาของเทวสถาน

    จากหลักฐานทางด้านศิลาจารึกและงานศิลปกรรมที่ปรากฏ กล่าวได้ว่า ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย นิกายปศุปตะ โดยนับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด ศิลาจารึกพนมรุ้งหลักที่ 7 และหลักที่ 9 มีเนื้อความเริ่มต้นเป็นบทสรรเสริญพระศิวะ ศิลาจารึกบางหลักกล่าวถึงการสร้างศิวลึงค์ สร้างรูปทองคำของพระศิวะในท่าฟ้อนรำ สร้างรูปทองคำของพระวิษณุขึ้นในเรือนของพระศิวะ

    ปราสาทแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะ พระองค์มีที่ประทับอยู่บนเขาไกรลาส ดังนั้นการสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นบนยอดเขา จึงเป็นการสะท้อนถึงการจำลองที่ประทับของพระศิวะมาไว้บนโลกมนุษย์

    อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของปราสาทพนมรุ้ง ไม่ได้สร้างขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียวกัน ในช่วงแรกได้มีการสร้างศาสนสถานเพื่อเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อการนับถือศาสนาของชุมชนขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ได้แก่ ปราสาทอิฐ 2 หลัง ที่ปัจจุบันอยู่ในสภาพพังทลายเหลือเพียงฐานและกรอบประตู หลังจากนั้นได้มีการก่อสร้างต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับ โดยอาณาจักรเขมรโบราณ หรือผู้นำที่ปกครองชุมชน อันมีปราสาทพนมรุ้งเป็นศูนย์กลาง

    ปราสาทพนมรุ้ง คงมีความสำคัญสืบเนื่องมาจนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พุทธศักราช 1511 – 1544) พระองค์ทรงนับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย เช่นเดียวกับพระราชบิดา (พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2) นอกจากจะมีพระราชโองการให้สร้างจารึกเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระราชบิดาแล้ว ยังทรงถวายที่ดินให้กับเทวสถานด้วย ในสมัยนี้เองเทวสถานบนเขาพนมรุ้งเป็นศูนย์กลางของชุมชนโดยรอบอย่างแท้จริง จากข้อความในจารึกที่พบที่ปราสาทพนมรุ้งแสดงให้เห็นว่าเทวสถานบนเขาพนมรุ้ง เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ คือ ศิวลึงค์ มีอาณาเขตกว้างขวาง มีที่ดินซึ่งพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าชัยวรมันที่ 5) และข้าราชการระดับต่าง ๆ ถวายหรือซื้อถวายให้กับเทวสถาน พร้อมกับมีพระราชโองการให้ปักหลักเขตที่ดินขึ้นกับเทวสถานเขาพนมรุ้ง พร้อมกับการสร้างเมือง สร้างอาศรมให้กับโยคี และนักพรตด้วย

    ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ได้มีการก่อสร้างปราสาทประธานขึ้น จากการศึกษาศิลาจารึกพนมรุ้งหลักที่ 7 และหลักที่ 9 กล่าวว่าปราสาทประธานสร้างขึ้นในสมัย “นเรนทราทิตย์” ท่านเป็นโอรสของพระนางภูปตีนทรลักษมี เป็นผู้มีสติปัญญาหลักแหลม มีความสามารถในการรบ ได้เข้าร่วมกับกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นจากศึกสงคราม นเรนทราทิตย์คงได้รับความดีความชอบเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของราชวงศ์มหิธรปุระ ทรงได้ดำเนินการสร้างปราสาทหลังใหญ่ขึ้นประดิษฐานรูปเคารพ สร้างงานศิลปกรรมปรากฎเป็นงานสลักตามส่วนต่างๆ ที่ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่า มีความประสงค์ที่จะสร้างเทวสถานแห่งนี้เป็นเทวาลัยของพระศิวะ มีศิวลึงค์เป็นองค์ประธานและยังมีการนับถือเทพองค์อื่น ๆ แต่อยู่ในสถานะเทพชั้นรอง นอกจากนี้ข้อความที่ปรากฏขึ้นในจารึกยังแสดงให้เห็นว่า นเรนทราทิตย์ ได้สร้างปราสาทแห่งนี้เพื่อประดิษฐานรูปเคารพของตนเอง เพื่อเตรียมไว้สำหรับการเข้าไปร่วมกับเทพที่ทรงนับถือหลังจากสิ้นพระชนม์ ความเลื่อมใสศรัทธาอันแรงกล้าต่อศาสนา ทำให้ท่านออกบรรพชาถือองค์เป็นนักพรตจวบจนวาระสุดท้ายข้อความที่ปรากฏในจารึกพนมรุ้ง ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ท่านคงเป็นนักพรตในลัทธิไศวนิกาย ตามแบบนิกายปศุปตะที่มีการนับถือกันมาแล้วแต่เดิม โอรสของนเรนทราทิตย์ คือ หิรัณยะ เป็นผู้ให้จารึกเรื่องราวเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระบิดา และได้ให้ช่างหล่อรูปของนเรนทราทิตย์ด้วยทองคำ

