หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ตลาดฟิล์มติดรถยนต์ในประเทศไทยยังมีตัวเลือกไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นฟิล์มย้อมสี (Dyed Film) หรือฟิล์มโลหะ (Metalized Film) ที่เน้นความเข้มและความเงาเป็น …
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/916715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d4nZ9ZCk2MiTCFerUNDZD
Category: วัฒนธรรม
-

WINCOS ฟิล์มกรองแสงมาตรฐานระดับสากลจากญี่ปุ่น – แนวหน้า
-

สตาร์ทอัพ 22 แห่งในไนจีเรียติดอันดับ 100 อันดับแรกของแอฟริกา
ไนจีเรียกำลังแสดงศักยภาพของตนเองในฐานะศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมเงินร่วมลงทุนของแอฟริกา โดยมีบริษัทสตาร์ทอัพ 22 แห่งติดอันดับ 1 ใน 100 บริษัทที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนมากที่สุดของแอฟริกานับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ซึ่งสตาร์ทอัพ 100 อันดับแรกเหล่านี้ได้รับเงินทุนรวมกันมากกว่า 2 ใน 3 หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ของแหล่งเงินทุนทั้งหมดที่ระดมทุนได้จากสตาร์ทอัพกว่า 2,300 แห่งในทวีปแอฟริกา โดยมีมูลค่า 12.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทั้งหมด 18.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามถึงแม้ไนจีเรียจะตามหลังแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นผู้นำด้วยจำนวนสตาร์ทอัพ 23 แห่ง แต่ไนจีเรียกลับโดดเด่นกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยการมีบริษัทจำนวนมากที่สุดใน 20 อันดับแรก
บริษัทสัญชาติไนจีเรีย 7 แห่ง รวมถึงบริษัทฟินเทคชื่อดังอย่าง Opay, Flutterwave, Interswitch, Moniepoint และ PalmPay รวมถึง Moove บริษัทผู้ให้บริการด้านโมบิลิตี้ ต่างก็ติดอยู่ใน 20 อันดับแรกของตลาด และมีบริษัท Andela ซึ่งเป็นบริษัทจัดหางานที่มีเจ้าของเป็นคนสหรัฐอเมริกา โดย Olugbenga Agboola ซีอีโอของ Flutterwave ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของไนจีเรียในด้านนวัตกรรมฟินเทค ระหว่างการเสวนาในงานประชุม Money20/20 ณ กรุงริยาด ระบุว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนกำลังพัฒนาการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับผู้หญิงและเยาวชน และมีการเปิดใช้งานในรูปแบบการชำระเงินข้ามพรมแดน อีกทั้งยังสนับสนุนการนำ CBDC มาใช้ และลดค่าใช้จ่ายในการโอนเงินลง 1.5 เปอร์เซ็นต์คาชิฟู อินุวา อับดุลลาฮี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติไนจีเรีย (NITDA) ได้เน้นย้ำถึงกระแสฟินเทคที่เฟื่องฟูของประเทศในการประชุมเดียวกัน โดยระบุว่า “ปัจจุบันภาคฟินเทคที่กำลังเฟื่องฟูของไนจีเรียเป็นที่ตั้งของสตาร์ทอัพ 217 แห่ง และสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่โดดเด่น และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีมูลค่ามหาศาล 4 แห่ง หรือที่เรียกว่า ยูนิคอร์น เช่น โครงการนวัตกรรมของ NITDA ที่สร้างยูนิคอร์นถึง 5 แห่ง จากทั้งหมด 8 แห่งของแอฟริกา นอกจากนี้ กานาเป็นอีกประเทศที่มีตัวแทนมากที่สุด โดยมีสตาร์ทอัพ 5 แห่ง ได้แก่ mPharma, CarePoint และ Zeepay ส่วนตลาดอื่นๆ ในแอฟริกาอีก 11 แห่งมีตัวแทนอย่างน้อย 1 ราย ตั้งแต่แอลจีเรีย โมร็อกโก และตูนิเซียในแอฟริกาเหนือ ไปจนถึงประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง เช่น เบนิน เซเนกัล โตโก และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยรวมแล้ว แอฟริกาตะวันตกเป็นภูมิภาคย่อยที่มีตัวแทนมากที่สุด โดยมีสตาร์ทอัพ 31 แห่งติดอยู่ในรายชื่อ 100 อันดับแรก
ในภาพรวม สตาร์ทอัพด้านพลังงานอย่าง Sun King, d.light และ Burn ยังคงได้รับเงินทุนจำนวนมาก เช่นเดียวกับผู้ประกอบการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์อย่าง Moove จากไนจีเรีย, Yassir จากแอลจีเรีย และ Swvl จากอียิปต์ ธุรกิจที่มุ่งเน้นด้านเกษตรกรรมอย่าง Apollo Agriculture และ ThriveAgric ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ควบคู่ไปกับ MaxAB, TradeDepot และ Omnibiz ซึ่งเป็นบริษัทพลิกโฉมวงการค้าปลีก รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีสุขภาพอย่าง LXE Hearing, CarePoint และ Pharma ประธานาธิบดีโบลา อาห์เหม็ด ตินูบู ได้ย้ำและผลักดันเรื่องดังกล่าวในการประชุมกับผู้นำของ Flutterwave และ Alami Capital โดยประกาศว่า “ไนจีเรียเปิดรับธุรกิจ และเรากำลังผลักดันการสร้างงาน สร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างสถานะของเราในฐานะเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของแอฟริกา ด้วยการสนับสนุนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เติบโตในประเทศ”ในส่วนของสตาร์ทอัพด้านการศึกษาและการจ้างงาน มีเพียง Andela ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษาและบุคลากร อย่างไรก็ตามธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศกำลังได้รับความนิยม โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาด ส่วนที่เหลืออยู่ในกลุ่มเกษตรอาหาร การขนส่งสีเขียว และการจัดการขยะ
ความสามารถของไนจีเรียในการทำให้สตาร์ทอัพติด 20 อันดับแรกมากกว่าประเทศอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศในเศรษฐกิจนวัตกรรมของแอฟริกา แม้ว่าแอฟริกาใต้จะยังคงเป็นผู้นำในด้านตัวเลข แต่ผู้นำด้านฟินเทคและธุรกิจที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วของไนจีเรียกำลังผลักดันให้อนาคตของสตาร์ทอัพในแอฟริกาถูกกำหนดขึ้นในลากอส เช่นเดียวกับในโจฮันเนสเบิร์ก ไคโร หรือไนโรบี ไนจีเรียจึงมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงกฎระเบียบ ตลอดจนนโยบายที่สอดคล้องกับ AfCFTA และการระดมทุนจากต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้าง MSMEs กระตุ้นการค้าดิจิทัล และใช้ประโยชน์จากโอกาสด้านเทคโนโลยีทางการเงินมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ของแอฟริกา ภายใต้แผนงาน Renewed Hope ของ Tinubu ให้เกิดประโยชน์ต่อไป
ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ แม้ว่าภาคธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่โดดเด่น และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างรวดเร็วในไนจีเรีย แต่ไนจีเรียก็ยังเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากเป็นประเทศยากจน และประชากรมีอัตราการตกลงานสูง ซึ่งมักมีการหลอกลวงให้โอนชำระเงิน และประชาชนยังคงมีความไม่มั่นใจในการโอนเงินผ่านธนาคาร ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่มักเลือกที่จะชำระค่าสินค้าภายหลังจากการรับสินค้าแล้ว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/n41630hdbs29bpz9f6z30hb6&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GU9N10MvrBbEs6pOS0Zow -

