Category: วัฒนธรรม

  • นสช.WELLNESS” จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 6

    นสช.WELLNESS” จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 6

    31 ส.ค. 2568

    70 views

    ขนาดตัวอักษร

    สถาบันการสร้างชาติ ร่วมกับคณะนักศึกษาผู้บริหารระดับสูงหลักสูตรผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ (นสช.Wellness) รุ่นที่ 6 จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ”ครั้งที่ 6 เดินหน้าหนุนประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น “เมืองหลวง Wellness ของโลก” องค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม หลายแห่งได้การรับรองมาตรฐานองค์กรสุขสภาพ พร้อมแสดงความยินดีกับผู้คว้าโล่รางวัลเกียรติยศ “THAILAND WELLNESS Corporate Nation-Building Award”

    ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานในพิธีพร้อมด้วย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการแพทยสภา ประธานอำนวยการหลักสูตร นสช.Wellness ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผศ.ดร.นครินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม นายแพทย์สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้แทนอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายแพทย์จตุพร ทิพยทิฆัมพร ผู้แทนอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายเจษฎา จันทร์อุไร ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ผู้แทนประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รศ.ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ นายกสภาการพยาบาล นพ.ชลพันธ์ ปิยถาวรอนันต์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ตลอดจนผู้บริหารองค์กรที่ได้ร่วมโครงการ และผู้มีเกียรติจำนวนมากร่วมแสดงความยินดี

    โครงการ Wellness CNB รุ่นที่ 6 มีองค์กรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม จำนวนมากเข้าร่วมโครงการ อาทิ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนรัชชประภา  โรงแรมเซ็นทารา อ่าวนาง บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่ โรงแรมเซ็นทารา อันดาเทวี รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่  โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ   โรงเรียนพระอินทร์ศึกษา (กล่อมสกุลอุทิศ) บริษัท กิจดี ดีไซน์ จำกัด เป็นต้น

    โดยองค์กรที่มีผลงานดีเลิศทุกด้านคว้ารางวัลเกียรติยศ “THAILAND WellnessCorporate Nation-Building Award” 2025 คือ โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

     ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ ประธานในพิธี กล่าวว่า “การสร้างสภาวะของสุขสภาพที่ดีหรือ Wellness ของบุคลากร ในองค์กรต่าง ๆ จะนำไปสู่การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งในด้านกาย-ใจ-จิต ซึ่งจะทำให้บุคลากรเหล่านั้นมีขีดความสามารถสูงในการทำงาน ส่งผลให้ทุกองค์กรมีบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ร่วมดำเนินกิจการได้อย่างมี Productivity สูง และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายดังที่ตั้งใจไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญยิ่ง ในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ประเทศ ที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่งคั่ง ยั่งยืน”

     

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมี Wellness เป็นจุดแกร่งที่สุดของประเทศ สถาบันการสร้างชาติมีวิสัยทัศน์อยากทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลก เป็นต้นแบบที่ดีที่สุดของโลกด้าน Wellness ได้โดยส่งเสริมการจัดระบบการทำงานเพื่อทำให้ทุกสถานที่ทํางานช่วยสร้าง Wellnessให้พนักงานได้ครบถ้วนทุกมิติ ทั้งกาย ใจ จิต เศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง เพื่อให้ประเทศไทยที่เรารักเป็นเมืองแห่งความสุข นำสิ่งดีร่วมสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองและจะเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้ด้วย  จึงได้มีโอกาสนำเสนอต่อรัฐบาลให้มีการบรรจุ Wellness เข้าเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้คนไทยมี Wellness ที่ดี และทำให้ประเทศไทยพ้นความจนประชาชนอยู่ดีกินดีมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะยกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้สูงต่อไป  