    สิ่งก่อสร้างสมัยสุดท้าย คือ บรรณาลัย และพลับพลา ซึ่งมีการก่อสร้างเพิ่มเติมซ่อมแซมขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1763) มหาราชองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรเขมร พระองค์ทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ทรงโปรดให้สร้างอโรคยศาล จำนวน 102 แห่ง และที่พักคนเดินทาง หรือธรรมศาลา จำนวน ๑๒๑ แห่ง ขึ้นในดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ตามข้อความที่ปรากฏในจารึกปราสาทตาพรหม และจารึกปราสาทพระขรรค์ตามลำดับ โบราณสถานดังกล่าวนี้ ที่อยู่ใกล้เคียงปราสาทพนมรุ้ง ได้แก่ กุฏิฤๅษีโคกเมือง และกุฏิฤๅษีหนองบัวราย ซึ่งเป็นอโรคยศาล และปราสาทบ้านบุ เป็นที่พักคนเดินทางหรือธรรมศาลา

    โดยงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งในปีนี้ กิจกรรมจะประกอบด้วย พิธีบวงสรวงองค์พระศิวะมหาเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่องค์พระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย, ขบวนอัญเชิญ พระศิวะมหาเทพ, ขบวนสัตว์พาหนะเทพผู้พิทักษ์ประจำทิศทั้ง 10 และขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี และนางจริยา นำเครื่องบวงสรวง ประกอบด้วย เทพพาหนะผู้พิทักษ์ประจำทิศทั้ง 10 นางสนมกำนัล เหล่าทหาร ข้าทาสบริวาร ดำเนินผ่านเสานางเรียงประดับด้วยธงทิวยิ่งใหญ่อลังการ

    การรำถวายชุด “เหนือศรัทธาวนัมรุง” ขบวนแห่สักการะ จากนางรำกว่า 800 คน ที่บรรจงแต่งกายด้วยชุดที่สวยงามร่วมขบวน การแสดง ระบำอัปสราบุรีรัมย์

    นอกจากนั้น ยังมี “ตลาดอารยธรรมวนัมรุง” ให้ได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม ผ้าฝ้ายที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง ผ้าภูอัคนี (ผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟ) รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร เครื่องใช้ และของที่ระลึกอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้ง ยังได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมืองโบราณหายากเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น จาก 23 อำเภอ ในจังหวัดบุรีรัมย์ มาให้เลือกซื้อ เลือกชม และเลือกชิม พร้อมทั้งชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ดนตรีนาฏศิลป์พื้นบ้านตลอดงานโดยในช่วงวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 จะเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ดวงอาทิตย์ขึ้น สาดแสงส่องตรง 15 ช่องประตู ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.50 ถึงเวลา 06.10 น. ตามที่นักดาราศาสตร์ได้คำนวณและคาดการณ์ไว้ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ทางธรรมชาติหนึ่งเดียวในโลก เพื่อเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตตามความเชื่ออีกด้วย“แนวหน้า” ขอเชิญชวนท่านที่สนใจ ไปเยือน “ปราสาทพนมรุ้ง” และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์กัน เพื่อพบกับความสวยงามและความน่าประทับใจในท้องถิ่นไทยของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/955250&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWmzHY994c6KTT7qFQZzb

  • สวนนงนุชพัทยา สร้างสถานีชาร์จ EV – ระบบโซลาร์เซลล์ รับยุคน้ำมันแพง

    สวนนงนุชพัทยา สร้างสถานีชาร์จ EV – ระบบโซลาร์เซลล์ รับยุคน้ำมันแพง

    สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ขนาด 3.5 กิโลวัตต์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) 

    โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสวนนงนุชพัทยามุ่งเน้นการให้บริการ สำหรับที่จอดรถในที่ร่ม  ที่ทันสมัยและตอบโจทย์การเดินทางของนักท่องเที่ยวในยุคพลังงานสะอาดและค่าน้ำมันแพง

    “เราต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางมาสวนนงนุชได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีจุดบริการชาร์จไฟรองรับ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก  และสนับสนุนแนวคิด การท่องเที่ยวสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกัมพลกล่าว

    ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 3เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัย ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740112&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wW1KgkeR8irfZQe5S1p71

  • อุตรดิตถ์คึกคัก! ททท. จัด Coffee Fest 2026 ดัน “เจ้ายุทธจักรกาแฟ” ชูเที่ยวเชิงเกษตร | TOPNEWS

    อุตรดิตถ์คึกคัก! ททท. จัด Coffee Fest 2026 ดัน “เจ้ายุทธจักรกาแฟ” ชูเที่ยวเชิงเกษตร | TOPNEWS

    ททท.อุตรดิตถ์ ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจัดงาน “Uttaradit Coffee Fest 2026” ครั้งที่ 3 เนรมิตสวนสาธารณะเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ให้กลายเป็นสวรรค์ของคนรักกาแฟ ขนทัพผู้ประกอบการกว่า 140 ร้านค้าโชว์ศักยภาพ “กาแฟเมืองท่าเหนือ” หวังปั้นอุตรดิตถ์สู่ “ชุมชนเจ้ายุทธจักรกาแฟภาคเหนือ”

    วันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่สวนสาธารณะ เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ,หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์,สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ , องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ , เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ,ห้างสรรพสินค้าฟรายเดย์ และโรงแรมสีหราชร่วมกับภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังจัดงาน Uttaradit Coffee Fest 2026 ครั้งที่ 3 (อุตรดิตถ์ คอฟฟี่ เฟส) ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม 2569 นี้ ในธีมงานญี่ปุ่น

    ภายในงานนอกจากมีการออกร้านจำหน่วยกาแฟ อาหาร เครื่องดื่ม ทั้งจากผู้ประกอบการในและต่างจังหวัดอุตรดิตถ์ กว่า 140 ร้านค้า บรรยากาศคึกคัก เนื่องแน่นไปด้วยพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว เข้าชม ชิม ซื้อ สินค้าภายในงานแม้อากาศจะร้อน และอยู่ในภาวะน้ำมันแพงและสงคราม แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคอกาแฟ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานดังกล่าวยังได้มีการจัดเวทีเสวนา “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” โดย น.ส.วัลภา ปันต๊ะ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ และ น.ส.ภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ (ททท.) ร่วมแบ่งปันแนวคิด ประสบการณ์ แนวทางร่วมผลักดัน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้ข้อมูลจุดเด่นอัตลักษณ์ของกาแฟอุตรดิตถ์ เพื่อส่งเสริมพัฒนา กระตุ้นเศรษฐกิจ และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์

    น.ส.ภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ (ททท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอุตรดิตถ์เปลี่ยนจากการชมสวนแบบเดิม ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่เน้นการมีส่วนร่วม การเล่าเรื่องของชุมชน การ เชื่อมโยงเป็นเส้นทาง และการทำตลาดออนไลน์มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้กับท้องถิ่น จากเดิมเน้นเข้าชมสวน ชมแปลงเกษตร ฟังบรรยาย แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมมากขึ้น ททท. เรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์” ได้ลงมือเก็บ ได้ตัดผลผลิตด้วยตนเอง เช่น สวนทุเรียน สวนมะยงชิด สวนลองกอง ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่เพียงได้ชม ได้ชิม ได้ซื้อ แต่ยังหาประสบการณ์จริง และสร้าง Content ผ่านโซเชียล ดังนั้น จำเป็นที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของสวน ต้องเรียนรู้ทำการตลาดเชิงรุก ขยายช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ สร้างแบรนด์ของตัวเอง ไลฟ์สดเอง เพื่อกระตุ้นดึงความสนใจนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทั้งนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ ถือได้ว่า ยังมีธรรมชาติสมบูรณ์ มีวิถีเกษตรดั้งเดิม เป็นเสน่ห์เป็นจุดขายหลักให้นักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยมาสัมผัส ไม่เคยเห็น ให้ความสนใจมาเยือนมากขึ้น

    สำหรับกาแฟจังหวัดอุตรดิตถ์ สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ด้วยสร้างเป็นเส้นทางท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือชมสวนปลูก ที่ อ.ท่าปลา อ.เมือง และ อ.ลับแล กลางน้ำ ชมกระบวนการคั่วซึ่งจังหวัดอุตรดิตถ์มีโรงคั่วหลายแห่ง และปลายน้ำ คือ การจำหน่ายทั้งหน้าร้านและงานอีเว้นท์สร้างสรรค์แบบนี้ ขับเคลื่อนหลักโดย หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดต่อเนื่องเป็น ครั้งที่ 3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เพิ่มช่องทางขายให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการกาแฟ การจัดงานท่องเที่ยวเชิงอาหารและเครื่องดื่ม ถือเป็นแม่เหล็กหลักสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เกิดรายได้หมุนเวียนในห้วงการจัดงานและสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง ททท. อยากให้อุตรดิตถ์เป็น “ชุมชนเจ้ายุทธจักรด้านกาแฟ” ที่มีทั้งเกษตรกรต้นน้ำที่ปลูกสายพันธุ์กาแฟ กูรูกาแฟ บาเรสต้าและคอกาแฟจากที่ต่างๆ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์บอกเล่าเรื่องราวกาแฟที่อุตรดิตถ์ ต่อเนื่อง และยกระดับขึ้นไปทุกปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1531006&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xybp8mGlIdSbkKNImFSx4

  • ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    28 มี.ค. 2569 นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตืมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็ก ประเทศไทย แนะนำและเสนอมาตราการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการรากหญ้า, SMEs , และครัวเรือนโดยเร่งด่วน เนื่องจาก ผลกระทบจาก สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนการขนส่งต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงกำลังซื้อของภาคประชาชนหดหายและเศรษฐกิจที่ทดถอยภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งออกมาตรการดังต่อไปนี้โดยทันทีเมื่อเปิดสภา
     

    ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    1. โครงการคนละครึ่งพลัส เฟสสอง โดย ให้สิทธิ์ผู้ที่ยังไม่ได้ในคราวที่แล้วก่อน 10 ล้านสิทธิ์รวมถึงผู้ที่ได้สิทธิ์คราวที่แล้ว อีก 20 ล้านสิทธิ์ในเงื่อนไขเดิม

    2. ออกมาตรการกินเที่ยวด้วยกันเพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมถึงกลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคล โดยให้ประชาชนสามารถเก็บใบกำกับภาษีจากโรงแรมที่พักและร้านอาหารนำไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 20,000 บาทในปีหน้า และนิติบุคคลลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท 