เปิด 4 ภารกิจหลักของรัฐบาล 4 เดือน อนุทินสั่ง ครม. ทำงาน “สุดชีวิต สุดสมอง” หลังรับ “พรจากฟากฟ้า” – BBC News ไทย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ, การประชุม ครม. นัดพิเศษใช้เวลา 2 ชม. 45 นาที ก่อนที่นายกฯ จะนำทีมเปิดแถลงข่าวในเวลา 22.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย. -
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ปลื้มปิติที่ได้รับ “พรจากฟากฟ้า” ประกาศทำงานอย่าง “สุดความสามารถ สุดชีวิต สุดสมอง” พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ได้เลือกตั้งและลงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. 2569
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเกิดขึ้นทันทีในช่วงหัวค่ำของวันที่ 24 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นำ ครม. เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
จากนั้นนายกฯ อนุทินได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยมีรัฐมนตรีอีก 28 คนร่วมยืนเป็นฉากหลัง สาระสำคัญคือเปิดแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจ เปิดโรดแมปการเมือง และเปิดใจ-บรรยายความรู้สึกในวันแรกที่ฝ่ายบริหารชุดใหม่เข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ
นี่คือภาพทิศทางสังคมการเมืองไทยที่ฉายโดยผู้นำรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งจำกัดระยะเวลาในการครองอำนาจฝ่ายบริหารของตนเอาไว้ 4 เดือน
ภารกิจรัฐบาล 4 เดือน: ฟื้น “คนละครึ่ง” ฝังเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
ที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอแถลงนโยบายของรัฐบาลในช่วงวันที่ 28-30 ก.ย. ซึ่งจะใช้เวลา 2 วันตามที่ธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา
เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารประเทศไทยในระยะเวลาอันจำกัด นโยบายของรัฐบาล “อนุทิน” จะมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา 4 ด้าน
1. ปัญหาเศรษฐกิจ: ลดรายจ่ายและค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ด้วยการผลักดันโครงการ “คนละครึ่ง” ลดค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าพลังงาน และสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานทดแทนได้มากขึ้น สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น
2. ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา: ดำเนินมาตรการทางการทูตควบคู่มาตรการทางทหาร เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศไทยและรักษาประโยชน์ของประชาชนไทย
3. ปัญหาภัยพิบัติ/ภัยธรรมชาติ: เร่งรัดทำระบบเตือนภัยป้องกันภัย และปรับปรุงมาตรการการดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะต้องแก้กฎระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการได้สะดวกคล่องตัว แก้ปัญหาให้ประชาชนเร็วที่สุด และถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการรั่วไหลหรือการทุจริตคอร์รัปชัน
4. ปัญหาภัยสังคม: ดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การพนัน การพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ เครือข่ายฉ้อโกงประชาชนขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก และเป็นภัยทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง รวมทั้ง ดำเนินการทางวินัยและกฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน แล้วตามด้วยการดำเนินคดีอาญาทุกกรณี
“รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะไม่สนับสนุนธุรกิจการพนันทุกรูปแบบ ไม่มีเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แบบมีกาสิโน และไม่อนุญาตให้การพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย” นายอนุทินกล่าว
สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นโครงการยอดนิยมที่เกิดขึ้นในรัฐบาล “ประยุทธ์” เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน โดยรัฐจะเติมเงินลงกระเป๋าเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้ประชาชนนำไปซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ในลักษณะรัฐช่วยจ่ายให้ 50% และประชาชนจ่าย 50%
ส่วนการผุดสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งมีกาสิโนเป็นส่วนหนึ่ง มีแนวคิดจะผลักดันในรัฐบาล “แพทองธาร” ถึงขั้นเสนอร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก่อนถอนออกไป โดยคาดหวังว่าจะเพิ่มเม็ดเงินให้ประเทศจากการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นและส่งเสริมการจ้างงาน แต่ถูกนักการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาชนบางส่วนคัดค้านอย่างกว้างขวาง เนื่องจากผลได้ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลในขณะนั้นกล่าวอ้าง ไม่อาจหักล้างผลเสียที่จะเกิดกับสังคมในวงกว้างและยาวนานได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นอกจากนี้ยังมีแนวนโยบายอื่น ๆ อีก 4 ด้านที่นายอนุทินระบุถึงในระหว่างการแถลงข่าว ได้แก่
ด้านเกษตร: ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรอีกหลายชนิด จะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย พร้อมดำเนินการป้องกันปราบปรามขบวนการลักลอบนำผลผลิตการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าประเทศไทยอย่างไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศไม่สามารถโงหัวขึ้นมาได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตรให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ
ด้านสาธารณสุข: จะจัดทำระบบสาธารณสุขให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและสะดวกที่สุด
ด้านการศึกษา: จะมีการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยในการรับมือกับเทคโนโลยีที่ผันเปลี่ยนไปตลอดเวลา
ด้านสิ่งแวดล้อม: เดินหน้าเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก
โรดแมปการเมือง: เลือกตั้งภายใน มี.ค.-ต้น เม.ย. 69
ผู้นำฝ่ายบริหารที่มาจากพรรคอันดับ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร ยังพูดถึงวาระสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสังคมการเมืองไทยในระยะยาว
นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะจัดให้มีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่มีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปครั้งหน้า
“ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาผู้แทนราษฎรใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าเราจะยุบสภาภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2569 เพื่อคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งภายในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. 2569 ทั้งนี้สุดแล้วแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะได้กำหนดต่อไป” นายอนุทินลั่นวาจา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ซ้าย) พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวบรวมเสียง สส. ร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ 146 เสียง ซึ่งน้อยกว่า 2 พรรคใหญ่ในสภา ทว่าเขาสามารถเจรจากับพรรคประชาชน (ปชน.) ทำให้ 143 สส. ของพรรคสีส้มร่วมโหวตสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยหัวหน้าของ 2 พรรคได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement – MOA) ด้วย
ครม. ต้องทำงานสัปดาห์ละ 7 วัน
เนื่องจาก “รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านเวลา” นายอนุทินจึงเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปรับตัวให้เป็นไปตามกรอบเวลาการดำเนินงานของรัฐบาล
ผู้นำรัฐบาลกำหนดแนวทางการประชุม ครม. รวมถึงปรับกรอบการทำงานให้ทุกหน่วยงานเร่งรัด ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน แต่ยังคงความถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
“ครม. ทุกท่านต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา วันหยุดไม่มี สัปดาห์ละ 7 วัน ทำได้โดยที่ไม่มีความละล้าละลังใด ๆ ซึ่งจะเป็นการทำงานในมิติใหม่ของ ครม. ของประเทศไทย ครม. ของพี่น้องประชาชน และการประชุม ครม. ก็จะดำเนินขึ้นตามความจำเป็น ไม่จำเป็นต้องประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง… อาจจะมีการประชุม ครม. มากกว่าสัปดาห์ละ 1 วันในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะปัญหาของประเทศเรารอไม่ได้” นายอนุทินกล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ, ครม. ชุดนี้มีคนนอก 9 คน ในจำนวนนี้คือ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ทักทายกันระหว่างถ่ายภาพหมู่ของ ครม. ผู้นำรัฐบาลได้แสดงวิธีการทำงานแบบ “วันหยุดไม่มี” หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว โดยเขารุดไปตรวจสอบจุดที่ถนนยุบตัวลงบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถ.สามเสน ใกล้จุดก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่ 4 สถานีวชิรพยาบาล (PP19) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ โดยถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งที่ 2 หลังจากนายอนุทินไปดูพื้นที่มาแล้วรอบหนึ่งในช่วงสาย
นายกฯ ผู้เป็นอดีตวิศวกร และอดีตเจ้าของ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ให้เหตุผลว่า มาดูหน้างาน ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเทการทำงานและแก้ไขปัญหา
“ในฐานะรัฐบาล ต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชนทุกคนกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ไม่ใช่เวลาโทษใคร เป็นเวลาที่ต้องเร่งคืนสภาพผิวการจราจรให้เร็วที่สุด” นายอนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม
ในการตรวจงานราว 23.00 น. มี 3 รัฐมนตรีร่วมคณะด้วย ได้แก่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายศักดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ, นายกฯ จัดปกเสื้อให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมต.ดีอีเอส วัย 35 ปี บุตรชายของนายเนวิน ชิดชอบ จนถูกผู้สื่อข่าวแซวว่าทำหน้าที่แทนพ่อ ก่อนที่นายกฯ จะหัวเราะพลางพูดว่า “อา ๆ” “พรจากฟากฟ้า”
นายกฯ และ ครม. อยู่ในชุดปกติขาวนานกว่า 8 ชม. (14.00-22.00 น.) เนื่องจาก ครม. นัดหมายกันราว 14.00 น. เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัว ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า และเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
จากนั้นก็ร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษทันทีโดยใช้เวลาราว 2 ชม. 45 นาที
ปฏิกิริยาแรกที่สังคมเห็นภายหลังออกจากรั้ววังคือ ภาพนายอนุทินน้ำตาคลอในระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบฯ
นายอนุทินกล่าวว่า ครม. ทุกคนได้รับพระราชทานพรและพระบรมราโชวาท “เชื่อว่า ครม. ทุกท่านมีความปลื้มปิติ และจะทำงานสนองพระเดชพระคุณ สนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถ สุดชีวิต สุดสมองที่แต่ละท่านมีอยู่ ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตพวกเรา”
เมื่อถูกถามถึงความในใจที่ทำให้นายกฯ น้ำตาคลอ นายอนุทินตอบว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สามัญชนอย่างตนพึงจะได้รับ และไม่มีทางทำอะไร นอกเหนือจากทำคุณงามความดีให้กับประเทศและประชาชน ตามพระราชดำรัสที่ได้รับสั่งไว้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ, ครม. ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวย้ำในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม ครม. นัดพิเศษว่า พวกเรา (ครม.) ทุกคนได้รับพรอันประเสริฐจากฟากฟ้า และมีความปลื้มปิติ รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับพระราชทานกำลังพระทัยจากองค์พระประมุข พวกเราทุกคนพร้อม และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เต็มใจทุ่มเทที่จะรับราชการบริหารราชการแผ่นดินสนองพระเดชพระคุณ สนองพระมหากรุณาที่คุณ และตอบสนองประชาชนชาวไทยทุกคนนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cn4w1395p47o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OFN9YDMyYCg_fuO1G-nI4 -
-

’รมว.นฤมล‘เดินหน้าลดภาระครู ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา
’รมว.นฤมล‘เดินหน้าลดภาระครู ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา
วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.30 น.
’รมว.นฤมล‘ เดินหน้าลดภาระครู-ปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ-แก้หนี้ครู-พ.ร.บ.การศึกษา -ส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง
25 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ, รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มาให้นโยบาย แต่มาพบปะผู้บริหาร สพฐ. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต เป็นการมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันและเตรียมการล่วงหน้า โดยประเด็นเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการทันที คือ การลดภาระค่าครองชีพและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตนได้หารือกับนายกรัฐมนตรี ว่า จะผลักดันเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่นายก ฯ จะแถลงต่อสภาเรื่องหนี้ภาคประชาชน ซึ่งก็รวมหนี้ครูไว้ในกลุ่มหนี้สินภาคประชาชนด้วยแล้ว และ ศธ.จะเดินหน้าจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อรวมหนี้ครูจากสหกรณ์ต่างๆ มาไว้ที่สหกรณ์กลาง และลดดอกเบี้ยต่ำลง แต่มีเงื่อนไขว่าครูจะไม่สร้างหนี้เพิ่ม ซึ่งขณะนี้ เลขาธิการ สกสค. ได้ประสานกับ สำนักงบฯ กระทรวงการคลัง, และส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำโครงการฯ เสนอมาให้ตนเห็นชอบแล้ว รอเพียงเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบสนับสนุนงบเพื่อจัดตั้งสหกรณ์กลางต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ในส่วนการปรับปรุงระบบวิทยฐานะครู ที่ผ่านมาเกณฑ์ประเมินมักไม่สอดคล้องกับภารกิจของครู ทำให้ครูจำนวนไม่น้อยไม่สามารถก้าวหน้าทางวิชาชีพได้อย่างเป็นธรรม แนวทางใหม่จะมีการปรับโครงสร้างผู้ประเมิน โดยกำหนดให้ผู้ประเมินต้องมีประสบการณ์ตรงในสายงาน เช่น ครูประถมต้องได้รับการประเมินจากผู้มีประสบการณ์ด้านประถมศึกษา ครูมัธยมฯ ต้องถูกประเมินโดยผู้ที่เข้าใจบริบทงานมัธยมฯ ครูอาชีวะฯ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญงานอาชีวะเป็นผู้ประเมิน ทั้งนี้ เพื่อให้การตัดสิน ตรงกับความเป็นจริง และเป็นธรรมกับผู้ถูกประเมินมากขึ้น นอกจากนี้ ก.ค.ศ. ควรเปิดทางเลือกให้ครูใช้ผลงานการสอน หรือผลงานเชิงประจักษ์ แทนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว คล้ายแนวทาง “teaching track” และ “research track” ของต่างประเทศ ที่ รวมทั้งกำหนดให้จำนวนครูที่สามารถเลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นหนึ่งใน KPI ของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารสนับสนุนครูอย่างจริงจัง โดยต้องจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
“หากแก้ปัญหาเรื่องการขอเลื่อนวิทยฐานะได้สมเหตุสมผล จะทำให้ครูได้วิทยฐานะสูงขึ้น ครูมีรายได้สูงขึ้นด้วย จึงอยากให้ ผอ.สพท. สนับสนุนผู้อยู่ภายใต้การดูแล ให้ได้รับวิทยฐานะมากที่สุด และหวังว่าบรรยากาศการส่งเสริมจะเกิดขึ้นในกระทรวงศึกษา ใน สพฐ.และในแต่ละเขตพื้นที่ฯให้ช่วยกันส่งเสริมสนับสนุน ไม่ชักบันไดออก ขอให้สร้างบันไดเยอะๆ ให้น้องๆขึ้นมาอยู่ด้วยกัน มาช่วยกัน เพราะจะนำไปสู่เรื่องของความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และความภาคภูมิใจในอาชีพ“ รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า เรื่องการลดภาระงานครู ผอ.เขตพื้นที่ฯ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดย ศธ. จะใช้อัตราเกษียณ 38(ค)เพิ่มเป็นตำแหน่งสายสนับสนุน จำนวน 1,706 อัตรา ไปให้พื้นที่ต่างๆเพื่อบรรเทาภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน เช่น งานธุรการ งานพัสดุ งานซ่อมบำรุง ฯลฯ โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้เขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆได้ภายในสัปดาห์ถัดไปหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทให้กับการสอนและดูแลเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้น ต้องการให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากในอดีต พ.ร.บ.การศึกษาเคยถูกเลื่อนพิจารณาออกไปหลายครั้งเมื่อเข้าสู่การประชุมสภา แต่ครั้งนี้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นที่จะทำให้ร่างกฎหมายการศึกษาได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาให้ได้ โดยได้หารือกับกรรมาธิการการศึกษาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งต่างมีท่าทีพร้อมสนับสนุน หากมีการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดให้เหมาะสม ดังนั้น หาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบ จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ทั้งด้านโครงสร้างหลักสูตร การประเมินคุณภาพผู้เรียน การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ และการกำหนดบทบาทหน่วยงานด้านการศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเลขาธิการกฤษฎีกา ระยุว่าให้เขียนเป็นกฏหมายการศึกษาแห่งชาติ อยู่ในคำแถลงนโยบายต่อสภาด้วยแล้ว

