ที่เจ้าตัวบอกว่า ปรัชญาดังกล่าวนี้หล่อหลอมให้เขาเป็นคนทำอะไรต้องทำจริงจังเต็มที่ และมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวันนี้ มีส่วนสำคัญในการ “พลิกชีวิตจากครูพละสู่การเป็นนักบริหารการศึกษาแถวต้น ๆ ของประเทศไทย” ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปย้อนดูเรื่องราวการเดินทางในชีวิตที่น่าสนใจของชายคนนี้…
“อ.วิเชียร เนียมน้อม” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้แทนผู้รับใบอนุญาต และผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และยังมีบทบาทในฐานะ นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเขาเล่าประวัติชีวิตให้ฟังโดยสังเขปว่า เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ ย่านตลิ่งชัน แขวงบางระมาด หรือที่เรียกว่า “คลองวัดโพธิ์” โดยครอบครัวของเขานั้นมีอาชีพเป็นเกษตรกร เป็นชาวสวนปลูกผักขาย ซึ่งเขาเป็นลูกคนกลางของ คุณพ่อ-บุญชอบ และ คุณแม่-บรรทัด เนียมน้อม โดยมีพี่สาว 1 คน และน้องสาว 1 คน ซึ่งในวัยเด็กเขาก็ใช้ชีวิตแบบ “เด็กชาวสวน” และด้วยความที่เป็นลูกชายเพียงคนเดียว ทำให้เขาต้องช่วยพ่อแม่ทำสวนมาตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งทุก ๆ วันหลังเลิกเรียน และช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เขาก็จะต้องเข้าไปช่วยงานพ่อแม่ในสวน ขณะที่ด้านการเรียน-การศึกษานั้น เขาเรียนจบชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดโพธิ์ราษฎร์ผดุงผล จากนั้นไปเรียนต่อ มศ.1 ถึง มศ.3 ที่โรงเรียนโพธิสารพิทยากร และไปต่อชั้น มศ.4 ถึง มศ.5 ที่โรงเรียนวัดน้อยใน โดยในช่วงเรียน มศ.5 นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่เส้นทางการเป็น ครูพละ ในภายหลัง
“ช่วงเรียน มศ.5 ก็มานั่งคิดกับตัวเองว่าจะเรียนไปเป็นอะไร หรือเรียบจบแล้วจะทำอาชีพอะไร ซึ่งพ่อและแม่อยากให้เราเรียนเป็นครู แต่เอาจริง ๆ ชีวิตเด็กผู้ชายแบบผมตอนนั้นอยากเป็นทหารหรือไม่ก็ตำรวจ แต่พอวิเคราะห์ตัวเองดูถึงความพร้อม ก็พบคำตอบว่าคงไปต่อทางนี้ไม่ได้ ก็เลยเลือกเรียนครูเพื่อทำตามฝันของพ่อแม่ และอีกอย่างก็คิดว่าการเป็นครูก็ดี เพราะเป็นอาชีพที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากคนในชุมชน” เขาเล่าย้อนอดีต
“รางวัลพระราชทาน” ที่ได้รับแล้ว 2 ครั้ง
พร้อมกับเล่าต่อไปว่า แม้จะรู้เป้าหมายในการเรียนต่อแล้ว แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าอยากเป็นครูวิชาอะไร จึงมาตั้งคำถามว่า ตัวเขาชอบครูวิชาอะไรมากที่สุด ซึ่งด้วยความที่เขาเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬา สุดท้ายก็ได้คำตอบคือ “ครูวิชาพลศึกษา” ด้วยเหตุนี้ทำให้หลังเรียนจบ มศ.5 เขาก็ได้ไปสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย โดยเลือกคณะศึกษาศาสตร์ของทุก ๆ มหาวิทยาลัยที่มีการเปิดสอนเกี่ยวกับด้านนี้ และหลังสอบเอนทรานซ์เสร็จโดยที่ผลสอบยังไม่ทันออก เขาก็เลือกที่จะไปสอบเข้าที่ วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพ ด้วยอีกแห่ง ที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เพราะตอนนั้นมองว่าที่นี่มีนักกีฬาทีมชาติเรียนหลายคน ซึ่งปรากฏเขาสอบผ่าน จึงตัดสินใจเรียนประกาศนียบัตรชั้นสูง (ปกศ.สูง) วิชาเอกพลศึกษา ที่นี่
