Category: วัฒนธรรม

  • นางเอกสวยอันดับหนึ่งของจีน ตำนานสามก๊ก ปัจจุบันเป็นแม่พระเอกดัง ลูกไม้หล่นใต้ต้น

    นางเอกสวยอันดับหนึ่งของจีน ตำนานสามก๊ก ปัจจุบันเป็นแม่พระเอกดัง ลูกไม้หล่นใต้ต้น

    อดีตนางเอกสาวงามอันดับหนึ่งของจีน ตำนานสามก๊ก หลายคนไม่รู้เป็นแม่แท้ๆ ของพระเอกดัง ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

    ย้อนกลับไปยุค 80 ถ้าพูดถึงนักแสดงหญิงซูเปอร์สตาร์ของจีน ชื่อของ เฉินหง (陈红) ต้องติดอันดับแน่นอน ด้วยใบหน้าคลาสสิกแบบหญิงจีนโบราณ ผิวขาวใส ริมฝีปากได้รูป และดวงตาที่สงบมีเสน่ห์ ทำให้เธอได้รับฉายาว่า “เตียวเสี้ยนที่งดงามที่สุดบนจอภาพยนตร์” และยังถูกขนานนามว่า “สมบัติล้ำค่าของวงการหนังย้อนยุค”

    เฉินหง

    เฉินหง

    ปัจจุบัน เฉินหงผันตัวไปทำงานเบื้องหลังกับสามี เฉินข่ายเกอ ผู้กำกับชื่อดัง แต่ลูกชายคนเล็กของเธอ เฉินเฟยอวี่ (อาร์เธอร์ เฉิน) ก็เดินตามรอยคุณแม่เข้าวงการ แสดงร่วมกับคุณพ่อตั้งแต่เด็ก และตอนนี้กลายเป็นพระเอกดัง มีผลงานสร้างชื่อ เช่น ไฟแช็กกับชุดเจ้าหญิง Lighter and Princess (2022) และ วาสนาของปลาเค็ม When Destiny Brings the Demon (2025) เรียกว่าลูกไม้หล่นใต้ต้นจริง ๆ

    เฉิน เฟยอวี่

    เฉินหง และ เฉินเฟยอวี่

    เส้นทางในวงการบันเทิงของเฉินหง

    เฉินหง เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1968 ที่เมืองเฉียนซาน มณฑลเจียงซี ประเทศจีน พ่อแม่ของเธอเป็นผู้มีความรู้สูง ส่วนคุณปู่เคยเป็นผู้บัญชาการกองทัพมณฑลหูหนาน คุณย่าเป็นหัวหน้าฝ่ายการศึกษาในกองกำลังชายแดน เฉินหงได้รับการอบรมจากครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก และแสดงศักยภาพด้านศิลปะตั้งแต่ประถมศึกษา โดยเป็นแกนนำด้านวรรณกรรมและศิลปะของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เธอเรียน ต่อมา ในปี 1986 เธอเข้าศึกษาที่คณะการแสดง มหาวิทยาลัยการละครเซี่ยงไฮ้ หลังสำเร็จการศึกษา เธอทำงานที่โรงละครศิลปะเยาวชนปักกิ่ง

    เฉินหง เริ่มต้นเส้นทางการแสดงในปี 1985 เฉินหงเริ่มแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก “这里有泉水” รับบทเป็นยู่ตัวละครหลัก จากนั้นปี 1986 เธอแสดงละครโทรทัศน์ “代号火树”

    ปี 1987–1989 : เฉินหงมีผลงานทั้งละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ เช่น

    • โปเยโปโลเย (聊斋) – แสดงเป็น เหลียนเฉิง

    • อาทิตย์ยังอัศดงครั้งแล้วครั้งเล่า (几度夕阳红) – แสดงเป็น หยางเสี่ยวถง

    • ความฝันในหอแดง (红楼梦) – แสดงเป็น จื่อจวน

    ปี 1991 : เฉินหงรับบท เตียวเสี้ยน หนึ่งในสี่สาวงามของจีน ในละครโทรทัศน์เรื่อง สามก๊ก (三国演义) ซึ่งเวอร์ชันนี้ได้รับความนิยมสูงมาก

    เตียวเสี้ยน สามก๊ก 1994

    ปี 1992–1998 : เฉินหงเริ่มมีชื่อเสียงในภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง และหลังแต่งงานกับเฉินข่ายเกอ เธอหยุดพักเพื่อมีครอบครัว โดยคลอดลูกชายคนแรกปี 1997

    ต่อมาในปี 1999–2009 เฉินหงกลับมารับงานแสดงอีกครั้ง โดยมีผลงานโดดเด่นคือ Palace of Desire (大明宫词) หรือ ตำหนักต้าหมิง เธอรับบท “องค์หญิงไท่ผิง” ซึ่งมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งออกอากาศในปี 2000 ซึ่งเป็นปีที่เธอคลอดลูกชายคนเล็ก เฉิน เฟยอวี่

    ตำหนักต้าหมิง (2000)