“อีกเรื่องสำคัญที่อยากฝากไว้ คือ การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาทางสาย STEM อย่าง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความถนัดด้านอื่นของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา หรือทักษะทางสังคม รวมถึงวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ต้องได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน และการบรรจุเข้าสู่ระบบการสอบ เพื่อสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เด็กเจนใหม่เข้าใจระบอบการปกครองของไทยได้อย่างถ่องแท้ และป้องกันไม่ให้เด็กได้รับข้อมูลที่ผิด ๆ จึงขอฝากให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และบุคลากรในพื้นที่ ร่วมกันสนับสนุนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตย บทบาทพลเมือง และสถาบันหลักของชาติต่อไป“ รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญเนื่องจากเป็นการประชุม onsite ครั้งแรกในรอบ 2 ปี และเป็นการประชุม ผอ.เขต ครั้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้ผู้บริหาร สพฐ. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต ได้รับฟังแนวทางการดำเนินงานจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. ซึ่งจะเป็นทิศทางสำคัญสำหรับการดำเนินงานในปีงบประมาณต่อไป พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการปฏิบัติงานจากทุกเขตตรวจราชการ รวมถึงสรุปผลการดำเนินงาน การถอดบทเรียน การรับฟังข้อเสนอแนะจากพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานในอนาคต การประชุมครั้งนี้จึงเป็นทั้งการทบทวนความสำเร็จ และการจัดเตรียมแนวทางที่จะช่วยให้การนำนโยบายระดับชาติมาสู่โรงเรียนให้เกิดผลอย่างแท้จริง และเกิดคุณภาพกับผู้เรียนทุกคนอย่างยั่งยืน.
012


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/916839&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZHEWB–Ybs1F-7VEULgBP -

สัมมนาไทยรัฐวิทยา เต็มอิ่ม 3 วัน กับการเรียนรู้ สู่การพัฒนาตลอดชีวิต
วันนี้ (25 ก.ย. 68) การสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ “เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต” ได้เดินทางมาถึงวันสุดท้าย และจบงานลงอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
หลังจากที่ได้ระดมสมอง และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันอย่างเข้มข้นตลอด 3 วันเต็มของเหล่าผู้บริหาร คณะอาจารย์ และนักเรียนของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา
บรรยากาศในวันสุดท้ายของการสัมมนา เน้นไปที่การสรุปผลการดำเนินงานและกำหนดทิศทางในอนาคต โดยมีวาระสำคัญคือการบรรยายพิเศษจากนายสนิท แย้มเกษร คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และการกล่าวสรุปผลการดำเนินงานโดยนางสาววรัญญภรณ์ ชาลีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลฯ สพฐ.
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การบรรยายหัวข้อ “50 ปีไทยรัฐวิทยากับทิศทางที่ก้าวเดิน” โดยนางภัทริยาวรรณ พันธ์ุน้อย ผู้ช่วยเลขาธิการฯ สพฐ. ซึ่งได้สรุปภาพรวมและศักยภาพของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา โดยชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นที่นักเรียนมีความสามารถด้านภาษาไทยและการสื่อสารดี ผลการสอบ RT และ NT สูงกว่าระดับประเทศ แม้จะมีข้อจำกัดด้านจำนวนครู
พร้อมกันนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดที่ต้องเร่งพัฒนาเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก และได้เสนอแนะทิศทางการพัฒนาก้าวต่อไปใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ด้านคุณภาพผู้เรียน ด้านการบริหารจัดการ และด้านคุณธรรมและการสร้างคนดีให้สังคม
จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีปิดการสัมมนาอย่างเป็นทางการ และมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้บริหารที่เข้าร่วมทุกคน ถือเป็นการสิ้นสุดการประชุมที่อัดแน่นไปด้วยความมุ่งมั่นในการสืบสานปณิธานของนายกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเยาวชนไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2885155&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sDDsoxjpEV91BqUjrVNCy -

กรุงศรี ออโต้ ส่งมอบห้องสมุดแห่งที่ 16
กรุงศรี ออโต้ เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สานต่อพันธกิจในการสนับสนุนภาคการศึกษา ส่งมอบ “ห้องสมุดกรุงศรี ออโต้ แห่งที่ 16” ณ ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนปูนอินทรี-มูลนิธิกรุงศรี (บ้านไกรเกรียง) อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี (ศกร.ตชด. บ้านไกรเกรียง) ภายใต้โครงการโรงเรียนสีเขียว (INSEE Green School) ซึ่งเกิดขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สิริพร ศุภรัชตการ ประธานคณะกรรมการอาสาสมัครกรุงศรี ออโต้ กล่าวว่า โครงการ “ห้องสมุดกรุงศรี ออโต้” เริ่มต้นจากความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากมอบโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้แก่เด็กทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใด เพราะเราเชื่อว่าห้องสมุดไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับอ่านหนังสือ แต่คือ โลกใบใหม่ที่เปิดประตูสู่จินตนาการ และพัฒนาทักษะรอบด้านให้แก่เยาวชน เราภูมิใจที่ได้ส่งมอบห้องสมุดกรุงศรี ออโต้ แห่งที่ 16 พร้อมอุปกรณ์การเรียน และคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เด็กๆ ของ ศกร.ตชด. บ้านไกรเกรียง ได้เติบโต และพัฒนาศักยภาพของตัวเองด้วยโอกาสที่เท่าเทียมกัน และก้าวทันโลกแห่งการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งได้

โครงการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจที่ “กรุงศรี ออโต้” ได้มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ภายใต้แนวคิด “Sustainability in Everyday Life (คุณค่าที่สร้างสรรค์ เพื่อทุกวันที่ยั่งยืน)

ดต. ชูเกียรติ คงศรี ครูใหญ่ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนปูนอินทรี-มูลนิธิกรุงศรี (บ้านไกรเกรียง) กล่าวว่า ห้องสมุดแห่งนี้ทำให้นักเรียนของ ศกร.ตชด. บ้านไกรเกรียง ได้มีโอกาสเข้าถึงโลกแห่งการเรียนรู้ที่กว้างไกลยิ่งขึ้น เป็นที่รู้กันดีว่าการจัดตั้งศูนย์การเรียนในพื้นที่ชายแดนนั้นมีความท้าทาย สำหรับเด็กที่อยู่แนวเขตชายแดนของประเทศนั้นมีความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งความรู้ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด ดังนั้นการที่ กรุงศรี ออโต้ จัดเตรียมหนังสือที่หลากหลายเหมาะสมสำหรับเด็กในแต่ละระดับชั้น พร้อมด้วยห้องสมุดแห่งนี้ จึงถือเป็นความร่วมมือที่ช่วยต่อยอดความตั้งใจของผมในการเป็นครูของเด็กๆ ที่นี่ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกลนั่นก็คือ ความรู้ ที่ไม่เพียงจะช่วยต่อยอดด้านความคิด แต่ยังสามารถช่วยพัฒนาทักษะด้านในต่างๆ ที่มีความสำคัญในการใช้ชีวิตอีกด้วย

น้องรถถัง หรือ ดช. พิชญะ ไล้โจ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กล่าวว่า ผมชอบมาที่ห้องสมุดกับเพื่อนๆ เป็นประจำเลยครับ พวกเราชอบมานั่งเล่นเกม และทำกิจกรรมในช่วงเวลาพัก ส่วนมากผมเห็นว่าพี่ๆ หลายคนชอบหยิบหนังสือที่เป็นวรรณกรรมเยาวชน หรือหนังสือวิทยาศาสตร์ มาอ่าน ส่วนตัวผมเองชอบอ่านนิทานเรื่อง “เต่าสองตัวกับหมวกหนึ่งใบ” เพราะนิทานเรื่องนี้สนุก มีภาพเต่าตัวเล็กน่ารัก และยังสอนเรื่องมิตรภาพระหว่างเพื่อน และการแบ่งปัน ทำให้ผมเข้าใจการอยู่ร่วมกันกับเพื่อน และรักเพื่อนมากขึ้นด้วยครับ