“ตอนนั้นเข้าใจว่าจะได้เรียนที่วิทยาเขตกรุงเทพฯ แต่กลายเป็นว่ามีการย้ายเด็กปี 1 ไปเรียนที่คลอง 13 ปทุมธานี ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ตอนนั้น ผมก็เลยได้เป็นรุ่นบุกเบิกรุ่นแรก ซึ่งช่วงที่ไปเรียนที่นั่นผมก็ไปอาศัยอยู่ที่วัดพิชิตปิตยาราม โดยขอไปเป็นลูกศิษย์วัด ทำให้ทุกเช้าต้องตื่นไปกับหลวงลุงที่ออกบิณฑบาต ก่อนจะไปเข้าเรียน โดยหลวงลุงก็จะเก็บข้าวก้นบาตรไว้ให้ผมกินช่วงเย็น ซึ่งบางวันผมต้องซ้อมกีฬาจนต้องกลับดึก ข้าวและแกงที่หลวงลุงเก็บไว้ให้ก็มักจะบูด แต่ด้วยความที่ไม่มีอะไรให้กินแล้ว ผมก็เลยจำใจต้องอุ่นให้ร้อน ๆ แล้วกิน ( หัวเราะ ) ส่วนช่วงปิดภาคเรียนก็จะไปทำงานรับจ้างจัดสวนตลอดช่วงปิดเทอม โดยได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ซึ่งเรียนอยู่ที่นี่ 2 ปี ผมก็เรียนจบ” เขาพูดถึงจังหวะชีวิตในช่วงที่เรียนต่อพลศึกษา โดยใช้ชีวิตเป็นเด็กวัดกินข้าวก้นบาตรพระ และทำงานหารายได้ด้วย
ส่วนหนึ่งของบุคลากร กับผู้เรียนซ่อมนาฬิกา
หลังเรียนจบ ปกศ.สูง วิชาเอกพลศึกษา วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพ เขาก็เลือกสอบเรียนต่อที่ คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งตอนนั้นอยู่ที่สนามกีฬาแห่งชาติหรือสนามศุภชลาศัย โดยเรียนภาคค่ำ (ภาคสมทบ) และก็ไปสมัครเป็นครูสอนหนังสือในช่วงกลางวันที่วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง โดยช่วงนั้นเขาใช้ชีวิตแบบเช้าไปทำงาน-เย็นไปเรียนอยู่ 2 ปี จนจบปริญญาตรี และได้บรรจุเข้าทำงานที่วิทยาลัยที่เขาได้สอนอยู่ พร้อมกับรับหน้าที่เป็น ครูฝ่ายปกครอง อีกตำแหน่ง โดยดูแลกิจการของนักเรียนนักศึกษา ซึ่งหลังทำงานได้ 3 ปี ผู้อำนวยการวิทยาลัยคนเดิมได้ลาออก และทางเจ้าของวิทยาลัยได้แต่งตั้งให้เขาขึ้นรับตำแหน่งแทนคนเก่า ซึ่งถือเป็น จุดเริ่มต้นการทำงานด้านบริหารแบบเต็มตัว ของเขาในตอนนั้น
“ก็ถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิตผม เพราะจากครูธรรมดาก็จับพลัดจับผลูทำงานเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากคนที่เลือกให้เราทำงานนี้ และหลังใช้เวลาอยู่กับตำแหน่งผู้อำนวยการที่นี่นานกว่า 16 ปี พอถึงจุดหนึ่งผมก็เกิดความคิดว่าอยากมีโรงเรียนเป็นของตัวเอง แต่ตอนนั้นก็ยังคงเป็นแค่ความฝัน” ทางอ . วิเชียร พูดถึงความฝันเรื่องนี้ของเขาหลังจากทำงานเป็นผู้บริหารสถานศึกษามานาน
ทั้งนี้ เขาเล่าอีกว่า หลังทำงานเป็นนักบริหารการศึกษามานานกว่า 16 ปีจังหวะชีวิตในอาชีพสายการศึกษาของเขาได้เกิดจุดเปลี่ยนอีกครั้ง จากการที่ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ทุนการศึกษาพัฒนาผู้บริหารเพื่อไปเรียนต่อ “ป . บัณฑิต” ที่ย่อมาจาก ประกาศนียบัตรบัณฑิต ( วิชาชีพครู ) โดยใช้เวลาเรียน 1 ปีและหลังเรียนจบหลักสูตรนี้เขายังโชคดีต่อเนื่อง เพราะสามารถโอนหน่วยกิตเรียนต่อ ปริญญาโทครุศาสตร์มหาบัณฑิต ( คม .) สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้อีก โดยใช้เวลาเรียน 1 ปีก็จบปริญญาโท และหลังเรียนจบทางผู้บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด ( มหาชน ) ก็ได้มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโครงการด้านการศึกษา ซึ่งตรงกับแรงบันดาลใจของเขาที่มีอยู่ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการที่เดิม และเริ่มต้นร่วมงานกับ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ตั้งแต่ปี 2548 เรื่อยมาจนปัจจุบัน
ส่งเสริมกีฬาหมากล้อมด้วย
“สมัยทำงานที่เดิม ช่วงนั้นการศึกษาระบบทวิภาคีเข้ามาแล้ว ซึ่งผมอยากทำการศึกษาแบบนี้มาตลอด โดยเคยไปเจรจากับห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งว่าอยากจัดการศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งผู้บริหารห้างก็เห็นด้วย แต่เขาไม่มีทุน ไม่มีเบี้ยเลี้ยงให้เด็ก ซึ่งมันผิดหลักการ เราก็ไม่โอเค จนทางซีพี ออลล์ มาเล่าให้เราฟังว่า เขาจะทำการศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งเราพยายามทำอยู่แล้ว ก็เข้าทางพอดี เราก็เลยไม่ต้องคิดมากที่จะตัดสินใจลาออกจากที่เดิมแล้วมาทำงานที่วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ โดยช่วงเริ่มต้นผมมารับตำแหน่งดูแลฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา จนปี 2558 ก็ได้รับการพิจารณาจากผู้ใหญ่ให้รับตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัย” อ.วิเชียร พูดถึงจุดเปลี่ยนชีวิตอีกครั้ง
กับการดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ทาง อ . วิเชียร บอกว่า ตั้งใจกับการ ขับเคลื่อนการศึกษา เพื่อสร้างเยาวชนสู่การเป็นมืออาชีพในสาขาต่าง ๆ ซึ่งการที่ผลิตเด็กที่เป็นคนคุณภาพออกไปป้อนสู่ตลาดแรงงานเช่นนี้ ก็จะส่งผลดีกับประเทศไทยอย่างมากด้วย โดยเขาบอกว่า รู้สึกตนเองโชคดี เพราะนอกจากได้ทำงานการศึกษาแล้ว ยังมีโอกาสได้เปิดมุมมองกับได้ความรู้ใหม่ ๆ ในภาคธุรกิจด้วย ทำให้เขานำมาปรับใช้กับการพัฒนาวิทยาลัยแห่งนี้ จนวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ขึ้นมาอยู่แถวหน้าของไทย และยกระดับกลายเป็นสถานศึกษาภาคเอกชนที่มีมาตรฐานคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
“เราทำหน้าที่ของเราเต็มที่ จากปี 2558 จนถึง 2568 ทุกอย่างที่เป็นเรื่องการศึกษา วิทยาลัยของเราขึ้นท็อปหมด จนขึ้นมาอยู่แถวหน้าของประเทศไทย และเป็น Excellent Center สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทยอีกด้วย โดยได้รางวัลการันตีความสำเร็จมากมาย ซึ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดคือการได้รางวัลพระราชทาน ระดับอาชีวศึกษาขนาดใหญ่ ถึง 2 ครั้ง โดยหากได้ครั้งที่ 3 ก็จะได้เป็นโล่ทองคำถาวร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังมาก” อ.วิเชียร บอกเรื่องนี้ พร้อมกับย้ำว่า ความสำเร็จทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากเขาเพียงคนเดียว แต่เป็นความร่วมแรงร่วมใจกันของทีมงาน น้อง ๆ ในวิทยาลัย กว่า 300 ชีวิต ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร เขาต้องคิดเสมอว่า จะต้องทำอะไรที่จะทำให้ทุกคนที่นี่มีความสุขที่ได้ทำงาน
กับภรรยา และลูก ๆ
ส่วนบทบาทในฐานะ นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยฯ นั้น ทาง อ . วิเชียร บอกว่า เป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหม่ในชีวิตการทำงานเพื่อสังคมก็ว่าได้ ซึ่งเขาก็ได้นำความรู้และประสบการณ์มาช่วยชาวอาชีวศึกษาเอกชน เพื่อสร้างคุณภาพและยกระดับมาตรฐานสู่ความยั่งยืน (Sustainable) ด้วยการพยายามขับเคลื่อนงานด้วยแรงบันดาลใจ (Inspiration) ตลอดจนพยายามส่งเสริมให้คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทั้งนี้ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นก็คือ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสู่โลกอนาคต ช่วยให้เด็กมีงานทำ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน… “ ในฐานะที่มารับตำแหน่งสมาคมฯ นี้ ยอมรับว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะบริบทของแต่ละสถาบันจะไม่เหมือนกัน จึงท้าทายความรู้ความสามารถของตัวเองเป็นอย่างมาก อีกอย่างที่สำคัญคือมีคำว่า … ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อท้าย ดังนั้นจะมีอะไรเสียหายไม่ได้ ซึ่งหลังผมเข้ามาทำหน้าที่ ผมจึงพยายามใช้คอนเซ็ปท์ … คิดดี 24 เดือน เพราะเรามีเวลาทำงานเพียง 24 เดือน หรือ 2 ปี ดังนั้นสิ่งที่ทำเร่งด่วนคือ สร้างทีมงานที่เข้มแข็งขึ้นมาให้สำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ”