    จากนั้น 2010 เป็นต้นไป เฉินหงผันตัวเป็นผู้ผลิต (Producer) ทำงานเบื้องหลังเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ เช่น The Orphan of Zhao (赵氏孤儿) ตำนานอสูรล่าวิญญาณ (妖猫传) ยุทธการยึดสมรภูมิเดือด (长津湖) The Battle at Lake Changjin II (长津湖之水门桥)

    ชีวิตส่วนตัว

    เฉินหงพบรักกับผู้กำกับชื่อดัง เฉินข่ายเกอ (陈凯歌) ในกองถ่ายภาพยนตร์ปี 1992 และเริ่มคบกันในปี 1994 ก่อนแต่งงานที่สหรัฐอเมริกาในปี 1996 ครอบครัวมีลูกชายสองคน

    เฉินหงได้รับการยกย่องว่าเป็น “สาวงามอันดับหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่” (大陆第一美人) ด้วยความงามคลาสสิกแบบจีนโบราณ และฝีมือการแสดงที่หลากหลาย ทำให้เธอเป็นที่จดจำทั้งในฐานะนักแสดงและผู้ผลิตภาพยนตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9848094/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17tx8VpvNloB_sdfK1T_Ku

  • “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    28 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

    ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ให้การต้อนรับ 

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 2,000 ชุด และตรวจเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It จิตอาสา) โดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิจิตร ได้แก่ คลินิกเกษตรพืช คลินิกเกษตรสัตว์ ช่างยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ตัดผม พร้อมชมนิทรรศการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหกรรมผลงานอาชีวะ และมหกรรมผลงานเทคนิค

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังโรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม และโรงเรียนชุมชนวัดวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

    โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดพิจิตรว่า วันนี้ได้มีโอกาสพบปะกับคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษากว่า 200 คน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ รวมถึงรายงานผลกระทบที่เกิดจากพายุหลายระลอก และเตรียมการรับมือกับพายุที่จะเข้ามาอีกในระยะต่อไป สำหรับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ได้มอบหมายผู้บริหารในพื้นที่เร่งดูแล ทั้งการมอบถุงยังชีพ เครื่องใช้จำเป็นให้แก่ครูและผู้ปกครอง รวมถึงการประสานงบประมาณเยียวยา โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการว่า หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นวันที่ 30 กันยายนนี้ จะสามารถใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือเร่งด่วนได้ทันที ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กำลังเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ก็ได้นำศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน “Fix It Center”เข้ามาช่วยซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชน จากนี้ ตนจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งงบประมาณและเครื่องมือ เพราะเรามีบุคลากรพร้อมแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาส่วนหนึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ให้ อาชีวศึกษา เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชาติ โดยเราจะร่วมมือกับภาคเอกชน และต่างประเทศ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเรื่องนี้รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967376&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06cwGauV4YPkY4fleRo_VP

  • ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง ‘สืบพงศ์’ อดีตอธิการ ม.รามฯ ขอกลับเข้ารับราชการ

    ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง ‘สืบพงศ์’ อดีตอธิการ ม.รามฯ ขอกลับเข้ารับราชการ

    ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง ‘สืบพงศ์’ อดีตอธิการ ม.รามฯ ขอกลับเข้ารับราชการ

    รายงานข่าวจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ในคดีหมายเลขดำที่ บ. 311/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ บ. 363/2568 ของ นายสืบพงศ์ หรือ สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ผู้ฟ้องคดี ไว้พิจารณา และสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

    นายสืบพงศ์ฯ ผู้ฟ้องคดี เคยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในตำแหน่งอาจารย์ สังกัดภาควิชาการศึกษาต่อเนื่องและอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ภายใต้สังกัดมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) โดยได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568

    โดยฟ้องร้อง มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ที่ 1), อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ที่ 2), และสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง (ที่ 3)

    ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากมติและคำสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยของตน คำฟ้องร้องมีเนื้อหาหลักให้ศาลพิพากษาเพิกถอนมติและคำสั่งดังต่อไปนี้:

    1. มติของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ก.บ.ม.) ในการประชุมครั้งที่ 37/2567 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 วาระที่ 6.1 ที่เพิกถอนคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

    2. คำสั่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 4663/2567 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ที่เพิกถอนคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดี

    3. มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (สภามหาวิทยาลัย) ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 วาระที่ 6.4 ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี
    ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีได้ กลับเข้ารับราชการและคืนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ 

    เนื่องจากคดีนี้ถูกพิจารณาว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ( 4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542

    ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วพบว่า ข้อเท็จจริงได้ปรากฏตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีอื่น ๆ (คดีหมายเลขดำที่ บ. 152/2566, บ. 362/2565, 2409/2566 หมายเลขแดงที่ บ. 127/2568, บ. 128/2568, 696/2568) ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ได้มีหนังสือ ที่ อว 0601/2851 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 บอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้ว การบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวมีผลทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง

    สาเหตุของการบอกเลิกสัญญาจ้างครั้งก่อนหน้านี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้ ใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ไม่ได้รับการรับรอง จากสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อ.ว.) มาสมัครเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
    ดังนั้น ศาลเห็นว่า การที่ ก.บ.ม. มีมติและอธิการบดี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจ้าง รวมถึงมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ยกอุทธรณ์ เป็นเพียงการดำเนินการเพื่อให้มีผลลบล้างการจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

    แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้สิ้นสุดสถานะการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้ว เนื่องจากถูกบอกเลิกสัญญาจ้างตามหนังสือ ที่ อว 0601/2851 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565

    ศาลจึงสรุปว่า การดำเนินการที่ถูกโต้แย้งในคดีนี้ มิได้เป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาจ้างที่สิ้นสุดไปแล้ว อันจะทำให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาล ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542
    สิทธิในการอุทธรณ์

    ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/640028&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LrzhyIAb1zY6ysRsQH4id

  • กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าธุรกิจอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณลงทุนสูงมากในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงมีการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการลงทุนผ่านสิทธิบัตรยาหรือยาต้นแบบ  แต่ยาและเวชภัณฑ์เป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อทุกคน จึงมีข้อยกเว้นในการบังคับใช้สิทธิบัตรยาหรือบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในบางกรณี

    การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก แม้นการเพิ่มภาษีนำเข้ายาจะกระทบต่อภาคส่งออกยาและผลิตภัณฑ์ในไทยค่อนข้างจำกัดเนื่องจากไทยมีมูลค่าส่งออกยาและเครื่องมือทางการแพทย์ไปสหรัฐอเมริกาน้อยมาก แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น ต้นทุนทางด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นนัยสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบสาธารณสุข แรงกดดันที่มีต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาติดตามต่อไป

    ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น อัตราภาษีนำเข้า 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปและญี่ปุ่น นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังออกมาตรการเลือกปฏิบัติ คือบริษัทยาที่มีการลงทุนเพื่อผลิตในสหรัฐฯหรือกำลังสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯจะได้รับการยกเว้นภาษี

    การตั้งกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้มีการย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทยาข้ามชาติกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ นอกจากนี้ การกีดกันทางการค้านี้จะทำให้ราคายาและค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

    สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการนำเข้ายาเมื่อปีที่แล้วประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าอาจทำให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ใช้งบประมาณไปกับการย้ายฐานโรงงานการผลิตและรับมือผลกระทบต่อภาษีที่มีต่อห่วงโซ่เครือข่ายการผลิตแทนที่จะเอางบประมาณเหล่านี้มาลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมยาเพื่อสุขภาพของมนุษยชาติ

    นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าจะมีการขยายขอบเขตนโยบายกีดกันการค้ามายังสินค้ารายอุตสาหกรรมมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยในระยะต่อไปเพิ่มขึ้นอีก จากก่อนหน้านี้ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง เช่น เหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ล่าสุด ขยายมายัง ยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร (เก็บภาษีนำเข้า 100%) รถบรรทุกขนาดใหญ่ (เก็บภาษีนำเข้า 25%) เฟอร์นิเจอร์ตู้ครัวและอ่างล้างหน้า (เก็บภาษีนำเข้า 50%) เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือผลกระทบให้ดี เนื่องจากกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมอาจกระทบหนักโดยเฉพาะสินค้าที่อาศัยตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก คาดว่า การเก็บภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปหากศาลสหรัฐยกเลิกคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆก่อนหน้านี้

    อุตสาหกรรมส่งออกไทยมีสัดส่วนการใช้ Import Content สูงประมาณ 40% ของมูลค่าส่งออกในจำนวนนี้มีสินค้าที่ใช้ Local Content ต่ำและอาจเข้าข่ายสินค้าส่งออกที่อาจเจอกับภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) ในอัตรา 40%ซึ่งเรื่องนี้ต้องเจรจาทางการค้ากับทางสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมและควรรีบดำเนินการให้ได้ข้อสรุปในรัฐบาลชุดนี้ ไม่สามารถรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 เป็นการเก็บอัตราภาษีไม่ตายตัว เช่น เก็บภาษีเหล็ก 50% ตามมูลค่าเนื้อเหล็กที่สินค้านั้นๆใช้ในการผลิต อาจเจออัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% เป็นต้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่ามีความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไตรมาสสี่จะหดตัวลงจากนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมและการชะลอตัวลงของมูลค่าการค้าโลก โดยสัญญาณของการชะลอตัวนี้เริ่มปรากฎตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมชะลอตัวลงเหลือ 5.8% จาก 11% เดือนก่อนหน้า การส่งออกที่ขยายตัว 5.8% ในเดือนสิงหาคม เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออกทองคำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ เป็นลักษณะธุรกรรมการค้า นำเข้ามา แล้วขายออกไป