น้องแก้ม หรือ ดญ. ปิ่นมณี งามยิ่ง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า หนูเข้ามาห้องสมุดทุกวันเลยค่ะ เพราะได้ทำหน้าที่เป็น “บรรณารักษ์น้อย” คอยดูแลความเรียบร้อย ลงทะเบียนผู้ใช้ และติดตามการยืม-คืนหนังสือของห้องสมุด ซึ่งทำให้หนูได้ฝึกทักษะความเป็นผู้นำจากการเป็นบรรณารักษ์น้อย ผ่านการคอยประสานงาน พร้อมกับการดูแลให้ทุกคนใช้ห้องสมุดอย่างเป็นระเบียบ หนูดีใจมากที่ได้รับคอมพิวเตอร์จาก กรุงศรี ออโต้ มาช่วยจัดการข้อมูล ทำให้ทุกอย่างสะดวก และรวดเร็วขึ้น จนทำให้งานบรรณารักษ์กลายเป็นเรื่องง่าย และสนุกกว่าเดิมด้วย หนูมองว่าหน้าที่นี้ทำให้หนูมีความรับผิดชอบ และรู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่นมากขึ้นค่ะ
นอกเหนือจากการบริจาคห้องสมุดให้แก่ ศกร.ตชด. บ้านไกรเกรียง แล้ว กรุงศรี ออโต้ ยังได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้ความรู้เรื่องการเงินพื้นฐานแก่นักเรียน พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงความรู้ทางการเงินผ่าน “มุมการเงิน” ในห้องสมุด กรุงศรี ออโต้ ที่รวบรวมหนังสือเยาวชน ที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ในการสร้างนิสัยรักการออมตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการเงินอย่างรู้คุณค่าในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/569154&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08Dvz7rOTuC7asBWBYwqmo -

ฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ได้จริงหรือไม่ ? – BBC News ไทย
เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ตามที่ รฟม. แถลงได้จริงหรือ ?
ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ยังคงกั้นพื้นที่เพื่อกู้ความเสียหายจากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นวันที่ 2 -
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เป็นวันที่สองแล้วที่เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้ชิ้นส่วนความเสียหายที่ตกค้างอยู่หลังเกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณหน้าทางเข้า รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสน จุดที่มีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีวชิรพยาบาล ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้
โดยนายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. สันนิษฐานสาเหตุเบื้องต้นว่ามาจากสภาพของดินและน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น “ลักษณะพิเศษ” ทำให้พื้นผิวทรุดตัว พร้อมยืนยันว่า รฟม. และผู้รับจ้างจะเร่งอุดรูรั่วและคืนพื้นผิวจราจรให้ได้ภายในสองสัปดาห์ ก่อนจะค่อยซ่อมแซมบริเวณสถานีรถไฟฟ้าที่เสียหายเป็นลำดับถัดไป
สภาพของดินและน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น “ลักษณะพิเศษ” คืออะไร นี่เป็นข้อกังขาและข้อถกเถียงของคนในสังคมในขณะนี้
บีบีซีไทยพูดคุยกับรองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ผู้ผ่านการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิค (Geotechnical Engineering) จากประเทศญี่ปุ่นมาโดยตรง เพื่อหาคำตอบว่า เป็นไปได้จริงหรือไม่ ?
รฟม. แจงเป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากการเปลี่ยนสภาพของดินและน้ำ
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. (คนกลาง) แถลงข่าวพร้อมนายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. และผู้แทนจากกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที – พีแอล ในช่วงสายวันนี้ (25 ก.ย.) ในการแถลงข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (25 ก.ย.) ผู้ว่าการ รฟม. ไล่เรียงเหตุการณ์การทรุดตัวของถนนในบริเวณดังกล่าวว่าเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง 5.00 – 7.30 น. ของเมื่อวาน (24 ก.ย.) โดยไล่เรียงพัฒนาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เชิงประจักษ์” ดังนี้
- 5.00 น. มีประชาชนพบเห็นว่าถนนเริ่มต่างระดับ
- 5.30 น. เริ่มมีน้ำเอ่อบนผิวถนน มีตำรวจต้องเข้ามาอำนวยการจราจรและกั้นถนนเหลือเพียง 1 ช่องทาง ขณะที่ทางโครงการก่อสร้างก็ประสานการประปานครหลวงให้เข้ามาช่วยจัดการท่อน้ำที่รั่วไหล
- 7.00 – 7.30 น. พื้นผิวถนนพังทลายลงอย่างต่อเนื่อง
เขาอธิบายต่อว่า ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ถนนยุบลงไปเป็นแนวกว้าง 30×30 เมตร และลึกเกือบ 20 เมตรนั้น พบว่าดินและน้ำที่หายไปเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และดินบางส่วนยังไหลเข้าไปยังอุโมงค์รถไฟฟ้าชั้นบนด้วย
นายกาจผจญเน้นย้ำว่าดินและน้ำที่ยังคงค้างอยู่ภายในสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ยังเข้าไปตรวจสอบภายในอย่างละเอียดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาสันนิษฐานเบื้องต้นว่าสาเหตุของดินทรุดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพของดินและน้ำ ซึ่งเป็นเหตุ “พิเศษ” เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทั้ง “แบบ วิธีการก่อสร้าง และการใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรทั้งหลาย เป็นไปตามมาตรฐานและตามหลักวิชาการ”
“จากเหตุการณ์ที่ผมลำดับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ แล้วก็สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว พอจะสันนิษฐานเบื้องต้นว่า น่าจะเกิดจากสภาพของดินในบริเวณนี้ร่วมกับน้ำที่อยู่ใต้ดิน ทำให้สภาพของดินมีการเปลี่ยนพฤติกรรมไป ก็คือเสถียรภาพของดินเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะพิเศษ” ผู้ว่าการ รฟม.อธิบาย
“ซึ่งดินและน้ำที่ทำให้สภาพเปลี่ยนเป็นลักษณะพิเศษ ก็มีผลให้ [ดิน] ทรุดตัวลงไป ส่งผลให้ท่อประปาที่อยู่ลึกลงไปในระดับสามเมตรมีการชำรุด และน้ำประปาที่รวมทั้งท่อน้ำเสียด้วยก็ปนเปเข้าไปกับดินตรงนั้น ทำให้พฤติกรรมของดินที่เสียเสถียรภาพแล้ว ยิ่งเสียเสถียรภาพมากขึ้นไปอีก” เขาระบุ
ผู้ว่าการ รฟม. ยังบอกอีกว่า เมื่อดินในบริเวณนี้ “เสียเสถียรภาพ” ไปแล้ว ส่วนหนึ่งก็ไหลลงล่างไปตามช่องทางต่าง ๆ เท่าที่มี จนเริ่มเข้าไปที่ช่องว่างที่มีระหว่างตัวสถานีกับตัวอุโมงค์รถไฟฟ้า และแรงดันจาก “ดินและน้ำที่เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นของเหลว” ก็ทำให้ช่องว่างเหล่านี้ขยายตัวขึ้นก่อนที่ผิวดินจะพังถล่มลงมา
“ขอเรียนว่าในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เราดำเนินการเป็น 10 ปีมาแล้ว ด้วยเทคนิคที่เป็นมาตรฐานวิชาการ เรามีผู้ออกแบบ ผู้รับจ้างก่อสร้าง รวมทั้งผู้รับสัมปทานที่เป็นมืออาชีพ มีมาตรฐานในการดำเนินงานมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่เกิดเป็นครั้งแรกแล้วก็เป็นเหตุการณ์พิเศษ” เขาระบุ
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, ผู้ว่าการ รฟม. ระบุว่า ท่อประปาที่แตกชำรุดยิ่งซ้ำเติมดินที่เสียสภาพอยู่แล้วให้เสียเสถียรภาพมากขึ้นจนไหลเข้าไปที่ช่องว่างระหว่างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้า เป็นสาเหตุให้พื้นถนนทรุดตัว ขณะที่นายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. ยืนยันซ้ำอีกครั้งในช่วงของการตอบคำถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “เหตุสุดวิสัย”
“อย่างที่ท่านผู้ว่าได้เรียนไป สถานการณ์ตรงนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ที่มันเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แล้วพอถึงเวลาบังเอิญมีท่อน้ำขนาดใหญ่ พอแตกมา แรงดันมันเยอะมาก จากท่อ 1.20 เมตร เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นอัตราเร่ง ทำให้เสถียรภาพของดินมันเสียอย่างรวดเร็ว” เขาเน้นย้ำ
ผู้เชี่ยวชาญชี้ถนนทรุดไม่ใช่เหตุ “สุดวิสัย”
“ผมว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรอก” รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกกับบีบีซีไทย “การที่ดินทรุดตัวได้ แสดงว่าข้างล่างมันต้องมีช่องว่าง มันต้องมีโพรง ถูกไหม มันถึงยุบลงไปได้”
“ถามว่าที่อื่นทำไมไม่พัง ผมก็ต้องถามกลับว่าถ้าหากว่าดินและน้ำมากแล้วทำให้เกิดเหตุสุดวิสัย นั่นแสดงว่าอุโมงค์ที่ออกแบบมารับน้ำไม่ได้เหรอ ถ้าอย่างนั้นมันจะเป็นอุโมงค์ได้ยังไง ในเมื่ออุโมงค์จะต้องเจอน้ำเจอดินตลอดเวลา” เขาตั้งคำถาม “ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาเขาก็ยังทำมาแล้ว ไม่รู้นะ ผมไม่ได้ฟังเขาพูดตรง ๆ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรอก”
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและควบคุมงานใต้ดินผู้นี้ มองว่าจุดสำคัญที่เป็นต้นตอทำให้ดินยุบตัวถล่มลงมานั้น น่าจะอยู่ที่จุดเชื่อมตัวระหว่างตัวสถานีและตัวอุโมงค์รถไฟฟ้า ซึ่งตรงกันกับที่ รศ.ดร.ฐิรวัตร บุญญะฐี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ไว้ในบทความก่อนหน้านี้ของบีบีซีไทยว่า ตำแหน่งที่เกิดการพังของดินเป็นตำแหน่งที่อุโมงค์รถไฟวิ่งเข้าสถานีพอดี ซึ่งเขามองว่าจุดอ่อนอยู่ที่รอยต่อระหว่างอุโมงค์กับตัวสถานี ที่เกิดช่องโหว่ทำให้ดินบริเวณรอบ ๆ ที่อยู่นอกสถานีไหลตามช่องว่างนี้เข้าไปในสถานีที่มีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่
ที่มาของภาพ, วสท./handout
คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) มองว่าการที่ดินทรุดตัวบริเวณสถานีรถไฟฟ้านั้น “ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย” นายก วสท. อธิบายเพิ่มเติมว่า ในการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินนั้น โดยปกติจะเริ่มสร้างจากตัวสถานีก่อน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงมาก เพราะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กและวางอยู่บนเสาเข็มลึกหลายสิบเมตร จากนั้นจึงค่อยสร้างอุโมงค์ซึ่งเป็นคอนกรีตโค้งเชื่อมต่อกัน ซึ่งเมื่อสร้างอุโมงค์มาจนเชื่อมต่อกับตัวสถานีแล้ว ผู้ก่อสร้างก็ต้องเจาะช่องบริเวณตัวสถานีเพื่อต่ออุโมงค์เข้าไปได้ ก่อนจะยึดทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันด้วยวัสดุที่มีลักษณะเป็นยาง เพื่อรองรับกรณีที่อุโมงค์เกิดการเคลื่อนที่ในขณะที่รถไฟฟ้าวิ่ง
“รูที่เขาเจาะ [บริเวณผนังของตัวสถานี] พอสวมเข้าไปมันก็มีรอยต่ออยู่แล้ว มันจะมีช่องว่างอยู่… เหมือนเราเจาะผนังแล้วก็เอาดินสอเสียบเข้าไป มันก็ต้องมีช่องว่างอยู่หน่อย ๆ ซึ่งอันนี้เป็นจุดอ่อน เขาก็เลยมีการออกแบบการที่จะปิดรูตรงนี้” เขาระบุ “สันนิษฐานว่าตรงนี้คือจุดอ่อนที่เขาอาจจะยังทำไม่เรียบร้อย หรือยังไม่ได้ทำ หรืออะไรก็ไม่รู้แหละ ที่เป็นช่องว่างระหว่างอุโมงค์กับตัวสถานี”
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้ชิ้นส่วนความเสียหายที่ตกค้างอยู่หลังเกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณหน้าทางเข้า รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสน เป็นวันที่สอง (เมื่อ 25 ก.ย.) ระบบ “ตรวจการเคลื่อนตัวของดิน” ในสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ แจ้งเตือนเหตุล่วงหน้าได้หรือไม่ ?
นายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. ยืนยันในการแถลงข่าววันนี้ว่า ในสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ ของ รฟม. มี “ระบบที่ฝังท่อไว้สำหรับตรวจการเคลื่อนตัวของดิน” ที่เรียกว่า “อินคลิโนมิเตอร์” (inclinometer) อยู่แล้ว ซึ่งผู้รับจ้างจะติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดเพิ่มเติมในพื้นที่โดยรอบจุดที่ดินทรุดตัว เพื่อตรวจสอบว่าจะมีการเคลื่อนตัวเพิ่มเติมอีกหรือไม่
ด้าน รศ.ดร.วัชรินทร์ อธิบายเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า อุปกรณ์ที่ถูกพูดถึงนี้ ทำงานคล้ายกับจีพีเอสที่เมื่อถูกฝังในดินแล้ว จะสามารถตรวจสอบได้ว่ามันเคลื่อนตัวไปทางไหนหรือไม่ ซึ่งการเคลื่อนตัวของอุปกรณ์ก็สะท้อนการเคลื่อนตัวของดิน
อย่างไรก็ตาม อินคลิโนมิเตอร์รุ่นเก่า ๆ นั้น จะไม่ใช่ระบบอัตโนมัติที่สามารถส่งสัญญาณได้เองเมื่อดินเคลื่อนตัว แต่จะเป็นระบบที่มนุษย์ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบเป็นครั้งคราว เมื่อต้องการจะรู้ว่ามันเคลื่อนตัวทางไหนอย่างไร ซึ่งการแถลงข่าวของ รฟม. ไม่ชัดเจนว่าในสถานีที่เกิดเหตุดินทรุดใช้อินคลิโนมิเตอร์รูปแบบไหน
“จริง ๆ พอมันเริ่มเป็นโพรงข้างล่าง ดินข้างล่างมันจะเคลื่อนตัว… ซึ่งเจ้าอินคลิโนมิเตอร์จะบอกได้ เพราะมันเป็นท่อฝังตั้งแต่ข้างบนดินลงลึกลงไป 20 – 30 เมตร แล้วแต่เราจะกำหนดความจำเป็นมัน เพราะฉะนั้น ถ้ามันเริ่มมีการเคลื่อนที่เราจะรู้ คราวนี้ถ้าเกิดเขายืนยันว่าเขาติดจริง เขาก็ต้องเอาข้อมูลมาให้ดู” นายก วสท. ระบุ
อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าต่อให้จะมีอินคลิโนมิเตอร์หรือไม่ แต่ในพื้นที่การก่อสร้างดังกล่าวก็ควรต้องมีคนคอยเฝ้าระวังและสังเกตการณ์อยู่ตลอด เพื่อที่หากดินทรายไหลเข้ามาภายในสถานีจะได้รู้ว่ามีรูรั่วและหาทางป้องกันแก้ไขได้ทัน
คืนผิวการจราจรภายใน 2 สัปดาห์ เป็นไปได้หรือไม่ ?
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, รฟม. ยืนยันว่าจะเร่งอุดรูรั่วและคืนพื้นผิวการจราจรหน้า รพ.วชิรพยาบาล ภายได้สองสัปดาห์ ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยว่า จากการหารือกับผู้รับจ้างและผู้ออกแบบโครงการ ได้แบ่งการแก้ไขสถานการณ์เป็น 2 ระยะ ได้แก่
- ระยะที่ 1 เร่งคืนพื้นที่จราจร โดยอุดรูรั่วระหว่างอุโมงค์กับตัวสถานีด้วยกระสอบทรายจำนวนเกือบ 50,000 ลูก จากนั้นจะถมด้วยซีเมนต์ผสม กลบด้วยดินหรือทรายเพื่อให้พื้นผิวกลับเข้ามาสู่ระดับปกติและทำพื้นผิวถนนชั่วคราวเพื่อเปิดการจราจรให้เร็วที่สุด โดยจะพยายามทำให้ได้ภายใน 14 วัน
- ระยะที่ 2 ซ่อมแซมตัวสถานี-อุโมงค์รถไฟฟ้า ซึ่ง รฟม. และผู้รับจ้างต้องหารือกันในรายละเอียดอีกครั้ง โดยในระยะนี้ยังรวมถึงการซ่อมแซมตัวอาคารที่ได้รับผลกระทบ เช่น สถานีตำรวจ หรืออาคารข้างเคียงด้วย
รศ.ดร.วัชรินทร์ มองว่าช่วงเวลาที่ รฟม. กำหนดจะคืนพื้นผิวจราจรได้ภายในสองสัปดาห์นั้น เป็นไปได้จริง ทว่า เขาแสดงความกังวลในแง่วิธีการใช้กระสอบทรายเข้าไปอุดรูรั่ว ซึ่งเขาไม่มั่นใจว่าจะหยุดการไหลของดินได้จริงหรือไม่
“ผมว่าต้องประเมินนิดนึงก่อนว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ให้เกิดการไหลของดินนะ เพราะไม่อย่างนั้น สมมติถ้ามัน ไหลเรื่อย ๆ อย่างนี้ ตอนนี้ผมก็เห็นเอากระสอบทรายทิ้งไปแล้วมันไปไหน มันก็ไหลไปตามอุโมงค์ เพราะว่ากระสอบทรายมันก็เล็ก” ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและควบคุมงานใต้ดินผู้นี้ระบุ
เขามองว่าวิธีการที่ถูกต้องควรศึกษาก่อนว่าจะอุดช่องว่างที่ทำให้ดินไหลเข้าสู่สถานีรถฟ้าได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงถมกระสอบทรายเข้าไปโดยไม่มีแผนการชัดเจน
เขายังแนะนำอีกว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่พยายามอุดรูรั่วนั้น อาจซ่อมอุโมงค์ไปพร้อมกันได้เลยโดยไม่ต้องรอทำในระยะที่สอง เพราะหากรอคืนผิวจราจรก่อนแล้วค่อยทำ จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ามาก เนื่องจากจะต้องประกอบหัวเจาะใหม่ และนอกจากต้องเจาะผ่านดินแล้วยังต้องเจาะผ่านกระสอบทรายที่ถมลงไปเพิ่มด้วย
“คือสร้างก่อนแล้วค่อยถม หรือถมเสร็จแล้วมาเจาะ อันนี้เดี๋ยวต้องให้วิศวกรทั้งหลายมานั่งประชุมกัน แล้วก็ถกเถียงกันถึงข้อดีข้อเสีย แล้วก็วางแผนครับ” เขากล่าวสรุป
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, แผนการในระยะเร่งด่วนของ รฟม. คือการใช้กระสอบทรายอุดรูรั่วระหว่างตัวอุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้า ใครรับผิดชอบค่าซ่อมสถานีรถไฟฟ้า ?
“ผมไม่แน่ใจว่า รฟม. ได้พูดประเด็นไหมว่า แล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการซ่อมครั้งนี้ ใครเป็นคนจ่าย” เป็นคำถามที่นายก วสท. เปรยกับบีบีซีไทย
เขามองว่าเมื่อ รฟม. แถลงข่าวว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง โดยที่ผู้รับเหมาไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ใช่หรือไม่
“ความเสี่ยงของ รฟม. ก็คือ คุณเป็นเจ้าภาพเต็มที่เลยนะ แอ่นอกมารับเลยว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้รับเหมาไม่ผิดหรอก เป็นเหตุสุดวิสัย เพราะฉะนั้นผมจะหาเงินมาทำเอง สมมุติว่ามีคนคัดค้าน มีคนไปฟ้อง ป.ป.ช. ฟ้อง สตง. ว่า นี่มันไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แล้ว รฟม. เอาเงินตัวเองมาจ่ายได้ยังไง เดี๋ยวมันมีคดีความตามมาอีกเยอะนะ ผมยังกังวลเรื่องนี้” ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผู้นี้กล่าว
เขามองว่าสิ่งที่ยังขาดหายไปในตอนนี้คือการเปิดเผยข้อมูลบันทึกต่าง ๆ ของการก่อสร้างอย่างชัดเจนและเปิดให้หน่วยงานกลางเข้าไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง โดยให้อำนาจหน่วยงานนั้นเรียกดูเอกสารต่าง ๆ และตรวจสอบได้อย่างอิสระ
“ในงานก่อสร้างที่มีมาตรฐาน มันจะมีบันทึกนะครับ มีทั้งบันทึกประจำวัน ก็คือวันนี้ ที่ไซต์นี้ เราทำอะไร เราเทคอนกรีต เราเจาะดินได้กี่คิว ใส่อุโมงค์ไปได้กี่เมตร วันนี้เราเจาะกำแพงทะลุนะ มันจะต้องมีการบันทึกไว้ แล้วก็ต้องมีการลงนามทั้งฝ่ายผู้รับเหมา ทั้งบริษัทที่มาคุมงาน และก็ต้องมีคนของ รฟม. มาเซ็นรับทราบด้วย” รศ.ดร.วัชรินทร์ เปิดเผย
“ดีที่สุดก็คือ ถ้าเพื่อธรรมาภิบาลและเพื่อความโปร่งใส ต้องเอาข้อมูลนี้มาเปิดเผย เสร็จแล้วก็มีกลุ่มคนซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นคนของ รฟม. และไม่ได้เป็นคนของบริษัท เอาคนกลางเข้าไปตรวจสอบ มันถึงจะได้ข้อมูลที่แท้จริง แต่ตอนนี้ มันมีความรู้สึกว่าทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับหมด ไม่มีใครรู้” เขากล่าวทิ้งท้าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cr5qzj8g6ezo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZBiOXzy7DYioInOYeDccr -
-

ศาลสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิกแก๊งนักศึกษาสถาบันดัง กราดยิงงานแต่งคู่อริ | เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.3840/2566 พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายชนัญชิต แสงจันทร์, นายเวชพิสิฐ เลือกหา, นายภัทรดนัย เปรมจิตต์, นายธนาวุฒิ มุสตอฟาดี, นายสหัสวรรษ ภักดีนอก, นายนัฐภัทร สุวรรณไตร, นายยศพล กุลยะ, นายชุติวัต ผสมทอง, นายณัฐวุฒิ ดอกกระฐิน, นายปณิธาน ชูพรัด, นายปองพล จันทรศร, นายณัชพล สันเต๊ะ, นายอิทธิศักดิ์ เนาะสันเทียะ และ นายศุภรพงศ์ สุขประสงค์ เป็นจำเลยที่ 1-14 ฐานสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และ พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 14 คน เคยเป็นหรือเป็นนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ได้บังอาจสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป จับกลุ่มปรึกษากันเพื่อกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยวางแผนฆ่านักศึกษาหรือผู้ที่สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ทั้ง 2 สถาบันนี้มีความขัดแย้งสืบเนื่องกันมาหลายสิบปี

ต่อมาวันที่ 14 ส.ค. 65 เวลากลางวัน หลังจากที่จำเลยทั้ง 14 กับพวก ได้บังอาจร่วมกันมีอาวุธปืนพก ไม่ทราบขนาดไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียน 3 กระบอก และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด .38 จำนวน 12 นัด ร่วมกันยิงประทุษร้ายกลุ่มบุคคล ซึ่งกำลังร่วมงานฉลองมงคลสมรส ภายในบ้านย่านถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กทม. ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กระสุนปืนถูก นายณัฐวุฒิ พินิจใหม่ จบการศึกษาจากราชมงคลวิทยาเขตพระนคร ผู้เป็นแขกมาร่วมงาน ถูกยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกเป็นเหตุให้นายณัฐวุฒิถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 คน และบาดเจ็บอันตรายแก่กาย 2 คน โดยจำเลยที่ 10 นำรถจยย.คันดังกล่าวไปซุกซ่อนที่บ้านของผู้มีชื่อ ซึ่งเป็นตาของจำเลยที่ 10 และร่วมกันนำเสื้อผ้าที่จำเลยที่ 1-9 และจำเลยที่ 11-14 สวมใส่ในวันเกิดเหตุเผาทำลายที่บ้านในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 184, 210, 289 พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดตั้งแต่ก่อนก่อเหตุ ขณะก่อเหตุและหลังเกิดเหตุ ทำการสืบสวนข้อเท็จจริงมาประมวลผลกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยแบ่งคณะพนักงานสอบสวนแยกกันทำยากที่จะสร้างข้อมูลอันเป็นเท็จ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้ง 14 คนมีสาเหตุโกรธเคืองกับพนักงานสอบสวนมาก่อน เชื่อว่าพนักงานสอบสวนกระทำไปตามหน้าที่ พยานหลักฐานมีน้ำหนักรับฟังได้
รับฟังได้ว่าเมื่อเดือน ก.ค. 2565 มีเหตุนักเรียนเทคโนโลยีช่างกลปทุมวันถูกยิงเสียชีวิตในพื้นที่ สน.บางขุนเทียน เป็นเหตุให้กลุ่มจำเลยร่วมกันกราดยิงโดยไม่เจาะจงเพื่อเป็นการแก้แค้นสถาบันคู่อริ โดยในวันที่ 12 ส.ค. 65 จำเลยได้ประชุมวางแผนที่บ้านพักของจำเลยที่ 7 ย่านหนองจอกโดยมีจำเลยที่ 1, 4, 7, 8, 11-13 ไปดูลาดเลา ยังจุดเกิดเหตุแบ่งหน้าที่การจัดเตรียมอาวุธปืน รถจยย. เบอร์โทรศัพท์เฉพาะกิจที่สำหรับก่อเหตุ โดยในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นคนใส่ชุดไรเดอร์ขี่รถจยย. ก่อนโทรศัพท์ส่งสัญญาณให้กลุ่มจำเลยที่ใส่เสื้อสีน้ำเงินและเสื้อสีครีมขี่รถจยย.เข้าไปกราดยิงยังจุดเกิดเหตุเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บสาหัส 3 คน และบาดเจ็บอันตรายแก่กาย 2 คน จากนั้นจำเลยทั้งหมดได้หลบหนี
จำเลยที่ 1-5, 7-9, 11-13 จึงมีส่วนร่วมกันประชุมก่อเหตุเพื่อแก้แค้นสถาบันคู่อริโดยแบ่งหน้าที่กันชัดเจน หลังก่อเหตุได้นำพยานหลักฐานไปซุกซ่อนทำลาย คำต่อสู้ของจำเลยที่ 1-5, 7-9, 11-13 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ เป็นการสมคบกัน 5 คนขึ้นไปเพื่อฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานซ่องโจร, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนจำเลยที่ 6, 10, 14 พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-5, 7-9, 11-13 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นบทลงโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 พิพากษาประหารชีวิตแต่คำให้การของจำเลยมีประโยชน์มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1-5, 7-9, 11-13 และให้จำเลยที่ 1-5, 7-9, 11-13 ร่วมกันชดใช้เงินแก่มารดาของผู้เสียชีวิตจำนวน 1,677,400 บาท พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6, 10, 14

ภายหลังนางรุจลักษณ์ (ขอสงวนนามสกุล) มารดาของนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขอบคุณผู้พิพากษา อัยการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำสำนวนคดีได้อย่างเป็นธรรมกับการที่เราสูญเสียลูกไป เพราะยังมีอีกหลายคนหลายเหตุการณ์ที่เจอเรื่องแบบนี้แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมก็อยากให้ได้รับความเป็นธรรมเช่นเดียวกับคดีนี้ ซึ่งลูกชายไม่ได้เรียนหนังสือที่อุเทนถวาย แต่มาถูกยิงในงานแต่ง จริงๆ ก็อยากจะบอกว่าทั้ง 2 สถาบันต่างก็พัฒนาและสร้างบุคลากรออกมาได้ดี เพียงแต่เรื่องความขัดแย้งอาจจะเกิดจากรุ่นพี่มีอุดมการณ์หล่อหลอมมาแบบผิด ๆ จึงอยากให้เลิกเพราะการสูญเสียลูกเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก
ด้านนางพรพิมล ประจำเมือง แม่น้องหยอดที่ถูกยิงเสียชีวิตพร้อมครูเจี๊ยบ กล่าวว่า ขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม วันนี้ได้มาให้กำลังใจและเรียกร้องความเป็นยุติธรรมให้นายณัฐวุฒิหรือน้องเฟิร์ส ซึ่งมีผู้ต้องหา 2 คนในกลุ่มนี้ก่อเหตุซ้ำเพราะก่อเหตุยิงน้องเฟิร์สในงานแต่งงานจนเสียชีวิต จากนั้นได้ประกันตัวออกไปยิงครูเจี๊ยบกับน้องหยอด ซึ่งมือยิงกับคนพาหลบหนี คดียิงครูเจี๊ยบและน้องหยอด โดนศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต แต่อีก 20 กว่าคนได้ประกันตัวระหว่างยื่นอุทธรณ์คดี ตอนนี้อยู่ระหว่างรอฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยตนครุ่นคิดมาตลอดว่าทำไมถึงได้ประกัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5145179/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S_Rp3drJ7D7oz8x0QXO1_ -

44 ปี ทุนบุญรอดฯ มอบโอกาสการศึกษา สร้างคนคุณภาพ สู่การตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน
การตลาด
44 ปี ทุนบุญรอดฯ มอบโอกาสการศึกษา สร้างคนคุณภาพ สู่การตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน
วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.01 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
44 ปี ทุนบุญรอดฯ มอบโอกาสการศึกษา สร้างคนคุณภาพ สู่การตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน
บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัดพิธีมอบทุนการศึกษา “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 44 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการทุนการศึ
กษาที่เก่าแก่ที่สุ ดของประเทศไทย โดยมอบทุนการศึกษาระดับอุดมศึ กษาแบบต่อเนื่องจนจบการศึ กษาโดยไม่มีข้อผูกมัดในการใช้ทุ นคืน จำนวน 337ทุน ใน 22 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ เยาวชนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ นำความรู้ความสามารถไปสร้ างประโยชน์และส่งต่อโอกาสดีๆ คืนสู่สังคมต่อไป 
คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “การศึกษาเป็นสิ่งที่บุญรอดฯ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่
จะทำให้เด็กเติบโตมาอย่างมีคุ ณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ ทุนบุญรอดฯ ได้ดำเนินการมอบทุนสนับสนุนอย่ างต่อเนื่อง และขอขอบคุณสถาบันการศึกษาทุ กแห่ง ที่ได้ร่วมคัดเลือกนิสิต นักศึกษาที่มีคุณภาพ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ จนสามารถสำเร็จการศึกษาตามเกณฑ์ มาตรฐาน และหลายท่านยังทำผลงานได้อย่ างยอดเยี่ยมจนได้รับเกียรตินิยม ขอให้คำมั่นสัญญาว่า บริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการศึ กษาผ่านทุนบุญรอดฯ นี้ต่อไป เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ ทั้งต่อองค์กรและต่อประเทศชาติ ในอนาคต และขอใช้โอกาสนี้แสดงความยินดี กับผู้ได้รับทุนทุกท่านและบัณฑิ ตที่สำเร็จการศึกษาในปี 2567 นี้” ทางด้าน นายเกริกเกียรติ ปัญญาพิงค์ บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยนเรศวร สาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ เปิดเผยว่า “ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่มี
ภาระหนี้สิน ทำให้การเรียนต่อระดับมหาวิ ทยาลัยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกั งวล ต้องขอขอบคุณทุนบุญรอดฯ ที่ทำให้ความฝันของผมเป็นจริง ได้เรียนในสิ่งที่รักในสาขาวิ ชากายภาพบำบัดจนสำเร็จการศึ กษาในวันนี้ ผมตั้งใจว่าในอนาคตหากมีโอกาสก็ อยากจะทำมูลนิธิเพื่อช่วยเหลื อผู้ขาดแคลน นำความรู้วิชากายภาพบำบัดมาช่ วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เริ่มมอบ “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2525 ถือเป็นหนึ่งในทุนการศึกษาที่
เก่าแก่ที่สุดต่อเนื่อง 44 ปี ให้กับสถาบันการศึกษาภาครัฐทั่ วประเทศจำนวน 22 สถาบัน สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ ของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างโอกาสให้แก่ เยาวชนที่มีศักยภาพ เพื่อให้พวกเขาได้พัฒนาตนเอง และเติบโตเป็นพลังสำคัญในการขั บเคลื่อนสังคมและประเทศชาติให้ เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาค ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/directsale/447919&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RofAgmPMCI7O25Dm4UULm -

ฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ได้จริงหรือไม่ ? – BBC News ไทย
เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ตามที่ รฟม. แถลงได้จริงหรือ ?