    “ดังนั้น โครงการ Wellness CNB จะช่วยวางรากฐานที่สำคัญสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของประชากรไทยด้วย เป็นโครงการที่พนักงานก็ Win องค์กรก็ Win สังคมก็ Win และประเทศชาติก็ Win ด้วย  สถาบันการสร้างชาติ จึงเป็นศูนย์รวมคนดี คนเก่ง คนกล้า เป็นสถาบันที่สร้างคน เพื่อคนจะไปสร้างชาติต่อ จึงขอแสดงความยินดีกับทุกองค์กรที่เข้าร่วมโครงการฯ ครั้งที่ 6 นี้ และอยากเชิญชวนหน่วยงานทุกประเภทในประเทศเข้าร่วมทำโครงการนี้ด้วยกัน”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ระบุ 

    ขณะที่ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการแพทยสภา ประธานอำนวยการหลักสูตร นสช.Wellness กล่าวว่า แสดงความยินดีกับ “รางวัลที่ทุกท่านได้รับในวันนี้ มิได้สะท้อนเพียงความสำเร็จขององค์กรของท่านเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานแห่งความตั้งใจ ความพยายามและการทุ่มเทอย่างจริงจังในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาองค์กร เพื่อสร้างสุขสภาพที่ดี ทั้งกาย ใจ จิต เศรษฐกิจ สังคม  ทั้งภายในองค์กร และส่งต่อไปยังสังคม ประเทศชาติของเรา ทั้งยังทำให้ประเทศไทยสร้างความประทับใจให้กับทั่วโลก ผมขอชื่นชมทุกท่านที่ได้เข้าร่วมโครงการ Wellness CNB และได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ การที่ทุกท่านได้ร่วมลงมือขับเคลื่อนโครงการฯ นี้ ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของสังคมไทยแล้ว”



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/x0GaOO7t&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qtpzhDPFvFO1OKrGB956Z

  • พศจ.แพร่ ร่วมพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูฯ

    พศจ.แพร่ ร่วมพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูฯ

    พศจ.แพร่ ร่วมพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูและผลงานทางวิชาการนักเรียน หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี ๒๕๖๘

    เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. พระครูถาวรรัตนานุกิจ ประธานเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต ๖ เป็นประธานในพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูและผลงานทางวิชาการนักเรียน หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี ๒๕๖๘ โดยมี นางอนงค์รักษ์ กันธิยาใจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์และผลการดำเนินงานโครงการฯ ในการนี้ นายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นผู้แทนมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละรายการแข่งขัน โดยมี พระเถรานุเถระ ผู้บริหาร ครู สามเณรนักเรียน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีฯ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ ตำบลแม่คำมี อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่
    ในการนี้ นางอนงค์รักษ์ กันธิยาใจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย นายสุทนต์ ศุภนาม นักวิชาการศาสนาชำนาญการ และนางสาวนราภัทร กอบกำ นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ ร่วมพิธีดังกล่าวฯ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3756677/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YlLRBEmsZI1fzRRSI7Osr

  • อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    การประท้วงรุนแรงปะทุขึ้นทั่วประเทศอินโดนีเซีย กลายเป็นวิกฤตทางการเมืองของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบิยันโต ในช่วง 10 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนจากเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้ง

    เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เผชิญกับความไม่พอใจที่สั่งสมมานานหลายสัปดาห์ เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและสิทธิประโยชน์ทางการเงินของสมาชิกสภา แต่เหตุการณ์ที่คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งเสียชีวิตได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในวันศุกร์ที่ผ่านมา

    ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานาน

    ความไม่พอใจที่ฝังลึกปะทุขึ้นบนถนนในจาการ์ตา เมื่อผู้ประท้วงหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสภาเมื่อวันจันทร์ โดยแสดงความโกรธเกี่ยวกับสวัสดิการฟุ่มเฟือยของสมาชิกสภา ซึ่งรวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่อยู่อาศัยที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในเมืองหลวงเกือบ 10 เท่า

    การประท้วงใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี โดยมีผู้ประท้วงหลายร้อยคนต่อต้านค่าจ้างที่ต่ำจนถึงเวลากลางคืน ตำรวจเข้าสลายฝูงชนด้วยแก๊สน้ำตาและปืนใหญ่ฉีดน้ำ

