Category: วัฒนธรรม

  • ‘โสภณ’ ยันไม่มีชื่อเคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล

    ‘โสภณ’ ยันไม่มีชื่อเคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล

    รองนายกฯ ‘โสภณ’ ยันไม่มีชื่อเคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลแน่นอนมั่นใจ ครม. ชุดนี้ต้อง พิสูจน์ด้วยกฏหมายย้ำถนัดงานสังคม-การศึกษา พร้อมทุ่มแก้ปัญหายาเสพติด

    21 ก.ย.  2568 – ที่จังหวัดศรีสะเกษ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.บุรีรัมย์ กล่าวถึงภารกิจที่จะรับผิดชอบในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีว่า ตนไม่ถนัดเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในเรื่องสังคม การศึกษา และยาเสพติดนั้นถือว่าเป็นงานที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาของประเทศจริง ๆ ปัญหาเศรษฐกิจทุกวันนี้ หากมองให้ดี ก็เพราะคนเราไม่มีคุณภาพ ติดยา เด็กติดยาไม่เรียนหนังสือ ปัญหานี้ต้องแก้ไขเร่งด่วน ซึ่งตนสามารถทำได้แล้ว

    ในระยะสองปีที่ตนเป็น ส.ส.บุรีรัมย์ ได้เร่งแก้ปัญหายาเสพติดใน 6 อำเภอ ร่วมกับพระและภาคเอกชน และเห็นผลสำเร็จ โดยขอท้าสื่อมวลชนและหน่วยงานราชการไปดูที่อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ ฯลฯ ซึ่งมีศูนย์บำบัด ติดตาม แยกผู้ป่วย และตนจะพาสื่อไปชม สิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาด้านการศึกษาและการแก้ปัญหายาเสพติด

    นายโสภณกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเคยเป็นรัฐมนตรีคมนาคม 3 ปี เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง และในตอนนั้นต้องยื่นให้ ป.ป.ช. สอบ แต่สุดท้ายผลการสอบก็ยกหมด และไม่ยืนยันว่าตนไม่มีเรื่อง ป.ป.ช. สำหรับใน ครม.นี้ จะมีใครถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่นั้น นายกฯ ได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะท่านมีอนาคตทางการเมืองอยู่ ตนเชื่อว่านายกฯ มีกำแพงพิงที่จะไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แม้จะเป็นรัฐบาลแค่ 4 เดือน แต่ก็ไม่ควรนำชีวิตการเมืองไปผูกไว้

    ส่วนภาพลักษณ์ของ ครม.จะกระทบรัฐบาลหรือไม่นั้น นายโสภณกล่าวว่า ก็ต้องพิสูจน์กัน ในทางการเมือง นักการเมืองที่อยู่วังวนเคยร่วมงานกัน แต่ในส่วนตัว ความผิดต้องตัดสินด้วยกฎหมาย วันนี้ใครถูกกล่าวหาก็ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ แม้แต่นายกฯ เอง หากไม่เชื่อกฎหมายแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไร และเชื่อว่าใครทำไว้สมัยนี้ไม่สามารถปิดได้ ใครทำอะไรรู้หมด ส่วนฝ่ายค้านจะทำอะไรก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขา และหวังว่าสังคมจะให้ความยุติธรรม

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/865420/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yFHeiqiVTuS9Pvmn0cTFW

  • กองเชียร์ ปชป.หนุน “อาจารย์มาร์ค” นำทัพสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้า

    กองเชียร์ ปชป.หนุน “อาจารย์มาร์ค” นำทัพสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้า

    กองเชียร์ ปชป.หนุน

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ประชาธิปัตย์ ผลัดใบอีกแล้ว” จากประชาชนที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-16 ก.ย.ที่ผ่านมา

    โดยบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในการเลือกตั้งครั้งหน้ามากสุดคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 32.90% รองลงมาเป็นนายชวน หลีกภัย 18.09 ตามมาด้วยไม่ตอบ/ไม่สนใจ 16.72 %, ใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์ 9.24%, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) 8.17%, นายกรณ์ จาติกวณิช 4.20%, นางวทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) 2.82%, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ 2.21%, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน 1.68%, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน 1.45%, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช 1.15%, นายเดชอิศม์ ขาวทอง 0.84% และ นายชัยชนะ เดชเดโช 0.53%

    สำหรับแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหาก ปชป.เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำแล้ว

    โดยกลุ่มตัวอย่าง 37.58% ระบุไม่แน่ใจ รองลงมา 35.75% ระบุเลือกแน่นอน และ 26.67% ระบุไม่เลือกแน่นอน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq02/12749412&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NcvaGaPZ_KDq0KRGc3mWx

  • เปิดรายงาน‘กมธ.กาสิโน’! ฉีกหน้า‘รัฐบาลอิ๊งค์’ ฟันเปรี้ยงขัดรธน.-กระทบหลายมิติ

    เปิดรายงาน‘กมธ.กาสิโน’! ฉีกหน้า‘รัฐบาลอิ๊งค์’ ฟันเปรี้ยงขัดรธน.-กระทบหลายมิติ

    วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.39 น.