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ยังคงกั้นพื้นที่เพื่อกู้ความเสียหายจากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นวันที่ 2 -
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เป็นวันที่สองแล้วที่เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้ชิ้นส่วนความเสียหายที่ตกค้างอยู่หลังเกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณหน้าทางเข้า รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสน จุดที่มีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีวชิรพยาบาล ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้
โดยนายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. สันนิษฐานสาเหตุเบื้องต้นว่ามาจากสภาพของดินและน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น “ลักษณะพิเศษ” ทำให้พื้นผิวทรุดตัว พร้อมยืนยันว่า รฟม. และผู้รับจ้างจะเร่งอุดรูรั่วและคืนพื้นผิวจราจรให้ได้ภายในสองสัปดาห์ ก่อนจะค่อยซ่อมแซมบริเวณสถานีรถไฟฟ้าที่เสียหายเป็นลำดับถัดไป
สภาพของดินและน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น “ลักษณะพิเศษ” คืออะไร นี่เป็นข้อกังขาและข้อถกเถียงของคนในสังคมในขณะนี้
บีบีซีไทยพูดคุยกับรองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ผู้ผ่านการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิค (Geotechnical Engineering) จากประเทศญี่ปุ่นมาโดยตรง เพื่อหาคำตอบว่า เป็นไปได้จริงหรือไม่ ?
รฟม. แจงเป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากการเปลี่ยนสภาพของดินและน้ำ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. (คนกลาง) แถลงข่าวพร้อมนายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. และผู้แทนจากกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที – พีแอล ในช่วงสายวันนี้ (25 ก.ย.) ในการแถลงข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (25 ก.ย.) ผู้ว่าการ รฟม. ไล่เรียงเหตุการณ์การทรุดตัวของถนนในบริเวณดังกล่าวว่าเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง 5.00 – 7.30 น. ของเมื่อวาน (24 ก.ย.) โดยไล่เรียงพัฒนาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เชิงประจักษ์” ดังนี้
- 5.00 น. มีประชาชนพบเห็นว่าถนนเริ่มต่างระดับ
- 5.30 น. เริ่มมีน้ำเอ่อบนผิวถนน มีตำรวจต้องเข้ามาอำนวยการจราจรและกั้นถนนเหลือเพียง 1 ช่องทาง ขณะที่ทางโครงการก่อสร้างก็ประสานการประปานครหลวงให้เข้ามาช่วยจัดการท่อน้ำที่รั่วไหล
- 7.00 – 7.30 น. พื้นผิวถนนพังทลายลงอย่างต่อเนื่อง
เขาอธิบายต่อว่า ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ถนนยุบลงไปเป็นแนวกว้าง 30×30 เมตร และลึกเกือบ 20 เมตรนั้น พบว่าดินและน้ำที่หายไปเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และดินบางส่วนยังไหลเข้าไปยังอุโมงค์รถไฟฟ้าชั้นบนด้วย
นายกาจผจญเน้นย้ำว่าดินและน้ำที่ยังคงค้างอยู่ภายในสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ยังเข้าไปตรวจสอบภายในอย่างละเอียดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาสันนิษฐานเบื้องต้นว่าสาเหตุของดินทรุดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพของดินและน้ำ ซึ่งเป็นเหตุ “พิเศษ” เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทั้ง “แบบ วิธีการก่อสร้าง และการใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรทั้งหลาย เป็นไปตามมาตรฐานและตามหลักวิชาการ”
“จากเหตุการณ์ที่ผมลำดับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ แล้วก็สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว พอจะสันนิษฐานเบื้องต้นว่า น่าจะเกิดจากสภาพของดินในบริเวณนี้ร่วมกับน้ำที่อยู่ใต้ดิน ทำให้สภาพของดินมีการเปลี่ยนพฤติกรรมไป ก็คือเสถียรภาพของดินเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะพิเศษ” ผู้ว่าการ รฟม.อธิบาย
“ซึ่งดินและน้ำที่ทำให้สภาพเปลี่ยนเป็นลักษณะพิเศษ ก็มีผลให้ [ดิน] ทรุดตัวลงไป ส่งผลให้ท่อประปาที่อยู่ลึกลงไปในระดับสามเมตรมีการชำรุด และน้ำประปาที่รวมทั้งท่อน้ำเสียด้วยก็ปนเปเข้าไปกับดินตรงนั้น ทำให้พฤติกรรมของดินที่เสียเสถียรภาพแล้ว ยิ่งเสียเสถียรภาพมากขึ้นไปอีก” เขาระบุ
ผู้ว่าการ รฟม. ยังบอกอีกว่า เมื่อดินในบริเวณนี้ “เสียเสถียรภาพ” ไปแล้ว ส่วนหนึ่งก็ไหลลงล่างไปตามช่องทางต่าง ๆ เท่าที่มี จนเริ่มเข้าไปที่ช่องว่างที่มีระหว่างตัวสถานีกับตัวอุโมงค์รถไฟฟ้า และแรงดันจาก “ดินและน้ำที่เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นของเหลว” ก็ทำให้ช่องว่างเหล่านี้ขยายตัวขึ้นก่อนที่ผิวดินจะพังถล่มลงมา
“ขอเรียนว่าในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เราดำเนินการเป็น 10 ปีมาแล้ว ด้วยเทคนิคที่เป็นมาตรฐานวิชาการ เรามีผู้ออกแบบ ผู้รับจ้างก่อสร้าง รวมทั้งผู้รับสัมปทานที่เป็นมืออาชีพ มีมาตรฐานในการดำเนินงานมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่เกิดเป็นครั้งแรกแล้วก็เป็นเหตุการณ์พิเศษ” เขาระบุ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, ผู้ว่าการ รฟม. ระบุว่า ท่อประปาที่แตกชำรุดยิ่งซ้ำเติมดินที่เสียสภาพอยู่แล้วให้เสียเสถียรภาพมากขึ้นจนไหลเข้าไปที่ช่องว่างระหว่างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้า เป็นสาเหตุให้พื้นถนนทรุดตัว ขณะที่นายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. ยืนยันซ้ำอีกครั้งในช่วงของการตอบคำถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “เหตุสุดวิสัย”
“อย่างที่ท่านผู้ว่าได้เรียนไป สถานการณ์ตรงนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ที่มันเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แล้วพอถึงเวลาบังเอิญมีท่อน้ำขนาดใหญ่ พอแตกมา แรงดันมันเยอะมาก จากท่อ 1.20 เมตร เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นอัตราเร่ง ทำให้เสถียรภาพของดินมันเสียอย่างรวดเร็ว” เขาเน้นย้ำ
ผู้เชี่ยวชาญชี้ถนนทรุดไม่ใช่เหตุ “สุดวิสัย”
“ผมว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรอก” รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกกับบีบีซีไทย “การที่ดินทรุดตัวได้ แสดงว่าข้างล่างมันต้องมีช่องว่าง มันต้องมีโพรง ถูกไหม มันถึงยุบลงไปได้”
“ถามว่าที่อื่นทำไมไม่พัง ผมก็ต้องถามกลับว่าถ้าหากว่าดินและน้ำมากแล้วทำให้เกิดเหตุสุดวิสัย นั่นแสดงว่าอุโมงค์ที่ออกแบบมารับน้ำไม่ได้เหรอ ถ้าอย่างนั้นมันจะเป็นอุโมงค์ได้ยังไง ในเมื่ออุโมงค์จะต้องเจอน้ำเจอดินตลอดเวลา” เขาตั้งคำถาม “ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาเขาก็ยังทำมาแล้ว ไม่รู้นะ ผมไม่ได้ฟังเขาพูดตรง ๆ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรอก”
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและควบคุมงานใต้ดินผู้นี้ มองว่าจุดสำคัญที่เป็นต้นตอทำให้ดินยุบตัวถล่มลงมานั้น น่าจะอยู่ที่จุดเชื่อมตัวระหว่างตัวสถานีและตัวอุโมงค์รถไฟฟ้า ซึ่งตรงกันกับที่ รศ.ดร.ฐิรวัตร บุญญะฐี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ไว้ในบทความก่อนหน้านี้ของบีบีซีไทยว่า ตำแหน่งที่เกิดการพังของดินเป็นตำแหน่งที่อุโมงค์รถไฟวิ่งเข้าสถานีพอดี ซึ่งเขามองว่าจุดอ่อนอยู่ที่รอยต่อระหว่างอุโมงค์กับตัวสถานี ที่เกิดช่องโหว่ทำให้ดินบริเวณรอบ ๆ ที่อยู่นอกสถานีไหลตามช่องว่างนี้เข้าไปในสถานีที่มีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่