    แม้นอัตราการว่างงานทั้งระบบยังอยู่ในระดับต่ำแต่ตัวเลขผู้รับสิทธิประโยชน์การว่างงานในระบบประกันสังคมยังเพิ่มขึ้น การปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม การชะลอตัวของภาคส่งออก ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว นำไปสู่การลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้างและเลิกจ้างเพิ่มขึ้นได้

    รัฐบาลต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกและเร่งลงทุนโครงการต่างๆที่ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งจะได้ผลในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าการแจกเงิน เศรษฐกิจไทยเผชิญ “หลุมรายได้”ที่หายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิดประมาณ 6 ล้านล้านบาท ฉะนั้นต้องทำอย่างไรให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเติมเต็มหลุมรายได้ที่หายไป และมีการกระจายตัวของรายได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจัยที่จะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532763&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZAJe39vlPln2ecp8Nb16D

  • ฟิลิปส์จัดงาน “Primer in 3D Echo” ปีที่ 3หนุนแพทย์ไทยยกระดับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจในวันหัวใจโลก

    ฟิลิปส์จัดงาน “Primer in 3D Echo” ปีที่ 3หนุนแพทย์ไทยยกระดับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจในวันหัวใจโลก

    ฟิลิปส์ ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก จัดงาน “Primer in 3D Echo” เป็นปีที่ 3จับมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรทางการแพทย์เพื่อยกระดับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ข้อมูลจากสมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation, WHF) ระบุว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลกมากกว่า 20 ล้านคนต่อปี1 ฟิลิปส์ ผู้นำด้านเทคโนโลยีด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก ร่วมรณรงค์เนื่องในวันหัวใจโลก (World Heart Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 29 กันยายนของทุกปี โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้ให้กับคนไทยและการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์

    โดยในปีนี้ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศไทย จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “Primer in 3D Echo” เพื่อขยายความรู้และเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรทางการแพทย์อย่างทั่วถึง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วย โดยการฝึกอบรมในครั้งนี้ได้มุ่งเน้นเกี่ยวกับฝึกฝนการใช้เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจแบบ 3 มิติ และการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทางมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะความชำนาญของแพทย์ในการตรวจ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและการรักษาตัวในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหัวใจได้

    นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิลิปส์ดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพด้วยวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและการเพิ่มการเข้าถึงระบบสาธารณสุขให้มากขึ้น การรณรงค์วันหัวใจโลกจึงสะท้อนถึงพันธกิจสำคัญที่เรามุ่งมั่นมีส่วนร่วม เพื่อผลักดันการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนและสร้างคุณค่าให้กับสังคมในระยะยาว นอกจากฟิลิปส์จะนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์อันล้ำสมัยแล้ว เรายังให้ความสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนชาวไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคหัวใจ รู้แนวทางในการรักษาและป้องกันโรค รวมถึงเรายังสนับสนุนองค์ความรู้และการเพิ่มทักษะให้กับบุคคลากรทางการแพทย์อีกด้วย

    เนื่องจากปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความก้าวหน้าอยู่ตลอด ดังนั้น การจัดงานฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ความรู้ทั้งด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การฝึกอบรมทักษะในการใช้เครื่องมือ และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วย

    ในปีนี้เราได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมจัดหลักสูตรฝึกอบรมในงาน “Primer in 3D Echo” ซึ่งจะเน้นในเรื่องการใช้เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจแบบ 3 มิติ หรือที่เรียกว่า Three-Dimensional Echocardiography และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทางในการจัดเก็บข้อมูล พร้อมโปรแกรมวิเคราะห์ภาพ และรายงานผลการตรวจของผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือที่เรียกว่า IntelliSpace Cardiovascular (ISCV) พร้อมกับร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจด้วย”

    ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ หนึ่งในทีมผู้จัดอบรมหลักสูตร Primer 3D Echo กล่าวว่า“ปัจจุบัน โรคหัวใจยังถือว่าพบมากในประเทศไทย

    จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2566 พบว่าจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 4 หมื่นรายต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน ซึ่งการตรวจพบโรคหัวใจได้เร็วและวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องจะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดอัตราการเสียชีวิต และการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนึ่งในการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจที่มีประสิทธิภาพ คือการใช้เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ หรือ Echocardiography หรือเรียกสั้นๆ ว่า Echo โดยเฉพาะปัจจุบันเราสามารถใช้เทคโนโลยี 3D Echo หรือการอัลตราซาวด์หัวใจแบบ 3 มิติ ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นภาพหัวใจในมิติที่สมจริงและละเอียดมากขึ้น

    และนอกจากนี้การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทางเข้ามาช่วยในการประมวลผลตรวจโรคหัวใจ ทั้งจากเครื่องอัลตราซาวด์ และเครื่องตรวจอื่นๆ อาทิ เครื่อง MRI, เครื่อง CT Scan ยังช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและสรุปผลได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

     ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร อธิบายเพิ่มเติม “สำหรับการฝึกอบรม Primer 3D Echo สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในปีนี้ เราเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับ ‘Basic to Intermediate and Using 3D Echo in Daily Practice’ ซึ่งเน้นการใช้เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจแบบ 3 มิติตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และการฝึกปฏิบัติจริงในการสแกนหัวใจผู้ป่วย รวมถึงเรียนรู้เทคนิคการเก็บภาพและวิเคราะห์ภาพ 3D Echo จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง พร้อมทั้งการฝึกตั้งค่าเครื่องตรวจและการปรับแต่งภาพ รวมถึงการฝึกใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทางในการเรียกดูผลตรวจ รายงาน และการตั้งค่าต่างๆ  ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมทักษะเชิงปฏิบัติแล้ว ยังช่วยเสริมการตัดสินใจทางคลินิกให้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทางผู้จัดงานคาดหวังว่าผู้เข้าอบรมจะได้ความรู้กลับไปใช้งานได้จริง ซึ่งหากการตรวจวินิจฉัยมีความแม่นยำ ย่อมเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อผู้ป่วยได้มากที่สุด”

    ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่วนมากเกิดจากภาวะของโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, ภาวะอ้วนลงพุง, กินอาหารไขมันสูง, ขาดการออกกำลังกาย ความเครียดหรือการสูบบุหรี่ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด “อาการเตือนของโรคหัวใจ ได้แก่ เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอกซีกซ้าย ปวดจุกลิ้นปี่ ใจสั่น หน้ามืดหมดสติ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ขณะเดียวกันการตรวจสุขภาพประจำปี ก็สามารถช่วยในการพบโรคและปัจจัยเสี่ยงต่างๆได้เร็ว ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจได้ อย่างไรก็ตามการดูแลสุขภาพด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจ เพราะการป้องกันยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับโรคหัวใจ” ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร กล่าวปิดท้าย

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจผู้บรรยายเนื้อหาและจัดสอนในงาน Primer 3D Echo จากซ้ายไปขวา: รองศาสตราจารย์นายแพทย์ อดิศัย บัวคำศรี หัวหน้าหน่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศาสตราธิคุณแพทย์หญิง สมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย, ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์เดโช จักราพานิชกุล หัวหน้าสาขาวิชาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

    สำหรับ รอยัล ฟิลิปส์​ รอยัล ฟิลิปส์ (NYSE: PHG, AEX: PHIA) เป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนผ่านนวัตกรรมอันทรงคุณค่า นวัตกรรมของฟิลิปส์ถูกคิดค้นและออกแบบโดยคำนึงถึงตัวผู้ป่วยและคุณภาพชีวิตของผู้คน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลเชิงลึกด้านคลินิกประกอบกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อส่งมอบโซลูชันส์เพื่อการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลสำหรับผู้บริโภค และโซลูชันส์เพื่อการดูแลสุขภาพระดับมืออาชีพสำหรับผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข และการให้บริการผู้ป่วยทั้งในโรงพยาบาลและที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ​

    ฟิลิปส์ สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้นำด้านเครื่องมือทางการแพทย์ในด้านการตรวจวินิจฉัยทางรังสี, อัลตราซาวด์, Image-guided Therapy, เครื่องติดตามสัญญาณชีพ และระบบข้อมูลสารสนเทศ รวมถึงด้านสุขภาพส่วนบุคคล โดยในปีค.ศ. 2024 ฟิลิปส์มียอดขายทั่วโลกกว่า 1.8 หมื่นล้านยูโร และมีพนักงานประมาณ 67,800 คน ในการดำเนินธุรกิจกว่า 100 ประเทศ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟิลิปส์ได้ที่​www.philips.com/newscenter

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245318&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xD1V9Izwia2_dcVU6et71

  • เปิด‘สารตั้งต้น’ขัดแย้ง เขมรปลูกฝังไทยคือศัตรู ยัดสมองผ่าน‘แบบเรียน’

    เปิด‘สารตั้งต้น’ขัดแย้ง เขมรปลูกฝังไทยคือศัตรู ยัดสมองผ่าน‘แบบเรียน’

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.43 น.

    เปิด‘สารตั้งต้น’ขัดแย้ง เขมรปลูกฝังไทยคือศัตรู ยัดสมองผ่าน‘แบบเรียน’

    28 กันยายน 2568 พล.ต.วันชนะ สวัสดี ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย (ผอ.สน.ปร.มน.) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Wanchana Sawasdee ระบุว่า…

    เขมรกับแบบเรียนที่สร้างความเกลียดชัง สร้างอคติทำให้ชาวเขมรส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกว่าไทยคือเพื่อนบ้านเลย และนำอคติเหล่านี้มาสร้างคะแนนความนิยมของผู้นำเขมร

    1.เริ่มจากแบบเรียนแรกที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งไทย-เขมร คือแบบเรียนเรื่องพระโคพระแก้ว ที่เล่าถึงสยามเป็นผู้ขโมยพระโคและพระแก้วไป