    ระหว่างการประท้วงครั้งนั้น รถตู้สีดำของกองพลเคลื่อนที่ได้ชนและฆ่าอัฟฟาน เคอร์นียาวาน คนขับวัย 21 ปี คลิปวิดีโอเหตุการณ์แพร่กระจายไปทั่วและกระตุ้นความโกรธเกี่ยวกับกลยุทธ์ของตำรวจ

    การประท้วงขยายวงกว้าง

    การประท้วงบานปลายหลังจากการเสียชีวิตของอัฟฟาน โดยมีการชุมนุมเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งหรือ ‘โอเจ็ก’ เป็นจำนวนมากเหมือนกับอัฟฟาน ได้ออกมาประท้วงหน้าที่ทำการกองพลเคลื่อนที่ และสำนักงานตำรวจในจาการ์ตา

    ผู้ประท้วงขว้างประทัด ระเบิดขวดน้ำมัน และก้อนหิน ขณะที่บางส่วนจุดไฟเผา การประท้วงยังเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ เช่น ยอกยาการ์ตา บันดุง โซโล และเซมารัง ในเกาะชวา รวมถึงเมดานในสุมาตรา

    มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คนและบาดเจ็บ 4 คนในมากัสซาร์ เมืองใหญ่ที่สุดในเกาะสุลาเวสีทางตะวันออก หลังจากผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภาเมือง

    ปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็ง

    ชาวอินโดนีเซียหลายพันคนออกมาประท้วงในเดือนกุมภาพันธ์ต่อต้านการตัดงบประมาณอย่างกว้างขวางของปราโบโว เขากล่าวว่าได้ลดงบประมาณเพื่อให้เงินทุนแก่นโยบายประชานิยม รวมถึงโครงการอาหารฟรีมูลค่าพันล้านดอลลาร์สำหรับเด็กนักเรียนและหญิงตั้งครรภ์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าชาวอินโดนีเซียผิดหวังกับสถานการณ์เศรษฐกิจของตน ภีมะ ยุทธิษฐิระ อาธิเนการะ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์การศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมาย กล่าวว่า ยังมีปัญหาเรื่องภาษีที่ไม่เป็นธรรม กำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง และการขาดโอกาสในการทำงาน

    กระทรวงแรงงานระบุว่ามีคนถูกเลิกจ้างมากกว่า 42,000 คนระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน เพิ่มขึ้น 32 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว คนงานรับส่งเหมือนเคอร์นียาวานยังเผชิญกับการหักเงินที่มากขึ้นและชั่วโมงทำงานที่ยาวขึ้น

    ภีมะกล่าวว่าความไม่พอใจระเบิดขึ้นเพราะขาดความเห็นอกเห็นใจจากสมาชิกสภา ปัญหาสั่งสมเหมือนฟางแห้ง และสภาจุดไฟ นี่เป็นเพียงปลายเขาน้ำแข็ง

    การทดสอบปราโบโว

    การประท้วงเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประโบโวนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอดีตนายพลคนนี้ต้องดำเนินการเพื่อระงับความโกรธของประชาชน

    เมด ซูปรียัตมะ นักวิจัยเยือนที่สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า หากเขาเป็นประธานาธิบดี เขาจะถอดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากตำแหน่ง ประชาชนต้องการท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการแก้ไข

    ปราโบโวและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสัญญาว่าจะสอบสวนการเสียชีวิตของอัฟฟาน ตำรวจยังได้กักขังเจ้าหน้าที่บริโมบ 7 นาย โดยระบุว่าพวกเขาละเมิดจรรยาบรรณ

    การประท้วงเพิ่มเติม

    คาดว่าจะมีการประท้วงเพิ่มเติมขณะที่ความโกรธของประชาชนยังคงเดือด นักศึกษาหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ตำรวจจาวาตะวันออกในสุราบายาเมื่อวันเสาร์

    คนขับโอเจ็กบางคนกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่าพวกเขาจะกลับมาลงถนนเร็วๆ นี้เพื่อประท้วงต่อต้านสมาชิกสภา มีการเรียกร้องออนไลน์ให้มีการประท้วงเพิ่มเติมหน้าสภาสัปดาหน้าเพื่อเรียกร้องให้ยุบสภา

    เมดกล่าวว่า เชื่อว่าการประท้วงเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/indonesia-violent-protests-prabowo-crisis&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DVQ5oeAfhqBbpOQhIMZo4

  • เปิด 20 อันดับ ประเทศที่มีความสุขที่สุด 2025 ไทยอยู่อันดับไหน?