    ‘วุฒิสภา’นัดถกรายงาน‘กมธ.กาสิโน’ 23 ก.ย.นี้ เปิดรายงานศึกษาฯค้าน‘ร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ฉบับ‘รัฐบาลแพทองธาร’ ยันชัดขัดรธน. กระทบหลายมิติ แนะหากจะเดินหน้าต้องประเมินผลกระทบรอบด้าน-ทำประชามติ

    21 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้นัดประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์)  ที่มีนพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. เป็นประธานกมธ. ในวันที่ 23 ก.ย.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับเนื้อหาของรายงานการศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญ ซึ่งระบุถึงการศึกษารายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …  ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ เพื่อผลักดันโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยมีกาสิโน เป็นองค์ประกอบหลักเป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย

    อีกทั้งแฝงไว้ด้วยความเสียหายหลายมิติ อาทิ ทางเศรษฐกิจ ไม่มีความชัดเจนด้านความคุ้มค่าของการลงทุน เพราะเป็นกิจการที่ไม่เกิดรายได้ที่แท้จริง คือ ก่อให้เกิดการผลิตสินค้า และบริการ แต่เป็นกิจการที่โอนเงินจากผู้เล่นที่เสียไปให้ผู้เล่นที่ได้ และยิ่งไม่คุ้มค่าเมื่อพิจารณาจากต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและภาระของรัฐที่แบกรับ

    มิติทางสังคมและสุขภาพ จะเกิดผลกระทบจากการเสพติดพนัน เกิดความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มขึ้นของอาชญากรรมและกระทบต่อระบบสุขภาพระยะยาว

    มิติกฎหมายและความมั่นคง มีความเสี่ยงเป็นแหล่งฟอกเงิน องค์กรอาชญากรรม และเชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมายหลายฉบับ และอาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ที่กำหนดให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล  องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้การตรากฎหมายต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม

    “กรณีรัฐบาลเสนอร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เข้าสู่การพิจารณาของสภา แม้ชื่อร่างไม่ได้ชี้ชัดว่ามุ่งเน้นให้มีกาสิโนเป็นหลัก แต่ด้วยเหตุผลที่ระบุชัดว่าเพื่อสนับสนุนให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโน และกำหนดให้มีประเภทธุรกิจสถานบันเทิง ตามบัญชีแนบท้ายอย่างน้อย4 ประเภท และต้องร่วมกับ กาสิโน อยู่ด้วยเสมอ ดังนั้นร่างกฎหมายจึงเปิดให้มีธุรกิจบ่อนการพนันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งย้อนแย้งต่อสำนึกในศีลธรรม และมาตรฐานศีลธรรมของประชาชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ”

    รายงานกมธ. ระบุต่อว่า ในร่างพ.ร.บ.ที่กำหนดในส่วนคณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร ที่มี นายกฯ เป็นประธานและรองนายกฯ เป็นรองประธาน และรมต.อื่นๆ 8 กระทรวง และให้อำนาจเสนอครม.สั่งการหน่วยงานปรับปรุง เพิ่มเติม ยกเลิกกฎหมายเพื่อเอื้อให้กับการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร และมีอำนาจอื่นๆ ที่มีลักษณะกว้างขวางและรวมศูนย์อำนาจ โดยไม่มีการถ่วงดุลตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก ถือเป็นลักษณะให้เกิดการใช้อำนาจบริหารซ้อนฝ่ายบริหาร ไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง เพราะไม่ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 3

    มิติด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ไม่สอดคล้องกับคุณค่าและหลักศีลธรรมของสังคมไทย

    มิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความเป็นไปได้ในการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับการส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยง ไม่พัฒนาแต่ทำลายทรัพยากรมนุษย์และเป็นการเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ระยะสั้นไม่ยั่งยืน

    “ประเทศไทยยังมีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องพึ่งอุตสาหกรรมการพนัน โดยเฉพาะรูปแบบโครงการ wellness complex และสามารถพัฒนาเป็นรูปแบบสถานบริการที่ไม่ขัดต่อหลักศีลธรรม ไม่ส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยง และสร้างรายได้จากเงินสีขาวที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดเสี่ยงด้านอาชญากรรม และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในระยะยาว” รายงานกมธ. ระบุ

    กมธ.วิสามัญจึงเห็นว่าการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศไทย ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยไม่เร่งรัดผลักดันนโยบายที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ อีกทั้งควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการพิจารณานโยบายสาธารณะ กมธ.จึงไม่เห็นชอบด้วยกับเนื้อหา หลักการ และกระบวนการดำเนินการเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …

    ท้ายรายงานการศึกษา กมธ.มีข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนโครงการตามพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ใน 3 ฉากทัศน์ คือ

    1.ฉากทัศน์เชิงอุดมคติ แนวทางนี้ไม่เห็นด้วย และไม่สนับสนุนและเห็นควรให้ส่งเสริมการพัฒนารูปแบบอื่น เช่น welless complex

    2.ฉากทัศน์ทางเลือก ในกรณีที่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าควรศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคมสุขภาพ และความมั่นคงให้รอบด้าน พร้อมเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการทำประชามติว่าเห็นควรอนุญาตให้มีธุรกิจกาสิโนหรือไม่

    3.ฉากทัศน์เชิงป้องกันความเสี่ยง กรณีที่โครงการดำเนินการได้ แต่ไม่สำเร็จตามสมมติฐานของรัฐบาล หรือไม่สามารถจัดการ ควบคุมผลกระทบทางลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทันที ต้องชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เพียงพอ

    “ข้อเสนอแนะต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ของวุฒิสภาเห็นว่าควรให้รัฐบาลทบทวนร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และตรวจสอบความเหมาะสมต่อการให้อำนาจกรรมการนโยบายอย่างสมดุลหากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะ วุฒิสภาควรแสดงท่าทีไม่เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ. เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศในอนาคต” รายงานกมธ.ฯระบุ

    -005

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/915722&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13YpAgkOP3zglqhocngNnO

  • กองเชียร์ ปชป.หนุน “อาจารย์มาร์ค” นำทัพสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้า : อินโฟเควสท์

    กองเชียร์ ปชป.หนุน “อาจารย์มาร์ค” นำทัพสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้า : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ประชาธิปัตย์ ผลัดใบอีกแล้ว” จากประชาชนที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-16 ก.ย.ที่ผ่านมา

    โดยบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในการเลือกตั้งครั้งหน้ามากสุดคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 32.90% รองลงมาเป็นนายชวน หลีกภัย 18.09 ตามมาด้วยไม่ตอบ/ไม่สนใจ 16.72 %, ใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์ 9.24%, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) 8.17%, นายกรณ์ จาติกวณิช 4.20%, นางวทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) 2.82%, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ 2.21%, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน 1.68%, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน 1.45%, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช 1.15%, นายเดชอิศม์ ขาวทอง 0.84% และ นายชัยชนะ เดชเดโช 0.53%

    สำหรับแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหาก ปชป.เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำแล้ว

    โดยกลุ่มตัวอย่าง 37.58% ระบุไม่แน่ใจ รองลงมา 35.75% ระบุเลือกแน่นอน และ 26.67% ระบุไม่เลือกแน่นอน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531031&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3krURNOkOgSs7oeFI9lzUA

  • นิด้าโพล เผยประชาชน 32.90% หนุน อภิสิทธิ์ คัมแบ็กนั่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    นิด้าโพล เผยประชาชน 32.90% หนุน อภิสิทธิ์ คัมแบ็กนั่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    วันนี้ (21 กันยายน) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ‘ประชาธิปัตย์ ผลัดใบอีกแล้ว’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่ประชาชนต้องการในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.90 ระบุว่าเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองลงมา ร้อยละ 18.09 ระบุว่าเป็น ชวน หลีกภัย ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 9.24 ระบุว่า ใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.17 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้)

    ร้อยละ 4.20 ระบุว่าเป็น กรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 2.82 ระบุว่าเป็น วทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) ร้อยละ 2.21 ระบุว่าเป็น จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น บัญญัติ บรรทัดฐาน ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น เฉลิมชัย ศรีอ่อน ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น เดชอิศม์ ขาวทอง และร้อยละ 0.53 ระบุว่าเป็น ชัยชนะ เดชเดโช

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.58 ระบุว่า ไม่แน่ใจ รองลงมา ร้อยละ 35.75 ระบุว่า เลือกแน่นอน และร้อยละ 26.67 ระบุว่า ไม่เลือกแน่นอน

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/32-9-support-abhisits-return/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vS3ymH8Iq6Yg05MNELR3y

  • บริหารการศึกษาเพื่อผู้เรียน ‘อ.วิเชียร เนียมน้อม’ มุ่งสานฝัน ‘ปั้นอาชีวะยุคใหม่’ | เดลินิวส์

    บริหารการศึกษาเพื่อผู้เรียน ‘อ.วิเชียร เนียมน้อม’ มุ่งสานฝัน ‘ปั้นอาชีวะยุคใหม่’ | เดลินิวส์

    ที่เจ้าตัวบอกว่า ปรัชญาดังกล่าวนี้หล่อหลอมให้เขาเป็นคนทำอะไรต้องทำจริงจังเต็มที่ และมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวันนี้ มีส่วนสำคัญในการ “พลิกชีวิตจากครูพละสู่การเป็นนักบริหารการศึกษาแถวต้น ๆ ของประเทศไทย” ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปย้อนดูเรื่องราวการเดินทางในชีวิตที่น่าสนใจของชายคนนี้…

    อ.วิเชียร เนียมน้อม” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้แทนผู้รับใบอนุญาต และผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และยังมีบทบาทในฐานะ นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเขาเล่าประวัติชีวิตให้ฟังโดยสังเขปว่า เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ ย่านตลิ่งชัน แขวงบางระมาด หรือที่เรียกว่า “คลองวัดโพธิ์” โดยครอบครัวของเขานั้นมีอาชีพเป็นเกษตรกร เป็นชาวสวนปลูกผักขาย ซึ่งเขาเป็นลูกคนกลางของ คุณพ่อ-บุญชอบ และ คุณแม่-บรรทัด เนียมน้อม โดยมีพี่สาว 1 คน และน้องสาว 1 คน ซึ่งในวัยเด็กเขาก็ใช้ชีวิตแบบ “เด็กชาวสวน” และด้วยความที่เป็นลูกชายเพียงคนเดียว ทำให้เขาต้องช่วยพ่อแม่ทำสวนมาตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งทุก ๆ วันหลังเลิกเรียน และช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เขาก็จะต้องเข้าไปช่วยงานพ่อแม่ในสวน ขณะที่ด้านการเรียน-การศึกษานั้น เขาเรียนจบชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดโพธิ์ราษฎร์ผดุงผล จากนั้นไปเรียนต่อ มศ.1 ถึง มศ.3 ที่โรงเรียนโพธิสารพิทยากร และไปต่อชั้น มศ.4 ถึง มศ.5 ที่โรงเรียนวัดน้อยใน โดยในช่วงเรียน มศ.5 นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่เส้นทางการเป็น ครูพละ ในภายหลัง

    ช่วงเรียน มศ.5 ก็มานั่งคิดกับตัวเองว่าจะเรียนไปเป็นอะไร หรือเรียบจบแล้วจะทำอาชีพอะไร ซึ่งพ่อและแม่อยากให้เราเรียนเป็นครู แต่เอาจริง ๆ ชีวิตเด็กผู้ชายแบบผมตอนนั้นอยากเป็นทหารหรือไม่ก็ตำรวจ แต่พอวิเคราะห์ตัวเองดูถึงความพร้อม ก็พบคำตอบว่าคงไปต่อทางนี้ไม่ได้ ก็เลยเลือกเรียนครูเพื่อทำตามฝันของพ่อแม่ และอีกอย่างก็คิดว่าการเป็นครูก็ดี เพราะเป็นอาชีพที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากคนในชุมชน” เขาเล่าย้อนอดีต

    “รางวัลพระราชทาน” ที่ได้รับแล้ว 2 ครั้ง

    พร้อมกับเล่าต่อไปว่า แม้จะรู้เป้าหมายในการเรียนต่อแล้ว แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าอยากเป็นครูวิชาอะไร จึงมาตั้งคำถามว่า ตัวเขาชอบครูวิชาอะไรมากที่สุด ซึ่งด้วยความที่เขาเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬา สุดท้ายก็ได้คำตอบคือ “ครูวิชาพลศึกษา” ด้วยเหตุนี้ทำให้หลังเรียนจบ มศ.5 เขาก็ได้ไปสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย โดยเลือกคณะศึกษาศาสตร์ของทุก ๆ มหาวิทยาลัยที่มีการเปิดสอนเกี่ยวกับด้านนี้ และหลังสอบเอนทรานซ์เสร็จโดยที่ผลสอบยังไม่ทันออก เขาก็เลือกที่จะไปสอบเข้าที่ วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพ ด้วยอีกแห่ง ที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เพราะตอนนั้นมองว่าที่นี่มีนักกีฬาทีมชาติเรียนหลายคน ซึ่งปรากฏเขาสอบผ่าน จึงตัดสินใจเรียนประกาศนียบัตรชั้นสูง (ปกศ.สูง) วิชาเอกพลศึกษา ที่นี่