    จากนั้นได้นำอารยะธรรม ความเจริญต่างๆออกมาจากท้องของพระโคทำให้สยามเจริญรุ่งเรืองขึ้นและเขมรเริ่มเข้าสู่ยุคมืดตั้งแต่บัดนั้น  จากแบบเรียนนี้ ได้ถูกขยายให้กว้างโดยนักค้นคว้าชาวฝรั่งเศส ชื่อ Gustave Janneau พิมพ์และเผยแพร่ครั้งแรกอีกทั้งยังพิมพ์สฉบับภาษาฝรั่งเศส ชื่อ Manuel pratique de langue cambodgienne เมื่อ ปี พ.ศ.2413 ซึ่งเป็นช่วงต้นรัชสมัย ร.5

    2. แบบเรียนสังคมศึกษา6เล่ม เล่มที่7-12 ครอบคลุมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6

    2.1 ม.1 เล่ม7 เนื้อหาไม่หนักมาก เป็นเพียงการกล่าวถึงการศึกษาทางโบราณคดีของกัมพูชาที่เชิดชูอารยธรรมขอม-เขมรว่าเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญคือการตั้งคำถามว่าถ้าไม่มีอารยธรรมของแล้วเพื่อนบ้านจะนำอารยธรรมมาจากไหน เป็นคำถามชี้นำเพื่อให้เห็นว่าประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างได้รับอารยธรรมจากของเท่านั้น

    2.2 ม.2 เล่ม8 เล่มนี้ดูเหมือนจะ มีปัญหากับสยามมากที่สุด สยามยกทัพมาตีพระนคร นำเอาคำและภาษาเขมรไปใช้ในภาษาสยาม โดยพ่อขุนรามคำแหงดัดแปลงให้เป็นอักษรเสียม ไทยเป็นโจรที่ปล้นแผ่นดินและมรดกทางวัฒนธรรมของเขมร

    2.3 ม.3 เล่ม9 ไทยเป็นชนชาติที่เก่งด้านการรบเคยแพ้พม่าและเสียกรุงถึงสองครั้ง อีกทั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรของเขมรที่ไทยมาชิงไป

    2.4 ม.4 เล่ม10 สยามเข้ายึดพระนครได้สำเร็จ ทั้ง 2 ครั้งที่ (ค.ศ. 1394-1401) ด้วยกลอุบายความเจ้าเล่ห์ไม่ใช่เพราะฝีมือการต่อสู้ เป็นเนื้อหาที่ต่อเนื่องมาจากเล่มที่แล้วว่าชาวสยามไม่เก่ง อีกทั้งยังกล่าวหาว่าชาวสยามปกครองเขมรด้วยความป่าเถื่อน

    2.5 ม.5 เล่ม11 สยามเนรคุณ โดยการใช้กลอุบายส่งพระสงฆ์มาสืบข่าวภายในบันทายละแวก และใช้กลอุบายสาดเงินพดด้วงเข้าไปในกอไผ่ เมื่อชาวเขมรตัดต้นไผ่เพื่อเอาเงินจึงทำให้เขมรไม่มีเครื่องกีดขวางทางธรรมชาติหลังจากนั้นชาวสยามจึงยึดเอาเขมรได้โดยง่าย

    2.6 ม.6 เล่ม12 กล่าวถึงประเทศไทยในสังคมร่วมสมัยและบิดเบือนความจริงโดยกล่าวให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยโดยเฉพาะรัชกาลที่9

    กล่าวโดยรวมคือประเทศไทย

    คือ ศัตรูของชาติเป็นกลุ่มคนที่มีความเจ้าเล่ห์และเนรคุณ ไม่ได้มีฝีมือการรบที่เก่ง แย่งชิงด้วยการปล้นวัฒนธรรมของเขมรไปเป็นของสยาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/917289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10hyaC7jrvh1nCShos-ci7

  • ที่น่าตกใจ คือกัมพูชายังคงแสดงตนเป็นเหยื่ออยู่ครั้งแล้ว ครั้งเล่า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ที่น่าตกใจ คือกัมพูชายังคงแสดงตนเป็นเหยื่ออยู่ครั้งแล้ว ครั้งเล่า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109483&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OunqdafVH67JgmnpRu8q2

  • วิจัยเผย 10 อาชีพแห่งอนาคตปี 2025-2029 เตรียมความพร้อมก้าวทันโลกยุคใหม่

    วิจัยเผย 10 อาชีพแห่งอนาคตปี 2025-2029 เตรียมความพร้อมก้าวทันโลกยุคใหม่

    การวางแผนการศึกษาให้เหมาะสมกับอนาคตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ปกครองและคุณครู Sanook Campus เลยขอมาสรุปผลวิจัย CFoW: The Center for the Future of Work โดย Cognizant ที่ระบุ 10 อาชีพมาแรงในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจทิศทางของตลาดแรงงานและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

    10 อาชีพที่โดดเด่นในโลกอนาคต

    1. Work from Home Facilitator (ผู้เชี่ยวชาญด้าน WFH)

      • หน้าที่: ดูแลระบบและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านของพนักงาน
      • ความสำคัญ: การทำงานแบบรีโมทกลายเป็นเรื่องปกติ ทำให้องค์กรต้องการผู้เชี่ยวชาญมาดูแลความเสถียรของระบบ