    เปิด 20 อันดับ ประเทศที่มีความสุขที่สุด 2025 ไทยอยู่อันดับไหน?

    ฟินแลนด์ ยังคงรักษาตำแหน่ง ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 จากรายงาน World Happiness Report 2025 ซึ่งเผยแพร่ในวันความสุขสากลแห่งสหประชาชาติ ขณะที่ ประเทศไทย มีอันดับอยู่ที่ อันดับ 49

    ฟินแลนด์

    ปัจจัยความสุขและมุมมองเชิงบวก

    CNN ระบุว่า รายงานดังกล่าวชี้ว่า ประเทศในกลุ่มนอร์ดิก อย่างฟินแลนด์ได้รับประโยชน์จากระบบสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง การศึกษา และสาธารณสุขที่มีคุณภาพ 

    อีกทั้ง จอห์น เฮลลิเวลล์ ผู้จัดทำรายงานยังเน้นย้ำว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความเชื่อมั่นในเพื่อนร่วมชาติก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนมีความสุข

    นอกจากนี้รายงานยังพบว่า คอสตาริกา (อันดับ 6) และ เม็กซิโก (อันดับ 10) ติดอันดับท็อป 10 เป็นครั้งแรก เนื่องจากมีเครือข่ายทางสังคมที่แข็งแกร่งและมีความเชื่อมั่นในผู้นำ

    20 อันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในปี 2025

    1. ฟินแลนด์
    2. เดนมาร์ก
    3. ไอซ์แลนด์
    4. สวีเดน
    5. เนเธอร์แลนด์
    6. คอสตาริกา
    7. นอร์เวย์
    8. อิสราเอล
    9. ลักเซมเบิร์ก
    10. เม็กซิโก
    11. ออสเตรเลีย
    12. นิวซีแลนด์
    13. สวิตเซอร์แลนด์
    14. เบลเยียม
    15. ไอร์แลนด์
    16. ลิทัวเนีย
    17. ออสเตรีย
    18. แคนาดา
    19. สโลวีเนีย
    20. สาธารณรัฐเช็ก

    ประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายคือ อัฟกานิสถาน (อันดับ 147) ตามด้วย เซียร์ราลีโอน (อันดับ 146) และ เลบานอน (อันดับ 145)

    อ่านข่าวเพิ่มเตืม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9837202/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ElawgFbVrsz7mHczi-6fG

  • นิด้าโพลชี้ เลือกตั้งใหม่ประชาชนไม่เอา

    นิด้าโพลชี้ เลือกตั้งใหม่ประชาชนไม่เอา

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.28 น.

    31 ส.ค. 68 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความต้องการของประชาชนในการได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งหน้า การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น) ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME) ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น) ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง และร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

    ด้านช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45–60 ปี) รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29–44 ปี) ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61–79 ปี) และร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80–100 ปี)

    สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้ม
    ที่จะเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่ รองลงมา ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน รองลงมา ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.57 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.53 สมรส และร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.80 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 31.99 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.07 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 35.95 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.96 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.70 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.60 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.31 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.51 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.78 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.95 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.63 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.92 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.93 ไม่ระบุรายได้

    .-008

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/910851&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F7fKKJMR4O5PCwPHQzLxs

  • หลุดแชทลับ ครูวัย 40 กับนักเรียนหญิงวัย 16 พ่อแม่เห็นบทสนทนาถึงกับใจสลาย

    หลุดแชทลับ ครูวัย 40 กับนักเรียนหญิงวัย 16 พ่อแม่เห็นบทสนทนาถึงกับใจสลาย

    ชายวัย 40 ปี ครูประจำโรงเรียน มีสัมพันธ์ลับกับนักเรียนหญิงวัย 16 ปี บทสนทนาล่อแหลมถูกเผยแพร่ พ่อแม่ถึงกับช็อก

    โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองเผิงไหล มณฑลซานตง ประเทศจีน เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น เมื่อครูชายนามสกุลหลิว วัย 40 กว่าปี ซึ่งแต่งงานแล้ว มีสัมพันธ์ลับกับนักเรียนหญิงวัย 16 ปีในชั้นเรียน ทั้งคู่คบหากันหลายเดือนและมีบทสนทนาล่อแหลมในโทรศัพท์

    จนกระทั่งผู้ปกครองของนักเรียนหญิงค้นพบโดยบังเอิญ และบุกไปโรงเรียนรวมถึงบ้านของครูเพื่อทวงความยุติธรรม ทำให้เรื่องแดงขึ้นมา 

    ตามรายงานของสื่อจีน ครูชายนามสกุลหลิวมีสัมพันธ์ลับกับนักเรียนหญิงในชั้นเรียน จากบทสนทนาล่อแหลมที่ถูกเปิดเผย นักเรียนหญิงยังแสดงความหึงหวงเมื่อครูชายคุยกับนักเรียนหญิงคนอื่น แต่ครูชายดูเหมือนจะสนุกกับสถานการณ์นี้

    พ่อแม่ของนักเรียนหญิงสังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกผิดปกติ เมื่อตรวจโทรศัพท์ก็พบข้อความล่อแหลมชุดใหญ่ ทำให้ช็อกและรับไม่ได้ จึงรีบไปโรงเรียนและบ้านของครูชายเพื่อทวงความยุติธรรม คดีนี้จึงถูกเปิดโปง กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ของจีน

    ต่อมาโรงเรียนมัธยมออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ระบุว่า หลังการตรวจสอบพบว่าครูหลิวบางคนละเมิดกฎระเบียบของโรงเรียน และจรรยาบรรณวิชาชีพครูอย่างร้ายแรง จึงได้สั่งปลดออกจากงาน เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

    พร้อมระบุว่า “เรารู้สึกเสียใจและขอโทษอย่างยิ่งต่อผลกระทบที่ไม่ดีจากเหตุการณ์นี้” และจะเสริมสร้างการบริหารจัดการการศึกษา รวมถึงพัฒนากลไกยาวนานเพื่อยกระดับจรรยาบรรณและวินัยของครูต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9837158/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v1qAYtVuRHDL3P1MxywNu

  • เปิดประวัติ “อุดมพร เอกเอี่ยม” ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่

    เปิดประวัติ “อุดมพร เอกเอี่ยม” ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่

    เปิดประวัติ “อุดมพร เอกเอี่ยม” ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่

    ทำความรู้จัก “อุดมพร เอกเอี่ยม” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่ ผู้หญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ดำรงตำแหน่งนี้

    จากกรณีเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 68 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นางอุดมพร เอกเอี่ยม รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น ทำให้หลายคนอยากรู้จักว่า ผอ.สำนักพุทธฯ หญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์นี้เป็นใครกัน

    นางอุดมพรเกิดเมื่อปี 2512 ปัจจุบันอายุ 56 ปี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี บัญชีบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และสำเร็จการศึกษาปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต การจัดการองค์กร มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
    นางอุดมพร เอกเอี่ยม

    นางอุดมพรเป็นข้าราชการนโยบายกลาง มีประสบการณ์การทำงานในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดยในปี 2557 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง

    จากนั้นในปี 2559 ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก่อนที่ในปี 2560 จะได้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งข้าราชการบริหารระดับสูง (ระดับ 10)

    นางอุดมพรในฐานะ ผอ.สำนักพุทธฯ ถือเป็น ผอ. คนนอก ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่าปลัดกระทรวง (ระดับ 11) แต่ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการในปัจจุบันเป็นข้าราชการระดับ 9 ทำให้จำเป็นต้องคัดเลือกข้าราชการจากองค์กรภายนอกสำนักพุทธฯ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมาแทน

    จากการสำเร็จการศึกษาด้านบัญชีและการบริหาร ประกอบกับประสบการณ์ยาวนานในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำให้นางอุดมพรมีทักษะแข็งแกร่งในงานด้านการเงิน การบริหาร และนโยบาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบการใช้เงินบริจาคของวัด และประเด็นต่าง ๆ ในวงการสงฆ์ที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/255980&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kD3e6VgnbMGnMPX1TBnk-

  • นิด้าโพล เผย เลือกตั้งหน้า ปชช.ต้องการนักธุรกิจ-เจน X  เป็นนายกฯ

    นิด้าโพล เผย เลือกตั้งหน้า ปชช.ต้องการนักธุรกิจ-เจน X  เป็นนายกฯ


    นิด้าโพล เผย เลือกตั้งครั้งหน้า  ประชาชน 32.44% ต้องการ นักธุรกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี 65.57% อยากได้ ช่วง Gen X  และ กว่า 30% จะเลือก ส.ส.จากพรรคการเมืองใหม่ 

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความต้องการของประชาชนในการได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งหน้า การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น) ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME) ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น) ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง และร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

    ด้านช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45–60 ปี) รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29–44 ปี) ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61–79 ปี) และร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80–100 ปี)

    สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้ม ที่จะเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่ รองลงมา ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน รองลงมา ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.57 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.53 สมรส และร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.80 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 31.99 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.07 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 35.95 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.96 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.70 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.60 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.31 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.51 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.78 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.95 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.63 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.92 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.93 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/34838&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U_Me2pdig2SDveOKMyb1D

  • มิตซูบิชิ มอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV พร้อมเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

    มิตซูบิชิ มอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV พร้อมเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด ร่วมมอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV ชุดเครื่องยนต์ และชุดส่งกำลัง รวมถึงการฝึกอบรม ให้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี กรุงเทพฯ

    ภายในงานมีการฝึกอบรมภาคปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญจาก สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และช่างเทคนิคจาก บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด โดยการฝึกอบรมครั้งนี้ มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์ทำงานจริงให้นักเรียนได้สัมผัสเทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัย ได้แก่ ชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส 4N16 รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนใน นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน เครื่องยนต์ 4A91 ชุดเกียร์ธรรมดา รุ่น R6M5A และเฟืองท้าย

    นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการศึกษา ซึ่งถือเป็นการพัฒนารากฐานที่สำคัญที่สุดในทุกอุตสาหกรรม

    “โดยครั้งนี้เราได้ส่งมอบเครื่องยนต์ พร้อมชุดส่งกำลังรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่ติดตั้งอยู่ในรถรุ่นจำหน่ายจริง พร้อมทั้งยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานจริงจากผู้เชี่ยวชาญในสายงาน สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ในการยกระดับองค์ความรู้และต่อยอดทักษะ พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสทางสายอาชีพ ให้กับนักศึกษาอีกด้วย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยยังคงเดินหน้าส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพควบคู่ไปกับการส่งเสริมการศึกษา เพื่อให้สังคมไทยเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างยั่งยืน”

    โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่ สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 โดยได้มอบเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง และอุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้ไปแล้วกว่า 260 ชุด ให้กับสถาบันการศึกษาด้านยานยนต์กว่า 100 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างทักษะและศักยภาพให้กับช่างเทคนิครุ่นใหม่ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910818&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eR_YyPotP66ZJWEcXvMom

  • Gen Z เรียนวิชาการเงินตอนนี้ เหมือนมีเงินติดตัวแล้ว 3 ล้าน

    Gen Z เรียนวิชาการเงินตอนนี้ เหมือนมีเงินติดตัวแล้ว 3 ล้าน

    มีเพียงวินัยออมเงินอย่างเดียว อาจไม่พอแล้วสำหรับโลกที่ต้องการความมั่นคงและมั่งคั่งทางการเงิน เพราะสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้คือ ความรู้การเงิน หรือ Financial Literacy ทั้งระบบ เพราะนี่คืออีกหนึ่งทักษะสำคัญของคนในศตวรรษนี้