    ตอนนั้นเข้าใจว่าจะได้เรียนที่วิทยาเขตกรุงเทพฯ แต่กลายเป็นว่ามีการย้ายเด็กปี 1 ไปเรียนที่คลอง 13 ปทุมธานี ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ตอนนั้น ผมก็เลยได้เป็นรุ่นบุกเบิกรุ่นแรก ซึ่งช่วงที่ไปเรียนที่นั่นผมก็ไปอาศัยอยู่ที่วัดพิชิตปิตยาราม โดยขอไปเป็นลูกศิษย์วัด ทำให้ทุกเช้าต้องตื่นไปกับหลวงลุงที่ออกบิณฑบาต ก่อนจะไปเข้าเรียน โดยหลวงลุงก็จะเก็บข้าวก้นบาตรไว้ให้ผมกินช่วงเย็น ซึ่งบางวันผมต้องซ้อมกีฬาจนต้องกลับดึก ข้าวและแกงที่หลวงลุงเก็บไว้ให้ก็มักจะบูด แต่ด้วยความที่ไม่มีอะไรให้กินแล้ว ผมก็เลยจำใจต้องอุ่นให้ร้อน ๆ แล้วกิน (หัวเราะ) ส่วนช่วงปิดภาคเรียนก็จะไปทำงานรับจ้างจัดสวนตลอดช่วงปิดเทอม โดยได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ซึ่งเรียนอยู่ที่นี่ 2 ปี ผมก็เรียนจบ” เขาพูดถึงจังหวะชีวิตในช่วงที่เรียนต่อพลศึกษา โดยใช้ชีวิตเป็นเด็กวัดกินข้าวก้นบาตรพระ และทำงานหารายได้ด้วย

    ส่วนหนึ่งของบุคลากร กับผู้เรียนซ่อมนาฬิกา

    หลังเรียนจบ ปกศ.สูง วิชาเอกพลศึกษา วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพ เขาก็เลือกสอบเรียนต่อที่ คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งตอนนั้นอยู่ที่สนามกีฬาแห่งชาติหรือสนามศุภชลาศัย โดยเรียนภาคค่ำ (ภาคสมทบ) และก็ไปสมัครเป็นครูสอนหนังสือในช่วงกลางวันที่วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง โดยช่วงนั้นเขาใช้ชีวิตแบบเช้าไปทำงาน-เย็นไปเรียนอยู่ 2 ปี จนจบปริญญาตรี และได้บรรจุเข้าทำงานที่วิทยาลัยที่เขาได้สอนอยู่ พร้อมกับรับหน้าที่เป็น ครูฝ่ายปกครอง อีกตำแหน่ง โดยดูแลกิจการของนักเรียนนักศึกษา ซึ่งหลังทำงานได้ 3 ปี ผู้อำนวยการวิทยาลัยคนเดิมได้ลาออก และทางเจ้าของวิทยาลัยได้แต่งตั้งให้เขาขึ้นรับตำแหน่งแทนคนเก่า ซึ่งถือเป็น จุดเริ่มต้นการทำงานด้านบริหารแบบเต็มตัว ของเขาในตอนนั้น

    ก็ถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิตผม เพราะจากครูธรรมดาก็จับพลัดจับผลูทำงานเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากคนที่เลือกให้เราทำงานนี้ และหลังใช้เวลาอยู่กับตำแหน่งผู้อำนวยการที่นี่นานกว่า 16 ปี พอถึงจุดหนึ่งผมก็เกิดความคิดว่าอยากมีโรงเรียนเป็นของตัวเอง แต่ตอนนั้นก็ยังคงเป็นแค่ความฝัน” ทาง.วิเชียร พูดถึงความฝันเรื่องนี้ของเขาหลังจากทำงานเป็นผู้บริหารสถานศึกษามานาน

    ทั้งนี้ เขาเล่าอีกว่า หลังทำงานเป็นนักบริหารการศึกษามานานกว่า 16 ปีจังหวะชีวิตในอาชีพสายการศึกษาของเขาได้เกิดจุดเปลี่ยนอีกครั้ง จากการที่ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ทุนการศึกษาพัฒนาผู้บริหารเพื่อไปเรียนต่อ “ป.บัณฑิต” ที่ย่อมาจาก ประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครู) โดยใช้เวลาเรียน 1 ปีและหลังเรียนจบหลักสูตรนี้เขายังโชคดีต่อเนื่อง เพราะสามารถโอนหน่วยกิตเรียนต่อ ปริญญาโทครุศาสตร์มหาบัณฑิต (คม.) สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้อีก โดยใช้เวลาเรียน 1 ปีก็จบปริญญาโท และหลังเรียนจบทางผู้บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ก็ได้มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโครงการด้านการศึกษา ซึ่งตรงกับแรงบันดาลใจของเขาที่มีอยู่ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการที่เดิม และเริ่มต้นร่วมงานกับ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ตั้งแต่ปี 2548 เรื่อยมาจนปัจจุบัน