    2. Fitness Commitment Counselor (โค้ชสุขภาพดิจิทัล)

      • หน้าที่: ให้คำปรึกษาและวางแผนการออกกำลังกายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
      • ความสำคัญ: ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น แต่ต้องการความยืดหยุ่น การเทรนออนไลน์จึงได้รับความนิยม

    3. Smart Home Design Manager (ผู้จัดการออกแบบบ้านอัจฉริยะ)

      • หน้าที่: ผสานเทคโนโลยีเข้ากับการออกแบบบ้านเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่
      • ความสำคัญ: บ้านกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตและการทำงาน ทำให้ความต้องการบ้านอัจฉริยะเพิ่มขึ้น

    4. Data Trash Engineer (วิศวกรข้อมูลขยะ)

      • หน้าที่: วิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อค้นหาคุณค่าที่ซ่อนอยู่
      • ความสำคัญ: องค์กรต่าง ๆ มีข้อมูลจำนวนมหาศาล อาชีพนี้จะเข้ามาช่วยดึงประโยชน์จากข้อมูลที่ถูกมองข้าม

    5. Workplace Environment Architect (สถาปนิกสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน)

      • หน้าที่: ออกแบบสถานที่ทำงานโดยคำนึงถึงสุขภาพกายและใจของพนักงาน
      • ความสำคัญ: องค์กรให้ความสำคัญกับ Human-Centered Design เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสุขในการทำงาน

    6. Algorithm Bias Auditor (นักตรวจสอบอัลกอริทึม)

      • หน้าที่: ตรวจสอบความโปร่งใสและเป็นกลางของระบบอัลกอริทึม
      • ความสำคัญ: การใช้งาน AI และอัลกอริทึมที่แพร่หลาย ทำให้เกิดความจำเป็นในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ

    7. Highway Controller (ผู้ควบคุมการคมนาคม)

      • หน้าที่: วางแผนและควบคุมการจราจรสำหรับยานยนต์ไร้คนขับและโดรน
      • ความสำคัญ: การพัฒนาด้านการขนส่งที่ล้ำสมัย ทำให้ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาดูแลระบบความปลอดภัย

    8. Financial Wellness Coach (โค้ชการเงินส่วนบุคคล)

      • หน้าที่: ให้คำปรึกษาด้านการเงินเพื่อช่วยให้ผู้คนมีวินัยและสุขภาพทางการเงินที่ดี
      • ความสำคัญ: การวางแผนการเงินส่วนบุคคลมีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ค่าครองชีพสูง

    9. Cyber Calamity Forecaster (ผู้พยากรณ์ภัยไซเบอร์)

      • หน้าที่: คาดการณ์และแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์
      • ความสำคัญ: โลกดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว อาชญากรรมไซเบอร์จึงเพิ่มขึ้น ทำให้องค์กรต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านนี้

    10. Virtual Reality Personal Memory Curator (ผู้ดูแลความทรงจำ VR)

      • หน้าที่: ใช้เทคโนโลยี VR เพื่อฟื้นฟูความทรงจำของผู้สูงอายุ
      • ความสำคัญ: จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เทคโนโลยี VR จึงถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขา

    อาชีพแห่งอนาคตเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีและสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทักษะด้านเทคโนโลยีและความรู้รอบด้านจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออาชีพในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/campus/1430903/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cYVXccnY8zWpC8UyLIbdi

  • เปิดประวัติ‘เจ๊เกียว’ หญิงแกร่งยอดนักสู้เมืองย่าโม สู่ตำนานผู้บุกเบิก‘เจ้าแม่รถทัวร์’เมืองไทย

    เปิดประวัติ‘เจ๊เกียว’ หญิงแกร่งยอดนักสู้เมืองย่าโม สู่ตำนานผู้บุกเบิก‘เจ้าแม่รถทัวร์’เมืองไทย

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

    เปิดประวัติ‘เจ๊เกียว’ หญิงแกร่งยอดนักสู้เมืองย่าโม สู่ตำนานผู้บุกเบิก‘เจ้าแม่รถทัวร์’เมืองไทย

    28 กันยายน 2568 ครอบครัว “เชิดชัย” ได้รับข่าวเศร้า จากการจากไปของหัวเรือใหญ่ “เจ๊เกียว” หรือ นางสุจินดา เชิดชัย เจ้าของและนักธุรกิจหญิงแกร่งของอุตสาหกรรม “รถโดยสาร” แห่งเมืองโคราช นครราชสีมา หรือ “เจ้าแม่รถทัวร์” ของเมืองไทย

    “เจ๊เกียว” ได้รับการยกย่องว่าเป็นหญิงแกร่งยอดนักสู้ ซึ่งเส้นทางของเธอที่เริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายมาเป็นผู้สร้าง “อาณาจักรเชิดชัย” ให้กลายเป็นธุรกิจขนส่งและอุตสาหกรรมรถโดยสารขนาดหมื่นล้านบาท นับว่าไม่ธรรมดา