    ทิม เรนเซตต้า ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Next Gen Personal Finance (NGPF) องค์กรไม่แสวงกำไรที่มุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการเงินในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การขายหุ้นหนีเมื่อราคาลง แล้วพลาดโอกาสทำกำไรเมื่อราคากลับขึ้น คือหนึ่งในข้อผิดพลาดที่นักลงทุนมือใหม่มักเผชิญ เมื่อตลาดเกิดภาวะความผันผวนรุนแรง

    นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการมีความเข้าใจพื้นฐานด้านการเงินส่วนบุคคลจึงเป็นบทเรียนสำคัญ

    จากรายงานของบริษัทที่ปรึกษา Tyton Partners และ NGPF ในปี 2567 ให้ข้อมูลว่า การเรียนวิชาการเงินส่วนบุคคลใน 1 ภาคการศึกษา ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือกว่า 3 ล้านบาท

    และเมื่อมีจำนวนคนรุ่นใหม่เข้าใจเรื่องการเงินการลงทุนมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวเลขนี้ก็จะทวีคูณขึ้นไปมากขึ้นเท่านั้น จากการเรียนรู้วิธีป้องกันหนี้บัตรเครดิต หรือการใช้บัตรเครดิตเพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการลงทุนเพื่อการเกษียณ

    การมุ่งเน้นพัฒนาหลักสูตรการเงินส่วนบุคคลในระดับชั้นมัธยมศึกษากำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในสหรัฐอเมริกา

    ในรัฐเคนทักกีถือเป็นรัฐที่ 27 ที่กำหนดให้นักเรียนมัธยมฯ ต้องศึกษาวิชาการเงินส่วนบุคคลก่อนจบการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีร่างกฎหมายการศึกษาการเงินส่วนบุคคลอีก 43 ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาใน 17 รัฐ

    ซึ่งหากไม่มีมาตรการดังกล่าวเข้ามากำหนด นักเรียนของสหรัฐฯ จะมีโอกาสในการเข้าถึงความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลน้อยมาก เปรียบเทียบได้ว่า ในนักเรียน 10 คน จะมีเพียง 1 คนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงิน

    จากการสำรวจของ Thairath Money ผ่านรายการ Pocket Diaries ในหัวข้อ “วิชาการเงินที่เด็ก Gen Z อยากเรียน” พบว่า จากการสัมภาษณ์กลุ่มคนอายุ 15 – 25 ปี ทั้งหมด 7 คน

    ทุกคนมีความสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนมากกว่าการออมเงิน และเมื่อแยกย่อยประเด็นด้านประเภทสินทรัพย์การลงทุนพบว่า มีความสนใจลงทุนในหุ้นเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยสินทรัพย์จริง (Real Asset) เช่น ทอง และอื่น ๆ

    ส่งผลให้ “วิชาการลงทุน” เป็นวิชาที่ผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของไทยมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่า การลงทุนมีรายละเอียดที่ซับซ้อน ทั้งเงื่อนไขผลตอบแทน และลักษณะการลงทุน ส่งผลให้การทำความเข้าใจด้วยตนเองเป็นเรื่องยาก การมีสถาบันการศึกษาเข้ามาสอนพื้นฐานจึงเป็นประโยชน์

    นอกจากเรื่องการลงทุน “วิชาภาษี” เป็นหัวข้อรองลงมาที่กลุ่มคนรุ่นใหม่สนใจเรียน โดยต้องการเรียนรู้ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับระบบการเก็บภาษี และหน้าที่ของผู้เสียภาษี

    ในผลการสำรวจของทั้งไทยและต่างประเทศต่างชี้ให้เห็นถึงหมุดหมายการพัฒนาเรื่อง “การเงินส่วนบุคคลของคนรุ่นใหม่” ที่มีความสนใจเรียนรู้ประเด็นนี้ แต่ในภาพใหญ่ประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา

    เพราะการสอนเรื่องการเงิน คือ นวัตกรรมที่สร้างความมั่งคั่งได้ยืนยาวที่สุด ยาเนลี เอสปิแนล ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่การศึกษาของ NGPF กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2879567&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hTKK2cuCaLEpWXv3Say_D