    ส่งเสริมกีฬาหมากล้อมด้วย

    สมัยทำงานที่เดิม ช่วงนั้นการศึกษาระบบทวิภาคีเข้ามาแล้ว ซึ่งผมอยากทำการศึกษาแบบนี้มาตลอด โดยเคยไปเจรจากับห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งว่าอยากจัดการศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งผู้บริหารห้างก็เห็นด้วย แต่เขาไม่มีทุน ไม่มีเบี้ยเลี้ยงให้เด็ก ซึ่งมันผิดหลักการ เราก็ไม่โอเค จนทางซีพี ออลล์ มาเล่าให้เราฟังว่า เขาจะทำการศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งเราพยายามทำอยู่แล้ว ก็เข้าทางพอดี เราก็เลยไม่ต้องคิดมากที่จะตัดสินใจลาออกจากที่เดิมแล้วมาทำงานที่วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ โดยช่วงเริ่มต้นผมมารับตำแหน่งดูแลฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา จนปี 2558 ก็ได้รับการพิจารณาจากผู้ใหญ่ให้รับตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัย” อ.วิเชียร พูดถึงจุดเปลี่ยนชีวิตอีกครั้ง

    กับการดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ทาง .วิเชียร บอกว่า ตั้งใจกับการ ขับเคลื่อนการศึกษา เพื่อสร้างเยาวชนสู่การเป็นมืออาชีพในสาขาต่าง ๆ ซึ่งการที่ผลิตเด็กที่เป็นคนคุณภาพออกไปป้อนสู่ตลาดแรงงานเช่นนี้ ก็จะส่งผลดีกับประเทศไทยอย่างมากด้วย โดยเขาบอกว่า รู้สึกตนเองโชคดี เพราะนอกจากได้ทำงานการศึกษาแล้ว ยังมีโอกาสได้เปิดมุมมองกับได้ความรู้ใหม่ ๆ ในภาคธุรกิจด้วย ทำให้เขานำมาปรับใช้กับการพัฒนาวิทยาลัยแห่งนี้ จนวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ขึ้นมาอยู่แถวหน้าของไทย และยกระดับกลายเป็นสถานศึกษาภาคเอกชนที่มีมาตรฐานคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

    เราทำหน้าที่ของเราเต็มที่ จากปี 2558 จนถึง 2568 ทุกอย่างที่เป็นเรื่องการศึกษา วิทยาลัยของเราขึ้นท็อปหมด จนขึ้นมาอยู่แถวหน้าของประเทศไทย และเป็น Excellent Center สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทยอีกด้วย โดยได้รางวัลการันตีความสำเร็จมากมาย ซึ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดคือการได้รางวัลพระราชทาน ระดับอาชีวศึกษาขนาดใหญ่ ถึง 2 ครั้ง โดยหากได้ครั้งที่ 3 ก็จะได้เป็นโล่ทองคำถาวร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังมาก” อ.วิเชียร บอกเรื่องนี้ พร้อมกับย้ำว่า ความสำเร็จทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากเขาเพียงคนเดียว แต่เป็นความร่วมแรงร่วมใจกันของทีมงาน น้อง ๆ ในวิทยาลัย กว่า 300 ชีวิต ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร เขาต้องคิดเสมอว่า จะต้องทำอะไรที่จะทำให้ทุกคนที่นี่มีความสุขที่ได้ทำงาน

    กับภรรยา และลูก ๆ

    ส่วนบทบาทในฐานะ นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยฯ นั้น ทาง .วิเชียร บอกว่า เป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหม่ในชีวิตการทำงานเพื่อสังคมก็ว่าได้ ซึ่งเขาก็ได้นำความรู้และประสบการณ์มาช่วยชาวอาชีวศึกษาเอกชน เพื่อสร้างคุณภาพและยกระดับมาตรฐานสู่ความยั่งยืน (Sustainable) ด้วยการพยายามขับเคลื่อนงานด้วยแรงบันดาลใจ (Inspiration) ตลอดจนพยายามส่งเสริมให้คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทั้งนี้ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นก็คือ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสู่โลกอนาคต ช่วยให้เด็กมีงานทำ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน… ในฐานะที่มารับตำแหน่งสมาคมฯ นี้ ยอมรับว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะบริบทของแต่ละสถาบันจะไม่เหมือนกัน จึงท้าทายความรู้ความสามารถของตัวเองเป็นอย่างมาก อีกอย่างที่สำคัญคือมีคำว่าในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อท้าย ดังนั้นจะมีอะไรเสียหายไม่ได้ ซึ่งหลังผมเข้ามาทำหน้าที่ ผมจึงพยายามใช้คอนเซ็ปท์คิดดี 24 เดือน เพราะเรามีเวลาทำงานเพียง 24 เดือน หรือ 2 ปี ดังนั้นสิ่งที่ทำเร่งด่วนคือ สร้างทีมงานที่เข้มแข็งขึ้นมาให้สำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ”

    ทั้งนี้ เขายังบอกด้วยว่า นึกย้อนถึงวันเวลาที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นจนถึงตอนนี้ สิ่งที่ทำให้ตัวเขาประสบความสำเร็จนั้น ส่วนตัวมองว่าเพราะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว และผู้ใหญ่ เริ่มจากพ่อแม่ที่สนับสนุนเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งพ่อของเขานั้นเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องการเป็นผู้นำครอบครัว ถึงแม้พ่อเป็นแค่ชาวสวน แต่ดูแลครอบครัวอย่างดี จนสร้างอนาคตให้ลูกทั้ง 3 คนได้ และภรรยาของเขาก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาสามารถก้าวมาถึงวันนี้ได้ ซึ่งเขาโชคดีที่ได้คู่ชีวิตที่ดี ที่สนับสนุนและส่งเสริมเขาทุกเรื่อง ทำให้เขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

    และด้านการทำงานก็ต้องขอบคุณ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ และคณะผู้บริหาร รวมไปถึงเพื่อน ๆ ร่วมงานที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ที่มีส่วนช่วยผลักดัน ตลอดจนให้การสนับสนุน และสุดท้ายที่ลืมไม่ได้ก็คือเพื่อน ๆ สมาชิก อาชีวศึกษาเอกชน ที่ให้ความไว้วางใจและให้เขาได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาอนาคตให้กับการศึกษาของประเทศไทย

    ช่วงท้ายการสนทนา “อ.วิเชียร เนียมน้อม” ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ย้ำกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ตอนนี้แม้เขาอายุ 61 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้กังวลเรื่องอายุ เพราะร่างกายยังไหวอยู่ ยังสนุกกับการทำงาน และความท้าทายใหม่ ๆ โดยเขาได้บอกทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า… “ความสำเร็จทุกอย่างขึ้นกับวิธีคิดและแรงบันดาลใจ และถ้าเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีแน่นอน ซึ่งหลักคิดนี้ทำให้ผมจึงพยายามพัฒนาตัวเองแบบไม่สิ้นสุด และตั้งปณิธานไว้ว่าจะขอทำงานแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะขอมีส่วนช่วยในการ…พัฒนาการศึกษาของไทย”.