    “เจ๊เกียว” เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2480 ที่ “นครราชสีมา” เป็นลูกคนที่ 6 และเรียนเก่งสอบได้ที่ 1 แต่ครอบครัวไม่อนุญาตให้เรียนต่อ ทำให้ต้องหยุดการศึกษาเพียงประถมศึกษาปีที่ 4  และต้องออกมาช่วยครอบครัวทำมาหากินตั้งแต่เด็ก

    จุดเริ่มต้นธุรกิจของเธอ เริ่มจากการขายของตามสถานีรถไฟ และเรียนตัดเสื้อจนเปิดโรงเรียนสอนตัดเสื้อเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นธุรกิจแรกที่ทำให้เธอมีประสบการณ์บริหาร

    “เจ๊เกียว” แต่งงานกับ “วิชัย เชิดชัย” เจ้าของอู่ต่อรถบรรทุกในวัย 19 ปี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ธุรกิจยานยนต์และการขนส่ง

    จากนั้นเธอขยายกิจการจาก “อู่ต่อรถบรรทุก” ไปสู่สัมปทาน “เดินรถโดยสาร” ระหว่างจังหวัดภายใต้ชื่อ “เชิดชัยทัวร์” เธอถือเป็น “ผู้บุกเบิก” เพราะโดยจากรถไม่กี่คันในท้องถิ่น ขยายเป็นอาณาจักรมีรถโดยสารหลายพันคันในช่วงรุ่งเรือง ครอบคลุมเส้นทางหลักๆทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัท “รถทัวร์” ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    ไม่เพียงแต่ซื้อมาบริหาร แต่ “เจ๊เกียว” ยังทำโรงงานผลิตตัวถังรถโดยสารของตัวเอง หรือ “เชิดชัยบอดี้” จนเป็นผู้ผลิตรายสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ “กลุ่มเชิดชัย” ยังมีธุรกิจอื่น ๆ เช่น การขายรถยนต์ อะไหล่ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

    “เจ๊เกียว” ซึ่งได้รับสมญา “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย” ยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วม บขส. เป็นตัวแทนผู้ประกอบการในการเจรจากับภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่อง ราคาน้ำมัน” , การผลักดันการปรับ “ค่าโดยสาร”

    แม้ว่าในภายหลัง “เจ๊เกียว” จะประกาศขายกิจการ “รถทัวร์” เนื่องจากธุรกิจขาลงและต้องการพักผ่อน แต่ธุรกิจและทรัพย์สินใน “เครือเชิดชัย” ยังคงเป็นมรดกที่สำคัญของครอบครัวเชิดชัย และชื่อ “เจ๊เกียว” ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทย ในฐานะสัญลักษณ์…

    “หญิงแกร่ง” แห่งเมืองย่าโมและเมืองไทย!!!   

    R.I.P. …..

    #ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

    -005

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/917316&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14ArY3WgePlcMiJM8-dMDc

  • เช็คเรตติ้งการเมืองวันนี้! กางจะๆผลนิด้าโพล ปชช.หนุน‘พรรค’ไหน ใครเหมาะเป็น‘นายกฯ’

    เช็คเรตติ้งการเมืองวันนี้! กางจะๆผลนิด้าโพล ปชช.หนุน‘พรรค’ไหน ใครเหมาะเป็น‘นายกฯ’

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.28 น.

    เช็คเรตติ้งการเมืองวันนี้! กางจะๆผลนิด้าโพล ปชช.หนุน‘พรรค’ไหน ใครเหมาะเป็น‘นายกฯ’

    28 กันยายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2568” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

    เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 27.28 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

    อันดับ 2 ร้อยละ 22.80 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

    อันดับ 3 ร้อยละ 20.44 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

    อันดับ 4 ร้อยละ 7.16 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

    อันดับ 5 ร้อยละ 6.76 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย)

    อันดับ 6 ร้อยละ 6.00 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

    อันดับ 7 ร้อยละ 2.72 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

    อันดับ 8 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (พรรคประชาธิปัตย์)

    อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา)

    อันดับ 10 ร้อยละ 1.04 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    และร้อยละ 2.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) , นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) , พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) , ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) , นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) , นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) , พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) , ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

    เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 33.08 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

    อันดับ 2 ร้อยละ 21.64 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

    อันดับ 3 ร้อยละ 13.96 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

    อันดับ 4 ร้อยละ 13.24 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

    อันดับ 5 ร้อยละ 6.12 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

    อันดับ 6 ร้อยละ 5.52 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

    อันดับ 7 ร้อยละ 2.92 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

    อันดับ 8 ร้อยละ 1.72 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ

    และร้อยละ 1.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา , พรรคประชาชาติ , พรรคกล้าธรรม , พรรคเสรีรวมไทย , พรรคไทยภักดี , พรรคชาติพัฒนา และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง

    -005

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/917279&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R9pDeRUqV6Lp1SwJ_V-y6