    3. เร่งออกเงินกู้สำหรับพลังงานสะอาด โซล่าเซลล์ เพื่อให้บุคคลธรรมดาและธุรกิจ SMEs สามารถกู้ได้ไม่เกินหลังคาเรือนละ 5 แสนบาท สำหรับติดตั้งพลังงานโซล่าเซลล์โดยคิดดอกเบี้ยในอัตรา 1.5% ต่อปีผ่อนได้นานถึง 10 ปี

    4. ออกเงินกู้ซอฟโลนให้กับกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กและขนาดกลาง ดอกเบี้ยพิเศษโดยมีเงื่อนไขให้ทาง บสย เป็นผู้ค้ำประกัน 100% วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อธุรกิจ พร้อมทั้งออกวงเงินกู้ซอฟต์โลนให้กับกลุ่ม Micro SMEs ไม่เกินคนละ 200,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันโดยสามารถผ่อนได้นานถึง 5 ปี

    5. เร่งทำมาตรการที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้ค่าไฟ 200 หน่วยแรก หน่วยละ 3 บาท

    6. ลดเงินประกันสังคมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างลงครึ่งหนึ่งไปจนถึงสิ้นปี 2569

    โดยทั้ง 6 มาตรการจะสามารถช่วยประคองภาคธุรกิจท่องเที่ยวธุรกิจร้านอาหารรวมไปถึงค่าของชีพของประชาชนทั่วไปได้พอสมควร ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลรับข้อเสนอเหล่านี้พร้อมทั้งเร่งทำรายละเอียดเตรียมไว้ เพื่อนำเข้าสู่สภาในวันแรกที่เปิดสภา พร้อมอนุมัติโดยทันทีก่อนที่สถานการณ์ภาคธุรกิจรากหญ้ารวมถึง SMEs ขนาดเล็ก จะล้มพังเกินครึ่งในปีนี้

    “นายกฯอย่าแค่ขอโทษ แต่ให้รีบทำงานหนักชดเชยแทน ด้วยการเตรียมรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องต่างๆไว้ พอเปิดสภาวันแรกจะได้สามารถยื่นมาตรการเหล่านั้นเข้าสภาพิจารณาอนุมัติได้ทันที”  นายสรเทพ  กล่าว 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615126&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pmQ3oo71zMXPnrqQ01R8Q

  • หาดใหญ่ | เตรียมปรับปรุงหน้าลีการ์เด้น ยกระดับถนน-ไฟส่องสว่าง งบรวมเกือบ 5 ล้าน

    หาดใหญ่ | เตรียมปรับปรุงหน้าลีการ์เด้น ยกระดับถนน-ไฟส่องสว่าง งบรวมเกือบ 5 ล้าน

    เทศบาลนครหาดใหญ่เตรียมดำเนินโครงการปรับปรุงพื้นผิวจราจรและระบบไฟส่องสว่าง บริเวณหน้าโรงแรมลีการ์เด้น ซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของเมืองหาดใหญ่ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงกลางปี 2569 เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

    โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการสัญจรของรถยนต์และการเดินเท้าในพื้นที่ โดยการปรับปรุงครั้งนี้จะทำให้ถนนกลับมาเรียบและสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการติดตั้งและปรับปรุงระบบไฟส่องสว่าง เพื่อให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีความสว่างในช่วงเวลากลางคืน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว

    สำหรับงบประมาณดำเนินโครงการ แบ่งเป็นงบประมาณก่อสร้างระบบไฟส่องสว่างประมาณ 1.2 ล้านบาท และงบประมาณปรับปรุงพื้นผิวถนนประมาณ 3.4 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 4.6 ล้านบาท

    ทั้งนี้ เทศบาลนครหาดใหญ่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการปรับปรุงได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 โดยหวังว่าการพัฒนาพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์เมือง เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการสัญจร ตลอดจนสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/30634/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24GWWQHXwEfLoU2mNrEJgY

  • หาก ‘ฮอร์มุซ’ ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    หาก ‘ฮอร์มุซ’ ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    ในระยะถัดไป ผลกระทบจะลามไปถึงภาคครัวเรือนมากขึ้น ทั้งค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับขึ้นในช่วงปลายปี ราคาตั๋วเครื่องบินที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤต ยังมีบางธุรกิจที่อาจได้อานิสงส์จากสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง และไก่ จากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ รวมถึงธุรกิจขนส่งทางทะเลที่ได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น

    หาก ‘ฮอร์มุซ' ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    ส่วน SCB EIC ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือโตเพียง 1.4% จากเดิม 1.8% หลังราคาพลังงานพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง กดดันเศรษฐกิจรอบด้าน ขณะที่เงินเฟ้อเร่งขึ้นแตะ 3.2% ทะลุกรอบเป้าหมาย โดยแรงกดดันเริ่มชัดในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังซื้ออ่อนลง และธุรกิจเผชิญต้นทุนพุ่ง ทำให้หลายรายชะลอลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง

    หาก ‘ฮอร์มุซ' ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    EIC เตือนว่าไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะ “โตต่ำ-เงินเฟ้อสูง” หรือ Stagflation จากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ขณะที่ท่องเที่ยวและการค้าโลกก็เริ่มชะลอตัวตามต้นทุนที่แพงขึ้น ด้านนโยบาย คาด กนง. ยังตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ส่วนภาครัฐมีข้อจำกัดใช้งบมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูง ทั้งนี้หากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงชะลอตัวลงได้อีก และแรงกดดันค่าครองชีพอาจอยู่กับคนไทยยาวกว่าที่คิด

    ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่อง “น้ำมันแพง” แต่เป็นแรงกระเพื่อมที่กำลังไหลผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจ และสุดท้ายอาจไปจบที่ “ค่าครองชีพ” ของคนไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862714&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fiFMHhvMe6juC9ujMBqEh

  • เที่ยวไทยกับ “จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี” ไปอย่างรับผิดชอบ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    เที่ยวไทยกับ “จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี” ไปอย่างรับผิดชอบ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย อนุสาร อ.ส.ท.จัดกิจกรรมพิเศษ “Amazing Furry Tales : เที่ยวไทยไปกับแก๊งค์ขนฟู” ณ Pumpkin Art Town (พัมพ์คิน อาร์ท ทาวน์) จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. พร้อมด้วย นางสาวปาริชาต บุญคล้าย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการตลาด ททท. ร่วมงาน

    โดยมีเหล่า Pet Lover (เพ็ตเลิฟเวอร์) ที่อนุสาร อ.ส.ท. ชวนมาสัมผัสประสบการณ์สุดอบอุ่นในแฟนมีตติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับอินฟลูเอนเซอร์สายสัตว์เลี้ยงJapan and Friends “จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี” ที่มาพร้อม แป้น-ณภัค ภักดีอิสรา แม่ของเด็ก ๆ ทั้งสามที่มาทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความผูกพัน และโมเมนต์การเดินทางระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ผ่านมุมมองการท่องเที่ยวแบบ Pet-Friendly (เพ็ทเฟรนด์ลี) ที่เต็มไปด้วยความสุข และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการชวนไปค้นหาเสน่ห์เมืองน่าเที่ยว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการเดินทางของกลุ่ม Pet Parent (เพ็ตแพเรนต์) เจ้าของสัตว์เลี้ยง ภายใต้แคมเปญ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย”

    กิจกรรม “Amazing Furry Tales : เที่ยวไทยไปกับแก๊งค์ขนฟู” อบอวลไปด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง นำโดย แป้น-ณภัค ภักดีอิสรา และน้อง ๆ “จุ๊มเหม่ง และใจดี” ที่มาเป็นตัวแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่เดินทางท่องเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยง ถ่ายทอดเรื่องราวและแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเกมสนุก ๆ ให้ได้ร่วมลุ้นของรางวัล และเวิร์กชอปสร้างสรรค์ที่ผสานแนวคิดเพ็ตเฟรนด์ลีเข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมแต่งหน้าคัพเค้กสำหรับสัตว์เลี้ยงจาก Dogeky กิจกรรม DIY ปลอกคอสุนัขและกำไลข้อมือจากวัสดุรีไซเคิลและขยะจากทะเล ที่ช่วยสื่อสารแนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างน่ารักและเข้าถึงง่าย

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการต่อยอดจากการที่ ททท. และแฟนเพจ Japan and Friends ร่วมกันนำเสนอคอนเทนต์ออนไลน์ชวนผู้ชื่นชอบสัตว์เลี้ยงออกเดินทางไปกับเรื่องราวสุดป่วนชวนอมยิ้มของ “จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี” พร้อมสอดแทรกสาระและข้อคิดสำหรับพ่อแม่น้องหมาน้องแมวที่กำลังเตรียมตัวพาสัตว์เลี้ยงแสนรักออกเดินทางทั่วไทย  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบ Pet-Friendly Tourism (เพ็ตเฟรนด์ลีทัวริสซึม) ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะหนึ่งใน Sub-Culture Trend (ซับ คัลเจอร์ เทรนด์) ที่มีศักยภาพสูง ทั้งในแง่ของการใช้จ่ายและการมองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่า ครอบคลุมตั้งแต่ที่พัก อาหาร การเดินทาง ไปจนถึงบริการเฉพาะทางสำหรับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมสัตว์เลี้ยง ร้านเสริมสวยสัตว์เลี้ยง คาเฟ่สัตว์เลี้ยง หรือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างอบอุ่นและมีความสุข

    “กลุ่มเพ็ตเลิฟเวอร์เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง เพราะการพาสัตว์เลี้ยงเดินทางย่อมมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม ทั้งค่าที่พัก ค่าบริการพิเศษ และกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ผู้ประกอบการเองก็ให้การตอบรับดี ปัจจุบันมีสถานประกอบการ Pet-friendly กว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ”

    ขณะที่แม่ของจุ๊มเหม่ง เจได และใจดี แชร์มุมมองว่า การพาเด็ก ๆ ออกเที่ยวแล้วทำคอนเทนท์ถ่ายทอดให้ผู้ติดตามได้ชมนั้น โจทย์ที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่แค่การรีวิวที่เที่ยว แต่คือการส่งต่อข้อความเรื่องความรับผิดชอบ เพื่อให้สังคมยอมรับการพาสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะมากขึ้น