ทั้งนี้ เขายังบอกด้วยว่า นึกย้อนถึงวันเวลาที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นจนถึงตอนนี้ สิ่งที่ทำให้ตัวเขาประสบความสำเร็จนั้น ส่วนตัวมองว่าเพราะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว และผู้ใหญ่ เริ่มจากพ่อแม่ที่สนับสนุนเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งพ่อของเขานั้นเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องการเป็นผู้นำครอบครัว ถึงแม้พ่อเป็นแค่ชาวสวน แต่ดูแลครอบครัวอย่างดี จนสร้างอนาคตให้ลูกทั้ง 3 คนได้ และภรรยาของเขาก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาสามารถก้าวมาถึงวันนี้ได้ ซึ่งเขาโชคดีที่ได้คู่ชีวิตที่ดี ที่สนับสนุนและส่งเสริมเขาทุกเรื่อง ทำให้เขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
และด้านการทำงานก็ต้องขอบคุณ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด ( มหาชน ) เครือเจริญโภคภัณฑ์ และคณะผู้บริหาร รวมไปถึงเพื่อน ๆ ร่วมงานที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ที่มีส่วนช่วยผลักดัน ตลอดจนให้การสนับสนุน และสุดท้ายที่ลืมไม่ได้ก็คือเพื่อน ๆ สมาชิก อาชีวศึกษาเอกชน ที่ให้ความไว้วางใจและให้เขาได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาอนาคตให้กับการศึกษาของประเทศไทย
ช่วงท้ายการสนทนา “อ.วิเชียร เนียมน้อม” ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ย้ำกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ตอนนี้แม้เขาอายุ 61 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้กังวลเรื่องอายุ เพราะร่างกายยังไหวอยู่ ยังสนุกกับการทำงาน และความท้าทายใหม่ ๆ โดยเขาได้บอกทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า… “ความสำเร็จทุกอย่างขึ้นกับวิธีคิดและแรงบันดาลใจ และถ้าเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีแน่นอน ซึ่งหลักคิดนี้ทำให้ผมจึงพยายามพัฒนาตัวเองแบบไม่สิ้นสุด และตั้งปณิธานไว้ว่าจะขอทำงานแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะขอมีส่วนช่วยในการ…พัฒนาการศึกษาของไทย”.
‘แนวคิด’ สำคัญ ‘ตอบโจทย์โลก’
“ผมเป็นคนที่นำเรื่องการศึกษามาผสมผสานเข้ากับธุรกิจ คือนำความรู้การศึกษากับความรู้ทางธุรกิจมาบวกกันจนกลายเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่” นี่เป็นอีกส่วนจาก “แนวคิดสำคัญ” ของ “อ . วิเชียร เนียมน้อม” ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ที่มีการบอกเล่ากับ “ทีมวิถีชีวิต” ไว้ พร้อมทั้งยังขยายความว่า แนวคิดที่ใช้บริหารนั้นประกอบด้วย… เรื่องแรกคือต้องเข้าใจว่าลูกค้าคือใคร และเรื่องที่สองคืออะไรคือสินค้า ซึ่ง “สินค้า” ของวิทยาลัย คือ “หลักสูตร” โดยถ้าหลักสูตรดี เรียนจบมีงานทำ คนก็อยากมาเรียนแน่นอน ส่วน “ลูกค้า” นั้น จะต้องเข้าใจบริบทของ “ผู้เรียน” ว่าเป็นคนกลุ่มไหน โดยที่วิทยาลัยฯ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเด็กระดับกลางที่สนใจเรียนวิชาชีพ ทางวิทยาลัยฯ ก็ต้องออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้อง และต้องสนับสนุนให้เด็กได้มีทุนเรียน โดยสนับสนุนให้มีรายได้ระหว่างเรียน รวมถึงเมื่อเรียนจบแล้วก็ต้องมีงานทำ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งของที่นี่…
“ แนวคิดผม คือ โรงเรียนคือห้องแล็บ ที่ต้องมีอะไรทดลองอยู่ตลอดเวลา และเรายังมีเวทีให้นักเรียนและครูเล่นเรื่องของนวัตกรรม ทำให้ทั้งนักเรียนและครูได้คิดค้นและทดลองอะไรใหม่ ๆ นอกจากนั้นยังปรับปรุงหลักสูตรตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับยุคสมัย เพราะผมเชื่อว่ายุคนี้ใครปรับตัวไวยิ่งมีโอกาส หรือใครที่คิดได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ” .
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน ธนทัต จันทารักษ์ : ภาพ