    แนวคิด’ สำคัญ ‘ตอบโจทย์โลก’

    ผมเป็นคนที่นำเรื่องการศึกษามาผสมผสานเข้ากับธุรกิจ คือนำความรู้การศึกษากับความรู้ทางธุรกิจมาบวกกันจนกลายเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่” นี่เป็นอีกส่วนจาก “แนวคิดสำคัญ” ของ “อ.วิเชียร เนียมน้อม” ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ที่มีการบอกเล่ากับ “ทีมวิถีชีวิต” ไว้ พร้อมทั้งยังขยายความว่า แนวคิดที่ใช้บริหารนั้นประกอบด้วย… เรื่องแรกคือต้องเข้าใจว่าลูกค้าคือใคร และเรื่องที่สองคืออะไรคือสินค้า ซึ่ง “สินค้า” ของวิทยาลัย คือ “หลักสูตร” โดยถ้าหลักสูตรดี เรียนจบมีงานทำ คนก็อยากมาเรียนแน่นอน ส่วน “ลูกค้า” นั้น จะต้องเข้าใจบริบทของ “ผู้เรียน” ว่าเป็นคนกลุ่มไหน โดยที่วิทยาลัยฯ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเด็กระดับกลางที่สนใจเรียนวิชาชีพ ทางวิทยาลัยฯ ก็ต้องออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้อง และต้องสนับสนุนให้เด็กได้มีทุนเรียน โดยสนับสนุนให้มีรายได้ระหว่างเรียน รวมถึงเมื่อเรียนจบแล้วก็ต้องมีงานทำ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งของที่นี่…

    แนวคิดผม คือ โรงเรียนคือห้องแล็บ ที่ต้องมีอะไรทดลองอยู่ตลอดเวลา และเรายังมีเวทีให้นักเรียนและครูเล่นเรื่องของนวัตกรรม ทำให้ทั้งนักเรียนและครูได้คิดค้นและทดลองอะไรใหม่ ๆ นอกจากนั้นยังปรับปรุงหลักสูตรตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับยุคสมัย เพราะผมเชื่อว่ายุคนี้ใครปรับตัวไวยิ่งมีโอกาส หรือใครที่คิดได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ”.

    บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
    ธนทัต จันทารักษ์ : ภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5127201/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PJBY0UvV-WtTs4N1Bgao5

  • นักวิจัยญี่ปุ่นคว้ารางวัล “อิกโนเบล” ผลงานทาสีวัวเป็นม้าลาย มีประโยชน์จริงไม่จ้อจี้!

    นักวิจัยญี่ปุ่นคว้ารางวัล “อิกโนเบล” ผลงานทาสีวัวเป็นม้าลาย มีประโยชน์จริงไม่จ้อจี้!

    ญี่ปุ่นคว้ารางวัล “อิกโนเบล” ผลงานการทาสีวัวเป็นม้าลาย ป้องกันแมลงวันตอม งานวิจัยที่ดูตลกแต่มีสาระ

    ทีมนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้รับรางวัล อิก โนเบล (Ig Nobel Prize) จากการศึกษาที่มีจุดประสงค์เพื่อหาคำตอบว่า หากวัวถูกทาสีเป็นลายเหมือนม้าลาย จะสามารถหลีกเลี่ยงแมลงวันกัดได้หรือไม่

    ทีมวิจัยได้รับรางวัลด้านชีววิทยาประจำปีนี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รางวัลอิก โนเบล เป็นการล้อเลียนรางวัลโนเบล โดยในปี 1991 วารสารวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้สร้างรางวัลนี้ขึ้นเพื่อยกย่องงานวิจัยที่ทำให้ผู้คนหัวเราะก่อนแล้วจึงคิดตาม

    ทีมญี่ปุ่นได้รับแรงบันดาลใจจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่า ลายบนตัวม้าลายสามารถป้องกันไม่ให้แมลงวันกัดได้ ทีมจึงตั้งสมมติฐานว่าการทาสีวัวเป็นลายดำ-ขาว อาจช่วยป้องกันวัวได้ในลักษณะเดียวกัน และได้ทำการทดลองกับ วัวพันธุ์ญี่ปุ่นแบล็ก

    ผลการวิจัยพบว่า จำนวนแมลงวันกัดที่ปรากฏบนขาและตัวของวัวที่ถูกทาสีน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับวัวที่ไม่ได้ทาสี นอกจากนี้ วัวที่ถูกทาสียังเคลื่อนไหวเพื่อไล่แมลงน้อยกว่าวัวที่ไม่ได้ทาสี เช่น การส่ายหัวหรือยกขา

    ทีมวิจัยระบุว่าผลลัพธ์ของการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เพื่อลดความเครียดของวัวและพัฒนาวิธีการปกป้องสัตว์เลี้ยงจากแมลงวันกัดโดยไม่ต้องใช้สารกำจัดแมลง ซึ่งในปัจจุบันแมลงกัดอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชี้ว่า สีที่ใช้ในการทดลองจางหายไปภายในไม่กี่วัน ซึ่งแสดงว่าจำเป็นต้องพัฒนาวิธีการที่สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น