    “ความท้าทายคือเราต้องการสื่อสารเรื่อง ‘เที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ’ เพราะเจ้าของมือใหม่บางคนอาจจะยังไม่รู้กฎ ทำสถานที่สกปรก หรืออึแล้วไม่เก็บ จนบางที่เขาต้องปิดไม่รับสัตว์เลี้ยงไปเลย”

    หลักการเที่ยวฉบับแก๊งขนฟู เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการให้ความเคารพสถานที่ ดูแลความสะอาด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แขกท่านอื่น

    “เราไม่ได้เที่ยวเพื่อให้เราสนุกคนเดียว แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต้องมีความสุขด้วย เจ้าของที่เขาจะได้แฮปปี้ที่จะเปิดรับเราในระยะยาว”

     อุปกรณ์ที่จะต้องมีและการเตรียมตัวสำหรับมือใหม่พาลูกเที่ยว สำหรับมือใหม่ที่อยากลองพาลูก ๆ ออกเที่ยว แป้นแนะนำให้เริ่มจากที่ที่คุ้นชินหรือสถานที่ Pet-friendly 100% ใกล้กรุงเทพฯ เพื่อลดความประหม่าทั้งของเจ้าของและสัตว์เลี้ยง

    อุปกรณ์แรกที่ต้องมีห้ามขาดเด็ดขาดก็คือ สายจูง ตามมาด้วยถุงเก็บมูล น้ำดื่ม และขนมสำหรับฝึก โดยก่อนที่จะพาเด็ก ๆ ออกไปพบปะผู้คนจะต้องผ่านการการฝึกพื้นฐานเพื่อให้สัตว์เลี้ยงควบคุมอารมณ์เมื่อเจอสิ่งเร้าภายนอกด้วย

    “สายจูงคือสิ่งที่ห้ามขาดเลยค่ะ และเราต้องมั่นใจว่าเราจะไม่โมโหหมาเวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เราต้องใจเย็นและค่อย ๆ เริ่มจากก้าวเล็ก ๆ”

    แต่ใด ๆ การพาเด็ก ๆ ออกเที่ยว แป้นแนะนำว่าไม่ควรเริ่มจากการอยากออกไปเที่ยวของพ่อและแม่ แต่ควรเริ่มจากความพร้อมของเด็ก ๆ ก่อน เพราะไม่ใช่ทุกตัวที่ชื่นชอบการเดินทาง บางตัวกลัวเสียง บางตัวเครียดเมื่ออยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย บางตัวอาจจะเมารถอาเจียน และหากตัวไหนมีโรคประจำตัวนอกจากจะต้องเตรียมยาให้พร้อมแล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความมั่นใจด้วย

    เลือกปลายทางที่พร้อมต้อนรับเพื่อนสี่ขา เตรียมอาหารให้เหมือนกับที่ให้ที่บ้าน ที่นอนก็ต้องพกไปให้ด้วย ข้อสำคัญอีกอย่างก็คือ สติของพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่จะต้องตั้งสติให้ดีและใจดีกว่าปกติ เพราะความดื้อและงอแงจะต้องมีแน่นอน

    มาถึงเรื่องราวของสามสหายจุ๊มเหม่ง เจได และใจดี แม่ของสามแสบสร้างเรื่องราว แจกบทบาทให้กับแต่ละตัวผ่านคาแรกเตอร์ที่เหมาะสม เพื่อสอนเรื่องความรับผิดชอบอย่างแนบเนียน โดย จุ๊มเหม่ง รับบทเด็กซน ไม่รู้เรื่อง เล่นเลอะเทอะ ถือเป็นตัวแทนฝั่งที่ต้องเรียนรู้กฎ ใจดี รับบทคุณพ่อคอยซัพพอร์ตและให้กำลังใจ ส่วน เจได รับบท ตำรวจ/ไลฟ์การ์ด คอยตรวจตราและเตือนว่า “แบบนี้ไม่ควรทำนะ!”

    ททท. คาดการณ์ว่าตลาดนี้จะเติบโตอย่างน้อยปีละ 5% และจะขยายตัวไปยังกลุ่มธุรกิจระดับ High-end (ไฮเอ็น) มากขึ้น เช่น บริการ Private Jet (เที่ยวบินส่วนตัว) สำหรับสัตว์เลี้ยง หรือโรงแรมที่มีสปาสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ

    “การพาลูก ๆ ออกเที่ยวแบบไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือการท่องเที่ยวให้เข้ากับกาลเทศะและสถานที่ ถ้าเรามีวินัย โลกของการท่องเที่ยวสำหรับน้องหมาก็จะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ” รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. สรุป

     ภายใต้โครงการนี้ ททท. ร่วมกับ Japan and Friends ได้ทยอยปล่อยคอนเทนต์วิดีโอสั้นผ่านช่องทางFacebook, TikTok, Instagram และ YouTube Shorts ของ Japan and Friends ทั้งหมด 4 ตอน โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่น สร้างการรับรู้รวม 1 ล้านคน-ครั้ง สะท้อนความสนใจของกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงและนักเดินทางยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี พร้อมปล่อยคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำและโพสต์ประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และนครศรีธรรมราช เพื่อพาผู้ชมออกเดินทางเก็บเกี่ยวความประทับใจในสไตล์รักษ์โลกอย่างต่อเนื่อง