ที่มาของภาพ, วสท./handout
คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) มองว่าการที่ดินทรุดตัวบริเวณสถานีรถไฟฟ้านั้น “ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย” นายก วสท. อธิบายเพิ่มเติมว่า ในการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินนั้น โดยปกติจะเริ่มสร้างจากตัวสถานีก่อน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงมาก เพราะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กและวางอยู่บนเสาเข็มลึกหลายสิบเมตร จากนั้นจึงค่อยสร้างอุโมงค์ซึ่งเป็นคอนกรีตโค้งเชื่อมต่อกัน ซึ่งเมื่อสร้างอุโมงค์มาจนเชื่อมต่อกับตัวสถานีแล้ว ผู้ก่อสร้างก็ต้องเจาะช่องบริเวณตัวสถานีเพื่อต่ออุโมงค์เข้าไปได้ ก่อนจะยึดทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันด้วยวัสดุที่มีลักษณะเป็นยาง เพื่อรองรับกรณีที่อุโมงค์เกิดการเคลื่อนที่ในขณะที่รถไฟฟ้าวิ่ง
“รูที่เขาเจาะ [บริเวณผนังของตัวสถานี] พอสวมเข้าไปมันก็มีรอยต่ออยู่แล้ว มันจะมีช่องว่างอยู่… เหมือนเราเจาะผนังแล้วก็เอาดินสอเสียบเข้าไป มันก็ต้องมีช่องว่างอยู่หน่อย ๆ ซึ่งอันนี้เป็นจุดอ่อน เขาก็เลยมีการออกแบบการที่จะปิดรูตรงนี้” เขาระบุ “สันนิษฐานว่าตรงนี้คือจุดอ่อนที่เขาอาจจะยังทำไม่เรียบร้อย หรือยังไม่ได้ทำ หรืออะไรก็ไม่รู้แหละ ที่เป็นช่องว่างระหว่างอุโมงค์กับตัวสถานี”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้ชิ้นส่วนความเสียหายที่ตกค้างอยู่หลังเกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณหน้าทางเข้า รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสน เป็นวันที่สอง (เมื่อ 25 ก.ย.) ระบบ “ตรวจการเคลื่อนตัวของดิน” ในสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ แจ้งเตือนเหตุล่วงหน้าได้หรือไม่ ?
นายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. ยืนยันในการแถลงข่าววันนี้ว่า ในสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ ของ รฟม. มี “ระบบที่ฝังท่อไว้สำหรับตรวจการเคลื่อนตัวของดิน” ที่เรียกว่า “อินคลิโนมิเตอร์” (inclinometer) อยู่แล้ว ซึ่งผู้รับจ้างจะติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดเพิ่มเติมในพื้นที่โดยรอบจุดที่ดินทรุดตัว เพื่อตรวจสอบว่าจะมีการเคลื่อนตัวเพิ่มเติมอีกหรือไม่
ด้าน รศ.ดร.วัชรินทร์ อธิบายเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า อุปกรณ์ที่ถูกพูดถึงนี้ ทำงานคล้ายกับจีพีเอสที่เมื่อถูกฝังในดินแล้ว จะสามารถตรวจสอบได้ว่ามันเคลื่อนตัวไปทางไหนหรือไม่ ซึ่งการเคลื่อนตัวของอุปกรณ์ก็สะท้อนการเคลื่อนตัวของดิน
อย่างไรก็ตาม อินคลิโนมิเตอร์รุ่นเก่า ๆ นั้น จะไม่ใช่ระบบอัตโนมัติที่สามารถส่งสัญญาณได้เองเมื่อดินเคลื่อนตัว แต่จะเป็นระบบที่มนุษย์ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบเป็นครั้งคราว เมื่อต้องการจะรู้ว่ามันเคลื่อนตัวทางไหนอย่างไร ซึ่งการแถลงข่าวของ รฟม. ไม่ชัดเจนว่าในสถานีที่เกิดเหตุดินทรุดใช้อินคลิโนมิเตอร์รูปแบบไหน
“จริง ๆ พอมันเริ่มเป็นโพรงข้างล่าง ดินข้างล่างมันจะเคลื่อนตัว… ซึ่งเจ้าอินคลิโนมิเตอร์จะบอกได้ เพราะมันเป็นท่อฝังตั้งแต่ข้างบนดินลงลึกลงไป 20 – 30 เมตร แล้วแต่เราจะกำหนดความจำเป็นมัน เพราะฉะนั้น ถ้ามันเริ่มมีการเคลื่อนที่เราจะรู้ คราวนี้ถ้าเกิดเขายืนยันว่าเขาติดจริง เขาก็ต้องเอาข้อมูลมาให้ดู” นายก วสท. ระบุ
อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าต่อให้จะมีอินคลิโนมิเตอร์หรือไม่ แต่ในพื้นที่การก่อสร้างดังกล่าวก็ควรต้องมีคนคอยเฝ้าระวังและสังเกตการณ์อยู่ตลอด เพื่อที่หากดินทรายไหลเข้ามาภายในสถานีจะได้รู้ว่ามีรูรั่วและหาทางป้องกันแก้ไขได้ทัน
คืนผิวการจราจรภายใน 2 สัปดาห์ เป็นไปได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, รฟม. ยืนยันว่าจะเร่งอุดรูรั่วและคืนพื้นผิวการจราจรหน้า รพ.วชิรพยาบาล ภายได้สองสัปดาห์ ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยว่า จากการหารือกับผู้รับจ้างและผู้ออกแบบโครงการ ได้แบ่งการแก้ไขสถานการณ์เป็น 2 ระยะ ได้แก่
- ระยะที่ 1 เร่งคืนพื้นที่จราจร โดยอุดรูรั่วระหว่างอุโมงค์กับตัวสถานีด้วยกระสอบทรายจำนวนเกือบ 50,000 ลูก จากนั้นจะถมด้วยซีเมนต์ผสม กลบด้วยดินหรือทรายเพื่อให้พื้นผิวกลับเข้ามาสู่ระดับปกติและทำพื้นผิวถนนชั่วคราวเพื่อเปิดการจราจรให้เร็วที่สุด โดยจะพยายามทำให้ได้ภายใน 14 วัน
- ระยะที่ 2 ซ่อมแซมตัวสถานี-อุโมงค์รถไฟฟ้า ซึ่ง รฟม. และผู้รับจ้างต้องหารือกันในรายละเอียดอีกครั้ง โดยในระยะนี้ยังรวมถึงการซ่อมแซมตัวอาคารที่ได้รับผลกระทบ เช่น สถานีตำรวจ หรืออาคารข้างเคียงด้วย
รศ.ดร.วัชรินทร์ มองว่าช่วงเวลาที่ รฟม. กำหนดจะคืนพื้นผิวจราจรได้ภายในสองสัปดาห์นั้น เป็นไปได้จริง ทว่า เขาแสดงความกังวลในแง่วิธีการใช้กระสอบทรายเข้าไปอุดรูรั่ว ซึ่งเขาไม่มั่นใจว่าจะหยุดการไหลของดินได้จริงหรือไม่
“ผมว่าต้องประเมินนิดนึงก่อนว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ให้เกิดการไหลของดินนะ เพราะไม่อย่างนั้น สมมติถ้ามัน ไหลเรื่อย ๆ อย่างนี้ ตอนนี้ผมก็เห็นเอากระสอบทรายทิ้งไปแล้วมันไปไหน มันก็ไหลไปตามอุโมงค์ เพราะว่ากระสอบทรายมันก็เล็ก” ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและควบคุมงานใต้ดินผู้นี้ระบุ
เขามองว่าวิธีการที่ถูกต้องควรศึกษาก่อนว่าจะอุดช่องว่างที่ทำให้ดินไหลเข้าสู่สถานีรถฟ้าได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงถมกระสอบทรายเข้าไปโดยไม่มีแผนการชัดเจน
เขายังแนะนำอีกว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่พยายามอุดรูรั่วนั้น อาจซ่อมอุโมงค์ไปพร้อมกันได้เลยโดยไม่ต้องรอทำในระยะที่สอง เพราะหากรอคืนผิวจราจรก่อนแล้วค่อยทำ จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ามาก เนื่องจากจะต้องประกอบหัวเจาะใหม่ และนอกจากต้องเจาะผ่านดินแล้วยังต้องเจาะผ่านกระสอบทรายที่ถมลงไปเพิ่มด้วย
“คือสร้างก่อนแล้วค่อยถม หรือถมเสร็จแล้วมาเจาะ อันนี้เดี๋ยวต้องให้วิศวกรทั้งหลายมานั่งประชุมกัน แล้วก็ถกเถียงกันถึงข้อดีข้อเสีย แล้วก็วางแผนครับ” เขากล่าวสรุป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, แผนการในระยะเร่งด่วนของ รฟม. คือการใช้กระสอบทรายอุดรูรั่วระหว่างตัวอุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้า ใครรับผิดชอบค่าซ่อมสถานีรถไฟฟ้า ?
“ผมไม่แน่ใจว่า รฟม. ได้พูดประเด็นไหมว่า แล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการซ่อมครั้งนี้ ใครเป็นคนจ่าย” เป็นคำถามที่นายก วสท. เปรยกับบีบีซีไทย
เขามองว่าเมื่อ รฟม. แถลงข่าวว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง โดยที่ผู้รับเหมาไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ใช่หรือไม่
“ความเสี่ยงของ รฟม. ก็คือ คุณเป็นเจ้าภาพเต็มที่เลยนะ แอ่นอกมารับเลยว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้รับเหมาไม่ผิดหรอก เป็นเหตุสุดวิสัย เพราะฉะนั้นผมจะหาเงินมาทำเอง สมมุติว่ามีคนคัดค้าน มีคนไปฟ้อง ป.ป.ช. ฟ้อง สตง. ว่า นี่มันไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แล้ว รฟม. เอาเงินตัวเองมาจ่ายได้ยังไง เดี๋ยวมันมีคดีความตามมาอีกเยอะนะ ผมยังกังวลเรื่องนี้” ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผู้นี้กล่าว
เขามองว่าสิ่งที่ยังขาดหายไปในตอนนี้คือการเปิดเผยข้อมูลบันทึกต่าง ๆ ของการก่อสร้างอย่างชัดเจนและเปิดให้หน่วยงานกลางเข้าไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง โดยให้อำนาจหน่วยงานนั้นเรียกดูเอกสารต่าง ๆ และตรวจสอบได้อย่างอิสระ
“ในงานก่อสร้างที่มีมาตรฐาน มันจะมีบันทึกนะครับ มีทั้งบันทึกประจำวัน ก็คือวันนี้ ที่ไซต์นี้ เราทำอะไร เราเทคอนกรีต เราเจาะดินได้กี่คิว ใส่อุโมงค์ไปได้กี่เมตร วันนี้เราเจาะกำแพงทะลุนะ มันจะต้องมีการบันทึกไว้ แล้วก็ต้องมีการลงนามทั้งฝ่ายผู้รับเหมา ทั้งบริษัทที่มาคุมงาน และก็ต้องมีคนของ รฟม. มาเซ็นรับทราบด้วย” รศ.ดร.วัชรินทร์ เปิดเผย
“ดีที่สุดก็คือ ถ้าเพื่อธรรมาภิบาลและเพื่อความโปร่งใส ต้องเอาข้อมูลนี้มาเปิดเผย เสร็จแล้วก็มีกลุ่มคนซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นคนของ รฟม. และไม่ได้เป็นคนของบริษัท เอาคนกลางเข้าไปตรวจสอบ มันถึงจะได้ข้อมูลที่แท้จริง แต่ตอนนี้ มันมีความรู้สึกว่าทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับหมด ไม่มีใครรู้” เขากล่าวทิ้งท้าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cr5qzj8g6ezo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CwiggOx43GIToS3lcj9GE -