    จากใจนักวิจัย

    โคจิมะ โทโมกิ จากองค์กรวิจัยการเกษตรและอาหารแห่งชาติ (National Agriculture and Food Research Organization) เป็นหนึ่งในนักวิจัย เขากล่าวว่างานวิจัยเริ่มต้นหลังจากเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการป้องกันสัตว์จากแมลงกัด และเขาได้รับแรงบันดาลใจจากรายการโทรทัศน์ที่พูดถึงผลของลายม้าลาย

    โคจิมะกล่าวว่า วิธีการของทีมอาจช่วยลดการใช้สารกำจัดแมลง ซึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาการดื้อยาของแมลงในสิ่งแวดล้อมได้

    ในพิธีมอบรางวัล โคจิมะกล่าวว่า “เราขอขอบคุณเพื่อนร่วมงาน เพื่อน ๆ และครอบครัว” และเสริมว่ารางวัลนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทีมวิจัยยังคงพยายามต่อไป

    ทั้งนี้ ปีนี้นับเป็นปีที่ 19 ติดต่อกันที่ญี่ปุ่นได้รับรางวัล Ig Nobel อย่างน้อยหนึ่งรางวัล รวมทั้งหมดมีงานวิจัย 10 โครงการที่ได้รับรางวัล หนึ่งในนั้นเป็นการศึกษาว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบอกคนหลงตัวเองหรือบุคคลอื่นๆ ว่าพวกเขาฉลาด อีกโครงการมุ่งหาคำตอบว่า “กิ้งก่า” ชอบพิซซ่าแบบใดมากที่สุด

    รู้จักรางวัล อิก โนเบล (Ig Nobel Prize) 

    Ig Nobel Prize คือรางวัลวิทยาศาสตร์ล้อเลียนรางวัลโนเบล (Nobel Prize) ก่อตั้งขึ้นในปี 1991 โดยวารสารวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา รางวัลนี้มุ่งยกย่องงานวิจัยหรือโครงการทางวิทยาศาสตร์ที่ ทำให้ผู้คนหัวเราะก่อน แล้วจึงคิดตาม (“first make people laugh, then make them think”)

    จุดประสงค์ของรางวัลอิก โนเบล คือ:

    • ส่งเสริมความสนใจและความตื่นตัวทางวิทยาศาสตร์

    • ยกย่องงานวิจัยที่มีความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ หรือไม่เหมือนใคร

    • แสดงให้เห็นว่างานวิจัยวิทยาศาสตร์สามารถมีความสนุกสนานควบคู่กับประโยชน์ทางความรู้

    รางวัลนี้มีหลายสาขา เช่น ชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ สังคมวิทยา และอื่น ๆ โดยนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกสามารถได้รับรางวัล แม้ว่าจะเป็นงานวิจัยที่ดูแปลกหรือขบขัน แต่บางงานก็มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์และสามารถนำไปต่อยอดการวิจัยจริงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9845526/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PDP_Sz8F3VDrEWRU7XvFQ

  • โพลชี้ “อภิสิทธิ์” ได้รับความนิยมนั่ง “หัวหน้าพรรค ปชป.” แต่ไม่แน่ใจจะเลือก?

    โพลชี้ “อภิสิทธิ์” ได้รับความนิยมนั่ง “หัวหน้าพรรค ปชป.” แต่ไม่แน่ใจจะเลือก?

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองลงมา ร้อยละ 18.09 ระบุว่าเป็น นายชวน หลีกภัย ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 9.24 ระบุว่า ใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.17 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) ร้อยละ 4.20 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 2.82 ระบุว่าเป็น นางวทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) ร้อยละ 2.21 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น นายเดชอิศม์ ขาวทอง และร้อยละ 0.53 ระบุว่าเป็น นายชัยชนะ เดชเดโช

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.58 ระบุว่า ไม่แน่ใจ รองลงมา ร้อยละ 35.75 ระบุว่า เลือกแน่นอน และร้อยละ 26.67 ระบุว่า ไม่เลือกแน่นอน

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

     ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.95 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.84 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 33.59 สถานภาพโสด ร้อยละ 64.96 สมรส และร้อยละ 1.45 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.38 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.73 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 34.96 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.14 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 32.52 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.27 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.69 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.86 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.15 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.07 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.19 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.08 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.96 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

     
    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.93 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 33.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.91 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.04 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 0.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท และร้อยละ 6.34 ไม่ระบุรายได้
     

    โพลชี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967078&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xt6i6XIvw0FTUvV62sSCJ

  • ศรีสะเกษจัดใหญ่! แข่งขันหุ่นยนต์ “โรโบติกส์ D2566” หนุนเมืองกีฬา-สร้างนักคิดรุ่นใหม่

    ศรีสะเกษจัดใหญ่! แข่งขันหุ่นยนต์ “โรโบติกส์ D2566” หนุนเมืองกีฬา-สร้างนักคิดรุ่นใหม่

    20 กันยายน 2568 20:05 น. กัลยาณี ธรรมจารีย์ ข่าวทั่วไทย

        
    เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ  นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมขีดความสามารถเมืองกีฬา (Spots City) กิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์”ศรีสะเกษโรโบติกส์ D2566″ ชิงถ้วยรางวัลเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีนายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ  นำคณะกรรมการสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษ, มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ  ศึกษาธิการจังหวัดศรีสะเกษ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธรสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 – 4  โดยมีโรงเรียนในระดับขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวะศึกษา และอุดมศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 500 ทีม

    การแข่งขันครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนากีฬาในระดับจังหวัด ให้นักกีฬาของจังหวัดศรีสะเกษ ได้มีประสบการณ์ในการแข่งขัน และยังเป็นการประลองฝีมือ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพิ่มมากยิ่งขึ้น และพัฒนาตนเองเข้าสู่การแข่งขัน ในระดับภูมิภาค ระดับชาติ อีกทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเมืองกีฬา 5544 Sport City เพื่อรองรับอุตสาหกรรมกีฬาและสร้างรายได้ให้กับจังหวัดศรีสะเกษ ประเทศชาติ อีกทั้งเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ให้เยาวชน ประชาชนทั่วไป ได้พัฒนาการคิดแบบเชิงคำนวณ และเพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนประเทศโดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ การใช้โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรมร่วมกัน ได้รับความรู้และพัฒนาตนเอง สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการใช้เทคโนโลยีต้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ สามารถพัฒนาความสามารถในด้านต่างๆ ได้ตามความถนัดของตนเอง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652608&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TwPywuM2n8WoQ0MLsnhwX

  • คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

    คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

    คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกตาลีบันควบคุมตัวนานเกือบ 8 เดือน ได้รับการปล่อยตัวและเดินทางถึงกาตาร์แล้ว ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเมื่อได้กลับมากอดลูกสาวอันเป็นที่รักอีกครั้ง

    ปีเตอร์ เรย์โนลด์ส วัย 80 ปี และบาร์บี เรย์โนลด์ส วัย 76 ปี อาศัยอยู่ในอัฟกานิสถานมานานเกือบสองทศวรรษ แต่ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ระหว่างเดินทางออกจากประเทศ โดยตาลีบันระบุว่า คู่สามีภรรยาละเมิดกฎหมายของอัฟกานิสถาน แต่ไม่เคยเปิดเผยสาเหตุการจับกุมอย่างเป็นทางการ 

    อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผ่านการเจรจาไกล่เกลี่ยของกาตาร์ ทำให้กลุ่มตาลีบันยอมปล่อยตัวทั้งคู่กลับมา โดยหลังจากผ่านการตรวจร่างกายในกรุงโดฮา ทั้งคู่จะเดินทางต่อกลับสหราชอาณาจักร แม้บ้านหลักของพวกเขายังคงอยู่ที่จังหวัดบามิยันในอัฟกานิสถาน

    ภาพที่ท่าอากาศยานโดฮาแสดงให้เห็น ซาราห์ เอนท์วิสเซิล ลูกสาวของทั้งคู่ รอรับและสวมกอดพ่อแม่ทันทีที่ก้าวลงจากเครื่องบิน ก่อนเดินเคียงข้างกันเข้าสู่ตัวอาคารสนามบิน ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ยังได้ทักทายผู้แทนกาตาร์และอังกฤษที่มาต้อนรับ

    นางเรย์โนลด์สกล่าวกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่าเป็นเรื่องที่วิเศษมากที่ได้มาอยู่ที่นี่ พร้อมย้ำว่าพวกเขายังถือสัญชาติอัฟกัน และหวังว่าจะได้กลับไปที่อัฟกานิสถานอีกครั้งหากมีโอกาส โดยระบุด้วยว่าตลอดเวลาที่ถูกควบคุมตัว พวกเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีมาก

    ด้านนายกรัฐมนตรี เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวต้อนรับข่าวดีครั้งนี้ว่าเป็นการรอคอยที่ยาวนาน และการปล่อยตัวจะช่วยปลดภาระความกังวลให้กับบุตรทั้งสี่คนของครอบครัวเรย์โนลด์ส พร้อมกล่าวขอบคุณบทบาทสำคัญของกาตาร์ โดยเฉพาะ ชีค ทามิม บิน ฮามัด อัล-ธานี เจ้าผู้ครองรัฐ

    ก่อนหน้านี้ ครอบครัวเรย์โนลด์สเปิดเผยว่า พ่อแม่ต้องเผชิญสภาพการคุมขังที่โหดร้าย นายโจนาธาน เรย์โนลด์ส ลูกชาย ระบุในเดือนกรกฎาคมว่า บิดามีอาการชักรุนแรง มารดาทรุดโทรมจากโรคโลหิตจางและภาวะทุพโภชนาการ อีกทั้งเคยถูกล่ามโซ่รวมกับนักโทษคดีฆาตกรรม และถูกขังในห้องใต้ดินนานถึง 6 สัปดาห์โดยไม่เห็นแสงอาทิตย์

    นอกจากนี้ บุตรสาวยังเผยว่าบิดาเคยมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบเล็กน้อย ขณะที่องค์การสหประชาชาติเตือนว่าหากไม่ได้รับการรักษา ทั้งคู่เสี่ยงต่ออันตรายถาวร

    เมื่อไม่นานมานี้ อเมริกันหญิงที่เคยถูกคุมขังร่วมกับทั้งคู่เล่าให้บีบีซีฟังว่าพวกเขาแทบจะตายอยู่แล้วในคุก และสุขภาพทรุดหนักลงทุกวัน

    เจ้าหน้าที่กาตาร์เปิดเผยว่า ในช่วงท้ายของการเจรจา ทั้งคู่ถูกย้ายจากเรือนจำกลางคาบูลไปยังสถานที่ควบคุมตัวที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า อีกทั้งสถานทูตกาตาร์ในคาบูลยังจัดหายา แพทย์ และช่องทางสื่อสารกับครอบครัวให้ระหว่างการคุมขัง

    ขณะที่เจ้าหน้าที่ตาลีบันยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเพียงพอ และให้ความเคารพในสิทธิมนุษยชน

    อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรไม่ได้ให้การรับรองรัฐบาลตาลีบัน และปิดสถานทูตในกรุงคาบูลตั้งแต่กลุ่มกลับมามีอำนาจ กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษจึงระบุว่า การให้ความช่วยเหลือพลเมืองในอัฟกานิสถานมีข้อจำกัดอย่างมาก พร้อมเตือนประชาชนไม่ควรเดินทางไปประเทศดังกล่าว

    ด้าน ฮามิช ฟอลคอนเนอร์ รัฐมนตรีตะวันออกกลางของอังกฤษ กล่าวว่ารู้สึกโล่งใจที่ทั้งคู่ได้รับอิสรภาพ พร้อมขอบคุณบทบาทสำคัญของกาตาร์ และย้ำว่าสหราชอาณาจักรได้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้การปล่อยตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง.

    ที่มา : BBC

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตาลีบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2883971&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iUlm1LXDMlvR3t_Lwkt0Q