    อยากพาเด็ก ๆ ออกเที่ยวบ้าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวบรวมข้อมูลที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ “Amazing Happy Paws Thailand” ซึ่งยืนยันว่าเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ พร้อมแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว แผนการเดินทางที่ออกแบบมาให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ตลอดทริป รวมถึงข้อมูลและแนวทางปฏิบัติ สำหรับการพาสัตว์เลี้ยงท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบต่อสถานที่และสังคม เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ https://petfriendly.tourismthailand.org/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726852/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S47jEpwhcfUs2r8BJ_PFz

  • วิกฤตฮอร์มุซ เมื่อเส้นเลือดใหญ่หยุดชะงัก 3 เดือน กระเทือนไทยแค่ไหน?

    วิกฤตฮอร์มุซ เมื่อเส้นเลือดใหญ่หยุดชะงัก 3 เดือน กระเทือนไทยแค่ไหน?

    ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นำไปสู่มาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าโลก หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อเป็นเวลา 3 เดือน (มีนาคม-พฤษภาคม 2569) จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแค่ไหน 

    Krungthai COMPASS ประเมินถึงผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวที่ภาคธุรกิจและประชาชนไทยต้องเผชิญ หากช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงเป็นเวลา 3 เดือน (มีนาคม – พฤษภาคม 2569) โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

    ระยะ Immediate Concerns (ผลกระทบทันที: มีนาคม 2569)

    ในระยะแรกนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับภาคการท่องเที่ยวและเริ่มส่งสัญญาณในภาคการผลิต ดังนี้

    • วิกฤตการท่องเที่ยว: คาดว่าในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว จำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลง 3.9 แสนคน คิดเป็นรายได้ที่หายไป 25,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่ลดลงโดยตรง และนักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการไม่สามารถใช้สนามบินฮับในตะวันออกกลางเพื่อเปลี่ยนเครื่องได้ หากสงครามยืดเยื้อครบ 3 เดือน ความเสียหายจะขยายตัวเป็นนักท่องเที่ยวหายไป 9.8 แสนคน และสูญเสียรายได้ไปกว่า 64,000 ล้านบาท 
    • สัญญาณขาดแคลนเม็ดพลาสติก: เริ่มเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ทำให้ไม่สามารถนำเข้าแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติกได้ ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นบางแห่งในไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางต้องหยุดการผลิตชั่วคราว

    ระยะ Biggest Concerns (ผลกระทบรุนแรงที่สุด: เมษายน – พฤษภาคม 2569)

    ระยะนี้จะเป็นช่วงที่ผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด

    • ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง: คาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจแตะระดับ 41.0 บาท/ลิตร ในเดือนเมษายน และพุ่งถึง 45.3 บาท/ลิตร ในเดือนพฤษภาคม แม้จะมีการประเมินว่าภาครัฐอาจใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันแล้วกว่า 68,400 ล้านบาทก็ตาม
    • การหยุดผลิตในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี: คาดว่าจะมีโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นปิดตัวเพิ่มขึ้น จนทำให้ Ethylene และ Propylene หายไปจากระบบราว 1.2 ล้านตัน หรือ 13.8% ของกำลังการผลิตทั้งหมดในไทย
    • ผลกระทบต่อภาคการผลิตต่อเนื่อง: การขาดแคลนเม็ดพลาสติกและต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ (ใช้เม็ดพลาสติก 40% ของไทย) ซึ่งจะส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และการแพทย์ รวมถึงกระทบต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ด้วย

    วิกฤตฮอร์มุซ เมื่อเส้นเลือดใหญ่หยุดชะงัก 3 เดือน กระเทือนไทยแค่ไหน?

    ระยะ Future Concerns (ผลกระทบต่อเนื่องในอนาคต: ครึ่งหลังปี 2569 เป็นต้นไป)

    แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งาน แต่ผลกระทบจะยังคงหลงเหลือและสร้างปัญหาใหม่ในช่วงปลายปี

    • ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น: คาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะพุ่งขึ้นไปแตะ 4.14 บาทต่อหน่วย ในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบหนักต่อธุรกิจโรงน้ำแข็ง คลังสินค้า และโรงแรม
    • วิกฤตปุ๋ยเคมีและภาคเกษตร: ไทยมีความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมีตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เนื่องจากสต็อกเดิมจะหมดลงในเดือนสิงหาคม โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนจากตะวันออกกลางสูงถึง 55% หากราคาปุ๋ยนำเข้าเพิ่มขึ้นทุก 1% จะส่งผลให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ลดลงราว -0.06% เนื่องจากเกษตรกรอาจลดการใช้ปุ๋ยเพราะสู้ราคาไม่ไหว
    • โครงสร้างการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป: หากราคาน้ำมัน Jet Fuel ยังคงสูงต่อเนื่อง จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น และนักท่องเที่ยวยุโรปอาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปเที่ยวในโซนยุโรปแทนการมาเอเชีย เพื่อหลีกเลี่ยงการบินอ้อมและต้นทุนที่สูงขึ้น

    โอกาสท่ามกลางวิกฤต

    อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจบางกลุ่มที่อาจได้รับอานิสงส์ เช่น ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร (ข้าว, ทูน่า, ไก่) จากความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และธุรกิจขนส่งทางเรือ ที่ได้รับประโยชน์จากค่าระวางและค่าธรรมเนียมส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซเพียง 3 เดือน ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม แต่เป็นคลื่นยักษ์ที่กระทบต่อโครงสร้างการผลิต ตั้งแต่ต้นทุนเม็ดพลาสติก การท่องเที่ยว ไปจนถึงผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับความเสี่ยงด้านต้นทุนและการขาดแคลนวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740094&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qP9MwSZ244_fC17OvYjch

  • ฤกษ์ดีปีละครั้ง “เปิดคลังสมบัติ” มาเก๊า | เดลินิวส์

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง “เปิดคลังสมบัติ” มาเก๊า | เดลินิวส์

    พิธีเปิดคลังสมบัติถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของมาเก๊า ปกติจะนับตามปฏิทินจันทรคติจีน โดยนับจากวันแรกของเทศกาลตรุษจีนของปีนั้น ๆ เป็นวันที่ 1 แล้วนับถัดไปอีก 26 วัน

    เชื่อกันว่าในวันนั้น เจ้าแม่กวนอิมผู้เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตาจะ “เปิดคลังสมบัติ” เพื่อประทานโชคลาภ เงินทอง และความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ศรัทธา โดยให้ผู้คน “ขอยืมเงินทิพย์” หรือ “รับพรด้านทรัพย์” ผู้ที่ไปไหว้จะเปรียบเสมือนได้รับ “ทุนชีวิต” และควรกลับมา “คืนทรัพย์” ในปีถัดไปเพื่อเสริมดวงต่อเนื่อง

    “โอกาสนี้ 1 ปี มีเพียง 1 ครั้ง ทำให้ความพิเศษของพิธีเปิดคลังที่มาเก๊า คือเมื่อจิตศรัทธาหลายพันคนมารวมอยู่ในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกัน พลังของความตั้งใจนั้นก็ยิ่งชัดเจนและหนักแน่นขึ้น เสมือนเป็นการส่งพลังให้กันและกัน ในอีกมุมหนึ่งพิธีนี้ยังถือเป็นฤกษ์เริ่มต้นความมั่งคั่ง จากการสักการะด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง เปรียบเสมือนนำทรัพย์มาฝากไว้กับองค์เจ้าแม่กวนอิม เพื่อขอพรให้สิ่งที่ตั้งใจไว้เติบโตและงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป”

    ในส่วนชุดไหว้ทางวัดฮ่องกงและวัดฝั่งมาเก๊าอาจจะมีแตกต่างกันนิดหน่อย แต่ขั้นตอนพิธีจะคล้ายคลึงกัน คือจะมีการจุดธูป เขียนขอพรหรือกล่าวขอพรโดยการบอกชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และจำนวนเงินที่ต้องการยืม เมื่อประสบความสำเร็จตามต้องการแล้ว ควรกลับมาไหว้ขอบคุณและคืนเงิน ซึ่งก็คือการทำบุญเพื่อต่อบุญภายในช่วงปลายปีตามปฏิทินจีน

    เพื่อเพิ่มความหมายให้การเดินทางครั้งนี้ การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย (MGTO) ได้จัดเตรียม “แผ่นมงคลเปิดคลัง” ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษและผ่านพิธีปลุกเสกจากวัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า โดยความน่าสนใจอยู่ที่ตัวเลขบนแผ่นมงคลที่มอบแบบสุ่มให้แก่แต่ละบุคคล อาทิ 10 ล้านเหรียญมาเก๊า ไปจนถึงยอดทรัพย์ที่ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เปรียบเสมือนยอดทรัพย์ประทานพรจากคลังสมบัติ และ “เงินขวัญถุง” ทางจิตใจ ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการตั้งเป้าหมายด้านการงาน การเงิน และการลงทุน ให้เติบโตและงอกงามตลอดทั้งปี

    นางสาวอุรชา จักรธรานนท์ ผู้จัดการทั่วไป การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย กล่าวว่า เทศกาลสำคัญอย่างพิธีเปิดคลังสมบัตินี้ สะท้อนเอกลักษณ์ของมาเก๊าในฐานะเมืองที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

    “มาเก๊ามุ่งผลักดันแนวคิด Tourism+ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลาย ทั้งด้านวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง และการเดินทางเพื่อธุรกิจ เราเชื่อว่าประสบการณ์ที่มีความหมายเช่นนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงเลือกกลับมาเยือนมาเก๊าอีกครั้ง”

    พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า ในปีนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำความสำคัญของเทศกาลประจำปี หากยังตอกย้ำทิศทางของมาเก๊าในฐานะจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ความเชื่อ และประสบการณ์การเดินทางสำหรับทุกเพศทุกวัยไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726358/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gHLspA9DuQu12HdHbJ2u7